เรื่อง การสำรวจดอกไม้ศพ

 

ชื่อโครงงาน การสำรวจดอกไม้ศพ

จัดทำโดย

เด็กหญิง อุทัยวรรณ รอดจำปา ชั้นม.2/12 เลขที่48

อาจารย์ที่ปรึกษา นางสาวรังสิมา อุณหะ

ที่มาและความสำคัญ

จากพืชตระกูล “บัวผุด” (Rafflesia) พบขึ้นอยู่บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ลำพังตัวช่อดอกแทงยอดตั้งขึ้นไปกว่า 3 เมตร เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นเหม็น
          กลีบของดอกไม้ศพด้านนอกเป็นสีเขียว ส่วนด้านในเป็นสีแดงอมม่วง มีช่อดอกสูงชะลูดห่อหุ้มเกสร กล่าวกันว่ากลิ่นของดอก Amorphophallus titanum คล้ายกับเนื้อเน่า แต่กลับเป็นกลิ่นหอมยั่วน้ำลายแมลงเต่าที่ชอบกินของเน่าและแมลงวันให้มาช่วยผสมเกสร กลีบดอกสีแดงเข้มยังช่วยลวงตาให้สัตว์นึกว่าเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่น่าตอมด้วย
ดอกไม้ชนิดนี้มีคุณสมบัติสามารถย่อยสลายกลิ่นเหม็นสาบของคนได้ดี โดยเฉพาะในช่วงตอนเย็นที่เป็นเวลาที่ดอกไม้ชนิดนี้จะทำหน้าที่ได้ดี  ดอกไม้นี้มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว จะสูงขึ้นประมาณ 10 เซนติเมตรต่อวัน และจะมีความสูงที่สูดที่ประมาณ 1-3 เมตร และดอกไม้ชนิดนี้ก็มีแนวโน้มที่ใกล้จะสูญพันธุ์เราเลยต้องการสำรวจเพื่อความรู้และได้ศึกษาไปในตัว

จุดประสงค์

เราจะได้ความรู้ในเรื่องการสูญพันธุ์ของดอกไม้ศพ

สมมติฐานของการทำโครงงาน

สมมติฐานว่าดอกไม้ศพอาจจะสูญพันธุ์ไปแล้ว

ขอบเขตของการทำโครงงาน

ศึกษาตามบ้านเรือนต่างๆที่นิยมชอบปลูกดอกไม้นาๆชนิด

วิธีการดำเนินงาน

วัสดุอุปกรณ์

1. สมุดปากกาเพื่อเอาไว้จด

2.โทรศัพท์มือถือเอาไว้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

ขั้นตอนการดำเนินการ

เดินทางไปสำรวจตามบ้านเรือนต่างๆว่ามีดอกไม้พันธุ์นี้อยู่รึเปล่า พอสำรวจอย่างพอใจและได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วก็ทำการสรุปผล

แผนปฎิบัติงาน

เมื่อสำรวจเสร็จจึงนำมาบันทึกผล

ประโยชน์จากโครงงานนี้

ได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับดอกไม้พันธุ์นี้ และได้พบปะพูดคุยกับผู้อื่นอย่างสนุกสนาน

เอกสารอ้างอิง

http://scpl441g3.exteen.com/20100930/entry-5

โครงงานเรื่อง เสื้อชูชีพจากขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้

ชื่อโครงงาน เสื้อชูชีพจากขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้

รายชื่อคณะผู้ทำโครงงาน

เด็กหญิงรดาพัชร  เย็นใส

ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา

นางสาวรังสิมา อุณหะ

บทที่1

ที่มาและความสำคัญ

ในปัจจุบันความนิยมการใช้กล่อง ขวด เครื่องดื่มมีเป็นจำนวนมากเนื่องจากใช้งานง่าย สะดวกและราคาถูก ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะทำให้เกิดขยะมูลฝอยพลาสติก ซึ่งเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและมีผลต่อสุขภาพอนามัย ขยะมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปีเพราะสาเหตุจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม นับเป็นปัญหาที่สำคัญของชุมชนซึ่งต้องแก้ไข การกำจัดขยะโดยการเอาไปเผา ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมลพิษ เกิดแก็สภาวะเรือนกระจก หรือภาวะโลกร้อน
ซึ่งการแก้ปัญหาอีกวิธีหนึ่งของพวกเราก็คือการนำกล่องน้ำผลไม้ กล่องนม ขวดน้ำ วัตถุเหลือใช้นำมาทำเป็นเสื้อชูชีพ เพื่อลดปัญหาขยะ จำพวกขวดพลาสติก กล่องน้ำ นมต่างๆ ภายในบ้านและชุมชนโรงเรียน และยังเป็นการช่วยลดโลกร้อน

วัตถุประสงค์โครงงาน

1.เพื่อประดิษฐ์เสื้อชูชีพจากขวดน้ำ กล่องนม น้ำผลไม้

2.เพื่อลดปริมาณขยะ

3.เพื่อฝึกสมาธิความคิดสร้างสรรค์

ปัญหาที่ต้องการทราบ

ขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้ที่ใช้หมดแล้ว สามารถนำมาประดิษฐ์ดัดแปลง ลดปัญหาการเกิดภาะวะโลกร้อนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำเสื้อชูชีพได้

ขอบเขตของโครงงาน

1.ระยะเวลาในการศึกษา เดือน

2.วัสดุอุปกรณืที่ใช้ดำเนินโครงงาน

3.ขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้

4.ดินสอ,กรรไกล,ไม้บรรทัด,ปากกา

5.คัดเตอร์ ,เข็ม,ด้าย,กระสอบ

บทที่2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

โครงงานการประดิษฐ์เสื้อชูชีพจากขวดนม ขวดน้ำ กล่องน้ำผลไม้ ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1.การประดิษฐ์

2.กล่องนม ขวดน้ำ กล่องน้ำผลไม้

1.การประดิษฐ์

ความหมายของงานประดิษฐ์ งานประดิษฐ์ หมายถึง สิ่งที่จัดทำขึ้น โดยใช้ความคิด สร้างสรรค์ให้เกิดความประณีต สวยงาม น่าสนใจ เพื่อประโยชน์ที่พึงประสงค์

2.กล่องนม ขวดน้ำ กล่องน้ำผลไม้

กล่อง หมายถึงบรรจุภัณฑ์ชนิดหนึ่ง ปกติจะมีรูปทรงเป็นทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก แต่ก็อาจพบในรูปทรงอื่นได้ กล่องทั่วไปทำจากกระดาษ ไม้ หรือพลาสติก เป็นต้น สามารถเปิดได้โดยการยก ดึง หรือเลื่อนฝาด้านบน และปิดผนึกได้ด้วยเทปกาว แม่กุญแจ หรือตะปู กล่องเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ถ่ายทอดรูปแบบมาจากหีบโดยตรง กล่องบางชนิดได้รับการตกแต่งจนสามารถใช้เป็นเครื่องเรือนภายในบ้านได้

กล่องประเภทต่างๆ[แก้]

กล่องกระดาษลูกฟูก (cardboard box) ทำจากกระดาษลูกฟูก ใช้สำหรับบรรจุสินค้าจำนวนมาก

กล่องกระดาษแข็ง (carton) ทำจากกระดาษแข็ง ใช้สำหรับห่อสินค้าแต่ละชิ้น มีการพิมพ์ฉลากบนกล่อง

ลัง (crate) มีความหมายคล้ายกับกล่องไม้ ใช้กับการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ บางคนก็เรียกกล่องกระดาษลูกฟูกว่าลัง

กล่องเครื่องมือ กล่องหรือหีบสำหรับใส่อุปกรณ์ช่าง

กล่องฟิวส์ กล่องบรรจุสะพานไฟและฟิวส์ภายในบ้าน

กล่องดำ เครื่องมือบันทึกข้อมูลการขับเคลื่อนของยานพาหนะ ใช้เพื่อช่วยสืบหาสาเหตุของอุบัติเหตุ

กล่องอาหารกลางวัน (lunch box) กล่องสำหรับบรรจุอาหารมื้อกลางวันสำหรับพนักงาน คล้ายกับปิ่นโต

กล่อง(รับ)จดหมาย (letter box) หรือตู้(รับ)จดหมาย ใช้สำหรับรับจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์

กล่องแพนโดรา (Pandora’s box) กล่องที่บรรจุความชั่วร้ายตามความเชื่อของชาวกรีก

ผลต่อสิ่งแวดล้อม

ขยะมูลฝอยนั้น นับวันจะเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนของประชากร ถ้าหากไม่มีการกำจัดขยะมูลฝอยให้ถูกต้อง และเหมาะสมแล้ว ปัญหาความสกปรกต่างๆ ที่เกิดจากขยะมูลฝอย จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้ามองกันอย่างผิวเผินแล้ว ขยะมูลฝอยนั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อมนุษย์มากนัก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อมนุษย์ ยังอยู่ในขั้นที่ไม่รุนแรงมากนัก ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ชัดเจนเท่าไร แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขยะมูลฝอยจะก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก และจะมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ด้วย ทั้งโดยทางตรง และทางอ้อม ทั้งนี้เนื่องจาก

1.ขยะมูลฝอย เป็นแหล่งอาหาร และแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงนำโรค เช่น แมลงวัน แมลงสาบ ยุง ฯลฯ และเป็นที่ซุกซ่อนของหนูและสัตว์อื่นๆ

2.ขยะมูลฝอย ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น และก่อให้เกิดความรำคาญ

3.ขยะมูลฝอยที่ทิ้งเกลื่อนกลาด ถูกลมพัดกระจัดกระจายไปตกอยู่ตามพื้น ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นสกปรก ขาดความสวยงาม เป็นที่รังเกียจแก่ผู้พบเห็น และผู้ที่อาศัยบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่ตกอยู่ หรือถูกทิ้งลงในคูคลอง หรือทางระบายน้ำ จะไปสกัดกั้นการไหลของน้ำ ทำให้แหล่งน้ำสกปรก และเกิดการเน่าเสีย

4.น้ำเสียที่เกิดจากกองขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ เป็นน้ำเสียที่มีความสกปรกสูงมาก ซึ่งมีทั้งสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ เชื้อโรค และสารพิษต่างๆ เจือปนอยู่ เมื่อน้ำเสียจากกองขยะมูลฝอย ไหลไปตามพื้นดินบริเวณใด ก็จะทำให้บริเวณนั้น เกิดความสกปรก และความเสื่อมโทรมของพื้นดิน และอาจเปลี่ยนสภาพ ทำให้ดินมีคุณสมบัติเป็นดินด่าง หรือดินกรดได้ ในกรณีที่น้ำเสียจากกองขยะมูลฝอย ไหลลงสู่แหล่งน้ำ ก็จะทำให้คุณภาพน้ำเสียไป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำผิวดิน หรือแหล่งน้ำใต้ดินก็ตาม ล้วนเป็นอันตรายต่อผู้ใช้น้ำ และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในแหล่งน้ำ น้ำที่สกปรกมาก หรือมีสารพิษเจือปนอยู่ ก็อาจทำให้สัตว์น้ำตายในเวลาอันสั้น นอกจากนั้นสิ่งสกปรกต่างๆ ที่เจือปนในน้ำ ก็จะส่งผลต่อระบบนิเวศของน้ำ ทำให้สัตว์น้ำที่มีค่าบางชนิดสูญพันธุ์ไป นอกจากนี้น้ำที่มีสิ่งสกปรกเจือปน ย่อมไม่เหมาะแก่การอุปโภค บริโภค แม้จะนำไปปรับปรุงคุณภาพแล้วก็ตาม เช่น การทำระบบน้ำประปา ซึ่งก็ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำมากขึ้น

  1. ชิ้นส่วนของขยะมูลฝอย ทำให้เกิดมลพิษแก่อากาศ ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ในเขตชุมชน หรือที่กองทิ้งไว้ในแหล่งกำจัด ซึ่งไม่มีการฝังกลบ หรือขณะที่ทำการเก็บขน โดยพาหนะที่ไม่มีการปกปิดอย่างมิดชิด ขยะมูลฝอยเหล่านั้นส่งกลิ่นเหม็นน่ารังเกียจออกมา เศษขยะมูลฝอยจะสามารถปลิวไปในอากาศ ทำให้เกิดความสกปรกแก่บรรยากาศ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ และทำความสกปรกให้กับบริเวณข้างเคียงได้

นอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้นานๆ จะมีก๊าซที่เกิดจากการหมักขึ้น ได้แก่ ก๊าซชีวภาพ ซึ่งติดไฟ หรือเกิดระเบิดขึ้นได้ และก๊าซไข่เน่า (ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์) ซึ่งมีกลิ่นเหม็น

บทที่3

วิธีดำเนินการศึกษา

วิธีดำเนินการศึกษา มีวิธีดังนี้

1.รวมกลุ่มและกำหนดหัวข้อในการทำโครงงาน

2.ค้นคว้าเอกสารตำรา

3.ออกแบบผลิตภัณฑ์จากขวดพลาสติก จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินงาน

4.ลงมือปฏิบัติตามโครงงาน โดยนำขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้

5.เขียนรายงานพร้อมสรุป และอภิปรายผล

บทที่4

ผลการศึกษาและอธิปรายผล

การประดิษฐ์เสื้อชูชีพจากขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้สามารถทำได้ง่าย เนื่องจากขวดน้ำ กล่องน้ำผลไม้มีราคาถูก หาง่าย โดยไม่ค่อยเสียค่าใช้จ่ายมากนัก และการประดิษฐ์ไม่ยากเท่าไหร่ มีความช่วยลดปริมาณขยะ ลดภายะโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจก และสามารถนำมาใช้ได้ในการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาน้ำท่วม จมน้ำ และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุเหลือใช้อีกด้วย

บทที่5

สรุปผล   ประโยชน์   ข้อเสนอแนะ

สรุปผล

จากการประดิษฐ์เสื้อชูชีพจากขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้ สรุปได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์ในการนำกล่องต่างๆมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดภาวะขยะมูลฝอย ภาวะโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจก และสามารถนำมาใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยปัญหาน้ำท่วม จมน้ำได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน

1.ฝึกความคิดสร้างสรรค์

2.ฝึกการทำงานเป็นทีม

3.ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

4.รู้จักวางแผนการทำงาน

5.ฝึกการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี

6.ฝึกสมาธิ

7.ลดปัญหาการเกิดภาวะโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจก

ปัญหาในการดำเนินงาน

1.การทำเสื้อชูชีพ ซึ่งจัดทรงได้ยาก

2.ขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้บางชนิดมีความหนามากทำให้ตัดค่อนข้างลำบาก

 

 

การแก้ไขปํญหา

1.พยายามในการตัดทำเสื้อชูชีพจากกระสอบ

2.ใช้อุปกรณ์ในการตัดให้เหมาะสมกับขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้

ข้อเสนอแนะ

1.ควรใช้วัสดุธรรมชาติมาแทนขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้ในการใช้เพื่อเป็นการลดขยะจากขวดพลาสติก เป็นการลดปัยหามลพิษ

2.ควรนำขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้ไปใช้ประโยชน์ในด้สนอื่นๆอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โครงงานเรื่อง แมลงที่กินแฝง

ดาวน์โหลด (4)

ชื่อโครงงาน แมลงที่กินแฝง

รายชื่อคณะผู้ทำโครงงาน

ด.ญ.ปราณี คล้ำจีน

ชื่ออาจารย์ที่ปรึษา

อาจารย์เบญจารัตน์ วังมะนาว

ที่มาและความสำคัญในการทำโครงงาน

 คือที่บ้านแม่ปลูกผักขายโดยเฉพาะแฝงและมีปัญหาโดยแมลงเจาะเข้าไปในเนื้อของแฝงบ่อยจนเกิดเป็นปัญหา และเกิดเป็นโครงงานนี้ขึ้นค่ะ
จุดปะสงค์ของโครงงาน
1.เพื่อใช้ในการพัฒนาสถานที่ปลูก เช่น ปลูกในโรงเรือน
2.เพื่อหาวิถีฆ่าแมลงได้อย่างถูกต้อง
ขอบเขตของการศึกษา
สวนหลังบ้าน
วิธีการดำเนินงาน
วัสดุอุปกรณ์
     1.กระดาษ
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กระดาษ
     2.ดินสอ
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดินสอ
แผนปฏิบัติงาน
คอยสังเกตแมลงที่บินมาต่อยแฝงและหาข้อมูลแมลงจากผู้ปกครองหรืออินเตอร์เน็ต
ประโยชน์จากโครงงาน
คือเราจะรู้ว่าแมลงที่มาทำรายผลผลิตของเรามันคือแมลงอะไรและจะได้หาวิธีกำจัดถูก

การดูดกลืนแสงของวัตถุสีต่างๆ

สีและแสงสี

ก . ชนิดของวัตถุ กรณีนี้เป็นการพิจารณาชนิดของวัตถุแยกตามสมบัติการดูดกลืนแสง เมื่อมีแสงตกกระทบวัตถุซึ่งสามารถแยกได้ 3 ชนิด คือ ( ดังรูป 40)

วัตถุโปร่งใส หมายถึง วัตถุที่ยอมให้แสงเดินทางทะลุผ่านไปได้อย่างงเป็นระเบียบ เช่น กระจกใส

รูป 40

วัตถุโปร่งแสง หมายถึง วัตถุที่ยอมให้แสงเดินทางผ่านทะลุไปได้อย่างไม่เป็นระเบียบ เช่น กระจกฝ้า

วัตถุทึบแสง หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้แสงผ่านไปได้เลย

ข . การผสมสารสี

กรณีวัตถุโปร่งแสงหรือโปร่งใสที่เรามองเห็นเป็นสีต่างๆ เช่น แผ่นพลาสติกสีแดง นั้นแสดงว่าแผ่นพลาสติกสีแดงดูดกลืนสีอื่นๆ ไว้จนเกือบหมดปล่อยแสงสีแดงผ่านไปได้โดยสะดวกเราจึงเห็นสีแดง และถ้านำแผ่นพลาสติกสีแดงนี้เข้าไป ในห้องมืดฉาย ด้วยแสงสีเขียว เราจะมองเห็นแผ่นพลาสติกเป็นสีดำ

กรณีวัตถุทึบแสง เช่น ปกสมุดสีแดง ที่เราเห็นเช่นนี้เพราะแสงสีแดงสะท้อนที่ปกสมุดเป็นส่วนใหญ่ในขณะที่แสงสีอื่นๆ ถูกดูดกลืนเป็นส่วนใหญ่ และถ้านำปกสมุดเข้าไปในห้องมืดแล้วฉายด้วยแสงสีอื่นที่ไม่ใช่สีแดง เช่น ฉายด้วยแสงสีน้ำเงิน เราจะเห็นปกสมุดสีแดงเป็นสีดำเพราะสีน้ำเงินถูกดูดกลืนไว้เป็นส่วนใหญ่จึงไม่สะท้อนออกมา

วัตถุที่เป็นสีต่างๆ เพราะเกิดจากสารสีปฐมภูมิผสมกัน สารสีปฐมภูมิมี 3 สี คือ สีเหลือง สีแดงม่วง และสีน้ำเงินเขียว

รูป 41

ถ้านำสารสีปฐมภูมิทั้ง 3 สีมาผสมกันด้วยปริมาณที่เท่าๆ กันเราจะได้สารสีดำ การผสมระหว่างสารสีปฐมภูมิคู่ต่างๆ ได้สารสีต่างๆ ดูได้จากรูป 41 เช่น ถ้านำสารสีน้ำเงินเขียวมาผสมกับสารสีเหลืองจะได้สารสีเขียวเป็นต้น

ค . การผสมแสงส

สี ในที่นี้หมายถึง ความรู้สึกของมนุษย์ในการมองเห็นคลื่นแสงซึ่งมี 7 สี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสดและแดง มีความยาวคลื่นประมาณ 430, 450, 500, 535, 580, 600, และ 700 นาโนเมตรตามลำดับ แสงขาวเมื่อผ่านปริซึมจะถูกแยกออกมา ให้เป็น 7 สีดังกล่าวซึ่งได้ทราบมาแล้ว

สีของแสงที่ถือว่าเป็น แม่สี หรือ แสงสีปฐมภูมิ ( primary color ) ได้แก่ แดง เขียว และน้ำเงิน สีเหล่านี้เป็นสีที่มีความบริสุทธิ์ ไม่สามารถแยกออกเป็นสีอื่นๆ ได้อีกแล้ว สีอื่นนอกจากสามสีนี้เกิดจากการผสมสีปฐมภูมิ เช่น แสงสีเหลืองเกิดจากการใช้แสงสีแดง และเขียวผสมกันในอัตราส่วนของความเข็มแสง 1 : 1 ( ดังรูป 42 ) สีที่ไม่ใช่แม่สีเหล่านี้เรียกว่า แสงสีประกอบ (compound color ) สำหรับคู่แสงที่ผสมกันแล้วได้แสงขาว เช่น แสงสีเขียวกับสีแดงม่วงเรียกว่า แสงสีเติมเต็ม ( complementary color)

รูป 42

ตัวอย่าง 44 คนปกติเมื่อให้มองแผ่นกระดาษสีน้ำเงินนานประมาณ 1 นาที แล้วละสายตาไปมองแผ่นกระดาษสีขาว เขาจะมองเห็นกระดาษสีขาวเป็นสีอะไร

วิธีทำ

ตอนแรก ขณะมองกระดาษสีน้ำเงินเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินของเรตินาจะทำงานหนักมากจนเกิดความล้า

ตอนหลัง เมื่อเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินเดความล้าทำให้ตาบอดสีน้ำเงินชั่วคราว ดังนั้นเมื่อตามองผ่านกระดาษสีขาว ซึ่งจะมีแสงสีทุกสีตกกระทบเรตินา เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีแดงและแสงสีเขียวเท่านั้นที่ยังคงทำงานตามปกติ จึงทำให้ตา ขณะนี้เห็นแสงสีแดงและสีเขียวผสมกันเท่านั้น ซึ่งจะผสมออกมาแล้วเห็นเป็นสีเหลือง

นั่นคือ ตาจะเห็นกระดาษสีขาวเป็นสีเหลือง

การตรวจสอบวิตามินซีในน้ำผลไม้

จัดทำโดย

ด.ญ ชลธิชา มีชาญเชาว์ เลขที่16

ด.ญ ลักษิกา ยาสิทธิ์     เลขที่19

ด.ญ ปวัณรัตน์ บังชะฎา   เลขที่32

ด.ญ  รดาพัชร เย็นใส     เลขที่36

ด.ญ   อุทัยวรรณ   รอดจำปา  เลขที่48

ชั้นม.2/12

สีของวัตถุ

การมองเห็นสีของวัตถุ  
การมองเห็นสีของวัตถุเนื่องจากปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ แสงตกกระทบวัตถุ แสงจากวัตถุสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาหรือแสงทะลุผ่านวัตถุ และตัวสีที่อยู่ในวัตถุนั้น ซึ่งเกิดจากการดูดกลืนสีบางสีและขณะคายสีบางสีออกมากระทบนัยน์ตาเราแถบสเปคตรัมของแสงขาวประกอบด้วย แถบสีทั้งหมด 7 คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดงแสงขาว หมายถึงแสงที่ฉายลงบนกระดาษสีขาว หรือวัตถุสีขาว แล้วยังคงเห็นวัตถุเป็นสีขาวดังเดิม แสงขาวประกอบด้วยสีทุกสีในสเปกตรัม ดังนั้นแสงขาวเมื่อผ่านอุปกรณ์ที่เหมาะสม เช่นปริซึม เกรตติง จะสามารถแยกได้เป็นแถบแสงสีม่วง น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม และแดง เป็นแถบต่อเนื่องกันตามลำดับแหล่งกำเนิดแสงที่ให้แสงขาว เช่น แสงอาทิตย์ แสงจากหลอดไฟฟ้า เป็นต้น

การมองเห็นสีของวัตถุทึบแสง

เมื่อมีแสงขาวมาตกกระทบ วัตถุทึบแสงสีต่างๆ แสงบางสีในแสงขาวจะถูก ตัวสีในวัตถุดูดกลืน ไว้ แสงสีที่เหลือจะสะท้อน มาเข้าในตาเราทำให้เห็นสีของวัตถุ แสงที่สะท้อนออกมามีแสงเดียวหรือหลายสีแต่แสงที่ให้สีของวัตถุมีปริมาณมากที่สุด จะทำให้เราเห็นวัตถุเป็นสีนั้น หรือเห็นเป็นสีผสมของแสงหลายสีนั้น เช่นตัวอย่างการมองเห็นวัตถุสีต่าง ๆ

ตัวสีในใบไม้

ตัวสีในใบไม้ ได้แก่ คลอโรฟีลล์ (Chlorophyll) เป็นตัวสีเขียวซึ่งเป็นสีที่มีมากในใบไม้ มีคุณสมบัติดูดกลืนสีบางสีไว้ และปล่อยสีเขียวออกมามากที่สุด เราจึงเห็นใบไม้เป็นสีเขียว ตัวสีที่มีปริมาณน้อย ได้แก่เคโรทีน (Carotene) เป็นตัวสีส้มแกมสีแดง และ เซนโทฟิล (Xanthophyll) เป็นตัวสีเหลืองน้ำตาล ซึ่งปริมาณความเข้มของสารทั้งสองนี้แตกต่างกันไปตามชนิดของพืช เช่น ใบฤาษีผสม ใบโกสน เพราะใบพืชเหล่านี้จะดูดกลืนแสงสีได้ต่างกัน จึงทำให้เห็นสีของใบไม้ต่างกันไปการผสมสารสี

ตัวสี (สารสี) คือ สารที่มีคุณสมบัติดูดกลืนสีบางสีไว้ แสงที่สะท้อนออกจากตัวสีเป็นสีเดียวกับ ตัวสีถ้ามีแสงขาวซึ่งประกอบด้วยสีต่าง ๆ มาตกกระทบวัตถุที่มีสีดำ ตัวสีดำในวัตถุจะดูดกลืนสีทุกสีไว้ จึงไม่มีสีสะท้อนออกมาเข้าตาเราเลย ดังนั้นเราจึงมองเห็นวัตถุนั้นเป็นสีดำ ในขณะเดียวกัน ตัวสีที่มีสีขาว ซึ่งสามารถสะท้อนทุกสีที่มาตกกระทบ เช่นเมื่อมีแสงขาวมาตกกระทบวัตถุที่มีสีขาวจะเห็นกระดาษเป็นสีขาว แต่ถ้ามีสีแดงกระทบกระดาษที่มีสีขาว ก็จะเห็นกระดาษเป็นสีแดง ดังนั้นแสงขาวคือแสงที่ไม่สามารถมองเห็นได้ ส่วนตัวสีขาวจะมองเห็นได้ เช่นสีของกระดาษขาวเป็นสี

การมองเห็น

 ดวงตาช่วยให้เรามองเห็นรอบตัวได้อย่างไร

 

          การมองเห็นจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีแสงจากวัตถุที่เรากำลังมองอยู่ตกกระทบกับตัวรับภาพ
ในดวงตา (photoreceptor) และส่งข้อมูลไปยังสมอง สมองส่วนรับภาพจะจัดเรียงแปลผล
ข้อมูล และสร้างเป็นภาพให้รู้สึกมองเห็นได้ ส่วนสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น พวกโพรโทซัว
แบคทีเรีย จะตอบสนองต่อแสงสว่างได้แต่ไม่มีอวัยวะรับภาพ

 

    


ภาพที่ 3. 3
 ภาพจำลองกลไกการมองเห็นภาพ

 

ความจริงเรื่องดวงตา
 

ดวงตาที่เราเห็นอยู่บนใบหน้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของลูกตาส่วนที่เหลือจะจมลึกอยู่ใน
กระดูกเบ้าตาที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ซึ่งเป็นส่วนของกะโหลก
ศีรษะเพื่อป้องกันอันตราย ส่วนที่เปิดสู่ภายนอกจะไม่ได้รับการคุ้มกันอันตรายจากกระดูกเบ้าตา
แต่จะได้้รับการชำระล้างด้วยน้ำตาทุกครั้งเมื่อกระพริบตา และมีเปลือกตาปิดคลุมดวงตาไว้เพื่อ
ป้องกันไม่ให้ได้รับอันตราย ส่วนขนตาจะคอยป้องกันฝุ่นละออง ลูกตายังสามารถเคลื่อนไหว
ไปมาได้ในช่องกระบอกตาโดยการทำงานของ  กล้ามเนื้อตา  จำนวนหกมัด นอกจากนี้ยังมี
ส่วนประกอบอื่นๆ ที่อยู่ภายในเบ้าตาซึ่งได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงอย่างมี
ประสิทธิภาพยิ่ง  โดยเรียงลำดับจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับดังนี้

 

              

                             ภาพที่ 3.4  ภาพส่วนประกอบของดวงตา (ด้านข้าง)
 

ผนังลูกตาประกอบด้วยชั้นต่างๆ  3 ชั้น คือ


1. สเคอรา หรือเปลือกลูกตา (sclera)


เป็นชั้นที่ เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น อยู่ชั้นนอกสุดเห็นเป็นสีขาว ส่วนที่อยู่ด้านหน้ามีลักษณะใส
และนูนออกมาเรียกว่ากระจกตา (cornea) ทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าสู่ภายในกระจกตา
มีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตราย หรือพิการเป็นฝ้าทึบ จะมีผลกระทบต่อการมองเห็น
ปัจจุบันแพทย์สามารถนำกระจกตาของผู้เสียชีวิตใหม่ๆ ซึ่งได้รับบริจาคมาเปลี่ยนให้กับคนที่มี
กระจกตาพิการเพื่อให้สามารถมองเห็นได้เหมือนเดิม
2. คอรอยด์ (choroid)

เป็นชั้นที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมาย ส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าเรียกว่า ซีเลียรีบอดี้
(ciliary body) ทำหน้าที่สร้างของเหลวที่เรียวว่า เอเควียวฮิวเมอร์ (aqueous humor)
เข้าไปอยู่ในช่องว่างของลูกตาด้านหน้าเลนซ์ โดยปกติของเหลวนี้จะถูกดูดซึมกลับเข้าเส้น
เลือดดำของตาโดยผ่านทาง ท่อแคแนลออฟชเลม (canal of Schlemm) ดังนั้นถ้ามีการอุดตัน
ของท่อเกิดขึ้นจะทำให้ความดันของของเหลวในลูกตาสูง และเป็นสาเหตุของโรคต้อหิน
(glaucoma) ในชั้นนี้ยังมีรงควัตถุ หรือสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันไม่ให้
แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของลูกตาโดยตรงคนเราจะมีสีตาต่างกันเนื่องจาก
มีรงควัตถุต่างชนิดกัน

3. จอตาหรือเรตินา (retina)

เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดประกอบด้วยเซลล์ประสาท และเซลล์ซึ่งไวต่อแสงเรียงตัวกันเป็นชั้น
ในช่องว่างของลูกตาด้านหลังของเลนซ์ และส่วนที่ติดกับเรตินามีของเหลวลักษณะคล้ายวุ้น
เรียกว่า วิสเทรียสฮิวเมอร์ (vitreous humor) บรรจุอยู่ ช่วยทำให้ลูกตาคงรูปร่างอยู่ได้
เรตินาทำหน้าที่เป็นจอรับภาพเนื่องจากมีเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell)
(ภาพที่ 3.7) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์์
อีกประเภทหนึ่งเป็นเซลล์รูปกรวย (cone cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีได้แต่
ต้องการแสงสว่างมากจึงบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง จอตาหรือเรตินาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่ง
ประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวยประมาณ 7 ล้านเซลล์

นอกจากชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงดังกล่าวแล้ว ยังมีเซลล์ประสาทอื่นที่รับกระแส
ประสาทที่รวมกันเป็นมัด เพื่อส่งไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 แล้วส่งต่อไปยังสมองส่วน
ซีรีบรัมที่มีหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับการมองเห็น จากภาพที่ 3.8 จะเห็นว่าแสงจะตกกระทบผ่าน
ชั้นเซลล์ปมประสาท (ganglion cells) และ เซลล์ประสาทชนิดสองขั้ว (bipolar cells) แล้วจึง
จะมาถึงชั้นของเซลล์รูปแท่งและรูปกรวยที่ไวต่อแสงที่เมื่อมีพลังงานแสงมากระตุ้นจะเกิด
การเปลี่ยนแปลงการซึมผ่านของเยื่อบุ (membrane permeability) จนเกิดเป็นกระแสประสาท
ส่งผ่านเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 ไปยังสมองได้

บริเวณด้านหน้าของเลนซ ์ (lens) จะมีแผ่นเนื้อเยื่อเรียกว่าม่านตา (iris) ออกมาบังบาง
ส่วนของเลนซ์  (lens) ไว้เหลือบริเวณตรงกลางให้แสงผ่านเข้าไปสู่เลนซ์ (lens) ได้เรียกว่า
รูม่านตา (pupil) ถ้ามองจากภาพที่ 3.4  ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของดวงตา จะเห็นว่าด้านหน้า
ของแก้วตาหรือเลนซ์ตามีม่านตา (iris)  ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังคอรอยด์
คล้ายกับเป็นผนังกั้นบางส่วนของแก้วตาหรือเลนซ์ เพื่อควบคุมปริมาณแสงให้พอเหมาะที่ี่จะ
ผ่านไปสู่เลนซ์ตา โดยม่านตาสามารถเปิดกว้างมากหรือน้อยตามความสว่างของแสงเพื่อเปิด
เป็นช่องกลางที่เหลือมีลักษณะกลมให้แสงผ่านเข้า ถ้าแสงสว่างมากรูม่านตาจะเปิดน้อยแสง
สว่างน้อยรูม่านตาจะเปิดกว้าง

ฉะนั้นขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับการหดหรือขยายของกล้ามเนื้อวงหรือ
กล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามแนวรัศมีของม่านตา

 

             

                              ภาพที่ 3.5 ภาพแสดงส่วนประกอบของดวงตา (ภาคตัดขวาง)

 

การนำสัญญาณประสาทเข้าสู่สมอง

กระแสประสาทจากเซลล์รับความรู้สึก (receptor cells) จะถูกส่งผ่านใยประสาท (nerve
fiber) ของเซลล์ปมประสาท (ganglion cells) มารวมเป็นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 (optic
nerve) โดยแต่ละใยประสาทจะมีการเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบตามตำแหน่งที่มาจากเซลล์
รับความรู้สึก (receptor cells) ในเรตินา เมื่อมาถึงบริเวณออฟติกไคแอสมา (optic chiasma)
ใยประสาทที่มาจากเรตินาด้านข้างจมูก จะมีการข้ามไปอยู่ในออฟติกแทรค (optic tract)
ด้านตรงข้าม ออฟติกแทรค (optic tract) จะนำกระแสประสาทไปสู่ แลทเทอราลเจนนิคูเลท
บอดี้ (lateral geniculate body) ในส่วนของทาลามัส (thalamus) เพื่อซิแนปส์กับเซลล์
ประสาทตัวใหม่จากนั้นกระแสประสาทจะถูกส่งผ่านไปสู่สมองส่วนท้ายทอย (visual cortex)
ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น (ดังภาพที่ 3.6 ก.)

 

              
                                                              ก.
                         

                                                              ข.

 

ภาพที่ 3.6 ภาพจำลองแสดงการนำสัญญาณประสาทเกี่ยวกับการมองเห็นจากตาเข้าสู่สมอง

ด้านพูท้ายทอย (occipital lobe) (ก) ภาพแสดงออฟติกไคแอสมา (optic chiasma) (ข)

ภาพที่ 3.7   ภาพขยายของเซลล์รูปแท่ง
(สีน้ำเงิน) และเซลล์รูปกรวย
(สีน้ำเงินเขียว) ในจอตา

ที่มา: สารานุกรมพื้นฐานของร่างกายมนุษย์ (2545)
หน้า 43

 

                                    

ภาพที่ 3.8 ภาพจำลองแสดงเซลล์รูปแท่งและรูปกรวยใยประสาทในชั้นเรตินา

 

       คุณเคยสังเกตไหมว่า ขณะที่เรากำลังอ่านหนังสือ เราจะมองตัวหนังสือตรงหน้าได้ชัดกว่า
ตัวหนังสือที่อยู่ข้างๆ ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร ทราบไหมเอ่ย?

 

การเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้นเนื่องจากภาพตัวหนังสือที่อยู่ตรงหน้าตกลงบริเวณที่เห็น
ชัดเจนที่สุดของชั้นเรตินาหรือจอตา เรียกว่า บริเวณโฟเวีย (fovea) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีเซลล์
รูปกรวยอยู่หนาแน่นมากกว่าบริเวณอื่นๆ ส่วนบริเวณอื่นของเรตินาที่มีแต่แอกซอนออกจากลูกตา
เพื่อเข้าสู่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 จะไม่เกิดภาพให้เห็นเลย เนื่องจากเป็นบริเวณที่ไม่มีเซลล์
รูปแท่งและรูปกรวยอยู่เลย จึงเรียกบริเวณนี้ว่า จุดบอด (blind spot)

      โฟเวีย (fovea) เป็นบริเวณที่มีเฉพาะเซลล์รูปกรวย ส่วนจุดบอดเป็นบริเวณทางออกของ
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 จากตาไปยังสมองเรียกว่าออฟติกดิสก์ (optic disc) ซึ่งเป็นบริเวณ
ที่ไม่มีเซลล์รับความรู้สึกอยู่

การหักเหของแสงและการใช้ประโยชน์

การหักเหเกิดขึ้นเมื่อแสงเดินทางผ่านตัวฃกลางอย่างน้อย 2 ชนิด ที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากัน การหักเหจะเกิดขึ้นตรงผิวรอยต่อของตัวกล่าง การหักเหของแสงเป็นการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่และการเปลี่ยนความเร็วของแสง ถ่าแสงเดินทางผ่านตัวกลางชนิดเดียวกัน แสงจะเดินทางเป็นเส้นตรง

* 1.แสงเดินทางจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยไปยังตัวกลางที่มีความหนาแน่นมาก รังสีหักเหจะเบนเข้าหาเส้นปกติ มีมุมตกกระทบโตกว่ามุมหักเห เช่น แสงเดินทางจากอากาศไปน้ำ
2.แสงเดินทางจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากไปยังความหนาแน่นน้อย รังสีหักเหจะเบนออกจากเส้นปกติทำให้มุมหักเหโตกว่ามุมตกกระทบ เช่น แสงเดินทางจากแก้วไปยังอากาศ

จำง่าย ๆ นะค่ะ  1.มันมีน้อย เลยต้องเบนเข้าเพื่อเพิ่มให้มันมาก
2.มันมีมาก มากเกินไปเลยต้องเบนออกจะได้สมดุล

ประโยชน์จากการหักเหของแสง

                            1.ใช้อธิบายการมองเห็นวัตถุในน้ำมีขนาดโตขึ้น และมองเห็นอยู่ใกล้เข้ามา เนื่องจากแสงเดินทางจากวัตถุในตัวกลางเนื้อแน่น (น้ำ)ไปยังตัวกลางเนื้อบาง (อากาศ) แสงจะเบนออกจากเส้นปกติทำให้มองเห็นวัตถุตื้นขึ้นมา
2.ทำให้เกิดรุ้งกินน้ำ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ เมื่อแสงอาทิตย์ส่องผ่านละอองน้ำเล็ก ๆ แล้วหักเห และกระจายแสงผ่านออกมาแยกเป็น 7 สี
                รุ้งกินน้ำ จะเกิดหลังฝนตกในตอนเช้าหรือเย็น ตำแหน่งที่รุ้งกินน้ำเกิดจะอย่างตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์เสมอ รุ้งกินน้ำมี 2 ชนิด คือ รุ้งตัวล่างหรือรุ้งปฐมภูมิ จะมีสีม่วงอยู่ข้างล่างและสีแดงอยู่ข้างบน ส่วนรุ้งตัวบนหรือรุ้งทุติยภูมิจะมีสีแดงอยู่ล่างและ
สีม่วงอยู่ข่างบน
3. ใช้ทำแว่นสายตา กล้องถ่ายรูป กล้องจุลทรรศน์ กล้องโทรทรรศน์ ซึ่งมีเลนส์นูนเป็นส่วนประกอบสำคัญในการหักเหของแสง

เมื่อแสงเดินทางมากระทบวัตถุแสงจะสะท้อนกลับไปยังตัวกลางเรียกว่าการสะท้อน หรือหักเหเมื่อเดินทางผ่านตัวกลางเรียกว่าการหักเห ในบทนี้เรามาเรียนรู้ธรรมชาติของแสงเมื่อมันเดินทางมากระทบวัตถุกัน
การสะท้อน (Reflection)

การสะท้อนของแสงเมื่อตกกระทบผิวสะท้อนราบ

การสะท้อนของแสงทำให้เกิดมุมตกกระทบคือมุมที่แสงตกกระทบทำกับเส้นตั้งฉากกับกระจก และมุมสะท้อนคือมุมที่แสงสะท้อนทำกับเส้นตั้งฉากกับกระจก

กฎของการสะท้อนกล่าวว่า “เมื่อเกิดการสะท้อนแสงทุกครั้งมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อนเสมอ”

กระจกราบ (Plane Mirrors)

เมื่อวัตถุอยู่หน้ากระจก วัตถุจะสะท้อนลำแสงออกมานับล้านเส้นมายังกระจก แต่ขอเขียนลำแสงตัวแทนมาสัก 4 เส้น เมื่อเกิดการสะท้อนแสงที่กระจกมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน ทำให้เกิดลำแสงเสมือนตัดกันจนเกิดภาพเสมือนที่หลังกระจก ภาพเสมือนที่หลังกระจกจะมีขนาดเท่ากับวัตถุ และกลับซ้ายเป็นขวา

a.

b.

  1. การเกิดภาพในกระจกเงาราบ
  2. การเกิดภาพสะท้อนจำนวนมากเมื่อตั้งกระจกสองอันหันเข้าหากัน

การสะท้อนบนพื้นผิวขรุขระ (Diffuse Reflection)

เมื่อแสงสะท้อนที่ผิวขรุขระ แสงจะสะท้อนออกไปหลายทิศทาง

a.

b.

  1. การสะท้อนคลื่นวิทยุบนจารรับสัญญาณดาวเทียมเป็นการสะท้อนบนผิวขรุขระ
  2. แผนภาพการสะท้อนบนผิวขรุขระ

พื้นผิวถนนที่แห้งอยู่มีการสะท้อนแสงบนพื้นผิวขรุขระจึงมีแสงสะท้อนมายังตาเรา แต่เมื่อถนนนองไปด้วยน้ำ ผิวน้ำทำให้เกิดการสะท้อนบนผิวเรียบทำให้แสงจากรถสะท้อนไปด้านหน้ารถอย่างเดียวมีเพียงแสงส่วนน้อยที่สะท้อนเข้าตาเราทำให้เรามองพื้นถนนหลังฝนตกไม่ชัดเจน

 

เมื่อแสงเดินทางจากตัวกลางหนึ่งตกกระทบกับผิวของอีกตัวกลางหนึ่ง แสงจะเกิดการสะท้อนขึ้นกลับมาในตัวกลางเดิม โดยแสงที่สะท้อนออกมาจะเปลี่ยนแปลงตามพื้นผิว โดยถ้าพื้นผิวเรียบแสงสะท้อนจะเป็นระเบียบ แต่ถ้าผิวขรุขระ แสงสะท้อนจะกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ

เปรียบเทียบการสะท้อนบนผิวเรียบและผิวขรุขระ

กฎการสะท้อนของแสง (Law of Reflection)

มุมตกกระทบคือมุมที่รังสีตกกระทบ (Incident ray) ทำกับเส้นปกติ (Normal) ของผิวสะท้อน และ มุมสะท้อน (Reflected ray) คือมุมที่รังสีสะท้อนทำกับเส้นปกติ

การสะท้อนของแสงที่มีระเบียบจะได้

  1. มุมตกกระทบมีค่าเท่ากับมุมสะท้อน
  2. รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อนและเส้นปกติ จะอยู่ในระนาบเดียวกัน

ภาพที่เกิดจากกระจกเว้าและกระจกนูนจากวัตถุที่ห่างจากกระจกในระยะต่างๆ

การหักเห (Refraction)

อัตราเร็วของแสงในน้ำและในแก็วต่ำกว่าอัตราเร็วของแสงในอากาศ แสงเดินทางในสุญญากาศเดินทางด้วยอัตราเร็ว

c = 300,000 km/s

แสงเดินทางในน้ำอัตราเร็วเป็นสามส่วนสี่ของอัตราเร็วแสงในสุญญากาศ แสงเดินทางในเพชรอัตราเร็วเป็น 40 %ของอัตราเร็วแสงในสุญญากาศ

การที่แสงหักเหออกไปจากแนวเดิมเมื่อเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางต่างชนิดกัน เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การหักเหของแสง การเดินทางของแสงเมื่อมีการหักเหแสงทำให้แสงเดินทางระยะทางมากขึ้นแต่ใช้เวลาในการเดินทางน้อยลงเสมอ ตัวอย่างเช่น เมื่อแสงเดินทางจากในน้ำมายังอากาศตามรูปข้างล่างจากจุด B มายังจุด A แสงใช้เวลาในการเดินทางตามเส้นประเนื่องจากใช้เวลาเดินทางตามเส้นประใช้เวลาสั้นกว่าเดินทางตามเส้นทึบเพราะการเดินทางตามเส้นประในน้ำมีระยะสั้นขึ้น ถึงแม้ว่าต้องเดินทางในอากาศยาวขึ้นก็ไม่ทำให้เสียเวลาในการเดินทางของแสง เนื่องจากแสงเดินทางในอากาศได้เร็วกว่าเดินทางในน้ำ

 

การหักเหของแสงเกิดขึ้นเพื่อลดพลังงานของการเดินทางของแสง

การหักเหของแสงผ่านชั้นบรรยากาศโลกทำให้ภาพดวงอาทิตย์ตกที่เห็นสูงกว่าตำแหน่งจริงเสมอ

 

ทุกครั้งที่เราดูพระอาทิตย์ตก เราเห็นพระอาทิตย์เป็นเวลาหลายนาทีทั้งๆที่มันตกอยู่ไปใต้ของฟ้าแล้ว บรรยากาศโลกเบาบางที่ระดับสูงแต่หนาแน่นที่ระดับพื้นดิน แสงเดินทางในอากาศที่เบาบางได้เร็วกว่าอากาศที่หนาแน่น แสงจากดวงอาทิตย์จึงค่อยๆหักเหไปตามความหนาแน่นของอากาศที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น ดวงอาทิตย์เมื่อเวลาจะลับขอบฟ้าแสงจากขอบบนของดวงอาทิตย์จะหักเหมากกว่าแสงจากของล่างของดวงอาทิตย์ เราจึงเห็นพระอาทิตย์ตกเป็นรูปวงรี

มิลาจ (Mirage)

เราคุ้นเคยกับมิลาจกันดี ตอนที่เราขับรถไปตามถนนร้อนๆเราจะเห็นเหมือนว่ามีบ่อน้ำเกิดขึ้นกลางถนนแต่พอเข้าไปดูใกล้ๆบ่อน้ำนั้นจะหายไป สิ่งที่เราเห็นนี้เรียกว่ามิลาจเกิดขึ้นจากการที่อากาศบนพื้นถนนร้อนกว่าอากาศด้านบนทำให้แสงที่มาจากท้องฟ้าหักเหโค้งเหนือพื้นถนนแล้วเข้าตาเรา

a.

b.

  1. การเกิดมิลาจ b. ภาพมิลาจ

ต้นเหตุของการหักเห (Cause of Diffraction)

จากหัวข้อเรื่องการหักเหและมิลาจข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าแสงเดินทางตามเส้นทางที่ใช้เวลาในการเดินทางน้อยที่สุดเสมอ เหมือนดั่งว่าแสงมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ความจริงแล้วมีสาเหตุที่แท้จริงของการหักเหแสง

เมื่อแสงเดินทางจากอากาศมายังน้ำจะหักเหเข้าหาเส้นตั้งฉาก เนื่องจากหน้าคลื่นด้านซ้ายตกถึงน้ำก่อนจึงเคลื่อนที่ช้ากว่าด้านขวาซึ่งยังอยู่ในอากาศอยู่แสงจึงหักเหเข้าหาเส้นปกติ เปรียบเทียบเหมือนกับว่าหน้าคลื่นเป็นล้อรถที่วิ่งจากพื้นแก้วมายังพื้นหญ้า เมื่อวิ่งมาถึงพื้นหญ้าล้อซ้ายจะเคลื่อนที่มาถึงพื้นหญ้าก่อนทำให้ล้อซ้ายเคลื่อนที่ช้ากว่าล้อขวาซึ่งยังอยู่ในพื้นแก้ว ทำให้ล้อรถเบนเข้าหาเส้นตั้งฉากนั่นเอง

สาเหตุของการหักเห เนื่องจากหน้าคลื่นแสงด้านขวาเคลื่อนที่ในอากาศจึงเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าหน้าคลื่นข้างซ้ายที่มาถึงน้ำก่อน จึงเกิดการหักเหของแสงเบนเข้าหาเส้นตั้งฉาก เปรียบเหมือนการผลักรถเด็กเล่นจากพื้นแก้วเอียงเข้าหาพื้นหญ้าจะเห็นว่ารถจะหักเหเข้าหาเส้นตั้งฉาก

รุ้งกินน้ำ (Rainbows)

ฟ้าหลังฝนช่างสวยงามมองแล้วมีความสุขทุกที ถ้าเราหันหลังให้ดวงอาทิตย์จะเห็นสายรุ้งสายฝนสร้างละอองน้ำนับล้านๆหยด ค่อยๆถักทอสีสัน 7 กลุ่มสี ละอองน้ำทุกหยดทำหน้าที่เหมือนปริซึมกระจายแสงขาวออกเป็น 7 กลุ่มสี

a.

  1. a. การหักเหของแสงผ่านปริซึมได้แสงสีรุ้ง 7 สี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง

b.คล้ายกับกรณีแสงผ่านหยดน้ำทำให้ได้สีรุ้ง 7 สีเช่นกัน

ดูที่ละอองน้ำแต่ละหยดเมื่อแสงอาทิตย์เข้ามายังหยดน้ำทางด้านบน จะเกิดการหักเหของแสงครั้งแรก แสงสีม่วงหักเหมากที่สุด แล้วเมื่อแสงเดินทางมายังด้านหลังของละอองน้ำเกิดการสะท้อนกลับหมดภายในสะท้อนแสงกลับมายังด้านหน้าเกิดการหักเหแสงครั้งที่สองได้แสงสีม่วงอยู่ด้านบน และเมื่อหยดน้ำทุกหยดเกิดการหักเหแสงและสะท้อนเหมือนๆกันทำให้ได้ผลรวมของแสงขนาดใหญ่เห็นเป็นรุ้งกินน้ำอันสวยงาม

แผนภาพการเกิดรุ้ง

a.

b.

a.รุ้งประถมภูมิอยู่วงในมีสีนับจากวงในดังนี้ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง รุ้งทุติยภูมิอยู่วงนอกมีสีนับจากวงในดังนี้ แดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง

  1. ถ้าเราอยู่บนเครื่องบินเราจะเห็นรุ้งเป็นวงกลม

รุ้งประถมภูมิ (Primary Rainbows)

รุ้งประถมภูมิเกิดขึ้นที่วงรุ้งด้านใน รุ้งประถมภูมิเกิดจากการที่แสงมายังละอองน้ำด้านล่างๆ แสงเดินทางเข้าทางด้านบนของละอองน้ำทำให้ได้รุ้งกินน้ำวงในสุดสีม่วงวงนอกสุดสีแดง

รุ้งทุติยภูมิ (Secondary Rainbows)

รุ้งทุติยภูมิเกิดขึ้นที่วงรุ้งด้านนอก รุ้งทุติยภูมิเกิดจากการที่แสงมายังละอองน้ำด้านบนๆ แสงเดินทางเข้าทางด้านล่างของละอองน้ำทำให้ได้รุ้งกินน้ำวงในสุดสีแดงวงนอกสุดสีม่วง

การสะท้อนกลับหมดภายใน (Total Internal Reflection)

 เมื่อแสงจากก้นบ่อทำมุมเกิน 48 ํ กับเส้นตั้งฉากแสงนั้นจะสะท้อนกลับหมดภายใน

เนื่องจากอัตราเร็วของแสงในน้ำน้อยกว่าอัตราเร็วของแสงในอากาศ เมื่อแสงเดินทางจากน้ำออกไปยังอากาศจึงเบนออกห่างจากเส้นตั้งฉาก เมื่อลำแสงตกกระทบทำมุมมากกว่า 48 ํ ลำแสงหักเหจึงสะท้อนกลับหมดภายในกลับมายังน้ำอีก การสะท้อนกลับหมดภายในนี้สะท้อนแสงได้ 100%ซึ่งดีกว่าการสะท้อนของ

กระจกเงาเพราะกระจกเงาสามารถสะท้อนแสงได้มากที่สุด 90% มุมที่แสงสะท้อนกลับหมดภายใน

เรียกว่ามุมวิกฤต (Critical Angle) ซึ่งตัวกลางต่างๆมีค่ามุมวิกฤตไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น มุมวิกฤตของน้ำคือ 48 ํ มุมวิกฤตของแก้วคือ 43 ํ มุมวิกฤตของเพชรคือ 24.5 ํ เป็นต้น

มุมตกกระทบตั้งแต่มุมวิกฤตขึ้นไปทำให้เกิดการสะท้อนกลับหมดภายใน

แสงจะกระทบผิวน้ำแล้วสะท้อนกลับลงน้ำอีก

a.

b.

  1. a. การสะท้อนกลับหมดภายในของปริซึมในกล้องส่องทางไกลช่วยทำให้กล้องส่องระยะไกลขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มความยาวของตัวกล้อง
  2. เพรชแวววาวเพราะการสะท้อนกลับหมดภายใน

ประโยชน์ของปริซึมสองอันที่ใช้สะท้อนแสงกลับหมดภายในจากเลนส์วัตถุมายังเลนส์ตาคือช่วยเพิ่มระยะระหว่างเลนส์ให้มากขึ้น ทำให้กล้องสองตามีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับกล้องยาว

และปริซึมทั้งสองนี้ยังช่วยปรับซ้ายขวาของภาพให้ถูกต้องตามความเป็นจริงอีกด้วย

มุมวิกฤตของเพชรคือ 24.5 ํ น้อยกว่าตัวกลางทุกชนิด แสงทุกลำแสงที่หักเหออกจากเพชรทำมุมมากกว่า 24.5 ํ กับเส้นตั้งฉากเสมอ ทำให้เกิดการสะท้อนกลับหมดภายในมากมายเกิดกระจายแสงออกเป็นสีรุ้งระยิบระยับจับตา

a.

b.

c.

a.ใยแก้วนำแสงนิยมใช้ในการทำสายอินเตอร์เนท

  1. ใช้ใยแก้วนำแสงในการส่องดูในข้อเข่าพ้อมกับการผ่าตัดเรียกการผ่าตัดผ่านกล้อง

c.การทดลองยิงลำเลเซอร์ให้สะท้อนกลับหมดภายในไปตามลำน้ำ

การสะท้อนกลับหมดภายในนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย อย่างเช่นนำมาใช้กับใยแก้วนำแสงซึ่งยอมให้แสงสะท้อนกลับหมดภายในใยแก้ว ใยแก้วนำแสงใช้ในการส่งสัญญาณอินเตอร์เนทความเร็วสูง (แต่การใช้อินเตอร์เนทใยแก้วนำแสงยังไม่แพร่หลายเนื่องจากยังมีราคาแพงถ้าเทียบกับการใช้สายเคเบิลทองแดงที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน) การใช้ใยแก้วนำแสงสามารถส่งสัญญาณหลายสัญญาณไปพร้อมกันได้โดยไม่มีการรบกวนกัน

เราใช้ใยแก้วนำแสงในการผ่าตัดผ่านกล้องโดยแพทย์จะส่งใยแก้วไปส่องดูอวัยวะภายในคนไข้พร้อมกับบังคับมีดผ่าตัดขนาดเล็กที่สอดเข้าไปพร้อมกับใยแก้วนำแสง วิธีนี้ช่วยให้คนไข้ไม่ต้องทนอาการบาทเจ็บเนื่องจากการผ่าตัดเปิดแผล

เลนส์ (Lenses)

เราใช้เลนส์ในชีวิตประจำวันกันมากมาย แสงที่หักเหในเลนส์ทำให้เราได้ภาพที่ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงได้ เราลองแบ่งเลนส์ให้ออกเป็นส่วนๆจะเห็นได้ว่ารูป a คือเลนส์นูน ส่วนปลายบนและล่างหักเหแสงมารวมกัน ส่วนกลางเลนส์แสงผ่านไปตรงๆไม่มีการหักเห เลนส์นูนจึงเป็นเลนส์รวมแสง ส่วนรูป bคือเลนส์เว้า ส่วนปลายบนและล่างของเลนส์หักเหแสงกระจายออกจากกัน ส่วนกลางเลนส์แสงผ่านไปตรงๆไม่มีการหัก เลนส์เว้าจึงเป็นเลนส์กระจายแสง

เปรียบเทียบให้เลนส์เป็นปริซึมที่เรียงแถวกัน
a. เลนส์นูน b. เลนส์เว้า

จุดโฟกัสคือจุดที่ลำแสงหักเหมารวมกัน ระยะโฟกัสวัดจากกึ่งกลางเลนส์มาถึงจุดที่แสงหักเหมารวมกัน

ภาพจากเลนส์นูน (Image from Converging Lens)

เราใช้เลนส์นูนขยายภาพ อย่างเช่นที่หมอดูใช้ดูลายมือ เมื่อมือของเราอยู่ใกล้เลนส์ระยะของมือน้อยกว่าโฟกัส แสงที่หักเหจะไม่ตัดกันเป็นภาพจริงแต่เราจะเอาแสงที่ได้รับไปประมวลผลเหมือนกับว่าแสงนั้นออกมาจากวัตถุโดยตรง เราเรียกภาพลักษณะนี้ว่าภาพเสมือน

ถ้าแสงของวัตถุมาจากระยะไกล เมื่อผ่านเลนส์เว้าเลนส์เดียวแสงจะมาตัดกันจริงที่หลังเลนส์ ได้ภาพหัวกลับเราเรียกภาพนี้ว่าภาพจริง

a.

b.

  1. a. เลนส์นูนให้ภาพเสมือนเมื่อวัตถุอยู่ที่ระยะน้อยกว่าโฟกัส
  2. เลนส์นูนให้ภาพจริงสามารถเอาฉากรับได้เมื่อวัตถุอยู่ห่างจากเลนส์เกินระยะโฟกัส

ภาพจากเลนส์เว้า (Image from Diverging Lens)

ภาพที่ได้จากเลนส์เว้าเป็นภาพเสมือนหัวตั้งขนาดเล็กกว่าวัตถุเสมอ เราใช้เลนส์เว้าที่ช่องมองภาพของกล้องถ่ายรูปเพื่อมองภาพที่เราจะถ่ายเห็นครบทุกส่วนเนื่องจากเลนส์เว้าจะช่วยย่อ ภาพของวัตถุให้มีขนาดเล็กลง

ภาพที่เกิดจากเลนส์เว้าและเลนส์นูนจากวัตถุที่ห่างจากเลนส์ในระยะต่างๆ

ทดลองด้วยตัวเอง

ความผิดปกติด้านสายตา

สายตาสั้น

สายตาสั้นเกิดจากภาพตกก่อนถึงเรตินาทำให้มองภาพไกลๆไม่ชัด  แก้ไขด้วยการใช้เลนส์เว้า

แสดงสายตาสั้น

สายตายาว

สายตายาวเกิดจากภาพตกหลังเรตินาทำให้มองภาพใกล้ๆไม่ชัด  แก้ไขด้วยการใช้เลนส์นูน

แสดงสายตายาว

องค์ประกอบของดวงตาส่วนหน้า

เราจะป้องกันภาวะสายตาสั้น หรือไม่ให้สายตาสั้นมากขึ้นได้หรือไม่ ? 

ได้แน่นอน ถ้าหากเรารู้ถึงกลไกการเกิดปัญหาสายตาสั้น ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว โดยมี ข้อแนะนำดังต่อไปนี้ คือ

  1. พยายามให้เด็กอ่านหรือมองระยะไกลทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อวง แหวน ( Ciliary muscle ) คลายตัว  อย่างเช่นมองทุ่งหญ้าสีเขียว  ไม่ใช่ทิวทัศเมืองที่มีแต่สีขาวสะท้อนแสงแสบตาเป็นอันตรายต่อสายตาด้วย

ฮ้า  มันชื่นใจจริงๆ
2.ถ้ามีภาวะสายตาสั้นและมองไกลไม่ชัด ควรตัดแว่นให้เด็กใส่ เพื่อใช้มองไกลให้ชัด เจน และควรถอดแว่นตาทุกครั้งที่ใช้สายตาระยะใกล้ ( อ่านหรือเขียนหนังสือ )

น่าสงสารน้องเขากำลังทำลายสายตาตัวเอง

ด้วยการใส่แว่นสายตาสั้นอ่านหนังสือ

  1. อย่าให้เด็กหมกมุ่นกับกิจกรรมที่ใช้สายตาระยะใกล้มากเกินไป เช่นการเล่นเกมส์ คอมพิวเตอร์ การดูโทรทัศน์ ควรหากิจกรรมที่ทำในที่โล่งแจ้งที่แดดไม่ร้อนเกินไป เพื่อกระตุ้นการใช้สายตาระยะไกล

4.สอนให้เด็กใช้ฝ่ามือ กดลูกตาผ่านบริเวณเปลือกตาที่ปิดสนิท เพื่อส่งแรงดันกดลูกตา ให้สั้นลง และคลายอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อวงแหวน ทำวันละ 1 ครั้ง ๆ ละ 60 วินาที ก่อนนอน และเวลามีอาการสายตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้นานๆ

  1. ห้ามใช้เครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ  เครื่องวัดแบบอัตโนมัติ  จะทำให้สายตาคุณเสียได้  เพราะเป็นการวัดที่ใช้เลนส์ขนาดต่างๆที่ไม่เหมาะสมกับสภาพตาของเราถ้าวัดแล้วสายตาสั้นเพิ่มแน่นอน  หรือไม่ถ้าสายตาดีอยู่แล้วก็สายสาสั้นได้เลยทันที

อย่าเสี่ยงเลยผมขอร้อง

  1. วัดสายตาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เช่น วัดด้วยแผนภาพรูปตัว E  ด้วยการดูแลของจักษุแพทย์ใกล้บ้านท่าน

ถ้าสายตาสั้นจะเห็นแบบด้านขวา

  1. เหนื่อยนัก  ใช้สายตามากเกินไปก็นอนซะนะ ฝันดี

นันน์ตากับการมองเห็น

ตาและการมองเห็น

นักเรียนอาจสงสัยว่าสมองสามารถแปลความรู้สึกได้อย่างไรกระแสประสาทมาจากอวัยวะรับความรู้สึกชนิดใดก็ตามเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าทางเคมีทั้งสิ้น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสมองแปลสัญญาณเหล่านี้อย่างไร แต่ที่สมองแปลความรู้สึกได้แตกต่างกันนั้น เกิดจากสมองมีบริเวณจำเพราะหน้าที่รับกระแสประสาทจากอวัยวะรับความรู้สึกชนิดต่างๆกัน  นักเรียนทราบไหมว่าอวัยวะรับความรู้สึกรับความรู้สึกได้อย่างไร

การมองเห็นวัตถุ เกิดจากการที่แสงไปตกกระทบสิ่งต่างๆ แล้วเกิดการสะท้อนเข้าสู่ตาเรา และผ่านเข้ามาในลูกตา ไปทำให้เกิดภาพบนจอ (Retina) ที่อยู่ด้านหลังของลูก ข้อมูลของวัตถุที่มองเห็นจะส่งขึ้นไปสู่สมองตามเส้นประสาท (optic nerve) สมองจะแปลข้อมูลเป็นภาพของวัตถุนั้น  

 

ภาพจาก : http://physic-krusom.blogspot.com/p/physic_8981.html

นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)

          สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา (cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น

          โครอยด์ เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา  (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์

            เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็นเซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น

 

ภาพโครงสร้างและตำแหน่งของเซลล์ในชั้นเรตินา

 

โดยปกติแล้วชั้นเรตินาจะมีเซลล์รูปแท่ง หนาแน่นกว่าเซลล์รูปกรวยแต่บริเวณตรงกลางของเรตินาที่ เรียกว่า โฟเวีย (fovea) นั้นจะมีเซลล์รูปกรวยหนาแน่นกว่าบริเวณอื่น 

ดังนั้นแสงที่ตกบริเวณนี้จึงเกิดเป็นภาพได้ชัดเจน ส่วนบริเวณเรตินาที่มีแต่แอกซอนออกจากนัยน์ตา เพื่อเข้าสู่เส้นประสาทตาจะไม่มีเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยอยู่เลย ดังนั้นแสงที่ตกบริเวณนี้จึงไม่เกิดเป็นภาพเรียกบริเวณนี้ว่า จุดบอด (blind spot)

         เลนส์ตา (lens) เป็นเลนส์นูนอยู่ค่อนมาทางด้านหน้าของนัยน์ตา ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล็กน้อย เลนส์ตามีลักษณะใส และกั้นนัยน์ตาเป็น 2 ส่วน คือช่วงหน้าเลนส์และช่องหลังเลนส์ภายในช่องทั้งสองมีของเหลวบรรจุอยู่ ของเหลวดังกล่าวช่วยทำให้ลูกตาเต่งคงสภาพได้ และช่วยในการหักเหของแสงที่ผ่านเข้ามา

-ถ้าของเหลวนี้มีความดันมากกว่าปกติจะกระทบกระเทือนต่อการเกิดภาพอย่างไร ?

การเกิดภาพ แสงจากวัตถุเข้าสู่กระจกตา โดยมีเลนส์ตาทำหน้าที่รวมแสง                

            ดังนั้น การหักเหของแสงจึงขึ้นอยู่กับความโค้งของกระจกตาและเลนส์ตา ปกติความโค้งของกระจกตาคงที่เสมอ ส่วนความโค้งของเลนส์ตาอาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยสาเหตุใด นักเรียนสามารถศึกษาการเปลี่ยนแปลงส่วนโค้งของเลนส์ตาได้จากภาพ
 


ภาพ ก. การเปลี่ยนแปลงของเลนส์ตา ขณะมองวัตถุขณะใกล้ ข.การเปลี่ยนแปลงของเลนส์ตา ขณะมองวัตถุขณะไกล

        เลนส์ตา ถูกยึดด้วยเอ็นยึดเลนส์ (suspensory ligament)โดยเส้นเอ็นดังกล่าวจะอยู่ติดกับกล้ามเนื้อยึดเลนส์ (ciliary muscle)ดังนั้นการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์จึงมีผลทำให้เอ็นที่ยึดอยู่หย่อนหรือตึงได้ หากกล้ามเนื้อยึดเลนส์หดตัวเอ็นยึดเลนส์หย่อนลงทำให้เลนส์โป่งออก ผิวของเลนส์จึงโค้งนูนมากขึ้น

    ทำให้จุดโฟกัสใกล้เลนส์มากขึ้น จึงเหมาะสำหรับการมองภาพในระยะใกล้ ขณะเดียวกันถ้าวัตถุนั้นอยู่ไกล เลนส์ตาจะต้องมีความนูนลดลงซึ่งเกิดจากการคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์นั่นเอง จากหลักการนักเรียนสามารถตอบได้ว่า ทำไมเวลาอ่านหนังสือนานๆจึงรู้สึกเมื่อยตา แต่ถ้าหากมองภาพวิวจะมองได้นาน

          บางคนมองภาพที่ไกลหรือใกล้ไม่ชัดเจน เนื่องจากเลนส์ตาไม่สามารถปรับรูปร่างได้เป็นปกติ ทำให้เกิดสายตาสั้นหรือสายตายาว ปัจจุบันสามารถแก้ไขได้ โดยการใส่แว่นตาที่ประกอบด้วยเลนส์เว้าสำหรับคนสายตาสั้น และเลนส์นูนสำหรับคนที่สายตายาว

ภาพ : การแก้ไขสายตาสั้นโดยเลนส์เว้า (ก.) และแก้ไขสายตายาวด้วยเลนส์นูน (ข.)

            ในกรณีของคนสายตาเอียงที่เกิดจากความโค้งของกระจกตาในแนวต่างๆไม่เท่ากัน ทำให้เห็นเส้นในแนวหนึ่งแนวใดไม่ชัดเจนดังภาพที่ 8-34 แก้ไขได้โดยใช้เลนส์ทรงกระบอก (cylindrical lens)ซึ่งมีด้านหน้าเว้าด้านหลังนูน ดังภาพ

ภาพ : การแก้ไขสายตาเอียงโดยใช้เลนส์ทรงกระบอก

กลไกการมองเห็น

 

เยื่อหุ้มเซลล์รูปแท่งจะมีสารสีม่วงแดงชื่อ โรดอปซิน (rhodopsin) ฝังตัวอยู่ สารชนิดนี้ประกอบด้วยโปรตีนออปซิน (opsin) รวมกับสารเรตินอล  (retinol) ซึ่งไวต่อแสงจะมีการเปลี่ยนแปลง ดังแผนภาพ

ภาพ : การเปลี่ยนแปลงโรดอปซินในเซลล์รูปแท่ง

เมื่อแสงมากระตุ่นเซลล์รูปแท่ง โมเรกุลของเรตินอลจะเปลี่ยนแปลงไปจนเกาะกับโมเลกุลของออปซินไม่ได้ ขณะนี้เองจะเกิดกระแสประสาทเดินทางไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 เพื่อส่งไปยังสมองให้แปลเป็นภาพ ถ้าไม่มีแสงออปซินและเรตินอลจะรวมตัวเป็นโรดอปซินใหม่

      สำหรับเรตินอลเป็นสารที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นได้จากวิตามินเอ ถ้าร่างกายขาดวิตามินเอจะทำให้เกิดโรคตาฟางในช่วงเวลาที่มีแสงสว่างน้อย เช่น ตอนพลบค่ำเมื่อเรามองภาพหรืออ่านหนังสือ ในขณะที่มีแสงสว่างจ้าหรือใช้สายตามากจะรู้สึกตาพร่ามัวที่เป็นเพราะเช่นนั้นเพราะเหตุใด

เซลล์รูปกรวยแบ่งตามความไวต่อช่วงความยาวคลื่นของแสงได้ ชนิด คือ เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีน้ำเงิน เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีแดง และเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีเขียว

     การที่สมองสามารถแยกสีต่างๆ ได้ มากกว่า3 สี เพราะมีการกระตุ้นเซลล์รูปกรวยแต่ละชนิดพร้อมๆ กันด้วยความเข้มของแสงสีต่างกัน จึงเกิดการผสมของแสงสีต่างๆ ขึ้น เช่น ขณะมองวัตถุสีม่วงเกิดจากเซลล์รูปกรวยที่มีความไวต่อแสงสีแดงและแสงสีน้ำเงินถูกกระตุ้นพร้อมกัน ทำให้เห็นวัตถุนั้นเป็นสีม่วง เป็นต้น ดังภาพ

ภาพ : การมองเห็นแสงสีต่างๆ

ความบกพร่องของเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีใดก็ตามย่อมทำให้เกิดอาการตาบอดสีขึ้น ดังนั้นตาบอดสีจึงเป็นลักษณะที่เกี่ยวกับการบกพร่องในการแยกแยะความแตกต่างของสี ตาบอดสีที่พบมากที่สุด คือ ตาบอดสีแดงและสีเขียว อย่างไรก็ตามตาบอดสียังไม่จัดเป็นความปกติร้ายแรง แต่เป็นลักษณะที่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

ข้อมูลจาก : http://www.vcharkarn.com/lesson/view.php?id=1282

                                                                                                                ค้นเมื่อ : 29 กรกฎาคม 2556

การมองเห็นสี

เมื่อให้แสงสีขาวตกกระทบวัตถุต่าง ๆ เราจะเห็นวัตถุมีสีแตกต่างกัน การมองเห็นสีต่าง ๆ นอกจากจะขึ้นอยู่กับ เซลล์รูปกรวยในเรตินาของตา แล้วยังมีสิ่งอื่นอีกที่มีอิทธิพลต่อการเห็นสีของวัตถุ คือ การที่จากนั้นผ่านสีต่าง ๆ ของตัวกลาง ก่อนเข้าสู่ตาเรา เช่น แสงขาวของดวงอาทิตย์ เมื่อผ่านปริซึม จะมองเห็นแสงสีถึง 7 สี เป็นต้น หรือ แสงสีต่าง ๆ ผ่านแผ่นกรองแสงสี เพื่อต้องการให้ได้แสงสีที่ต้องการ  ในกรณีที่แสงขาวตกกระทบวัตถุทึบแสง วัตถุนั้นจะดูดกลืนแสงแต่ละสีที่ประกอบเป็นแสงขาวนั้นไว้ในปริมาณต่าง ๆ กัน แสงส่วนที่เหลือจากการดูดกลืนจะสะท้อนกลับเข้าตา ทำให้เราเห็นวัตถุเป็นสีเดียวกับแสงที่สะท้อนมาเข้าตามากที่สุด ตามปกติวัตถุมีสารที่เรียกว่า สารสีทำหน้าที่ดูดกลืนแสง วัตถุที่มีสีต่างกันจะมีสารสีต่างกัน การเห็นใบไม้เป็นสีเขียว เป็นเพราะใบไม้มีคลอโรฟิลเป็นสารดูดกลืนแสงสีม่วงและสีแดง แล้วปล่อยแสงสีเขียวและสีใกล้เคียงให้สะท้อนกลับเข้าตามากที่สุด ส่วนดอกไม้ที่มีสีแดงเพราะดอกมีสารสีแดงซึ่งดูดกลืนแสงสีม่วง สีน้ำเงิน และสีเขียวส่วนใหญ่ไว้ แล้วปล่อยให้แสงสีแดงปนสีส้มและสีเหลืองให้สะท้อนกลับมาเข้าตามากที่สุด ส่วนสารที่มีสีดำนั้นจะดูดกลืนแสงทุกสีที่ตกกระทบทำให้ไม่มีแสงสีใดสะท้อน กลับเข้าสู่ตาเลย เราจึงเห็นวัตถุเป็นสีดำ แต่สารสีขาวนั้นจะสะท้อนแสงทุกสีที่ตกกระทบ  

 


 


รูปที่ 4 วัตถุสะท้อนแสงสีเขียวเข้าสู่นัยน์ตา ทำให้มองเห็นวัตถุเป็นสีเขียว

ภาพจาก : http://kruphysics-satri5.blogspot.com/p/blog-page_760.html

        การมองวัตถุสีหนึ่งที่มีความสว่างมากเป็นเวลานาน เช่นมองวัตถุสีเขียวนานๆ แล้วหันไปมองฉากสีขาวทันที จะมองเห็นฉากไม่เป็นสีขาวแต่จะเห็นเป็นสีม่วงแทน เพราะการมองสีเขียวนานจะทำให้เซลล์รูปกรวยที่ไวแสงสีเขียวล้า หยุดทำงานชั่วครู่ จึงทำให้เซลล์ไวแสงสีแดงกับน้ำเงินเท่านั้นที่ทำงาน จึงทำให้มองฉากขาวเป็นสีแดงม่วงแทน
 
แผ่นกรองแสงสี คือแผ่นวัตถุสีซึ่งยอมให้แสงเพียงสีเดียวทะลุผ่านได้ 
 

ภาพจาก : http://kruphysics-satri5.blogspot.com/p/blog-page_760.html

เมื่อนำแผ่นกรองแสงสีมาห่อหุ้มโคมไฟ หรือใส่หน้าเลนส์กล้องถ่ายรูป จะเปลี่ยนสีของแสงที่ทะลุผ่าน โดยจะยอมให้เฉพาะแสงที่มีสีเดียวกับแผ่นกรองแสงสีนั้นผ่านเท่านั้น และดูดกลืนแสงความยาวคลื่นอื่นทั้งหมดที่อยู่ในแสงขาวไว้

ตาบอดสี

ตาบอดสี หรือที่เรียกว่า colour blindness เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทชนิดหนึ่ง ในม่านตาซึ่งมีความไวต่อสีต่าง ๆ มีความบกพร่องหรือพิการ ทำให้ดวงตาไม่สามารถที่จะมองเห็นสีบางสีได้ ตาบอดสี มีหลายชนิด ชนิดที่ทุกคนรู้จักโดยทั่วไปได้แก่ ตาบอดสีที่มองสีเขียว กับสีแดงไม่เห็น (Red – Green blindness) ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแยกสีแดงกับสีเขียวจากสีอื่น ๆ ได้ ดังนั้นคนตาบอดสีชนิดนี้จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกเป็นสีน้ำเงิน สีเหลือง สีขาว สีดำ สีเทา และส่วนผสมของสีเหล่านั้นทั้งหมด คนที่ตาบอดสีจะมีปัญหาในการมองสีผิดเพี้ยนไปจากสีจริง เช่นสีของไฟจราจร เป็นต้น 

ภาพจาก : http://kruphysics-satri5.blogspot.com/p/blog-page_760.html

ข้อมูลจาก : http://kruphysics-satri5.blogspot.com/p/blog-page_760.html

ระบบการหมุนเวียนเลือด

  เลือด (Blood) ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นของเหลว 55 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรียกว่า “ น้ำเลือดหรือ
พลาสมา (plasma)”และส่วนที่เป็นของแข็งมี 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งได้แก่ เซลล์เม็ดเลือดและเกล็ดเลือด

1. น้ำเลือดหรือพลาสมา
ประกอบด้วยน้ำประมาณ 91 เปอร์เซ็นต์ ทำหน้าที่ลำเลียงเอนไซม์ ฮอร์โมน แก๊ส แร่ธาตุ วิตามินและ
สารอาหารประเภทต่างๆที่ผ่านการย่อยอาหารมาแล้วไปให้เซลล์และรับของเสียจากเซลล์ เช่น ยูเรีย
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ ส่งไปกำจัดออกนอกร่างกาย

2. เซลล์เม็ดเลือด ประกอบด้วย
2.1 เซลล์เม็ดเลือดแดง (red blood cell)

มีลักษณะค่อนข้างกลมตรงกลางจะเว้าเข้าหากัน ( คล้ายขนมโดนัท ) เนื่องจากไม่มีนิวเคลียส องค์ประกอบส่วนใหญ่
เป็นสารประเภทโปรตีนที่เรียกว่า “ ฮีโมโกลบิน ” ซึ่งมีสมบัติในการรวมตัวกับแก๊สต่างๆ ได้ดี เช่น แก๊สออกซิเจน
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
    หน้าที่ แลกเปลี่ยนแก๊ส โดยจะลำเลียงแกสออกซิเจน ไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย และลำเลียงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
จากส่วนต่างๆ ของร่างกายกลับไปที่ปอด
     แหล่งสร้างเม็ดเลือดแดง คือ ไขกระดูก ผู้ชายจะมีเซลล์เม็ดเลือดแดงมากกว่าผู้หญิง เซลล์เม็ดเลือดแดงมีอายุ
ประมาณ 110-120 วัน หลังจากนั้นจะถูกนำไปทำลายที่ตับและม้าม

2.2 เซลล์เม็ดเลือดขาว (white blood cell)
มีลักษณะค่อนข้างกลม ไม่มีสีและมีนิวเคลียส เม็ดเลือดขาวในร่างกายมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด
  หน้าที่ ทำลายเชื้อโรคหรือสารแปลกปลอมที่เข้ามาสู่ร่างกาย
แหล่งที่สร้างเม็ดเลือดขาว คือ ม้าม ไขกระดูก และต่อมน้ำเหลือง มีอายุประมาณ 7-14 วัน

3. เกล็ดเลือดหรือแผ่นเลือด (blood pletelet)
ไม่ใช่เซลล์แต่เป็นชิ้นส่วนของเซลล์ซึ่งมีรุปร่างกลมรีและแบนเกล็ดเลือดมีอายุประมาณ4วัน
หน้าที่ ช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อมีการไหลของเลือดจากหลอดเลือดออกสู่ภายนอก

::หัวใจ (Heart)::   

หัวใจ (Heart) ทำหน้าที่ สูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยทำให้เกิดความดันเลือดในหลอดเลือดแดง
เพื่อให้เลือดเคลื่อนที่ไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ทั่วถึง

::วงจรการไหลเวียนเลือด::     

     วงจรการไหลเวียนเลือด เริ่มจากหัวใจห้องบนซ้ายรับเลือดที่มีปริมาณออกซิเจนสูงจากปอดแล้วบีบตัวดันผ่านลิ้นหัวใจ
ลงสู่หัวใจห้องล่างซ้ายแล้วบีบตัวดันเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกายและเปลี่ยนเป็นเลือดที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูง
หรือเลือดดำไหลผ่านหลอดเลือดดำหัวใจห้องบนขวาแล้วบีบตัวดันผ่านลิ้นหัวใจลงสู่ห้องล่างขวา แล้วกลับเข้าสู่ปอดเพื่อ
แลกเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นแก๊สออกซิเจน เป็นวัฎจักรการหมุนเวียนเลือดในร่างกายเช่นนี้ตลอดไป


การไหลเวียนเลือดภายในหัวใจ

การไหลเวียนเลือดไปทั่วร่างกาย

                             

::หลอดเลือด ::

     หลอดเลือด ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดจากหัวใจไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย และเป็นเส้นทางให้เลือดจากอวัยวะต่างๆ
ทั่วร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจ    

หลอดเลือดในร่างกายมี 3 ชนิด
     1. หลอดเลือดแดง (artery) เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดดีจากหัวใจไปสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายหลอดเลือดแดงมี
ผนังหนาแข็งแรง และไม่มีลิ้นกั้นภายใน เลือดที่อยู่ในหลอดเลือดแดงเป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูง
หรือเรียกว่า “ เลือดแดง ”ยกเว้นหลอดเลือดแดงที่นำเลือดออกจากหัวใจไปยังปอดภายในเป็นเลือดที่มีปริมาณ
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากหรือเรียกว่า “ เลือดดำ ”

     2. หลอดเลือดดำ (vein) เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดดำจากส่วนต่างๆ ของร่างกายเข้าสู่หัวใจหลอดเลือดดมีผนังบางกว่า
หลอดเลือดแดง มีลิ้นกั้นภายในเพื่อป้องกันเลือดไหลย้อนกลับ เลือดที่ไหลอยู่ภายในหลอดเลือดจะเป็นเลือดที่มีปริมาณ
แก๊สออกซิเจนต่ำ ยกเว้นหลอดเลือดดำที่นำเลือดจากปอดเข้าสู่หัวใจ จะเป็นเลือดแดง

     3. หลอดเลือดฝอย (capillary) เป็นหลอดเลือดที่เชื่อมต่อระหว่าวหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำสานเป็นร่างแห
แทรกอยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย มีขนาดเล็กและละเอียดเป็นฝอยและมีผนังบางมากเป็นแหล่งที่มีการแลกเปลี่ยน
แก๊สและสารต่างๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์

::ความดันเลือด ( blood pressure)::

     ความดันเลือด ( blood pressure)หมายถึงความดันในหลอดเลือดแดงเป็นส่วนใหญ่เกิดจากบีบตัวของหัวใจ
ที่ดันเลือดให้ไหลไปตามหลอดเลือดความดันของหลอดเลือดแดงที่อยู่ใกล้หัวใจจะมีความดันสูงกว่าหลอดเลือดแดง
ที่อยู่ไกลหัวใจ ส่วนในหลอดเลือดดำจะมีความดันต่ำกว่าหลอดเลือดแดงเสมอความดันเลือดมีหน่วยวัดเป็น
มิลลิเมตรปรอท (mmHg) เป็นตัวเลข 2 ค่าคือ

  • ค่าความดันเลือดขณะหัวใจบีบตัว และค่าความดันเลือดขณะหัวใจคลายตัว เช่น 120/80 มิลลิเมตรปรอท
    ค่าตัวเลข 120 แสดงค่าความดันเลือดขณะหัวใจบีบตัวให้เลือดออกจากหัวใจ
    เรียกว่า
    ความดันระยะหัวใจบีบตัว (Systolic Pressure)
  • ส่วนตัวเลข 80 แสดงความดันเลือดขณะหัวใจคลายตัว เพื่อรับเลือดเข้าสู่หัวใจ
    เรียกว่า
    ความดันระยะหัวใจคลายตัว (Diastolic Pressure)

     เครื่องมือวัดความดันเลือดเรียกว่า “ มาตรความดันเลือด จะใช้คู่กับสเตตโตสโคป (stetoscope)” โดยจะวัด
ความดันที่หลอดเลือดแดง

     ปกติความดันเลือดสูงสุดขณะหัวใจบีบตัวให้เลือดออกจากหัวใจมีค่า 100 + อายุ และความดันเลือดขณะหัวใจ
รับเลือดไม่ควรเกิน 90 มิลลิเมตรปรอท ถ้าเกินจะเป็นโรคความดันเลือดสูง ซึ่งมีสาเหตุหลายประการ เช่น
หลอดเลือดตีบตัน คอเลสเตอรอลในเลือดสูง โกรธง่ายหรือเครียดอยู่เป็นประจำ พบมากในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีจิตใจอยู่
ในสภาวะเครียด นอกจากนี้ยังเกิดจากอารมณ์โกรธทำให้ร่างกายผลิตสารชนิดหนึ่งออกมา ซึ่งสารนี้จะมีผลต่อ
การบีบตัวของหัวใจโดยตรง

     ชีพจร หมายถึง การหดตัวและการคลายตัวของหลอดเลือดแดง ซึ่งตรงกับจังหวะการเต้นของหัวใจคนปกติหัวใจเต้น
เฉลี่ยประมาณ 72 ครั้งต่อนาที การเต้นของชีพจรแต่ละคนจะแตกต่างกันปกติอัตราการเต้นของชีพจรในเพศชาย
จะสูงกว่าเพศหญิง

ปัจจัยที่มีผลต่อความดันเลือด มีดังนี้

  1. อายุ ผู้สูงอายุมีความดันเลือดสูงกว่าเด็ก
  2. เพศ เพศชายมีความดันเลือดสูงกว่าเพศหญิง ยกเว้นเพศหญิงที่ใกล้หมดประจำเดือนจะมีความดันเลือด
    ค่อนข้างสูง
  3. ขนาดของร่างกาย คนที่มีร่างกายขนาดใหญ่มักมีความดันเลือดสูงกว่าคนที่มีร่างกายขนาดเล็ก
  4. อารมณ์ ผู้ที่มีอารมณ์เครียด วิตกกังวล โกรธหรือตกใจง่ายทำให้ความดันเลือดสูงกว่าคนที่อารมณ์ปกติ
  5. คนทำงานหนักและการออกกำลังกาย ทำให้มีความดันเลือดสูง
:: ระบบน้ำเหลือง ::


สารต่างๆในเซลล์จะถูกลำเลียงกลับเข้าสู่หลอดเลือดด้วยระบบน้ำเหลืองโดยสัมพันธ์กับการไหลของเลือดในหลอดเลือดฝอย

ระบบน้ำเหลืองมีส่วนประกอบ ดังนี้

1. อวัยวะน้ำเหลือง เป็นศูนย์กลางผลิตเซลล์ต่อต้านสิ่งแปลกปลอม ได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง ต่อมทอนซิล ม้าม และต่อมไทมัส
มีหน้าที่ผลิตสารต่อต้านเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย

2. ท่อน้ำเหลือง (lymph vessel) มีหน้าที่นำน้ำเหลืองเข้าสู่หลอดเลือดดำในระบบหมุนเวียนของเลือด

3. น้ำเหลือง (lymph) มีลักษณะเป็นของเหลวใสอาบอยู่รอบๆ เซลล์ สามารถซึมผ่านเข้าออกผนังหลอดเลือดฝอยได้
มีหน้าที่เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสารระหว่างหลอดเลือดฝอยกับเซลล์ได้

:: ระบบภูมิคุ้มกัน ::

ร่างกายของคนเราที่มีสภาพภูมิคู้มกันสิ่งแปลกปลอมที่อาจก่อให้เกิดโรคได้ร่างกายซึ่งมีกลไกกำจัดสิ่งแปลกปลอม
ตามธรรมชาติ ดังนี้

  1. เหงื่อเป็นสารที่ร่างกายขับจากต่อมเหงื่อออกมาที่บริเวณผิวหนังทั่วร่างกายสามารถป้องกันการเจริญเติบโต
    ของแบคทีเรีย และป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง
  2. น้ำตาและน้ำลาย ช่วยทำลายเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้
  3. ขนจมูกและน้ำเมือกในจมูก ช่วยป้องกันฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายทางลมหายใจ
  4. เซลล์เม็ดเลือดขาวที่อยู่ในเซลล์ร่างกายและท่อน้ำเหลือง สร้างสารต่อต้านเชื้อโรคที่เรียกว่า “ แอนติบอดี
    (Antibody)” เพื่อทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย

ระบบภูมิคุ้มกันโรคที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านเฉพาะโรค ที่เข้าสู่ร่างกายนั้นสร้างได้ 2 ลักษณะ ดังนี้

1. ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง เป็นวิธีการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันจากสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค
เช่น การฉีดวัคซีนคุ้มกันโรคอหิวาตกโรค เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี เพื่อทำลายเชื้ออหิวาตกโรค
ที่จะเข้าสู่ร่างกาย เป็นต้น

2. ภูมิคุ้มกันที่รับมา เป็นวิธีการให้แอนติบอดีแก่ร่างกายโดยตรง เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันทันที เ ช่น การฉีดเซรุ่มแก้พิษงู
ใช้ฉีดเมื่อถูกงูกัด จะเกิดภูมิคุ้มกันทันที

1 2 3 369