ระบบประสาท

ระบบประสาท

     สิ่งมีชีวิตมีความสามารถในการแสดงปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ความสามารถนี้ เรียกว่า การตอบสนองต่อสิ่งเร้า ซึ่งเป็นการประสานงานกันหรือสัมพันธ์กันของระบบประสาท ในมนุษย์ระบบประสาทจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาท
1.  สมอง  ( brain )
    สมองของคนเรามีน้ำหนักประมาณ 1.3 กิโลกรัม บรรจุอยู่ภายในกะโหลกศีรษะ สมองประกอบด้วยเซลล์ประสาทนับล้านๆเซลล์เชื่อมต่อกันทำงานประสานกันทำให้สามารถสื่อสารกันได้ทั่วถึงทุกเซลล์ จึงทำให้สมองทำงานต่างๆที่สำคัญได้มากมายหลายอย่าง สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
    1)  ซีรีบรัม  เป็นสมองส่วนที่มีขนาดใหญ่ ด้านนอกมีรอยหยักทำให้เกิดร่องมากมาย ทำหน้าที่เป็นศูนย์รับความรู้สึก เช่น การได้ยิน การเห็น การรับรส  การดมกลิ่น
    2)  เซรีเบลลัม  เป็นสมองที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานการเคลื่อนไหวของร่างกายให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและควบคุมการทรงตัวของร่างกาย
    3)  เมดัลลา ออบลองกาตา  เป็นส่วนของสมองที่อยู่ติดกับไขสันหลัง ทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมเกี่ยวกับการหายใจ  การย่อยอาหาร การเต้นของหัวใจ ความดันเลือด การไอ  การจาม  การสะอึก  และการอาเจียน

 

 

 

2. ไขสันหลัง ( spinal  cord ) 
    ไขสันหลัง เป็นส่วนต่อจากสมองอยู่ภายในกระดูกสันหลังข้อแรกลงไปถึงกระดูกบั้นเอว ไขสันหลังมีหน้าที่ 3 ประการ คือ
    1)  ทำหน้าที่ส่งผ่านกระแสประสาทจากหน่วยรับความรู้สึกไปสู่สมอง
    2)  ทำหน้าที่ส่งผ่านกระแสประสาทจากสมองไปสู่หน่วยปฏิบัติงาน
    3)  เป็นศูนย์รีเฟล็กซ์

 ปฏิกิริยาอัตโนมัติ (reflex)

ปฏิกิริยาอัตโนมัติหรือรีเฟลกซ์ คือ การตอบสนองของร่างกายโดยที่ไม่อยู่ภายใต้อำนาจจิตใจ การตอบสนองสิ่งเร้านี้ต้องอาศัยวงจรประสาทที่มีการประสานกันของเซลประสาทตั้งแต่สองเซลขึ้นไป ซึ่งเรียกว่าวงจรรีเฟลกซ์ (reflex arc) วงจรรีเฟลกซ์เป็นตัวอย่างการทำงานของระบบประสาท ซึ่งมีวงจรประสาทไม่ซับซ้อน มีการตอบสนองรวดเร็ว วงจรรีเฟลกซ์ประกอบด้วยตัวรับ (receptor) ที่อยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ เส้นประสาทนำความรู้สึก (sensory nerve) สมองหรือไขสันหลังทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมเส้นประสาทสั่งการ (motor nerve) และอวัยวะแสดงผล (effector organ) ตัวอย่างการทำงานแบบรีเฟลกซ์ ได้แก่ การหายใจ การจาม การดึงมือหนี เมื่อสัมผัสกับวัตถุที่ร้อน ปฏิกิริยาอัตโนมัติมีหลายชนิด ซึ่งบางอย่างต้องอาศัยการฝึกฝน หรือประสบการณ์ที่ซ้ำ ๆ กัน เช่น การเหยียบเบรครถยนต์ในสภาวะฉุกเฉิน ปฏิกิริยาอัตโนมัติบางอย่างของร่างกายต้องมีการทำงานอยู่ตลอดเวลา เช่นการหายใจ การเต้นของหัวใจ

3.  เส้นประสาท ( nerve )
     เส้นประสาท ประกอบด้วยใยประสาท ( nerve fiber ) หลายอันมารวมกันอยู่ ใยประสาทเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์ประสาท ( neurone ) ใยประสาท คือส่วนของเซลล์ที่ยื่นออกมาจากตัวเซลล์เป็นแขนงเล็กๆ ใยประสาทที่นำกระแสประสาทเข้าสู่ตัวเซลล์ เรียกว่า เดนไดรต์ ( dendrite ) ส่วนใยประสาทที่นำกระแสประสาทออกจากตัวเซลล์ เรียกว่า แอกซอน ( axon ) เซลล์ประสาทแต่ละเซลล์จะมีเดนไดรต์แยกออกจากตัวเซลล์ 1 เส้น หรือหลายเส็นก็ได้ แต่แอกซอนจะมีเพียงเส้นเดียวเท่านั้น แอกซอนอาจจะสั้นหรือยาวก็ได้
    ถ้าจำแนกเซลล์ประสาทตามการทำงานแล้วเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกจากอวัยวะต่างๆ เรียกว่า เซลล์ประสาทรับความรู้สึก ( sensory neurone ) อวัยวะที่รับความรู้สึกจากสิ่งกระตุ้นภายนอก ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น และผิวหนัง ซึ่งรับความรู้สึกเกี่ยวกับ เสียง ภาพ กลิ่น รส และ ความรู้สึกร้อน เย็น เจ็บปวด เป็นต้น ส่วนเซลล์ประสาทรับคำสั่งจากสมองหรือไขสันหลังไปยังอวัยวะที่ทำหน้าที่ตอบสนอง เรียกว่า เซลล์ประสาทสั่งการ ( motor neurone )

 

 การทำงานของระบบประสาท

    การทำงานของระบบประสาทของคนเรานั้นเป็นการทำงานประสานกันระหว่างสมอง ไขสันหลัง และเซลล์ประสาท
    ตัวอย่างการทำงานของระบบประสาท

   สถานการณ์   ปลายนิ้วถูกน้ำร้อน
   การทำงานของระบบประสาท  เป็นดังนี้
    1.  ความร้อนจะกระตุ้นหน่วยรับความร้อนใต้ผิวหนังบริเวณปลายนิ้ว
    2. กระแสความรู้สึกร้อนจะถูกส่งขึ้นไปตามเซลล์ประสาทรับความรู้สึกผ่านไขสันหลังไปสู่ศูนย์ประสาทรับความรู้สึกร้อนในสมอง
    3. สมองรับรู้ว่ามีความร้อนสัมผัสที่ปลายนิ้วมือ
    4.  ศูนย์ประสาทในสมองจะสั่งการลงมาตามเซลล์ประสาทสั่งการผ่านไขสันหลัง ไปยังหน่วยปฏิบัติงาน คือกล้ามเนื้อที่โคนแขน
    5.  กล้ามเนื้อรับคำสั่งจะหดตัวทำให้แขนพับงอ ทำให้ปลายนิ้วหลุดจากน้ำร้อน
    ดังนั้นการทำงานของระบบประสาทก็คือการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้น จากสถานการณ์ ความร้อน คือ สิ่งเร้า การพับของแขนเพื่อหนีจากน้ำร้อน คือ การตอบสนองต่อสิ่งเร้า

 

 อวัยวะรับสัมผัส

(eye)
     ตาประกอบด้วย ลูกตา (eyeball) แก้วตาหรือเลนส์ตา (crystalling lens) เปลือกตา (eye lids) ต่อมน้ำตา (lacrimal gland) ส่วนประกอบสำคัญของตาคือ ลูกตาซึ่งจะมีม่านตาและรูม่านตาช่วยปรับความเข้มแสงเข้าสู่ตาและอวัยวะที่ใช้ไนการรับแสงแล้วแปรสัญญาณส่งต่อไปยังสมองเพื่อแปรข้อมูลต่อไป ส่วนแก้วตาช่วยในการปรับภาพให้ตกลงที่เรตินาพอดีเปลือกตาและต่อมน้ำตาช่วยให้ความชุ่มชื่นแก่ตาและป้องกันอันตรายแก่ดวงตา

ู (ear)
    
หูรับความรู้สึกเกี่ยวกับได้ยินเสียงและการทรงตัว แบ่งออก 3 ส่วน คือ
    
หูชั้นนอก    มีใบหู (pinna) ช่วยรับเสียง รูหูและแก้วหู (ear drum,tympanic membrane) ช่วยนำเสียงเข้าไปและส่งต่อไปยังหูชั้นกลาง
    
หูชั้นกลาง    มีกระดูก 3 ชิ้น คือกระดูกค้อน (malleus) ,ทั่ง (incus) และโกลน (tapes) ช่วยส่งคลื่นเข้าไปยังหูชั้นใน
    
หูชั้นใน    ประกอบด้วยอวัยวะที่รับเสียงและการทรงตัว คือ โคเคลีย (cochlea) และท่อเซมิเซอร์คูลาร์ (semicircular canal)

จมูก (nose)
    รับความรู้สึกเกี่ยวกับกลิ่น ซึ่งจะมีเซลล์รับกลิ่นอยู่ที่ผนังด้านบนของช่องจมูกและส่งต่อไปยังสมอง

ลิ้น (tongue)
    เป็นอวัยวะสำหรับรับรสมีตัวรับรสอยู่ที่ปุ่มรับรส (taste bud) ฝังอยู่บนเยื่อบุของลิ้น ตรงปลายปุ่มมีรูเปิด ซึ่งอยู่ในสภาพสารละลาย สามารถเข้าไปกระตุ้นเซลรับรส (taste cell) ได้ ซึ่งเซลล์รับรสจะส่งสัญญาณไปแปรที่สมอง

ผิวหนัง เป็นอวัยวะรับสัมผัสที่มีหน่วยรับสัมผัสเกี่ยวกับแรงกดดัน รับสัมผัสความร้อน และความเย็น โดยความรู้สึกจะถูกส่งไปตามเส้นประสาทสู่สมองเพื่อรับรู้
 

 

 

ระบบสืบพันธุ์

ระบบสืบพันธุ์

   ความหมายของระบบสืบพันธุ์และการสืบพันธุ์
   ระบบสืบพันธุ์ เป็นระบบที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสืบลูกหลานต่อๆ กันไป เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์เอาไว้
 
   การสืบพันธุ์ (Reproduction) คือ การทำให้กำเนิดลูกหลานขึ้นใหม่ ที่เหมือนพ่อแม่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
ระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์
    ระบบสืบพันธุ์เพศชาย

     น้ำอสุจิ (Semen) ประกอบด้วยตัวอสุจิและน้ำล่อเลี้ยงต่างๆ จากต่อมในอวัยวะสืบพันธุ์เพศชายปกติเพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิเมื่ออายุ 12-13 ปี และจะสร้างไปจนตลอดชีวิต โดยเฉลี่ยแล้วชายจะหลั่งน้ำอสุจิแต่ละครั้งประมาณ 3-4 Cm3 ซึ่งจะมีจำนวนตัวอสุจิเฉลี่ยประมาณ 300-500 ล้านตัว ถ้าในน้ำอสุจิมีจำนวนตัวอสุจิต่ำกว่า 30 ล้านตัวต่อ 1 Cm3 หรือมีตัวอสุจิที่มีรูปร่างผิดปกติมากกว่าร้อยละ 25 จะมีผลทำให้มีลูกยาก ตัวอสุจิเมื่อออกสู่ภายนอกจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าอยู่ในมดลูกหรือท่อนำไข่

ของหญิงจะอยู่ได้นานประมาณ 48 ชั่วโมง
ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
 
    การตกไข่ (Ovulation) และการมีประจำเดือน (Menstruation)

   ไข่ (Egg หรือ Ovum) มีลักษณะกลม ขนาดประมาณ 0.2 mm ใหญ่กว่าตัวอสุจิประมาณ 50,000-90,000 เท่า
 
    การตกไข่ คือ การที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่ทุกรอบเดือน ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน ไข่ที่ตกออกมาจากรังไข่จะมีอายุอยู่ได้นานประมาณ 24 ชั่วโมง
 
     ประจำเดือน คือ เนื้อเยื่อผนังมดลูกด้านในหลอดเลือดที่สลายตัวไหลออกมาทางช่องคลอด ประจะเดือนจะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ไข่ไม่ได้รับการผสมกับเซลล์อสุจิ หญิงจะมีรอบเดือนตั้งแต่อายุประมาณ 12 ปีขึ้นไปโดยจะมีรอบของการมีประจำเดือนทุก 21-35 วัน เฉลี่ยประมาณ 28 วัน จนกระทั่งประมาณอายุ 50 ปี
จึงหมดประจำเดือน ดังนั้นตลอดอายุของหญิง ปกติจะผลิตไข่โดยเฉลี่ยประมาณ 400 เซลล์ 

ระบบขับถ่าย

ระบบขับถ่าย   ระบบการขับถ่าย เป็นระบบที่ร่างกายขับถ่ายของเสียออกไป  ของเสียในรูปแก๊สคือลมหายใจ  ของเหลวคือเหงื่อและปัสสาวะ  ของเสียในรูปของแข็งคืออุจจาระ  

ระบบขับถ่ายในมนุษย์ ร่างกายมนุษย์มีกลไกต่าง ๆ คล้ายเครื่องยนต์  ร่างกายต้องใช้พลังงาน  การเผาผลาญพลังงานจะเกิดพิษได้
     ของเสียที่ร่างกายต้องกำจัดออกไปมีอยู่ 2 ประเภท
1.  สารที่เป็นพิษต่อร่างกาย
2.  สารที่มีปริมาณมากเกินความต้องการ

           อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแข็งคือ ลำไส้ใหญ่(ดูระบบย่อยอาหาร)
         
อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแก๊สคือ ปอด(ดูระบบหายใจ)
         
อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของเหลวคือ ไต และผิวหนัง
              -อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปปัสสาวะ  ได้แก่ ไต  หลอดไต  กระเพาะปัสสาวะ
              -อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปเหงื่อ คือผิวหนัง ซึ่งมีต่อมเหงื่ออยู่ในผิวหนังทำหน้าที่
ขับเหงื่อ

 ระบบขับถ่ายในสัตว์ 

ในเซลล์หรือในร่างกายของสัตว์ต่าง ๆ จะมีปฏิกิริยาเคมีจำนวนมากเกิดขึ้นตลอดเวลา และผลจากการเกิดปฏิกิริยาเคมีเหล่านี้ จะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตและของเสียที่ต้องกำจัดออกด้วยการขับถ่าย สัตว์แต่ละชนิดจะมีอวัยวะและกระบวนการกำจัดของเสียออกนอกร่างกายแตกต่างกันออกไป สัตว์ชั้นต่ำที่มีโครงสร้างง่าย ๆ เซลล์ที่ทำหน้าที่กำจัดของเสียจะสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง ส่วนสัตว์ชั้นสูงที่มีโครงสร้างซับซ้อน การกำจัดของเสียจะมีอวัยวะที่ทำหน้าที่เฉพาะ
     ระบบขับถ่ายของสัตว์ชนิดต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้
ชนิดของสัตว์ โครงสร้างหรืออวัยวะขับถ่าย
  1. ฟองน้ำ
– เยื่อหุ้มเซลล์เป็นบริเวณที่มีการแพร่ของเสียออกจากเซลล
  1. ไฮดรา แมงกะพรุน
– ใช้ปาก โดยของเสียจะแพร่ไปสะสมในช่องลำตัวแล้วขับออกทางปากและของเสียบางชนิดจะแพร่ทางผนังลำตัว
  1. พวกหนอนตัวแบน เช่น พลานาเรีย พยาธิใบไม้
– ใช้เฟลมเซลล์ (Flame Cell) ซึ่งกระจายอยู่ทั้งสองข้างตลอดความยาวของลำตัว เป็นตัวกรองของเสียออกทางท่อซึ่งมีรูเปิดออกข้างลำตัว
  1. พวกหนอนตัวกลมมีปล้อง เช่น ไส้เดือนดิน
– ใช้เนฟริเดียม (Nephridium) รับของเสียมาตามท่อ และเปิดออกมาทางท่อซึ่งมีรูเปิดออกข้างลำตัว
  1. แมลง
– ใช้ท่อมัลพิเกียน (Mulphigian Tubule) ซึ่งเป็นท่อเล็ก ๆ จำนวนมากอยู่ระหว่างกระเพาะกับลำไส้ ทำหน้าที่ดูดซึมของเสียจากเลือด และส่งต่อไปทางเดินอาหาร และขับออกนอกลำตัวทางทวารหนักร่วมกับกากอาหาร
  1. สัตว์มีกระดูกสันหลัง
– ใช้ไต 2 ข้างพร้อมด้วยท่อไตและกระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะขับถ่าย

 

ระบบหายใจ

การหายใจ (respiration) เป็นการนำอากาศเข้าและออกจากร่างกาย ส่งผลให้แก๊สออกซิเจนทำปฏิกิริยากับสารอาหาร
ได้พลังงาน น้ำ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ กระบวนการหายใจเกิดขึ้นกับทุกเซลล์ตลอดเวลา การหายใจจำเป็นต้องอาศัย
โครงสร้าง 2 ชนิดคือ กล้ามเนื้อกะบังลม และกระดูกซี่โครง ซึ่งมีกลไกการทำงานของระบบหายใจ ดังนี้

 

:: กลไกการทำงานของระบบหายใจ ::
1. การหายใจเข้า (Inspiration) กะบังลมจะเลื่อนต่ำลง กระดูกซี่โครงจะเลื่อนสูงขึ้น ทำให้ปริมาตรของช่องอกเพิ่มขึ้น ความดันอากาศในบริเวณรอบ ๆ ปอดลดต่ำลงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายนอกจึงเคลื่อนเข้าสู่จมูก หลอดลม และไปยัง
ถุงลมปอด

2. การหายใจออก (Expiration) กะบังลมจะเลื่อนสูง กระดูกซี่โครงจะเลื่อนต่ำลง ทำให้ปริมาตรของช่องอกลดน้อยลง ความดันอากาศในบริเวณรอบ ๆ ปอดสูงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายในถุงลมปอดจึงเคลื่อนที่จากถุงลมปอดไปสู่
หลอดลมและออกทางจมูก

 

สิ่งที่กำหนดอัตราการหายใจเข้าและออก คือ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด

  • ถ้าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดในเลือดต่ำจะทำให้การหายใจช้าลง เช่น การนอนหลับ
  • ถ้าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดในเลือดสูงจะทำให้การหายใจเร็วขึ้น เช่น การออกกำลังกาย 
          การหมุนเวียนของแก๊ส เป็นการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซออกซิเจน เกิดขึ้นที่บริเวณถุงลมปอด ด้วยการแพร่ของก๊าซออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย และก๊าซออกซิเจนทำปฎิกิริยากับสารอาหารในเซลล์ของร่างกาย
    ทำให้ได้พลังงาน น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังสมการ

เอนไซม์
.

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างก๊าซออกซิเจนกับอาหารจะแพร่ออกจากเซลล์เข้าสู่หลอดเลือดฝอยและ
ลำเลียงไปยังปอด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่เข้าสู่หลอดลมเล็กๆ ของปอดขับออกจากร่างกายพร้อมกับลมหายใจออก


 

อาการที่เกี่ยวข้องกับการหายใจมีดังนี้

1. การจาม เกิดจากการหายใจเอาอากาศที่ไม่สะอาดเข้าไปในร่างกาย ร่างกายจึงพยายามขับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกมา
นอกร่างกาย โดยการหายใจเข้าลึกแล้วหายใจออกทันที

2. การหาว เกิดจากการที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมอยู่ในเลือดมากเกินไป จึงต้องขับออกจากร่างกาย โดย
การหายใจเข้ายาวและลึก เพื่อรับแก๊สออกซิเจนเข้าปอดและแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเลือด

3. การสะอึก เกิดจากกะบังลมหดตัวเป็นจังหวะๆ ขณะหดตัวอากาศจะถูกดันผ่านลงสู่ปอดทันที ทำให้สายเสียงสั่น
เกิดเสียงขึ้น

4. การไอ เป็นการหายใจอย่างรุนแรงเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในกล่องเสียงและหลอดลม ร่างกายจะมี
การหายใจเข้ายาวและหายใจออกอย่างแรง

ระบบไหลเวียนโลหิต

      ระบบไหลเวียน หรือ ระบบหัวใจหลอดเลือด เป็นระบบอวัยวะซึ่งให้เลือดไหลเวียนและขนส่งสารอาหาร (เช่น กรดอะมิโนและอิเล็กโทรไลต์) ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ฮอร์โมน และเม็ดเลือดเข้าและออกเซลล์ในร่างกายเพื่อหล่อเลี้ยงและช่วยต่อสู้โรค รักษาอุณหภูมิและ pH ของร่างกาย และรักษาภาวะธำรงดุล

      มักมองว่าระบบไหลเวียนประกอบด้วยทั้งระบบหัวใจหลอดเลือด ซึ่งกระจายเลือด และระบบน้ำเหลือง ซึ่งไหลเวียนน้ำเหลือง ทั้งสองเป็นระบบแยกกัน ตัวอย่างเช่น ทางเดินน้ำเหลืองยาวกว่าหลอดเลือดมาก เลือดเป็นของเหลวอันประกอบด้วยน้ำเลือด เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดซึ่งหัวใจทำหน้าที่ไหลเวียนผ่านระบบหลอดเลือดสัตว์มีกระดูกสันหลัง โดยน้ำออกซิเจนและสารอาหารไปและของเสียกลับจากเนื้อเยื่อกาย น้ำเหลือง คือ น้ำเลือดส่วนเกินที่ถูกกรองจากของเหลวแทรก (interstitial fluid) และกลับเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง ระบบหัวใจหลอดเลือดประกอบด้วยเลือด หัวใจและหลอดเลือด ส่วนระบบน้ำเหลืองประกอบด้วยน้ำเหลือง ปุ่มน้ำเหลืองและหลอดน้ำเหลือง ซึ่งคืนน้ำเลือดที่กรองมาจากของเหลวแทรกในรูปน้ำเหลือง

      มนุษย์และสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นมีระบบหัวใจหลอดเลือดแบบปิด คือ เลือดไม่ออกจากเครือข่ายหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำและหลอดเลือดฝอย แต่กลุ่มสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางกลุ่มมีระบบหัวใจหลอดเลือดแบบเปิด ในทางตรงข้าม ระบบน้ำเหลืองเป็นระบบเปิดซึ่งให้ทางที่จำเป็นแก่ของเหลวระหว่างเซลล์ส่วนเกินกลับเข้าสู่หลอดเลือดได้ ไฟลัมสัตว์ไดโพลบลาสติก (diploblastic) บางไฟลัมไม่มีระบบไหลเวียน

ระบบย่อยอาหาร

           ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะหลาย ๆ อวัยวะ  ได้แก่  ปาก  หลอดอาหาร  กระเพาะอาหาร  ตับ 
ตับอ่อน  ลำไส้เล็ก  ลำไส้ใหญ่  ซึ่งอวัยวะบางอวัยวะไม่มีการย่อยแต่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหาร
          การย่อยอาหาร  เป็นกระบวนการที่ทำให้อาหารที่มีโมเลกุลใหญ่ มีขนาดเล็กลงจนสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ได้
การย่
อยมี  2  ลักษณะคือ
          1. 
การย่อยเชิงกล (Mechanical digestion) คือ อาหารที่ถูกฟันบดเคี้ยวทำให้มีขนาดเล็กลงแต่ยังไม่สามารถแปรสภาพอาหารที่มีโมเลกุลใหญ่ให้มีโมเลกุลเล็กลง
          2. 
การย่อยทางเคมี (Chemical digestion) คือ อาหารเหล่านี้จะถูกย่อยให้เป็นโมเลกุลให้เล็กลงไปอีกโดยเอนไซมในน้ำลาย จะมีน้ำย่อยอยู่
          การย่อยอาหารจะเริ่มตั้งแต่อาหารเข้าสู่ร่างกายโดยผ่าน ปาก  ลิ้น  ฟัน  ต่อจากนั้นอาหารจะถูกลืนผ่านลำคอไปตามอวัยวะต่าง ๆ

 

 

 

อาหารและสารอาหาร

ความหมายของอาหาร

       อาหาร หมายถึง สิ่งที่เรารับประทานเข้าไปแล้วทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆ ไม่ทำให้เกิดโทษ เช่น เนื้อสัตว์ ข้าว แป้ง ผัก ผลไม้ นม ฯลฯ ยกเว้นยารักษาโรค วัตถุทุกชนิดที่คนกิน ดื่ม ดม หรือนำเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการใดๆ หรือรูปลักษณะใดๆ แต่ไม่รวมถึงยา วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท หรือเสพย์ติดให้โทษตามกฎหมาย เป็นส่วนผสมในการผลิตอาหารรวมถึงวัตถุเจือปนอาหาร สีและเครื่องปรุงแต่งกลิ่นรส

 

       สารอาหาร หมายถึง สารที่ได้รับจากอาหาร ที่รับประทานเข้าไปในร่างกายแล้ว จะนำไปใช้ประโยชน์ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ให้พลังงานในการดำรงชีวิต เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อในส่วนต่างๆของ ร่างกาย

 

 อาหารหลัก 5 หมู่

หมู่ที่ 1 นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้งและงา

 

หมู่ที่ 2 ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล

หมู่ที่ 3 ผักต่างๆ

หมู่ที่ 4 ผลไม้ต่างๆ

หมู่ที่ 5 ไขมันและน้ำมัน

สารอาหาร

1.สารอาหารประเภทโปรตีน

                โปรตีนเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีโมเลกุลใหญ่ ประกอบด้วยหน่วยที่เล็กที่สุดเรียกว่า กรดอะมิโน จำนวนมาก โปรตีนธรรมชาติมีกรดอะมิโนเป็นองค์ประกอบอยู่ประมาณ 22 ชนิด แต่ละชนิดมีโครงสร้างต่างกัน ความแตกต่างในการเรียงลำดับและสัดส่วนที่รวมตัวกันของกรดอะมิโนต่างชนิดกัน ทำให้เกิดเป็นโปรตีนชนิดต่างๆ มากมาย ซึ่งแต่ละชนิดมีคุณค่าทางอาหารแตกต่างกัน โปรตีนชนิดใดจะมีคุณค่าทางอาหารมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่าโปรตีนชนิดนั้นย่อยสลายได้ง่ายและมีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วนหรือไม่

                     กรดอะมิโนที่จำเป็น   คือ กรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้แต่ต้องได้จากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น กรดอะมิโนที่พบในโปรตีนธรรมชาติประมาณ 22 ชนิดนี้เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็น 8 ชนิด ที่เหลือเป็นกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น ซึ่งนอกจากจะได้จากอาหารแล้วร่างกายยังสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ด้วย

        2.สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต

                       คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารประกอบอินทรีย์ที่มีคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนเป็นองค์ประกอบสำคัญ คาร์โบไฮเดรตที่มีในอาหารสามารถจัดจำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม ตามสมบัติทางกายภาพและทางเคมี ได้แก่

                       2.1น้ำตาล เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีรสหวานและละลายน้ำได้ ตัวอย่าง เช่น

                             1 )น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว หรือ มอโนแซ็กคาไรด์ (Monosaccharide )เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้อีก สามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ตัวอย่างของน้ำตาลชนิด ได้แก่ กลูโคส ฟรักโทส และกาแล็กโทส กลูโคสพบในผักและผลไม้ที่มีรสหวาน ฟรักโทสมีรสหวานกว่าน้ำตาลชนิดอื่น พบในน้ำผึ้ง   ผักและผลไม้ที่มีรสหวานเช่นกัน ส่วนกาแล็กโทสพบในน้ำนม

                           2.) น้ำตาลโมเลกุลคู่ หรือ ไดแซ็กคาไรด์ (Disaccharida ) เป็นคาร์โบไฮเดรต ที่เกิดจากการรวมตัวของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 โมเลกุล ซึ่งอาจเป็นชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกันก็ได้ น้ำตาลชนิดนี้เมื่อกินเข้าไปร่างกายจะย่อยสลายให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อนที่จะดูดซึมไปใช้ประโยชน์ ตัวอย่างของน้ำตลชนิดนี้ ได้แก่ซูโครสหรือน้ำตาลทรายมอลโทส และแล็กโทส ซูโครสพบในผักและผลไม้ทั่วไป เช่น อ้อย ตาล มะพร้าว หัวบีท เป็นต้นเมื่อแตกตัวออกจะได้กลูโคสและฟรักโทสอย่างละ 1 โมเลกุล มอลโทสพบในข้าวบาร์เลย์หรือข้าวมอลต์ที่นำมาใช้ทำเบียร์ เครื่องดื่ม และอาหารสำหรับเด็ก เมื่อแตกตัวออกจะได้กลูโคส 2 โมเลกุล แล็กโทสพบในน้ำนม เมื่อแตกตัวจะได้กลูโคสและกาแล็กโทสอย่างละ 1 โมเลกุล

                         2.2พวกที่ไม่ใช่น้ำตาล เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ไม่มีรสหวาน ละลายน้ำยากหรือไม่ละลายเลย เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรืออมอโนแซ็กคาไรด์จำนวนมากมาเกาะรวมตัวกันเป็นสารที่มีโมเลกุลเชิงซ้อน เรียกว่า พอลิแซ็กคาไรด์( Polsaccharide )ตัวอย่างของคาร์โบไฮเดรตกลุ่มนี้ ได้แก่

1 )แป้ง เป็นคาร์โบไฮเดรตที่พืชเก็บสะสมไว้ตามส่วนต่างๆ โดยเฉพาะเมล็ด รากหรือหัว

2 )เซลลูโลส เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโครงสร้างส่วนใหญ่ของพืช โดยเฉพาะที่เปลือก ใบ และเส้นใยที่ปนในเนื้อผลไม้ เซลลูโลสร่างกายคนเราไม่สามารถย่อยสลายได้ แต่จะมีหารขับถ่ายออกมาในลักษณะของกากเรียกว่า   เส้นใยอาหาร   ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ขับถ่ายสะดวก พืชประเภทผัก และถั่ว ผลไม้ จัดเป็นแหล่งที่ให้เส้นใยอาหาร เพราะมีเซลลูโลสอยู่ประมาณสูง จึงควรกินเป็นประจำทุกวัน วันละประมาณ 20 – 36   กรัม                                                                                                                                                                                                                                      

3 ) ไกลโคเจน   เป็นคาร์โบโฮเดรตประเภทแป้งที่สะสมอยู่ในร่างกายของคนและสัตว์   พบมากในตับและกล้ามเนื้อ   เมื่อปริมาณน้ำตาลในเลือดลดลงหรือร่างกายขาดสารอาหาร   ตับจะเปลี่ยนไกลโคเจนเป็นกลูโคส   เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกายต่อไป

คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกายเพื่อนำมาใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในวันหนึ่งๆ ร่างกายต้องใช้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตประมาณร้อยละ 50 – 55 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับจากอาหาร ดังนั้น เราควรกินอาหารคาร์โบไฮเดรตประเภทแป้งให้ได้ปริมาณ 300 – 400 กรัมต่อวัน จึงจะเพียงพอกับปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการ                              

 3.สารอาหารประเภทไขมัน

       ไขมันเป็นสารอาหารประกอบอินทรีย์ที่มีโมเลกุลใหญ่ ประกอบด้วยคาร์บอน ไฮโดรและออกซิเจน  เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรต ไขมันเป็นสารอาหารที่ไม่สามารถละลายในน้ำได้แต่จะละลายได้ในน้ำมันหรือไขมันเหลว และในตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น แอลกอฮอล์ อีเทอร์เป็นต้น ไขมันถ้าอยู่ในสภาพของแข็ง ณ อุณหภูมิปกติ เรียกว่า ไข หรือ ไขมัน แต่ถ้าอยู่ในสภาพของ เรียกว่า น้ำมัน ทั้งไขมันและน้ำมันมีโครงสร้างเหมือนกัน คือเกิดการรวมตัวกันของกรดไขมันกับกีเซอรอล ดังนั้นเมื่อไขมันสลายตัวก็จะให้กรดไขมันและกรีเซอรอลซึ่งมีขนาดเล็กพอที่จะผ่านเข้าออกจากเซลล์ได้

กรดไขมัน เป็นส่วนประกอบของไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย มี 2 ประเภท กรดไขมันอิ่มตัวและกรดไขมันไม่อิ่มตัว กรดไขมันอิ่มตัวพบมากในไขมันสัตย์ ส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมะพร้าว น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย เป็นต้นกรดไขมันบางชนิดจำเป็นสำหรับร่างกาย เช่น กรดไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ และถ้าร่างกายไม่ได้รับกรดนี้อย่างเพียงพอ จะทำให้ร่างกายไม่เจริญเทาที่ควร และมีอาการผิวหนังอักเสบ เกิดการหลุดออกของผิวหนังอย่างรุนแรงติดเชื้อได้ง่าย และบาดแผลหายช้า ซึ่งจะเห็นผลอย่างรวดเร็วในเด็ก โดยปกติแล้วร่างกายควรจะได้รับกรดไขมันที่จำเป็นทุกๆ วัน วันละประมาณ 2 – 4 กรัม