โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง อุปกรณ์ห่อผลไม้

โครงงานวิทยาศาสตร์

เรื่อง เครื่องห่อผลไม้

จัดทำโดย

1.ด.ช.สุทธิพันธุ์ สุระเสียง เลขที่ 7

2.ด.ญ.ทิพย์วรรณ ทองคำ เลขที่ 16

3.ด.ญ.ภาวณี แก้วนุช เลขที่ 35

มัธยมศึกษาปีที่ 2/7

ครูที่ปรึกษาการจัดทำโครงงาน

คุณครูสราวุธ สุธีรวงศ์

โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 8

กิตติกรรมประกาศ

การจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือความสามัคคี พร้อมทั้งการทุ่มเทกำลังแรงกายแรงใจ ในการทำ เพื่อให้ได้ผลการศึกษางานด้วยใจรักเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้และได้ชิ้นงานที่สามารถไปใช้งานได้จริง ดังนั้นการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องห่อผลไม้ ในครั้งนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี เพราะได้รับความร่วมมือจากสมาชิกในกลุ่ม ได้รับการสนับสนุนและเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากครูที่ปรึกษา

คุณครูสราวุธ สุธีรวงค์ และการสนับสนุนจากท่านผู้อำนวยการโรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

ทางคณะผู้จัดทำจึงขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้คำแนะนำ คำปรึกษาให้โครงงานนี้สำเร็จได้ด้วยดี ทั้งที่กล่าวมาเบื้องต้น และไม่ได้กล่าวถึง ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย 30-10-2557 14-15-30

คณะผู้จัดทำ

บทคัดย่อ

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องห่อผลไม้ ได้ดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะสร้างเครื่องห่อผลไม้ที่สามารถใช้งานได้จริง และลดต้นทุนในการจ้างแรงงาน และเพื่อลดความเบาะช้ำของผิวผลไม้ และเพื่อลดเวลาในการห่อผลไม้ การดำเนินการเริ่มจากการร่วมกันคิดวิเคราะห์วางแผนและตัดสินใจเลือกเรื่องที่จะทำ แล้วมีการแบ่งงานไปศึกษาหาข้อมูล และดำเนินการประดิษฐ์ชิ้นงาน หลังจากนั้นนำชิ้นงานที่ได้ไปทดสอบการใช้งาน แล้วเรียบเรียงข้อมูลและหลักการที่ได้เป็นรูปเล่มรายงาน

ผลจากการประดิษฐ์เครื่องห่อผลไม้ เครื่องนี้สามารถช่วยอำนวยความสะดวกในการห่อผลไม้ ใช้ห่อผลไม้ในระดับความสูงต่างๆได้โดยไม่ต้องปีนต้นไม้ ลดอันตรายจากการปีนขึ้นไปห่อผลไม้บนต้นหรือใช้บันไดพาด และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ห่อผลไม้ที่สามารถปรับระดับความเอียงให้ห่อผลไม้ที่วางตัวติดกับกิ่งได้ทั้งแนวดิ่งและแนวระดับ ลดการใช้สารเคมีในการปราบศัตรูพืช ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภค ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค เกษตรกรจะขายผลไม้ได้ราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะการส่งจำหน่ายต่างประเทศจะทำได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นผลไม้ที่ปลอดสารพิษ และเมื่อใช้เครื่องนี้จะประหยัดเวลาในการห่อจากการปีนต้นหรือการปีนบันได มาเป็นการใช้เครื่องห่อผลไม้ เกษตรกรจะมีเวลาในการทำกิจกรรมอย่างอื่นได้มากขึ้น ลดอัตราการจ้างแรงงานในการห่อผลไม้ลง โดยเฉพาะแรงงานด้านเกษตรกรรมที่มีฝีมือในปัจจุบันที่หาได้ยากและมีค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น

บทที่ 1 บทนำ

ที่มาและความสำคัญ

ปัจจุบันการห่อผลไม้เป็นภารกิจที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งของอาชีพสวนผลไม้ ซึ่งต้องใช้แรงงานคนและใช้เวลามาก ทั้งนี้เพื่อป้องกันแมลง ลดการใช้สารเคมี และทำให้ผลไม้มีสีผิวสวยเป็นที่ต้องการของตลาด ตลอดจนผลไม้บางชนิดจะมีรสชาติดีขึ้นหลังจากการห่อ ดังนั้นผลิตภัณฑ์เครื่องห่อผลไม้จึงมีออกมาหลายรูปแบบ มีราคาที่หลากหลายตามอุปกรณ์ที่เป็นส่วนประกอบแต่ประสิทธิภาพของเครื่องห่อผลไม้ที่มีขายตามท้องตลาดยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ทุกปัญหา เช่น ห่อผลไม้ที่มีผลห้อยลงมาในแนวดิ่งเท่านั้น ไม่สามารถห่อผลไม้ที่วางตัวในแนวระดับและผลไม้ที่ยื่นตัวลงไปในท้องร่องได้

วัตถุประสงค์

1.เพื่อสร้างเครื่องห่อผลไม้ที่สามารถใช้งานได้จริง และลดต้นทุนในการจ้างแรงงาน

2.เพื่อทำให้ผลไม้ไม่ช้ำ

3.เพื่อลดเวลาในการห่อผลไม้

ประโยชน์ของสิ่งประดิษฐ์

1.เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการห่อผลไม้ ใช้ห่อผลไม้ในระดับความสูงต่างๆ

ได้โดยไม่ต้องปีนต้นลดอันตรายจากการปีนขึ้นไปห่อผลไม้บนต้นหรือใช้บันไดพาด

2.เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ห่อผลไม้ที่สามารถปรับระดับความเอียงให้ห่อผลไม้ที่วางตัวติดกับกิ่ง

ได้ทั้งแนวดิ่งและแนวระดับ

3.ลดการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภค

ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค เกษตรกรจะขายผลไม้ได้ราคาสูงขึ้น

โดยเฉพาะการส่งจำหน่ายต่างประเทศจะทำได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นผลไม้ที่ปลอดสารพิษ

4.ประหยัดเวลาในการห่อจากการปีนต้นหรือการปีนบันได มาเป็นการใช้เครื่องห่อผลไม้

เกษตรกรจะมีเวลาในการทำกิจกรรมอย่างอื่นได้มากขึ้น

5.ลดอัตราการจ้างแรงงานในการห่อผลไม้ลง โดยเฉพาะแรงงานด้านเกษตรกรรมที่มีฝีมือ

ในปัจจุบันที่หาได้ยากและมีค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น

คุณสมบัติและลักษณะเด่น

1.ใช้ห่อผลไม้ในระดับความสูงไม่เกิน 6 เมตรโดยการต่อด้ามของเครื่องห่อให้ยาวตามความสูง

ของ ผลไม้ที่จะห่อโดยใช้ด้ามที่หาง่าย เช่น ไม้ไผ่ เป็นต้น เกษตรกรไม่จำเป็นต้องปีนต้นไม้
หรือ ใช้บันไดพาด จึงเหมาะกับการห่อผลไม้ในที่สูง เพราะโดยเฉพาะผลไม้ที่อยู่ปลายกิ่ง

ที่ทำการห่อด้วยการปีนต้นทำได้ยาก

2.เครื่องนี้ทำจากวัสดุที่หาง่าย ราคาถูก ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำและจำหน่ายได้ราคาถูก

เกษตรกรทั่วไปหรือผู้ที่ปลูกไม้ผลไว้บริโภคในครัวเรือนเพียง 1 หรือ 2 ต้น ก็ซื้อไว้ใช้ได้

3.ใช้งานง่าย ผู้ใช้ฝึกการใช้งานเพียง 1 หรือ 2 ครั้ง ก็สามารถใช้งานได้

4.สามารถทำการห่อผลไม้ได้ประมาณ 20-25 ห่อ ต่อ 1 ชั่วโมง ต่อ 1 คน

ขอบเขตของการศึกษา

ศึกษาค้นคว้าประดิษฐ์เครื่องโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาความรู้เกี่ยวกับการห่อผลไม้

ข้อตกลงเบื้องต้น

ทางคณะผู้จัดทำได้กำหนดข้อตกลงเบื้องต้นดังนี้

1.ศึกษาหลักการวัตถุประสงค์ขั้นตอนและตัวอย่างของการทำ

โครงงานวิทยาศาสตร์

2.ศึกษาวิธีการและหลักการการห่อ

3.ศึกษาวิธีการและหลักการการประดิษฐ์เครื่องห่อผลไม้

นิยามศัพท์

ที่เราทำที่ห่อผลไม้เอกนกประสงค์ คือ เครื่องมือทางกลุ่มนี้ใช้ในโครงงานวิทยาศาสตร์นี้เท่านั้นเพื่อป้องกันแมลง เป็นที่ต้องการของตลาด ช่วยห่อผลไม้ที่อยู่สูงป้องกันการเกิดอันตรายจากการใช้แรงงานห่อ

บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

แมลงวันผลไม้ (Oriental fruit fly)
ความเสียหายของผลไม้จะเกิดเมื่อแมลงเพศเมียวางไข่ ตัวหนอนที่ฟักจากไข่จะชอนไชอยู่ภายใน ทำให้ผลเน่าเสียและร่วงหล่นลงพื้น แมลงวันผลไม้วางไข่ในผลไม้ที่ใกล้สุกและมีเปลือกบาง ผลไม้ที่ถูกทำลายนี้ มักจะมีโรคและแมลงชนิดอื่นเข้าทำลายซ้ำ ทำให้ผลผลิตเสียหายคิดเป็นมูลค่ามหาศาลจนก่อปัญหาเศรษฐกิจระดับชาติได้เลย
การป้องกันกำจัดแมลงวันผลไม้ มีวิธีการดำเนินการได้ ดังนี้
1. ทำความสะอาดบริเวณแปลงเพาะปลูก รวบรวมทำลายผลไม้เน่าเสียอันเกิดจากแมลงวันผลไม้เข้าทำลาย จะช่วยหยุดยั้งการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของแมลงลงได้
2. การห่อผลไม้ เป็นการป้องกันแมลงเข้าไปวางไข่ในผลไม้ที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่ง ทั้งยังเป็นการปลอดภัยจากการใช้สารฆ่าแมลงอีกด้วย
3. การควบคุมโดยชีววิธี แมลงวันผลไม้จะมีศัตรูในธรรมชาติคอยทำลายอยู่แล้ว ตั้งแต่ 15-53 %แต่ก็ควรใช้วิธีอื่นๆ ประกอบด้วย
4. การฉีดพ่นด้วยสารฆ่าแมลง แมลงวันจะบินหนีไปมาได้ เกิดปัญหาต้องพ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกบ่อยๆทำให้เกิดสารตกค้าง และยังเป็นการทำลายศัตรูธรรมชาติของมันไปด้วย
5. การใช้สารล่อ 5.1 การใช้สารล่อแมลงวันผลไม้ จะดึงดูดได้เฉพาะแมลงวันตัวผู้เท่านั้น สามารถตัดวงจร
การแพร่พันธ์ได้บ้าง 5.2 การใช้เหยื่อโปรตีน ใช้โปรตีนไฮโดรไลเสทผสมกับสารฆ่าแมลงเป็นเหยื่อล่อ
6. การทำหมันแมลง โดยการฉายรังสีแกมมา แล้วนำแมลงที่เป็นหมันไปปล่อยในธรรมชาติ แต่วิธีนี้ ค่าใช้จ่ายสูงมาก และยังมีข้อจำกัดอื่นๆอีก
7. การกำจัดหนอนแมลงวันผลไม้ ในผลไม้หลังการเก็บเกี่ยว โดย 7.1 การรมยา 7.2 การใช้รังสี 7.3 การใช้วิธีการอบไอน้ำร้อน

เมื่อเราปลูกไม้ผล มักเจอปัญหาแมลงวันผลไม้หรือแมลงวันทอง วางไข่ในผลไม้เกิดหนอนชอนไชทำให้ผลไม้เน่าเสียร่วงหล่น รับประทานไม่ได้ ซึ่งการกำจัดแมลงวันผลไม้มีวิธีดำเนินการหลายประการตามตัวอย่างที่ได้นำเสนอ 6-7 ข้อ หากเราไม่มีความรู้ความชำนาญ ก็เป็นเรื่องลำบากมากในการกำจัด แต่มีวิธีง่ายๆที่เราสามารถ ทำเองได้ คือ การห่อผลไม้ ตามข้อ 2 วัสดุอุปกรณ์ในการห่อผลไม้ป้องกันสัตว์และแมลงวันทองไม่ให้กัดทำลาย ผลไม้ก่อนเก็บเกี่ยว ก็หาได้ง่ายหลากหลายต่างกันตามใจชอบ ดังนี้
1. กระดาษต่างๆสำหรับการห่อ เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ ถุงปูน ถุงอาหารสัตว์ อื่นๆ
2. ถุงพลาสติก, ถุงหูหิ้ว หรือถุงสำเร็จรูปสำหรับห่อผลไม้โดยเฉพาะ(ราคาอาจแพงหน่อย) อื่นๆ
3. เส้นเชือก, ลวดมัดถุง, ยางรัดของ ไม้กลัด หรือที่เย็บกระดาษ (MAX) เป็นต้น

เมื่อได้วัสดุห่อครบถ้วนแล้ว ก็เตรียมการห่อผลไม้ได้ เริ่มจากการห่อลูกด้านล่างก่อน แล้วหาเก้าอี้ห่อลูกที่สูงขึ้นๆ บ้านที่มีบันไดไม้หรือบันไดอะลูมิเนียมก็จะห่อผลไม้ได้สูงกว่า ส่วนผลไม้ที่อยู่สูงมากๆ,ผลที่อยู่ปลายกิ่งหรือยื่นลงไปเหนือคูน้ำ แทบทุกบ้านต่างก็ห่อผลไม่ได้ ต้องปล่อยให้แมลงวันทองวางไข่ เน่าเสีย จนรับประทานไม่ได้เหมือนๆกันไปทั้งหมด เพื่อแก้ปัญหาการห่อผลได้ไม่ทั่วถึง ผู้ที่รักไม้ผลต่างเสาะหาเครื่องช่วยห่อมาใช้เป็นเครื่องทุ่นแรง ซึ่งเครื่องช่วยห่อนั้นมีผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายหลายแบบหลายราคา มีตั้งแต่ 400-500 บาทขึ้น นับว่าราคาแพง หากปลูกผลไม้(มะม่วง,กระท้อน,ชมพู่ ฯ)ไว้เพียงต้นสองต้น น่าจะไม่คุ้มกับราคาซื้อหา ในวันนี้ผมได้คิดเครื่องช่วยห่อเพื่อให้ ผู้รักไม้ผลได้นำไปใช้ประโยชน์ได้แล้ว ตั้งชื่อให้ว่า “มือวิเศษ” ใช้สำหรับช่วยห่อผลไม้ป้องกันแมลงวันทองก่อนเก็บเกี่ยวและยังสามารถใช้เก็บผลไม้ลงมาบริโภคก็

ได้ภายในเครื่องเดียวกัน เป็นระบบ TWO IN ONE ผมได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้แล้วเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552 เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ลอกเลียนรูปแบบและวิธีการใช้ไปผลิตจำหน่าย (หากไม่จด นักลอกแบบนี่แหละอันตรายมาก ลอกงานเราแล้วกลับมาฟ้องร้องเราได้ในภายหลัง) “มือวิเศษ” เป็นเครื่องมือทางการเกษตรที่ไม่ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนใดๆ ใครก็ทำขึ้นใช้เองได้ง่ายๆ ผมอนุญาตให้ท่านทำใช้เองได้ ห้ามเฉพาะการผลิตเพื่อจำหน่ายเท่านั้น

ซึ่งทำให้เกษตรกรต้องเสียเวลาที่จะต้องไปห่อผลผลิตทีละผล บางแห่งถึงกับต้องปีนขึ้นไปห่อบนต้น ขณะที่บางรายต้องเสียเงินไปจ้างคนอื่น ต่อไปปัญหานี้อาจลดลงไป เพราะล่าสุดเกษตรกรดีเด่นระดับชาติสาขาไร่นาสวนผสมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงคนล่าสุดจากเมืองตรัง “ไม ไกรสุทธิ์” เจ้าของสาขาไร่นาสวน ที่หมู่ 2 ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง สามารถผลิต “ที่ห่อผลไม้” ทำจากท่อพีวีซีที่เหลือใช้มาเป็นส่วนประกอบสำคัญ

ไม เล่าว่า บรรพบุรุษของเขายึดอาชีพการเกษตรมาตลอด มีสวนยางพารา และสวนไม้ผลพื้นเมือง อาทิ เงาะ ทุเรียน แต่เขาเห็นว่า อยากฉีกแนวอาชีพการเกษตรที่แตกจากครอบครัว คือ ทำเกษตรไร่นาผสมผสานโดยยึดหลักแนวเศรษฐกิจพอเพียง จึงไปซื้อที่ใหม่ 5 ไร่ เป็นนาร้างเก่า มาทำสวนในรูปแบบไร่นาผสมผสาน มีทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร บ่อเลี้ยงปลา เป็นต้น ทำได้ 7 เขาจึงใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ซึ่งในแต่ละวันเขาห่อได้เพียงวันละ 100 ผลเท่านั้น ถือว่าเสียเวลามาก เพราะบางต้นต้องปีนขึ้นไปด้วย

กว่า 1 ปีที่ ไม พยายามหาวิธีในการที่จะผลิตเครื่องไม้เครื่องมือที่ห่อผลไม้ พร้อมกับหารือกับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเขาไปเห็นปลายพีวีซีขนาดกว้างหรือเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาวราว 8 นิ้ว มานึกดูว่าจะหาวิธีใดบ้างที่จะประยุกต์มาทำเป็นที่ห่อผลไม้ ในที่สุดเขาสามารถคิดประดิษฐ์ “ที่ห่อผลไม้” จากท่อพีวีซีเหลือใช้ได้สำเร็จ สามารถห่อผลไม้ได้ชั่วโมงละ 100 ผล จากเดิมที่ต้องเวลา 1 วัน ถึงจะห่อผลไม้ได้ 100 ผล

สำหรับรูปแบบที่ห่อผลไม้จากท่อพีวีซี ตามแบบฉบับของ ไม นั้น คือใช้เศษหรือปลายท่อพีวีซีที่คนตัดทิ้งแล้ว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาว 8 นิ้ว จากนั้นบากปากท่อให้เป็นร่องลึก กว้างราว 2 ซม. ลึก 4 ซม. ใช้ไม้หน้าสองยาวราว 2 ฟุต บากปลายไม้ให้เป็นปางคล้ายปางหนังสติ๊ก กว้าง 2 ซม. ลึกราว 10 ซม. จากนั้นนำไม้ที่บากปลายมาผูกหรือตอกตะปูให้ติดกับท่อพีวีซี ให้ตรงกับปากท่อพีวีซีที่บากไว้ โดยให้ไม้ที่บากไว้ตั้งจุดตรงกับปลายปากท่อที่บากไว้เช่นกัน (ดูรูปประกอบ) ที่ปางของไม้ ใช้ไม้ขนาดหนา 1.8 ซม. สูงราว 4 ซม. ยาวราว 1 ฟุต หรือพอเหมาะทำเป็นลิ้นกระดิก โดยปลายไม้ด้านบนใช้ยางหนังสติ๊กผูกเชื่อมติดกับปลายไม้ที่บากด้านบน เพื่อให้ลิ้นไม้ติดขอบล่างของบากปลายปากท่อพีวีซี ส่วนปลายล่างเข้าไปในร่องบากของท่อพีวีซี ปลายไม้ที่ทำเป็นลิ้นผู้เชือกยาว 2-4 เมตร ไว้กระตุกเวลาใช้งาน ขณะที่ปลายไม้ที่ตอกติดกับท่อพีวีซีนั้น จะใช้ท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 1 นิ้ว สวมติดเพื่อสำหรับใช้ไม้มาต่อให้ยาวกรณีที่จะห่อผลไม้ที่อยู่สูง

เวลาใช้เอากระดาษหนังสือพิมพ์ 1 หน้าแบ่งเป็นส่วนๆ เท่ากัน จากนั้นนำกระดาษหนังสือที่แบ่งส่วนแล้วมาแม็กทำเป็นทรงกระบอก เพื่อสวมในท่อพีวีซี แล้วนำยางเส้นวงเล็กมารัดที่ปากท่อพีวีซีเหนือลิ้นไม้ที่อยู่ในบากของท่อพีวีซี พับปลายหนังสือพิมพ์ปิดที่ปากท่อพีวีซี เวลาจะห่อผลไม้จับปลายไม้ เอาท่อพีวีซีที่มีกระดาษหนังสืออยู่ด้านในและมียางรัดปากท่อเข้าไปครอบผลไม้ ดึงเชือกที่ปลายลิ้นด้านบน ทำให้ปลายลิ้นไม้ด้านล่างไปดันยางเส้น ไปรัดกระดาษติดกับก้านผลไม้ที่เราจะห่อไว้ พอฝนกระดาษจะเปียกปลายกระดาษด้านล่างจะบรรจบเองอัตโนมัติ แค่นี้ก็เสร็จแล้ว

สำหรับที่ห่อผลไม้ทำจากท่อพีวีซีที่เหลือใช้ที่ว่านี้ ไม บอกว่า ลงทุนไม่กี่บาท โดยเฉพาะเครื่องต้นแบบไม่ได้ใช้เงินลงทุนเลย เพราะเอาของเหลือใช้ทั้งหมดมาประดิษฐ์ และวันนี้เขาก็ยัง

ประวัติความเป็นมาของท่อ PVC

สาร พี.วี.ซี. ได้ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกในคริสศตวรรษที่แล้ว จุดเริ่มนั้นเกิดจากการที่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ทำการศึกษาปฏิกิริยาของสารอินทรีย์แกลชนิดใหม่ (Vinyl Chloride, C2H3CL) ที่พวกเราได้ประดิษฐ์ขึ้นและพบปรากฎการณ์ประหลาด เมื่อสารนี้ต้องแสงแดด คือการเกิดการรวมตัวของของแข็งสีขาวที่ก้นหลอดทดลอง อันที่จริงปรากฎการณ์นี้มีชื่อทางเคมีว่าการเกิด Polymerization ซึ่งทำให้ได้สารพลาสติกชนิดใหม่ Polyvinyl Chloride นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่าสารใหม่นี้ไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีทั่ว ๆ ไป และที่สำคัญคือ ไม่สามารถทำลายมันได้ แต่เนื่องจาก พี.วี.ซี. มีคุณสมบัติต่อต้านการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทำให้ยากที่จะนำมาใช้ประโยชน์ ด้วยเหตุนี้การพัฒนาสาร พี.วี.ซี. จึงหมดไป

กระทั่งปี ค.ศ. 1920 เศษ จึงได้มีการค้นคว้าเกี่ยวกับสาร พี.วี.ซี. อีกในยุโรปและอเมริกาเหนือ ในช่วงนี้ได้มีการนำเอา พี.วี.ซี. มาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเยอรมัน โดยในปี ค.ศ. 1930 เศษ นักวิทยาศาสตร์และวิศวกร ชาวเยอรมันได้นำการพัฒนาและผลิตท่อ พี.วี.ซี. จำนวนจำกัดออกมาใช้งาน ท่อเหล่านี้ยังคงปรากฎและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจนตราบเท่าทุกวันนี้ในตอนปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันถูกโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงเมืองต่าง ๆ ถูกทำลายแต่ประชาชนก็ยังเอาชีวิตรอดอยู่ได้ด้วยการอาศัยตามซากปรักหักพังของอาคาร สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่คือ ระบบส่งน้ำและระบายน้ำที่ถูกทำลาย วิกฤติการณ์นี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีแคว้น รูห์ และแคว้นซาร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเหล็กและแร่อื่น ๆ ที่ใช้ผลิตท่อในยุคนั้น เพื่อแก้ปัญหาวุ่นวายเหล่านี้นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเยอรมันจึงหันมาใช้พี.วี.ซี. จึงได้ก่อกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก

ปัจจุบันท่อ พี.วี.ซี. มีบทบาทสำคัญในตลาดโลกมาก จากสถิติการผลิดท่อ พี.วี.ซีในสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ. 1976 ปรากฏว่า มีจำนวนผลิตถึง 1.5 พันล้านปอนด์ ต่อปี มาตรฐานท่อพี.วี.ซี. ในสหรัฐอเมริกาได้ถูกกำหนดขึ้นในปี ค.ศ. 1940 เศษ โดย The American Society for Testing and Materials (ASTM)

สำหรับประเทศไทยนั้น ท่อ พี.วี.ซี. เริ่มเป็นที่รู้จักและใช้กันเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันกำลังเป็นที่รู้จักและใช้การอย่างแพร่หลาย จนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำหนดมาตรฐาน ท่อ พี.วี.ซี. และอุปกรณ์ต่อท่อ พี.วี.ซี. ขึ้นโดยแบ่งแยกสีตามการใช้งาน เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมท่อ พี.วี.ซี. แข็งสำหรับใช้เป็นท่อร้อยสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ (มอก. 216-2520) กำหนด เป็นท่อสีเหลืองอ่อน (Primerose) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมท่อ พี.วี.ซี. แข็งสำหรับใช้เป็นท่อน้ำดื่ม (มอก. 17-2523) กำหนดเป็นท่อสีน้ำเงิน (Arctic Blue) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมท่อ พี.วี.ซี. แข็งสำหรับใช้ในงานอุตสาหกรรมและชลประทาน (มอก. …..) กำหนดเป็นสีเท่า เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุปกรณ์สำหรับต้นท่อ ซึ่งกำหนดสีตามท่อ พี.วี.ซี. สำหรับใช้งานต่าง ๆ กัน

ชนิดของท่อ PVC

ท่อ PVC เป็นชื่อเรียกที่คนทั่วไปรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี PVC ย่อมาจากคำว่า polyvinyl chloride เป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติที่ดีหลายอย่าง เช่น มีความเหนียวยืดหยุ่นตัวได้ ทนต่อแรงดันน้ำไดดี ทนทานต่อการกัดกร่อนของกรดหรือด่างได้ดี ใช้เป็นฉนวนไฟฟ้าได้ดีเพราะไม่เป็นตัวนำไฟฟ้า เป็นวัสดุไม่ติดไฟ ผิวมันเรียบช่วยให้การไหลของน้ำได้ดี มีน้ำหนักเบาและราคาถูก แต่มีข้อด้อยอยู่บ้าง เช่น มีความเปราะไม่ทนทานต่อแรงกระแทก ไม่ทนทานต่อ แสง UV เพราะจะทำให้กรอบและแตกหักได้ ท่อ PVC ที่นิยมนำมาใช้ในงานก่อสร้างยังแบ่งออกได้อีก 3 ชนิดคือ ท่อสีฟ้า ท่อสีเหลือง และท่อสีเทา

1. ท่อ PVC สีฟ้า ผลิตขึ้นตามมาตรฐาน มอก. 17-2532 เป็นท่อทิ่นิยมนำมาใช้ในงานสุขาภิบาลในอาคาร เช่น ใช้เป็นท่อน้ำประปาซึ่งต้องรับแรงดันน้ำ หรือใช้กับระบบปั้มน้ำซึ่งต้องเลือกใช้มาตรฐานท่อขนาด PVC-8.5 หรือPVC-13.5 แต่ถ้าใช้เป็นท่อระบายน้ำทิ้งหรือท่อน้ำโสโครกซึ่งไม่มีแรงดันน้ำ ให้เลือกใช้มาตรฐานท่อขนาด PVC-5 ซึ่งการระบุท่อ PVC-5, PVC-8.5 และ PVC-13.5 เป็นการระบุถึงความสามารภในการรับแรงกดดันได้ของท่อ มีหน่วยเป็นกิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร ท่อ PVC สีฟ้าเหมาะสำหรับ

ใช้งานภายในอาคารหรือในที่ร่มเท่านั้น ไม่ควรใช้กับภายนอกอาคารที่ต้องสัมผัสกับแสงแดด และไม่ควรใช้ติดต่อกันไปกับอาคารที่ทรุดตัวได้ง่าย เพราะจะทำให้ท่อแตกหักหรือฉีกขาดออกจากกันได้

2. ท่อ PVC สีเหลือง ผลิตขึ้นตามมาตรฐาน มอก. 216-2524 เป็นท่อที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในงานร้อยสายไฟฟ้าหรือสายโทรศัพท์โดยเฉพาะ โดยคำนึงถึงมาตรฐานความเป็นฉนวนไฟฟ้าเป็นหลัก ท่อ PVC สีเหลืองเหมาะสำหรับใช้ร้อยสายไฟภายในอาคารหรือในที่ร่มเท่านั้น ไม่ควรใช้ร้อยสายไฟไปภายนอกอาคาร เพราะกฎของการไฟฟ้าฯ จะไม่อนุญาตให้ใช้

3. ท่อ PVC สีเทา ท่อ PVC สีเทาเป็นท่อที่ผลิตขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ในการระบายน้ำทางการเกษตรหรือระบายน้ำสิ่งปฏิกูล หรือใช้ระบายน้ำในงานชั่วคราว ที่ไม่ต้องรับแรงดันน้ำหรือไม่ต้องการความแข็งของท่อมากนัก จึงยังไม่มีมาตรฐานกำหนด ขึ้นอยู่กับผู้ผลิต แต่ถ้าใช้ระบายน้ำในงานอุตสาหกรรม จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น อาจมีสารเคมีหรือของมีพิษระบายออกมาด้วย ซึ่งก็ให้ใช้ท่อตามมาตรฐาน มอก. 999-2533

บทที่ 3 วิธีดำเนินการโครงงาน

อุปกรณ์

1.อุปกรณ์ห่อผลไม้ 1 อัน

2.ถุงกรอบแกรบขนาด 6×12 หรือ 6×14 นิ้ว ตัดก้นถุงทั้ง 2 ข้างเพื่อมิให้เป็นที่ขังของน้ำ

ใช้ถุง 1 ใบต่อผลไม้ 1 ผล

3.ถุงกระดาษหนังสือพิมพ์ ขนาดพอเหมาะกับตะกร้า ความสูงเมื่อใส่ลงในตะกร้าแล้ว

ต่ำกว่าปากตะกร้าเล็กน้อย

4.หนังยางวงเล็ก

5.ด้ามไม้ไผ่ หรือ ไม้อื่นๆ ขนาดปลายสามารถต่อกับท่อพีวีซีขนาด1นิ้วได้ ความยาว

ประมาณ 3-4 เมตร หรือ ตามต้องการ

ขั้นตอนการทำงานของสิ่งประดิษฐ์

1.นำไม้ไผ่หรือวัสดุอื่นๆ ที่มีความแข็ง และความยาวตามต้องการ มาต่อเป็นด้ามเครื่องห่อผลไม้

2.ต่อเชือกสำหรับดึงใบมีดตัดเข้ากับห่วงดึงให้เชือกยาวจนถึงปลายด้ามเครื่องห่อ

3.ทำถุงสำหรับห่อ โดยทำจากวัสดุดังกล่าวข้างต้น พับเป็นรูปถุงมีปากพับออกนอก

ใช้ที่เย็บกระดาษเย็บ (ไม่ควรใช้กาวติดเพราะอาจมีแมลงมากัดกิน ทำให้ถุงขาดหลุดออก)

4.ใช้เชือกที่เหนียว เช่น เชือกฟางชนิดอ่อน มัดเป็นที่คล้อง คล้องปากถุงใส่ถุงในตะกร้าสวม

ถุงสอดเชือกผ่านร่องไม้ที่หัวเครื่องห่อปล่อยชายเชือกให้ยาวลงจนถึงด้ามเครื่องห่อ

5.ยกเครื่องห่อขึ้นจนถึงห่อสวมเข้าในผลไม้จนแนวเชือกรัดถึงก้านผล ใช้มือข้างหนึ่งจับด้าน

เครื่องห่อมืออีกข้างดึงเชือกสำหรับห่อ รวบปากถุงเข้ามาจนแน่น ชิดก้านผลไม้ ใช้หัวแม่มือ

ของมือที่จับด้ามเครื่องห่อกดเชือกห่อให้ดึงไว้มืออีกข้างดึงเชือกเพื่อให้รัดเชือกให้ยาว

วิธีใช้เครื่องห่อผลไม้
1.ใช้ยางวงเล็ก ขึงเข้ากับลวดที่โผล่ขึ้นมาจากขอบตะกร้าทั้ง 4 อัน
2.ใส่ถุงกรอบแกรบลงในตะกร้า โดยให้ก้นถุงลงไปถึงก้นตะกร้า และปากถุงอยู่เลยเหนือยางเส้น

ที่ขึงเอาไว้ ดึงปากถุงให้ผายออกเพื่อห่อผลไม้ได้สะดวก

3.นำถุงกระดาษหนังสือพิมพ์ที่เย็บเตรียมไว้ ใส่ลงในถุงกรอบแกรบในตะกร้า ขนาดความสูง

ของถุงกระดาษที่เหมาะสม คือ ปากถุงกระดาษจะอยู่ใต้ยางที่ดึงไว้เล็กน้อย เปิดปากถุงเป็นช่อง

ไว้เพื่อเป็นที่สำหรับใส่ผลไม้

4.ยื่นอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ไปห่อผลไม้ตามที่ต้องการ

5.ดึงเชือกที่ผูกติดกับฐานลวด ลวดจะถูกดึงลง ยางเส้นที่รัดลวดจะหลุดออก และจะรัดถุง

กรอบแกรบ
6.ดึงอุปกรณ์ลง เป็นอันเสร็จในการห่อผลไม้ 1 ผล ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนหมด

บทที่ 4 ผลการจัดทำโครงงาน

จากการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง ที่ห่อผลไม้เอนกประสงค์ ทำให้ได้รับความรู้เรื่องวิธีการทำสิ่งประดิษฐ์ คณะผู้จัดทำได้ประดิษฐ์ขึ้นมาแล้วสามารถนำไปห่อผลไม้ได้จริงและการใช้งานในการห่อผลไม้โดยไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดแมลงจากผลไม้และได้ประโยชน์จากการใช้เครื่องมือประดิษฐ์ห่อผลไม้นี้เป็นอย่างมากทีเดียวและทำให้ผลไม้มีผลที่สวย ตลอดจนนำผลไม้ที่ห่อไว้รับประทานโดยไม่คำนึงว่าจะมีสารเคมีและนำมาจำหน่ายได้

 

บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการจัดทำโครงงาน

คณะผู้จัดทำได้ประดิษฐ์เครื่องห่อผลไม้นี้ขึ้น เพื่อจะใช้ เครื่องมือชิ้นนี้ช่วยอำนวยความสะดวกในการห่อผลไม้ ใช้ห่อผลไม้ในระดับความสูงต่างๆได้โดยไม่ต้องปีนต้นไม้ ลดอันตรายจากการปีนขึ้นไปห่อผลไม้บนต้นหรือใช้บันไดพาด และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ห่อผลไม้ที่สามารถปรับระดับความเอียงให้ห่อผลไม้ที่วางตัวติดกับกิ่งได้ทั้งแนวดิ่งและแนวระดับ ลดการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภค ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค เกษตรกรจะขายผลไม้ได้ราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะการส่งจำหน่ายต่างประเทศจะทำได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นผลไม้ที่ปลอดสารพิษ และเมื่อใช้เครื่องนี้จะประหยัดเวลาในการห่อจากการปีนต้นหรือการปีนบันได มาเป็นการใช้เครื่องห่อผลไม้ เกษตรกรจะมีเวลาในการทำกิจกรรมอย่างอื่นได้มากขึ้น ลดอัตราการจ้างแรงงาน   การห่อผลไม้ลง โดยเฉพาะแรงงานด้านเกษตรกรรมที่มีฝีมือในปัจจุบันที่หาได้ยากและมีค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น

เอกสารอ้างอิง

http://www.muanglung.com/noppol.htm

http://www.ismed.or.th/SME/src/bin/controller.php?view=knowledgeInsite.KnowledgesDetail&p=&nid=&sid=81&id=551&left=126&right=127&level=3&lv1=3

 

 

สรุป ระบบประสาทในมนุษย์

สรุป ระบบประสาทในมนุษย์

ระบบประสาท (Nervous System)

คือ ระบบการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของสัตว์ ทำให้สัตว์สามารถตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างรวดเร็วช่วยรวบรวมข้อมูล
เพื่อให้สามารถตอบสนองได้ สัตว์ชั้นต่ำบางชนิด เช่น ฟองน้ำไม่มีระบบประสาท สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดเริ่มมีระบบประสาท
สัตว์ชั้นสูงขึ้นมาจีโครงสร้างของระบบประสาทซับซ้อนยิ่งขึ้น ระบบประสาทของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ระบบประสาทส่วนกลาง
และระบบประสาทรอบนอก

:: ระบบประสาทส่วนกลาง ::

ระบบประสาทส่วนกลาง (The Central Nervous System หรือ Somatic Nervous System) เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงาน
ของร่างกาย ซึ่งทำงานพร้อมกันทั้งในด้านกลไกและทางเคมีภายใต้อำนาจจิตใจ ซึ่งประกอบด้วยสมองและไขสันหลังโดยเส้นประสาท
หลายล้านเส้นจากทั่วร่างกายจะส่งข้อมูลในรูปกระแสประสาทออกจากบริเวณศูนย์กลางมีอวัยวะที่เกี่ยวข้องดังนี้

1.สมอง(Brain)
เป็นส่วนที่ใหญ่กว่าส่วนอื่นๆของระบบประสาทส่วนกลางทำหน้าที่ควบคุมการทำกิจกรรมทั้งหมดของร่างกายเป็นอวัยวะชนิดเดียวที่
แสดงความสามารถด้านสติปัญญา การทำกิจกรรมหรือการแสดงออกต่างๆสมองของสัตว์มีกระดูกสันหลังที่สำคัญแบ่งออกเป็น3 ส่วน ดังนี้

1.1 เซรีบรัมเฮมิสเฟียร์ (Cerebrum Hemisphrer) คือ สมองส่วนหน้า ทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรรมที่ซับซ้อนเกี่ยวกับ ความรู้สึกและอารมณ ์
ควบคุมความคิด ความจำ และความเฉลียวฉลาด เชื่อมโยงความรู้สึกต่างๆเช่น การได้ยิน การมองเห็น การรับกลิ่น การรับรส การรับสัมผัส
เป็นต้น
1.2 เมดัลลาออบลองกาตา (Medulla Oblongata) คือ ส่วนที่อยู่ติดกับไขสันหลัง ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น
การหายใจการเต้นของหัวใจ การไอ การจาม การกะพริบตา ความดันเลือด เป็นต้น
1.3 เซรีเบลลัม (Cerebellum) คือ สมองส่วนท้าย เป็นส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและการทรงตัวช่วยให้เคลื่อนไหว
ได้อย่างแม่นยำเช่น การเดิน การวิ่ง การขี่รถจักรยาน เป็นต้น

2. ไขสันหลัง (Spinal Cord) เป็นเนื้อเยื่อประสาทที่ทอดยาวจากสมองไปภายในโพรงกระดูกสันหลัง กระแสประสาทจาก
ส่วนต่างๆของร่างกายจะผ่านไขสันหลัง มีทั้งกระแสประสาทเข้าและกระแสประสาทออกจากสมองและกระแสประสาท
ที่ติดต่อกับไขสันหลังโดยตรง

3. เซลล์ประสาท (Neuron) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของระบบประสาท เซลล์ประสาทมีเยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาสซึมและนิวเคลียส
เหมือนเซลล์อื่นๆ แต่มีรูปร่างลักษณะแตกต่างออกไป เซลล์ประสาทประกอบด้วยตัวเซลล์ และเส้นใยประสาทที่มี 2 แบบ
คือ เดนไดรต์ (Dendrite) ทำหน้าที่นำกระแสประสาทเข้าสู่ตัวเซลล์และแอกซอน (Axon) ทำหน้าที่นำกระแสประสาท
ออกจากตัวเซลล์ไปยังเซลล์ประสาทอื่นๆ เซลล์ประสาทจำแนกตามหน้าที่ การทำงานได้3 ชนิด คือ

3.1 เซลล์ประสาทรับความรู้สึก รับความรู้สึกจากอวัยวะสัมผัส เช่น หู ตา จมูก ผิวหนัง ส่งกระแสประสาทผ่านเซลล์ประสาทประสานงาน
3.2 เซลล์ประสาทประสานงาน เป็นตัวเชื่อมโยงกระแสประสาทระหว่างเซลล์รับความรู้สึกกับสมอง ไขสันหลัง และเซลล์ประสาทสั่งการ
พบในสมองและไขสันหลังเท่านั้น
3.3 เซลล์ประสาทสั่งการ รับคำสั่งจากสมองหรือไขสันหลัง เพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ

:: การทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ::

สิ่งเร้าหรือการกระตุ้นจัดเป็นข้อมูลหรือเส้นประสาทส่วนกลางเรียกว่า “ กระแสประสาท ” เป็นสัญญาณไฟฟ้าที่นำไปสู่เซลล์ประสาททาง
ด้านเดนไดรต์ และเดินทางออกอย่างรวดเร็วทางด้านแอกซอน แอกซอนส่วนใหญ่ ่มีแผ่นไขมันหุ้มไว้เป็นช่วงๆ แผ่นไขมันนี้ทำหน้าที่เป็น
ฉนวนและทำให้กระแสประสาทเดินทางได้เร็วขึ้น ถ้าแผ่นไขมันนี้ฉีกขาดอาจทำให้กระแสประสาทช้าลงทำให้สูญเสียความสามารถใน
การใช้กล้ามเนื้อ เนื่องจากการรับคำสั่งจากระบบประสาทส่วนกลางได้ไม่ดี

:: ระบบประสาทรอบนอก (Peripheral Nervous System) ::

ทำหน้าที่รับและนำความรู้สึกเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้แก่ สมองและไขสันหลังจากนั้นนำกระแสประสาทสั่งการจาก
ระบบประสาทส่วนกลางไปยังหน่วยปฎิบัติงาน ซึ่งประกอบด้วยหน่วยรับความรู้สึกและอวัยวะรับสัมผัส รวมทั้งเซลล์ประสาท
และเส้นประสาทที่อยู่นอกระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทรอบนอกจำแนกตามลักษณะการทำงานได้ 2 แบบ ดังนี้

1. ระบบประสาทภายใต้อำนาจจิตใจ เป็นระบบควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อที่บังคับได้ รวมทั้งการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก
2. ระบบประสาทนอกอำนาจจิตใจ เป็นระบบประสาทที่ทำงานโดยอัตโนมัติ มีศูนย์กลางควบคุมอยู่ในสมองและไขสันหลัง ได้แก่
การเกิดรีเฟลกซ์แอกชัน (Reflex Action) และเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นที่อวัยวะรับสัมผัสเช่น ผิวหนัง กระแสประสาทจะส่งไปยัง
ไขสันหลัง และไขสันหลังจะสั่งการตอบสนองไปยังกล้ามเนื้อ โดยไม่ผ่านไปที่สมอง เมื่อมีเปลวไฟมาสัมผัสที่ปลายนิ้วกระแสประสาท
จะส่งไปยังไขสันหลังไม่ผ่านไปที่สมอง ไขสันหลังทำหน้าที่สั่งการให้กล้ามเนื้อที่แขนเกิดการหดตัว เพื่อดึงมือออกจากเปลวไฟทันที

:: พฤติกรรมของมนุษย์ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า ::

พฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของมนุษย์เป็นปฎิกิริยาอาการที่แสดงออกเพื่อการโต้ตอบต่อสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอกร่างกายเช่น

  • สิ่งเร้าภายในร่างกาย เช่น ฮอร์โมน เอนไซม์ ความหิว ความต้องการทางเพศ เป็นต้น
  • สิ่งเร้าภายนอกร่างกาย เช่น แสง เสียง อุณหภูมิ อาหาร น้ำ การสัมผัส สารเคมี เป็นต้น

กิริยาอาการที่แสดงออกเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกอาศัยการทำงานที่ประสานกันระหว่างระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ
ระบบต่อมไร้ท่อและระบบต่อมมีท่อ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

1. การตอบสนองเมื่อมีแสงเป็นสิ่งเร้า

  • เมื่อได้รับแสงสว่างจ้า มนุษย์จะมีพฤติกรรมการหรี่ตาเพื่อลดปริมาณแสงที่ตาได้รับ

2. การตอบสนองเมื่ออุณหภูมิเป็นสิ่งเร้า

  • ในวันที่มีอากาศร้อนจะมีเหงื่อมาก เหงื่อจะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย เพื่อปรับอุณหภูมิภายในร่างกาย
    ไม่ให้สูงเกินไป
  • เมื่อมีอากาศเย็นคนเราจะเกิดอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อ หรือเรียกว่า “ ขนลุก ”

3. เมื่ออาหารหรือน้ำเข้าไปในหลอดลมเกิดพฤติกรรมการไอหรือจาม เพื่อขับออกจากหลอดลม

4. การเกิดพฤติกรรมแบบรีเฟลกซ์ เป็นพฤติกรรมการตอบสนองหรือตอบโต้ทันทีเพื่อความปลอดภัยจากอันตราย เช่น

  • เมื่อฝุ่นเข้าตามีพฤติกรรมการกระพริบตา
  • เมื่อสัมผัสวัตถุร้อนจะชักมือจากวัตถุร้อนทันที
  • เมื่อเหยียบหนามจะรีบยกเท้าให้พ้นหนามทันที

สรุป ระบบสืบพันธุ์

สรุป ระบบสืบพันธุ์

ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

1) รังไข่ (Ovary) ทำหน้าที่ผลิตไข่และฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งจะกำหนดลักษณะต่างๆในเพศหญิง เช่น ตะโพกผาย เสียงแหลม สำหรับรังไข่จะมี 2 อัน ซึ่งจะอยู่คนละข้างของมดลูกจะมีลักษณะคล้ายเม็ดมะม่วงหิมพานต์ยาวประมาณ 2 – 3เซนติเมตร หนา 1 เซนติเมตร

2) ท่อนำไข่ (Fallopian Tube) เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปีกมดลูก เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างรังไข่ทั้งสองข้างกับมดลูก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูกและเป็นบริเวณที่อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับไข่ ท่อนำไข่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 6 – 7 เซนติเมตร

3) มดลูก (Uterus) มีรูปร่างคล้ายผลชมพู่หัวกลับลง กว้างประมาณ 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6 – 8 เซนติเมตร หนาประมาณ 2 เซนติเมตร อยู่ในบริเวณอุ้งกระดูกเชิงกรานระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับทวารหนัก ทำหน้าที่เป็นที่ฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสมแล้วและเป็นที่เจริญเติบโตของทารกในครรภ์

4) ช่องคลอด (Vagina) อยู่ต่อจากมดลูกลงมา ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าสู่มดลูกและเป็นทางออกของทารกเมื่อครบกำหนดคลอด

 

อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง

การตกไข่

การตกไข่ หมายถึง การที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่ โดยปกติรังไข่แต่ละข้างจะสลับกันผลิตไข่ในแต่ละเดือน ดังนั้น จึงมีการตกไข่เกิดขึ้นเดือนละ 1 ใบ ในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน เมื่อมีการตกไข่ มดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีผนังหนาขึ้นทั้งมีเลือดมาหล่อเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อไปจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใน 2 กรณีต่อไปนี้

1) ถ้ามีอสุจิเคลื่อนที่เข้ามาในท่อนำไข่ในขณะที่มีการตกไข่ อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับไข่ที่บริเวณท่อนำไข่ด้านที่ใกล้กับรังไข่ ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะเคลื่อนตัวเข้าสู่มดลูก เพื่อฝังตัวที่ผนังมดลูกและเจริญเติบโตต่อไป

2) ถ้าไม่มีตัวอสุจิเข้ามาในท่อนำไข่ ไข่จะสลายตัวก่อนที่จะผ่านมาถึงมดลูก จากนั้นผนังด้านในของมดลูกและเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยง เป็นจำนวนมากก็จะสลายตัว แล้วไหลออกสู่ภายนอกร่างกายทางช่องคลอด เรียกว่า ประจำเดือน โดยปกติผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือนเมื่อายุประมาณ 12 ปี ขึ้นไป รอบของการมีประจำเดือนแต่ละเดือนจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยทั่วไปประมาณ 28 วัน และจะมีทุกเดือนไปจนกระทั่งอายุประมาณ 50 – 55 ปี จึงจะหยุดการมีประจำเดือน โดยจะขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของร่างกาย

การตกไข่

การตั้งครรภ์และการคลอด

การตั้งครรภ์จะเริ่มต้นเมื่อตัวอสุจิเข้าผสมกับไข่ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณท่อนำไข่ตอนปลายใกล้กับรังไข่ โดยปกติ ไข่ 1 ใบจะถูกผสมด้วยอสุจิเพียง 1 ตัวเท่านั้น เพราะเมื่อมีตัวอสุจิตัวหนึ่งเข้าผสมแล้วเยื่อหุ้มเซลล์ของไข่จะหนาขึ้นจนทำให้อสุติตัวอื่นไม่สามารถเข้าผสมได้อีก หลังจากไข่ได้รับการผสมแล้วภายในเวลาประมาณ 10 – 12 ชั่วโมง นิวเคลียสของตัวอสุจิจะเข้าผสมกับนิวเคลียสของไข่ซึ่งเรียกว่าเกิดการปฏิสนธิ ภายหลังการปฏิสนธิประมาณ 30 – 37 ชั่วโมง ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะแบ่งเซลล์จาก 1 เซลล์เป็น 2 เซลล์ เป็น 4 เซลล์และแบ่งต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งได้กลุ่มเซลล์ เรียกว่า เอ็มบริโอ จากนั้นเอ็มบริโอจะเคลื่อนตัวไปฝังที่ผนังมดลูกต่อไป

          หลังจากที่เอ็มบริโอฝังตัวกับผนังมดลูกจะมีการสร้างเยื่อบางๆขึ้น เรียกว่า ถุงน้ำคร่ำ ห่อหุ้มทารก ซึ่งภายในมีของเหลวไว้ป้องกันการกระทบกระเทือน ส่วนเอ็มบริโอก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆจนกระทั่งอายุประมาณ 8 สัปดาห์ จึงมีลักษณะต่างๆเหมือนทารก จากนั้นอวัยวะต่างๆทั้งอวัยวะภายในและภายนอกจะเจริญต่อไป เพื่อให้สมบูรณ์เต็มที่และพร้อมที่จะทำงาน สำหรับทารกในครรภ์จะได้รับอาหารและแก๊สรวมทั้งการกำจัดของเสียในร่างกายโดยผ่านทางรก รกเป็นส่วนที่ติดต่อกับมดลูกของแม่เชื่อมต่อถึงตัวทารกทางสายสะดือ จะมีเส้นเลือดจากตัวแม่มาหล่อเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ดั่งนั้นการเจริญเติบโต ของทารกในครรภ์จึงขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาสุขภาพของมารดาทั้งทางร่างกายและจิตใจ

          ทารกจะเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งครบกำหนดคลอด โดยใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 9 เดือน หรือ 38 สัปดาห์ หรือ 280 วัน นับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายของมารดา เมื่อครบกำหนดคลอดต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งออกมากระตุ้นให้มดลูกบีบตัว ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อท้องจะหดตัวทำให้ปากมดลูกเปิดออก ทารกในครรภ์จึงถูกดันให้ออกมาทางช่องคลอดได้

ระบบสืบพันธุ์เพศชาย

1) อัณฑะ (Testis) และถุงอัณฑะ (Scrotum)

อัณฑะ มีลักษณะรูปร่างคล้ายไข่ฟองเล็ก ยาว 3-4 cm หนาประมาณ 2-3 cm หนักประมาณ 50 กรัม อัณฑะมี 2 ข้างและขนาดใกล้เคียงกันอยู่ภายในถุงอัณฑะ ซึ่งทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิภายในถุงอัณฑะให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของอสุจิ คือ ประมาณ 34 องศาเซลเซียส ภายในอัณฑะประกอบด้วยหลอดสร้างตัวอสุจิ มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆขดเรียงกันอยู่มากมาย เพื่อทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ (Sperm) นอกจากนั้นยังมีเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งควบคุมลักษณะต่างๆของเพศชาย เช่น เสียงห้าว มีหนวดเครา

2) หลอดสร้างตัวอสุจิ (Semimiferous tubules) และท่อนำตัวอสุจิ (vas deferens)

หลอดสร้างตัวอสุจิเป็นหลอดที่หน้าที่ผลิตตัวอสุจิจะประกอบด้วยกลุ่มเชลล์spermatogonium และ sertoli cell ทำหน้าที่สร้างอาหารให้ตัวอสุจิและปล่อยออกมาทาง rete testis เข้าไปอยู่ในหลอดเก็บตัวอสุจิ

3) ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (seminal vesicle)

ทำหน้าที่สร้างอาหารให้แก่ตัวอสุจิ ส่วนมากเป็นน้ำตาลฟรักโตส วิตามินซี และโปรตีนโกบุลิน

4) ต่อมลูกหมาก (prostate gland)

อยู่บริเวณตอนต้นของท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่หลั่งสารที่เป็นเบสอย่างอ่อนและสารที่ทำให้ตัวอสุจิแข็งแรงและว่องไว

5) ต่อมคาวเปอร์ (cowper gland)

มีหน้าที่หลั่งสารของเหลวใสๆไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะเกิดดารกระตุ้นทางเพศ

6) องคชาต (penis)

เป็นกล้ามเนื้อที่หดและพองตัวได้คล้ายฟองน้ำในวลาปกติจะอ่อนและงอตัวอยู่ แต่เมื่อถูกกระตุ้นจะเเข็งตัวเพราะมีเลือดมาคั่งมาก ภายในจะมีท่อปัสสาวะทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิและน้ำปัสสาวะ

อวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย

ขั้นตอนในการสร้างตัวอสุจิและการหลั่งน้ำอสุจิ มีดังนี้

เริ่มจากหลอดสร้างตัวอสุจิ ซึ่งอยู่ภายในอัณฑะสร้างตัวอสุจิออกมา จากนั้นตัวอสุจิจะถูกนำไปพักไว้ที่หลอดเก็บอสุจิก่อนจะถูกลำเลียงผ่านไปตามหลอดนำตัวอสุจิ เพื่อนำตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงตัวอสุจิรอการหลั่งออกสู่ภายนอก ต่อมลูกหมากจะหลั่งสารเข้าผสมกับน้ำเลี้ยงอสุจิเพื่อปรับสภาพให้เหมาะสมกับตัวอสุจิก่อนที่จะหลั่งน้ำอสุจิออกสู่ภายนอกทางท่อปัสสาวะ

โดยปกติเพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิได้เมื่ออายุประมาณ 12 – 13 ปี และจะสร้างไปจนตลอดชีวิต ส่วนการหลั่งน้ำอสุจิในแต่ละครั้งจะมีของเหลวออกมาเฉลี่ยประมาณ 3 – 4 ลูกบาศก์เซนติเมตรและมีตัวอสุจิเฉลี่ยประมาณ 350 – 500ล้านตัว สำหรับชายที่เป็นหมันจะมีตัวอสุจิน้อยกว่า 30 – 50 ล้านตัว ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมีตัวอสุจิที่ผิดปกติมากกว่าร้อยละ 25 ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาจะเคลื่อนที่ได้ประมาณ 3 – 4 มิลลิเมตรต่อนาที และมีชีวิตอยู่นอกร่างกายได้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่จะมีชีวิตอยู่ในมดลูกของเพศหญิงได้นานประมาณ 24 – 48ชั่วโมง

น้ำอสุจิ แต่ละครั้งที่หลั่งออกมาประกอบด้วยตัวอะสุจิและน้ำหล่อเลี้ยงต่างๆประมาณครั้งละ 3 ลบ . ซม . จำนวนอสุจิประมาณ 300-500 ล้านตัว ตัวอสุจิ มีขนาดเล็กมากมีลักษณะคล้ายลูกอ๊อดประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนหางดังรูป มีอายุ 48 ชั่วโมงเมื่อเข้าไปในมดลูก

ตัวอสุจิ

ระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์

การสืบพันธุ์ของมนุษย์เกิดขึ้นแบบปฏิสนธิภายในโดยการร่วมเพศ ในกระบวนการดังกล่าวองคชาตของเพศชายจะสอดใส่ในช่องคลอดของเพศหญิงจนกระทั่งเพศชายหลั่งน้ำอสุจิซึ่งประกอบด้วยอสุจิเข้าไปในช่องคลอดของเพศหญิง อสุจิซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศชายจำนวนมากจะเคลื่อนที่ผ่านช่องคลอดและปากมดลูกเข้าไปในมดลูกหรือท่อนำไข่เพื่อปฏิสนธิกับไข่ หลังการปฏิสนธิและฝังตัวจะเกิดการตั้งครรภ์ของทารกในครรภ์ขึ้นภายในมดลูกของเพศหญิงซึ่งใช้เวลาประมาณ 9 เดือน การตั้งครรภ์จะสิ้นสุดลงเมื่อทารกคลอด การคลอดนั้นต้องอาศัยการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูก การเปิดออกของปากมดลูก แล้วทารกจึงจะผ่านออกมาทางช่องคลอดได้ ทารกนั้นจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และต้องอาศัยการดูแลจากผู้ปกครองเป็นเวลาหลายปี หนึ่งในการดูแลดังกล่าวคือการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งต้องอาศัยต่อมน้ำนมที่อยู่ภายในเต้านมของเพศหญิง

ในมนุษย์มีการเจริญและพัฒนาของระบบสืบพันธุ์อย่างมากมาย นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงในเกือบทุกอวัยวะในระบบสืบพันธุ์แล้วนั้น ยังพบการเปลี่ยนแปลงอีกในลักษณะเฉพาะทางเพศขั้นทุติยภูมิ (secondary sexual characteristics)

ระบบสืบพันธุ์ ( Reproductive System )

ระบบสืบพันธุ์ เป็นระบบของอวัยวะในร่างกายสิ่งมีชีวิตซึ่งทำงานร่วมกันโดยมีจุดประสงค์เพื่อการสืบพันธุ์เพิ่มจำนวนสิ่งมีชีวิตให้มากขึ้น ในระบบนี้จำเป็นต้องอาศัยสารต่างๆ อาทิ ของเหลว ฮอร์โมน และฟีโรโมนหลายชนิดเพื่อช่วยเหลือในการทำงาน ระบบสืบพันธุ์เป็นระบบซึ่งแตกต่างจากระบบอวัยวะอื่นๆ กล่าวคือระบบเพศของสัตว์ต่างชนิดกันก็มีความแตกต่างกัน ความหลากหลายนี้ก่อให้เกิดการผสมรวมกันของสารพันธุกรรมระหว่างสิ่งมีชีวิตสองตัว เพื่อเพิ่มความสามารถในการดำรงอยู่ในสิ่งแวดล้อมของลูกหลานต่อไป มี 2 แบบคือ

  1. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ(sexual  reproduction) คือ ทำให้ลูกที่เกิดมามีความแปรผันทางพันธุกรรม
    –  Fertilization หรือการปฏิสนธิ มีการรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์ เกิดเป็นzygote   แบ่งออกเป็นการปฎิสนธิภายในกับการปฎิสนธิภายนอก                              –  Conjugation หรือการถ่ายโอน  DNA พบในแบคทีเรีย พารามีเซียม สาหร่ายและฟังไจบางชนิด

Fertilization

  1. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ(asexual  reproduction) คือ ลูกที่เกิดมาไม่มีความแปรผันทางพันธุกรรมลักษณะเหมือนพ่อ แม่ทุกประการ

–    Binary fission  คือการแบ่งเซลล์ออกเปนสอง

–    Multi fission  คือแบ่งนิวเคลียสหลายๆที แล้วค่อยแบ่ง cytoplasm

–    Sporulation หรือการสร้างสปอร์

–    Parthenogenesis พบในผึ้ง ต่อ แตน โดยไข่ (n) ที่ไม่ได้รับการผสมจะเจริญกลายเป็นตัวผู้

Binary Fission

ความก้าวหน้าเทคโนโลยี

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)

In Vitro Fertilization หรือ IVF เป็นการปฏิสนธิภายนอกร่างกายรูปแบบหนึ่ง ที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด คือ การปล่อยให้มีการคัดเลือกตามธรรมชาติ โดยอสุจิที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้นจึงจะสามารถทำการปฏิสนธิกับไข่ได้ วิธีนี้เป็นทางเลือกหนึ่งในการทำเด็กหลอดแก้ว เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยากที่ไม่รุนแรงนัก

ขั้นตอนในการทำ IVF

หลังจากฝ่ายหญิงได้รับการกระตุ้นไข่เพื่อให้ได้ไข่จำนวนหลายใบ และมีคุณภาพที่ดีแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการเจาะเก็บไข่ออกมา จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนจะทำการตรวจหาไข่ โดยไข่ที่ได้จะถูกย้ายไปใส่ในน้ำยาเลี้ยงและเก็บไว้ในตู้อบสำหรับเลี้ยงตัวอ่อน ซี่งมีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นปริมาณก๊าซต่างๆ ให้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ไข่ได้มีการเจริญเติบโตต่อไปอีกระยะหนึ่ง

หลังจากปล่อยให้ไข่ได้เจริญเติบโตต่อจนถึงระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว ทางห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนจะนำไข่เหล่านั้นมาผสมกับอสุจิที่ผ่านการเตรียมและคัดแยกเฉพาะอสุจิที่สมบูรณ์ไว้แล้ว โดยห้องปฏิบัติการวิเคราะห์อสุจิ จากนั้นนำมาเก็บไว้ในตู้อบสำหรับเลี้ยงตัวอ่อนเพื่อปล่อยให้อสุจิได้ทำการปฏิสนธิกับไข่ หลังจากนั้นจะทำการล้างอสุจิส่วนเกินออก และนำมาตรวจผลการปฏิสนธิหลังจากนั้นประมาณ 16-18 ชั่วโมง

คู่สมรสที่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธี IVFได้แก่

  • ฝ่ายหญิงมีความผิดปกติของท่อนำไข่ตีบหรือตันทั้งสองข้าง
  • ฝ่ายหญิงมีพังผืดในอุ้งเชิงกรานมาก และรักษาด้วยการผ่าตัดแล้วไม่ได้ผล
  • ฝ่ายหญิงมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และรักษาภาวะนี้แล้วด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล
  • เชื้ออสุจิฝ่ายชายคุณภาพไม่ดี ซึ่งรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล
  • ภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ

ผลสำเร็จในการรักษาด้วยวิธี IVFผลสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธี IVF นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อาทิเช่น อายุของฝ่ายหญิง คุณภาพของไข่ จำนวนของอสุจิ โดยทั่วไปจะมีโอกาสตั้งครรภ์อยู่ที่ร้อยละ 15-35 ทารกที่เกิดมานั้นอาจมีโอกาสเกิดความพิการไม่แตกต่างจากการตั้งครรภ์ธรรมชาติ

การทำกิ๊ฟท์ (GIFT)

กิฟท์ (GIFT) คือ การนำเอาไข่และตัวอสุจิไปใส่ไว้ที่ท่อนำไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิหรือรวมตัวกันตามธรรมชาติ หลังจากนั้นหากไข่และอสุจิ
สามารถปฏิสนธิกันได้ก็จะมีการเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนและเดินทางมาฝังตัวในโพรงมดลูก และเกิดเป็นการตั้งครรภ์ในที่สุด ดังนั้น GIFT จึงเป็น
หนึ่งในวิธีการรักษาภาวะผู้มีบุตรยาก ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้ค่อนข้างสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเวลาต่างๆ สำหรับการรักษามาก นอกจากนั้น อาจเกิด
ภาวะแทรกซ้อนได้อีกด้วยถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนน้อยก็ตาม

หลักการทำกิฟท์
คือการนำไข่และอสุจิมารวมกัน แล้วฉีดเข้าท่อนำไข่ โดยผ่านทางปลาย
ของท่อให้มีการปฏิสนธิ การแบ่งตัวของตัวอ่อนและการฝังตัวเกิดขึ้นเอง
ตามธรรมชาติ

ขั้นตอนการทำกิฟท์
1. การกระตุ้นรังไข่ จะเริ่มทำเมื่อมีรอบเดือนมาโดยให้ยากระตุ้น ซึ่ง
อาจเป็นชนิดรับประทาน ฉีด หรือพ่นเข้าจมูก และอื่นๆ โดยแพทย์จะ
พิจารณาเป็นรายๆ ไป ระยะที่ให้ยากระตุ้นรังไข่นั้น ส่วนมากนาน
ประมาณ 7 ถึง 10 วัน และสามารถตรวจดูการตอบสนองของรังไข่
ได้ด้วยการตรวจอัลตร้าซาวด์เป็นหลัก รวมทั้งการตรวจเลือดดูระดับ
ฮอร์โมนร่วมด้วย จนเมื่อได้ไข่ที่มีขนาดใหญ่จำนวนมากพอแล้วจะ
กระตุ้นการตกไข่โดยการฉีด hCG จนผ่านไปประมาณ 34-36 ชั่วโมง
ก็จะทำการเจาะไข่

2. การเจาะไข่ ทำได้โดยใช้เข็มเจาะถุงไข่แล้วดูดเอาไข่ภายในถุง
ออกมา วิธีที่นิยมในปัจจุบันมี 2 วิธีคือ
2.1 การเจาะผ่านทางผนังหน้าท้อง โดยการอาศัยกล้องตรวจ
ช่องท้อง ซึ่งสามารถเห็นรังไข่ได้ชัดเจน แล้วใช้เข็มเจาะดูด
ไข่โดยตรง
2.2 การเจาะผ่านผนังช่องคลอด โดยการอาศัยเครื่องอัลตร้า
ซาวด์ ซึ่งมีเข็มเจาะและดูดไข่ติดอยู่ที่หัวตรวจทางช่องคลอด

3. การย้ายเซลล์ไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่ ส่วนใหญ่มักใช้การส่องกล้อง
ทางหน้าท้อง (Laparoscopy) เป็นวิธีหลัก โดยไข่ที่ถูกเลือกไว้แล้ว
จะถูกดูดเข้ามาในสายยางที่ใช้สำหรับการย้ายเซลล์สืบพันธุ์เข้าท่อนำ
ไข่ รวมกับเชื้ออสุจิที่เตรียมไว้ สำหรับวิธีการอื่นๆ อาจทำโดยการผ่า
ตัดทางหน้าท้องเป็นแผลเล็กๆ แล้วนำท่อนำไข่ขึ้นมา จากนั้นจึงฉีด
ไข่และอสุจิที่เตรียมไว้เข้าท่อนำไข่โดยตรง แต่วิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมมาก
นักในปัจจุบัน

4. การให้ฮอร์โมนในระยะหลังการทำกิฟท์ โดยแพทย์จะให้ฮอร์โมนช่วย
ในการฝังตัวของตัวอ่อน

5. การทดสอบการตั้งครรภ์ โดยการตรวจระดับ hCG ในกระแสเลือด
ประมาณ 12 วันหลังจากการทำกิฟท์

* หมายเหตุ : ปัจจุบันศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากเจตนินไม่ได้ให้บริการในส่วนนี้แล้ว

การทำซิ๊ฟ (ZIFT)

การทำซิฟท์ (ZIFT) คือ การรักษาภาวะมีบุตรยากในคู่สมรสที่ไข่และอสุจิไม่สามารถพบกันเองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก ท่อนำไข่ ทำงานผิดปกติ มีภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ มีพังผืดในอุ้งเชิงกรานมาก ฝ่ายชายมีจำนวนตัวอสุจิน้อยกว่าปกติ หรือในบางรายที่หาสาเหตุไม่พบ วิธีการทำซิฟท์จะคล้ายกับการทำกิ๊ฟร่วมกับการทำเด็กหลอดแก้ว คือ มีการเจาะเก็บไข่และนำมาปฏิสนธิกับอสุจิภายนอกร่างกาย แล้วเลี้ยงตัวอ่อน อีก 1-2 วันจากนั้นแพทย์จะทำการนำตัวอ่อนใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่โดยการเจาะผ่านทางหน้าท้อง ดังนั้นฝ่ายหญิงจะต้องมีท่อนำไข่ปกติอย่าง น้อย 1 ข้าง ข้อดีของการทำซิฟท์ คือ สามารถแน่ใจได้ว่าไข่และอสุจิมีการปฏิสนธิกันแล้ว อัตราความสำเร็จของวิธีนี้ประมาณ 30-40% ต่อ รอบการรักษา

ขั้นตอนการทำซิฟท์
1. ใช้ยาเพื่อกระตุ้นให้มีการเจริญของไข่ครั้งละหลายๆ ใบ
2. ควบคุมการสุกของไข่ ควรได้อย่างน้อย 3-4 ใบ
3. ทำการเก็บไข่ที่สุกแล้ว โดยใช้เข็มดูดผ่านทางผนังช่องคลอด
4. นำอสุจิที่เตรียมแล้วผสมกับไข่
5. เก็บไว้ในตู้เลี้ยงตัวอ่อนนาน 16-18 ชั่วโมง ดูผลการปฏิสนธิ
6. 48-72 ชั่วโมงหลังเก็บไข่ ตัวอ่อนจะมีการแบ่งตัว และพร้อมที่จะ
ใส่กลับเข้าไปทางท่อนำไข่ เพื่อรอการฝังตัว
7. หลังจากการที่ย้ายตัวอ่อนแล้วจะมีการฉีดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
เพื่อช่วยในการฝังตัว
8. ประมาณ 2 สัปดาห์จากที่ย้ายตัวอ่อนจะทำการตรวจเลือดเพื่อดูการ
ตั้งครรภ์

ข้อบ่งชี้ในการทำซิฟท์
1. ในฝ่ายหญิงนั้นมีความผิดปกติที่เกี่ยวกับท่อนำไข่ แต่ควรมี
ข้างที่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง
2. ฝ่ายหญิงมีภาวะที่เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่
3. ฝ่ายหญิงมีพังผืดในอุ้งเชิงกรานมาก และอาจรักษาด้วยวิธีอื่น
ไม่ได้ผล
4. ฝ่ายหญิงมีภูมิต้านทานต่อตัวอสุจิในมูกของปากมดลูก หรือ
ในกระแสเลือด
5. ฝ่ายชายมีตัวอสุจิน้อย หรือเคลื่อนไหวช้า
6. ทั้งคู่สามีภรรยา มีบุตรยากมาแล้วนานกว่า 2 ปี โดยไม่ทราบ
สาเหตุความผิดปกติ

 หมายเหตุ : ปัจจุบันศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากเจตนินไม่ได้ให้บริการในส่วนนี้แล้ว

สรุป ระบบหายใจ

สรุป ระบบหายใจ

1. ความหมายของระบบหายใจ

  

        การดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องใช้แก๊สออกซิเจนซึ่งคนเราได้รับแก๊สออกซิเจนจากการหายใจเข้า ถ้าร่างกายขาดแก๊สออกซิเจนไปเพียง 2 – 3 นาที ก็จะทำให้ถึงตายได้

ระบบการหายใจ (respiratory  system)   

ระบบการหายใจ คือ ระบบที่ประกอบด้วยอวัยวะเกี่ยวข้องกับการหายใจ เป็นการนำอากาศเข้าและออกจากร่างกายส่งผลให้แก๊สออกซิเจนทำปฏิกิริยากับสารอาหาร ได้พลังงาน น้ำ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ กระบวนการหายใจเกิดขึ้นกับทุกเซลล์ตลอดเวลา การหายใจจำเป็นต้องอาศัย โครงสร้าง 2 ชนิดคือ กล้ามเนื้อกะบังลม และกระดูกซี่โครง ซึ่งมีกลไกการทำงานของระบบหายใจ ดังนี้

:: กลไกการทำงานของระบบหายใจ ::
1. การหายใจเข้า (Inspiration) กะบังลมจะเลื่อนต่ำลง กระดูกซี่โครงจะเลื่อนสูงขึ้น ทำให้ปริมาตรของช่องอกเพิ่มขึ้น ความดันอากาศในบริเวณรอบ ๆ ปอดลดต่ำลงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายนอกจึงเคลื่อนเข้าสู่จมูก หลอดลม และไปยังถุงลมปอด

2. การหายใจออก (Expiration) กะบังลมจะเลื่อนสูง กระดูกซี่โครงจะเลื่อนต่ำลง ทำให้ปริมาตรของช่องอกลดน้อยลง ความดันอากาศในบริเวณรอบ ๆ ปอดสูงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายในถุงลมปอดจึงเคลื่อนที่จากถุงลมปอดไปสู่หลอดลมและออกทางจมูก

 

สิ่งที่กำหนดอัตราการหายใจเข้าและออก คือ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด

  • ถ้าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดในเลือดต่ำจะทำให้การหายใจช้าลง เช่น การนอนหลับ
  • ถ้าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดในเลือดสูงจะทำให้การหายใจเร็วขึ้น เช่น การออกกำลังกาย

2. อวัยวะเกี่ยวกับระบบการหายใจ

 มนุษย์ทุกคนต้องหายใจเพื่อมีชีวิตอยู่ การหายใจเข้า อากาศผ่านไปตามอวัยวะของระบบหายใจตามลำดับ ดังนี้
1.จมูก (Nose)

จมูก เป็นทางผ่านของอากาศด่านแรก ประกอบด้วยโครงสร้างรูปสามเหลี่ยมของกระดูกและกระดูกอ่อน ผิวด้านนอกปกคลุมด้วยผิวหนัง ส่วนผิวด้านในบุด้วยเยื่อเมือก (Mucous membrane) มีช่องเปิดของช่องจมูกอยู่ 2 ช่อง แยกจากกันโดยผนังกั้น (Septum) ภายในเยื่อเมือกจะมีต่อมน้ำมันทำหน้าที่เป็นด่านป้องกัน   ฝุ่นละอองไม่ให้ลงไปสู่ปอด ช่องจมูกในส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนบนจะเป็นพื้นที่เกี่ยวกับการดมกลิ่น ส่วนล่างจะเป็นทางผ่านของอากาศ โดยมีส่วนของกระดูกเอทมอยด์ (Ethmoid)และกระดูกคอนคี ส่วนล่าง (Inferior conchae) ยื่นออกมา 3 อัน เพื่อให้อากาศผ่านเข้าไปได้มาก และระหว่างกระดูกที่ยื่นออกมานี้ จะมีร่องเนื้อแดง (Metus) ซึ่งเป็นทางผ่านของอากาศ และมีอยู่ข้างละ 3 อัน ภายในร่องเนื้อแดงจะมีช่องเปิดของโพรงอากาศ (Air sinus) ในกะโหลกศีรษะ ซึ่งมีอยู่ 4 แห่งด้วยกันคือ โพรงอากาศที่โหนกแก้ม (Maxilla sinus) ที่หน้าผาก (Forntal sinus) ที่ดั้งจมูก (Ethmoid sinus) และที่กระดูกสฟินอยด์ (Sphenoid sinus) จมูกนอกจากทำ   หน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศไปสู่ปอดแล้ว ยังทำหน้าที่รับกลิ่น ช่วยทำให้เสียงชัดเจน  อากาศชุ่มชื้นและกรอง   ฝุ่นละออง นอกจากนี้ยังมีท่อน้ำตา (Naso-lacrimal duct) มาเปิดที่หัวตาอีกด้วย

 2. หลอดคอ (Pharynx)

หลอดคอ หรือ คอหอย   เป็นส่วนที่อยู่ต่อจากจมูกและปาก เป็นหลอดตั้งตรงยาวประมาณยาวประมาณ 5 นิ้ว มีลักษณะคล้ายกรวย    หลอดคอ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
               1)  คอหอยส่วนที่อยู่ติดต่อกับจมูก (Naso-pharynx) เป็นทางผ่านของอากาศอย่างเดียว ที่ส่วนนี้จะมีช่องไปติดต่อกับหูส่วนกลาง เรียกช่องนี้ว่า หลอดยูสเตเชียน (Eustachian’s tube)
               2)  คอหอยส่วนที่อยู่ติดกับปาก (Oro-pharynx) เป็นทางผ่านของอาหารและอากาศ
    3)  คอหอยส่วนที่อยู่ติดกับกล่องเสียง (Laryngo-pharynx) เป็นทางผ่านของอากาศอย่างเดียว

3. หลอดเสียง (Larynx)

                                                  

หลอดเสียง หรือ กล่องเสียง (Larynx) เป็นอวัยวะพิเศษ  ลักษณะเป็นหลอดยาวประมาณ 4.5 cm ในผู้ชาย และ 3.5 cm ในผู้หญิง หลอดเสียงเจริญเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ตามอายุ ในวัยเริ่มเป็นหนุ่มสาว หลอดเสียงเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้ชาย เนื่องจากสายเสียง (Vocal cord) ซึ่งอยู่ภายในหลอดเสียงนี้ยาวและหนาขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป จึงทำให้เสียงแตกพร่า การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากฮอร์โมนของเพศชายทำหน้าที่เป็นทางเดินอากาศ ตั้งอยู่ส่วนบนด้านหน้าคือบริเวณลูกกระเดือก (Adam’s apple) ด้านหน้าของหลอดอาหารประกอบด้วยกระดูกอ่อนทั้งชนิดใสและชนิดยืดหยุ่น 9 ชิ้นด้วยกัน ยึดติดกันด้วยเอ็นยึดข้อต่อและกล้ามเนื้อ กระดูกอ่อนต่างๆ ได้แก่

   1 กระดูกอ่อนไทรอยด์ (Thyroid Cartilage) เป็นกระดูกอ่อนชิ้นใหญ่ที่สุด ประกอบด้วยกระดูกอ่อนแผ่นสี่เหลี่ยม 2 แผ่นมาประกบกันเป็นลูกกระเดือก
  2 กระดูกอ่อนคริคอยด์ (Cricoid Cartilage) รูปร่างเหมือนวงแหวน ริมล่างจะติดต่อกับหลอดลม                                                                                               3 ฝาปิดกล่องเสียง (Epiglottis) เป็นกระดูกอ่อนยืดหยุ่น มีรูปร่างคล้ายใบไม้ ยึดติดกับกระดูกอ่อนไทรอยด์ เมื่อเวลากลืนอาหารลงไป ฝาปิดกล่องเสียงจะปิด เพื่อไม่ให้อาหารตกลงไป
4 กระดูกอ่อนอาริทีนอยด์ (Arytenoid Cartilage) อยู่ส่วนบนของกระดูกอ่อนคริคอยด์ ซึ่งจะเป็นที่ยึดปลายข้างหนึ่งของสายเสียง (Vocal cord) ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งจะยึดติดกับกระดูกอ่อนไทรอยด์

4. หลอดลม (Trachea)

หลอดลม (Trachea) อยู่ด้านหน้าของหลอดอาหาร ตอนบนจะติดอยู่กับกระดูกอ่อนคริคอยด์ ปลายล่างจะอยู่ในระดับกระดูกสันหลังระดับอกชิ้นที่ 5 (T5) หลอดลมยาวประมาณ 4.5 นิ้ว ส่วนประกอบของหลอดลมประกอบด้วยกระดูกอ่อนรูปครึ่งวงกลม 16-20 ชิ้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้หลอดลมแฟบได้ง่าย และทำให้อากาศผ่านเข้าออกได้สะดวก ฝาปิดกล่องเสียงก็สามารถขยายตัวได้ สะดวกในการกลืนอาหาร ทั้งกล่องเสียงและหลอดลมภายในจะบุด้วยเยื่อเมือกและมีขน (Cilia) ซึ่งจะขับเมือกออกมาคอยดักฝุ่นละอองหรือสิ่งที่หายใจปนไปกับอากาศเอาไว้หลอดลมขั้วปอด (Bronchi) เป็นส่วนที่อยู่ต่อจากหลอดลม แยกออกเป็น 2 ข้าง คือ ซ้ายและขวา โดยข้างขวาจะสั้นกว่า กว้างกว่า และอยู่ในแนวดิ่งมากกว่าข้างซ้าย โรคต่างๆ เช่น วัณโรค ปอดปวม จึงมักจะเกิดกับข้างขวามากกว่าข้างซ้าย หลอดลมขั้วปอดนี้จะทอดเข้าสู่ปอดข้างขวาและซ้าย แตกแขนงออกเป็นแขนงเล็กๆ เป็นหลอดลมในปอด (Bronchioles)
หลอดลมขั้วปอดมีส่วนประกอบเหมือนหลอดลม แต่มีขนาดเล็กกว่าและผนังก็จะบางลงไปเรื่อยๆ จนถึงขนาดเล็กและไม่มีกระดูกอ่อนเหลืออยู่ คงมีชั้นกล้ามเนื้อบางๆ ที่ปลายหลอดลมในปอดจะมีถุงลม (Alveoli) รวมกันอยู่เป็นพวงซึ่งเป็นที่แลกเปลี่ยนอากาศ ทั้งนี้เพราะที่ผนังถุงลมจะมีหลอดเลือดฝอยมาหล่อเลี้ยงมาก

5. ปอด (Lung)

ปอดมีอยู่สองข้าง วางอยู่ในทรวงอก มีรูปร่างคล้ายกรวย มีปลายหรือยอดชี้ขึ้นไปข้างบนและไปสวมพอดีกับช่องเปิดแคบๆของทรวงอก ซึ่งช่องเปิดแคบๆนี้ประกอบขึ้นด้วยซี่โครงบนของกระดูกสันอกและกระดูกสันหลังฐานของปอดแต่ละข้างจะใหญ่และวางแนบสนิทกับกระบังลม  ระหว่างปอด 2 ข้าง จะพบว่ามีหัวใจอยู่ ปอดข้างขวาจะโตกว่าปอดข้างซ้ายเล็กน้อย และมีอยู่ 3 ก้อน ส่วนข้างซ้ายมี 2 ก้อน  หน้าที่ของปอดคือ การนำก๊าซ CO2 ออกจากเลือด และนำออกซิเจนเข้าสู่เลือด ปอดจึงมีรูปร่างใหญ่ มีลักษณะยืดหยุ่นคล้ายฟองน้ำ

6. เยื่อหุ้มปอด (Pleura)
เป็นเยื่อที่บางและละเอียดอ่อน เปียกชื้น และเป็นมันลื่น หุ้มผิวภายนอกของปอด เยื่อหุ้มนี้ ไม่เพียงคลุมปอดเท่านั้น ยังไปบุผิวหนังด้านในของทรวงอกอีก หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า เยื่อหุ้มปอดซึ่งมี 2 ชั้น ระหว่าง 2 ชั้นนี้มี ของเหลวอยู่นิดหน่อย เพื่อลดแรงเสียดสี ระหว่างเยื่อหุ้มมีโพรงว่าง เรียกว่าช่องระหว่างเยื่อหุ้มปอด

3. – กระบวนการทำงานของระบบการหายใจ-

การแลกเปลี่ยนแก๊สที่ถุงลม::

    อากาศเมื่อเข้าสู่ปอดจะไปอยู่ในถุงลม ซึ่งมีลักษณะกลมคล้ายลูกองุ่น ซึ่งปอดต่ละข้างจะมีถุงลมข้างละ 150 ล้านถุง แต่ะถุงมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถึง 0.1 มิลลิเมตร ถุงลมทุกอันจะมีหลอดเลือดฝอยมาห่อหุ้มไว้ การแลกเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ออกซิเจน ไนโตรเจน และไอน้ำ ผ่านเข้าออกถุงลมโดยผ่านเยื่อบางๆของถุงลม
เลือดจากหัวใจมาสู่ปอด เป็นเลือดที่มีออกซิเจนต่ำ คาร์บอนไดออกไซด์สูง เมื่อมาสู่ถุงลมจะมีการแลกเปลี่ยนแก๊สโดยออกซิเจนในถุงลมจะแพร่เข้าสู่เส้นเลือด ขณะเดียวกันคาร์บอนไดออกไซด์ในเส้นเลือดจะแพร่เข้าสู่ถุงลม แล้วขับออกทางลมหายใจออก

                                                                

                                     ภาพที่ 1                                                                                                                                     ภาพที่ 2

ภาพที่ 3

4. – การดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบหายใจ-

1. รักษาสุขภาพให้ดี โดยการ รับประทานอาหาร พักผ่อน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
2. แต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ เหมาะสมกับฤดูกาล เพื่อป้องกันการเป็นหวัด
3. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ
4. ปิดปากและจมูกเวลาไอ หรือจาม
5. ไม่ใช้สิ่งของปนกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ
ู6. อยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์ ไม่อับชื้นแออัด โดยเฉพาะสถานที่ที่มีควันบุหรี่ เพราะควันบุหรี่มีก๊าซพิษ คือไนโตรเจนไดออกไซด์ ทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพอง
7. ระวังการกระแทกอย่างแรงกับอวัยวะการหายใจ ได้แก่หน้าอก และปอด
8. ไม่เลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ ไว้ในบ้าน เพราะขนสัตว์ก่อให้เกิดโรค

5. – โรคของระบบการหายใจ และองค์ประกอบอื่น ๆที่มีผลต่อการหายใจ –

1. โรคถุงลมโป่งพอง ( ephysema)
โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่เนื้อปอดถูกทำลาย ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก
สาเหตุของโรค
สาเหตุของถุงลมโป่งพอง ที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ การสูบบุหรี่ นอกจากนั้นยังอาจเกิดจาก การสูดดมสิ่งที่เป็นพิษ เช่น มลภาวะ ไอเสีย ฝุ่น สารเคมี เป็นระยะเวลานาน ๆ

โรคปอดจากการทำงาน

โรคปอดดำ (Anthracosis)เกิดจากการสะสมผงถ่านคาร์บอนในปอดปริมาณมาก
ซิลิโคซีส (Silicosisi) เกิดจากการหายใจเอาฝุ่นของซิลิคอนไดออกไซด์ (Sillicon dioxide) เข้าไป

( silica ซิลิกา สารประกอบชนิดหนึ่ง สูตรเคมีคือ SiO2 จุดหลอมเหลว 1,700 oC จุดเดือด 2,230 oC เป็นของแข็งไม่มีสีมีโครงสร้างผลึก 5 รูปแบบ ในธรรมชาติอยู่ในรูปของทราย คอวตซ์และหินบางชนิดใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแก้ว ผงขัด วัสดุทนไฟ และผลิตภัณฑ์เซรามิก เป็นต้น)


แอสเบสโตซีส (Asbestosis) ซึ่งเกิดขึ้นจากการหายใจเอาฝุ่นในโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีกลิ่นและฝุ่นของสีน้ำยาเคลือบเงา

3. โรคหืด คือ โรคของหลอดลมที่มีการตีบหรืออุดตันอันเนื่องมาจากมีการอักเสบของหลอดลม มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม มีเสมหะที่เหนียวออกมามาก
โรคหืด มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ

1.หลอดลมที่มีการตีบหรืออุดตันเป็นๆหายๆการตีบหรืออุดตันเกิดจาก กล้าเนื้อหลอดลมหดตัว เยื่อบุบวม มีการอักเสบ เสมหะมาก
2.มีการอักเสบเรื้อรังของหลอดลมร่วมด้วย
3.หลอดลมมีสภาพไวผิดปกติต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น ควันต่างๆ กลิ่นที่แรง สารก่อภูมิแพ้

:: การไอ การจาม การหาวและการสะอึก ::
อาการที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ มีดังนี้
1. การจามเกิดจากการหายใจเอาอากาศที่ไม่สะอาดเข้าไปในร่างกาย ร่างกายจึงพยายามขับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกมานอกร่างกาย โดยการหายใจเข้าลึกแล้วหายใจออกทันที
2. การหาว
เกิดจากการที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมอยู่ในเลือดมากเกินไป จึงต้องขับออกจากร่างกาย โดย การหายใจเข้ายาวและลึก เพื่อรับแก๊สออกซิเจนเข้าปอดและแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเลือด
3. การสะอึก
เกิดจากกะบังลมหดตัวเป็นจังหวะๆ ขณะหดตัวอากาศจะถูกดันผ่านลงสู่ปอดทันที ทำให้สายเสียงสั่น เกิดเสียงขึ้น
4. การไอ
เป็นการหายใจอย่างรุนแรงเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในกล่องเสียงและหลอดลม ร่างกายจะมี การหายใจเข้ายาวและหายใจออกอย่างแรง

สรุป ระบบหมุนเวียนเลือด

สรุป ระบบหมุนเวียนเลือด

ระบบหมุนเวียนเลือด
สิ่
งมีชีวิตทุกชนิดจะต้องแลกเปลี่ยนสารกับสิ่งแวดล้อม เช่นนำเอาสารอาหารและออกซิเจนเข้าไปเพื่อทำให้เกิดพลังงานในการดำรงชีวิตโดยกระบวนการหายใจในระดับเซลล์ (cellular respiration) และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ดังจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป

ส่วนประกอบของเลือด
ระบบหมุนเวียนเลือด เลือด ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
1. ส่วนที่เป็นของเหลว มี 55% โดยปริมาตร เรียกว่า น้ำเลือดหรือพลาสมา (Plazma) ประกอบด้วยน้ำประมาณ 91% นอกนั้นเป็นสารอื่นๆ ได้แก่ สารอาหารต่างๆ เอนไซม์ และแก๊ส น้ำเลือดจะทำหน้าที่ ลำเลียงอาหารไปยังเซลล์ และนำของเสียรวมทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์ ไปยังอวัยวะขับถ่าย เพื่อกำจัดออกนอกร่างกาย นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ วิลเลียม ฮาร์วีย์ เป็นผู้ที่พบการค้นพบการหมุนเวียนของเลือด และอธิบายว่า เลือดมีการไหลไปในทิศทางเดียวกัน

2. ส่วนที่เป็นของแข็ง มี 45% โดยปริมาตร ได้แก่
– เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red blood cell) รูปร่างค่อนข้างกลมแบน ตรงกลางบุ๋ม ไม่มีนิวเคลียส มีรงควีตถุสีแดง เรียกว่า ฮีโมโกลบิน (Harmoglobin) ทำหน้าที่ลำเลียงก๊าซออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย แหล่งที่สร้างเม็ดเลือดแดง คือ ไขกระดูก มีอายุอยู่ประมาณ 110 – 120 วัน หลังจากนั้นจะถูกส่งไปทำลายที่ตับและม้าม
– เซลล์เม็ดเลือดขาว (White blood cell) รูปร่างกลม มีขนาดใหญ่กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง แต่มีจำนวนน้อยกว่า ไม่มีสี มีนิวเคลียส แหล่งที่สร้างเม็ดเลือดขาว คือ ม้าม ไขกระดูก และต่อมน้ำเหลือง ทำหน้าที่ ทำลายเชื้อโรค มีอายุประมาณ 7 – 14 วัน
– เกล็ดเลือดหรือแผ่นเลือด (ฺBlood platelet) ไม่ใช่เซลล์ แต่เป็นชิ้นส่วนของเซลล์ มีรูปร่างกลม ไม่มีสี ไม่มีนิวเคลียส มีอายุประมาณ 4 วัน ทำหน้าที่ ช่วยในการแข็งตัวของเลือด

เส้นเลือด
เส้นเลือด แบ่งเป็น 3 ระบบ คือ
1. ระบบอาร์เทอรี่ (Artery) คือ ระบบของเส้นเลือด ที่มีทิศทางออกจากหัวใจไปปอดและส่วนต่างๆของร่างกาย เลือดที่บรรจุอยู่ภายใน เป็นเลือดที่มีออกซิเจนสูง มักเรียกว่า เส้นเลือดแดง
2. ระบบเวน (Vein) คือ ระบบเส้นเลือด ที่มีทิศทางออกจากปอด และส่วนต่างๆของร่างกาย เข้าสู่หัวใจ เลือดที่บรรจุอยู่ภายใน เป็นเลือดที่มีออกซิเจนต่ำ มักเรียกว่า เส้นเลือดดำ
3. ระบบเส้นเลือดฝอย จะอยู่ระหว่างระบบอาร์เทอรี่ และระบบเวน จะติดต่อเชื่อมโยงกัน เส้นเลือดฝอย ซึ่งแทรกอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย เป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนอาหาร ก๊าซ สารต่างๆ และของเสียระหว่างเลือดกับเซลล์ของร่างกาย

สรุป ระบบขับถ่าย

สรุป ระบบขับถ่าย

ระบบขับถ่าย

ระบบขับถ่าย ทำหน้าที่ กำจัดของเสียที่เกิดจากเมตาโบลิซึมของเซลล์ ซึ่งจากการที่เซลล์ผลิตพลังงานในรูปของ ATP จากหายใจระดับเซลล์จะมีสารผลผลิตพลอยได้ (by-product) โดยทั่วไปคือคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ นอกจากนี้การสลายโมเลกุลของสารอาหารบางประเภทเพื่อเตรียมที่จะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อผลิตพลังงานมีการปลดปล่อยหมู่ของสารเคมีออกมา เช่น ไนโตรเจน ซัลเฟอร์ และ ฟอสฟอรัส สารผลผลิตและหมู่ของสารเคมีเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นของเสียในเซลล์ (metabolic waste) ตามหลักของ concentration gradient เมื่อสารเหล่านี้มีความเข้มข้นมากขึ้นก็จะแพร่ผ่านเพื่อหุ้มเซลล์ออกมาสู่ extracellular fluid บทบาทหน้าที่ของระบบขับถ่ายคือจะต้องกำจัดสารของเสียเหล่านี้ออกไปจาก extracellular fluid ของร่างกาย

หน่วยกำจัดของเสียของร่างกาย

ร่างกายของเราต้องใช้พลังงานจึงจะทำงานได้เรียบร้อยเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่
ที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แล้วเปลี่ยนให้เป็นพลังงานอาหารคือเชื้อเพลิงหลักของเรา มัน “เผาไหม้”
ในเซลล์ร่างกายเพื่อสร้างพลังงานเหมือนกับ โรงไฟฟ้าที่ร่างกายของเราก็ผลิตกากของเสียด้วย ของเสียเหล่านี้จำเป็นต้องขับออกไปเพื่อเราจะได้มีพลานามัยที่ดีมี กากของเสียแบบต่าง ๆ อยู่เช่น
เป็นแก๊ส ของเหลวของแข็ง ร่างกายของเรามีอวัยวะที่จะกำจัดมันได้หมด ซึ่งเรียกว่าอวัยวะ
เพื่อการขับถ่าย (ขับถ่ายเป็นคำที่ใช้บรรยายถึงวิธีที่ร่างกายของเรากำจัดกากของเสีย)
อวัยวะในการใช้ขับถ่ายของเรา คือ

ไต
. ทำหน้าที่ทั้งกำจัดของเสียและ osmoregulation โดยมีระบบไหลเวียนเลือดเข้ามาเกี่ยวข้อง อันที่จริงหน้าที่ในการกำจัดของเสียเป็นหน้าที่รองจาก osmoregulation ซึ่งช่วยรักษาปริมาณของ body fluid สัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิดมีไต 1 คู่อยู่ทางด้าน dorsal ของร่างกาย
ระบบขับถ่ายของคน
ประกอบด้วยไต 2 ข้าง ท่อนำปัสสาวะ (ureter) กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) และ ท่อปัสสาวะ (urethra) หน่วยทำงานของไต (functional unit) ที่แท้จริงคือหน่วยไต (nephron) เนฟรอนเป็นตัวอย่างการดัดแปลงโครงสร้างทางวิวัฒนาการของเนฟริเดียมนั่นเอง ของเสียในเลือดถูกกรองและรวบรวมเป็นปัสสาวะในไตแต่ละข้าง ก่อนที่จะส่งตามท่อไปรวบรวมที่กระเพาะปัสสาวะ และขับออกทาง urethra

วิธีทำงานของไต
ข้างในไตแต่ละข้างมี “ไตขนาดจิ๋ว” ที่เรียกว่าเนฟรอนอยู่ประมาณหนึ่งล้านหน่วย
มันมีหน้าที่สำคัญในการทำความสะอาดเลือด และตั้งอยู่ในส่วนของไตที่เรียกว่า ชั้นนอกของไต
ไตขนาดจิ๋วประกอบด้วยสองส่วนที่สำคัญ คือ หน่วยกรองและหลอดทิวบูล หน่วยกรอง นั้นตั้งอยู่ภายใน “ถ้วย”
ซึ่งเรียกว่าถุงหุ้มโบว์แมน ถุงหุ้มโบว์แมนและหน่วยกรองประกอบขึ้นเป็นตัวมาลปิเกียน ทิวบูลนั้นเป็นหลอดยาวที่เลี้ยวลดคดเคี้ยว
เราจะตามดูเลือดสักหยดหนึ่งที่เดินทางผ่านเข้ามาทางไตขนาดจิ๋วนี้สักหน่อยเลือดนั้นมาถึงหน่วยกรองหรือขดเส้นเลือดฝอย
ในหลอดเลือดเล็ก ๆ ขดเส้นเลือดฝอยนี้เป็นหลอดพิเศษที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องกรอง มันจะยอมให้ส่วนที่เป็นของเหลวในเลือดเท่านั้นที่จะผ่านไปในทิวบูล
ได้แล้วของเหลวนั้นก็ไหลผ่านทิวบูลเข้าไปในห่วงเฮนเล่ซึ่ง ยาวเหยียดตั้งแต่ชั้นนอกของไตไปถึงชั้นในของไตที่เรียกว่า เมดัลล่าของเหลวเกือบทั้งหมดจะถูกดูดซึมกลับอีกครั้งเข้าไปในกระแสเลือดผ่านหลอดเลือดฝอยหน่วยงานเหล่านี้ห่อหุ้ม
อยู่โดยรอบทิวบูลและห่วงเฮนเล่ มีเพียงกากและน้ำเท่านั้นที่เหลืออยู่ในทิวบูล หลอดทิวบูลที่เหยียดตรงซึ่งเป็นตัวรวบรวมจะพากากของเสียไปสู่กรวยไต

สรุป ระบบการย่อยอาหาร

สรุปการย่อยอาหาร

อาหารที่ถูกย่อยมากแล้วเมื่อเดินทางมาถึงลำไส้เล็กสภาพความเป็นกรดของอาหารจะถูกเจือจางจน หมดความเป็นกรดด้วยน้ำดีซึ่งมีสภาพ เป็นด่าง (เมื่อ กรดมาเจอกับด่างจะเกิดปฏิกริยาหักล้างกัน ให้มีสภาพเป็นกลาง)ที่ลำไส้เล็กนี้จะมีเอนไซม์มากมายหลายชนิด ที่สามารถ ย่อยอาหารประเภท ไขมันและอาหารอื่นๆที่ไม่ถูกย่อย ในสภาพที่เป็นกรดแต่จะเริ่มแตกตัวออกเป็นอณูเล็กๆ ได้ในสภาพที่เป็นด่าง ก็จะเริ่มถูกย่อยในบริเวณนี้ เนื่องจากลำไส้เล็กของคน เรามีความยาวมากถึง 21 ฟุต (ประมาณ 7-8 เมตร) อาหารที่ถูกย่อยมาแล้วเป็น ระยะก็จะค่อยๆถูกดูดซึมเข้า สู่ร่างกายในขณะที่อาหารถูกบีบให้ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านลงไปเรื่อยๆ อาหารพวกแป้ง โปรตีน ไขมันที่ถูกย่อยเป็นอณู เล็กๆแล้วจะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด และกระจายไปทั่ว ร่างกายไปสู่เซลต่างๆ
ในกระแสเลือดตอนนี้หากเจาะเลือดมาตั้งทิ้งใว้ให้เกิดการแยกชั้นจะพบว่าใน ส่วนน้ำเหลืองซึ่งปกติจะมีสภาพใสมีสีเหลืองอ่อน แต่ในระยะนี้น้ำเหลืองจะมี ลักษณะขุ่นขาวคล้ายน้ำนมเป็นผลมาจากอณูอาหาร ที่ถูกย่อยและถูกดูดซึมเข้า สู่กระแสเลือดนั้นเอง อาหารอีกส่วน ที่ไม่สามารถย่อยและถูกดูดซึมได้เช่นพวก กากใยพืชอาหารที่ชิ้นใหญ่เกินไปและย่อยไม่ทัน กากอาหารที่ถูกย่อยแล้ว แร่ธาตุบางชนิด จะเคลื่อนตัวต่อไปสู่ลำไส้ใหญ่ ในส่วนของลำไส้ใหญ่จะมีการ ดูดซึมน้ำกลับเข้าร่างกายพร้อมสารอาหารบางชนิด รวมถึงยาและสารเคมีที่ ละลายในน้ำเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนนี้จะมีแบคทีเรียประจำถิ่นมากมายซึ่งจะ ถูกคลุกเคล้ากับกากอาหารที่เหลือมาช่วยย่อยสลายกากเศษอาหาร ให้กลาย สภาพเป็นอุจจาระแล้วถูกขับออกจากร่างกายไปในที่สุด เป็นอันเสร็จขบวน การย่อยอาหารตามปกติ

 

อาหารและสารอาหาร

อาหารและสารอาหาร

 images (3)

สารอาหาร

สารอาหาร

อาหาร หมายถึง สิ่งที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายแล้วไม่เป็นโทษต่อร่างกายและมีประโยชน์โดยทำให้ร่างกายดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข และให้พลังงานแก่ร่างกาย ซึ่งพลังงานเหล่านี้นำมาใช้ในการดำเนินกิจกรรมและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ประกอบด้วยสารอาหารหลายประเภท คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่

สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบในอาหารนั้นมีมากมายหลายชนิด จะรวมเรียกว่า “สารอาหาร” การจำแนกสารอาหารตามหลักโภชนาการจะพิจารณาจากปริมาณของสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารนั้นๆ มากที่สุดเป็นหลัก ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 5 หมู่ ดังนี้ คือ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ เหล่านี้เมื่อรับประทานเข้าไปจะถูกเผาผลาญให้เกิดเป็นพลังงานและความร้อนเพื่อนำไปใช้ควบคุมการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย เช่น การเดิน การวิ่ง การยืน การนอน การหายใจ เป็นต้น ซึ่งหากแบ่งสารอาหารโดยใช้เกณฑ์การให้พลังงานของสารอาหาร

จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

– กลุ่มสารอาหารที่ให้พลังงาน
– กลุ่มสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน

สารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน อาหารทั้งหมดในกลุ่มนี้จัดเป็นสารอาหารหลักที่จำเป็นต่อร่างกาย และจะขาดไม่ได้

1. คาร์โบไฮเดรต สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เป็นสารอินทรีย์ที่ให้พลังงานที่สำคัญแก่ร่างกาย มักพบอยู่ในรูปของแป้ง และน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ พบมากในข้าว แป้ง ขนมปัง ผัก ผลไม้ นม และผลิตภัณฑ์จากนม คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี หากปริมาณคาร์โบไฮเดรตในร่างกายมีมากเกินความต้องการ ร่างกายจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตส่วนเกินนี้ให้อยู่ในรูปของไกลโคเจนและเก็บสะสมไว้ในร่างกาย

2. ไขมัน สารอาหารประเภทไขมัน เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูง ประกอบด้วยกรดไขมันและกลีเซอรอล พบมากในไขมันจากพืช มันสัตว์ นม เนย ถั่ว กรดไขมันแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ                                                         2.1 กรดไขมันอิ่มตัว เป็นไขมันที่พบมากในเนื้อสัตว์ มันสัตว์ หนังสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง กุ้ง ปู นม และผลิตภัณฑ์จากนม ไขมันประเภทนี้ หากมีมากเกินไปจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน                       2.2 กรดไขมันไม่อิ่มตัว เป็นไขมันที่พบมากในถั่ว เต้าหู้ เห็ด น้ำมันพืช (ยกเว้นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม) ช่วยลดการดูดซึมไขมันอิ่มตัว ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน                                                                     สำหรับไขมัน 1 กรัม จะให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี สารอาหารประเภทไขมันช่วยให้อาหารมีรส กลิ่น และเนื้อสัมผัสที่ดีขึ้น ช่วยในการดูดซึมวิตามิน เอ ดี อี และ เค ไขมันที่มีมากเกินความต้องการของร่างกายจะถูกสะสมเป็นชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ช่วยป้องกันการกระทบกระเทือนของอวัยวะภายใน ป้องกันการสูญเสียความร้อนของร่างกาย

 

5497

 

3. โปรตีน สารอาหารประเภทโปรตีน เป็นสารอาหารที่มีในร่างกายมากเป็นที่สองรองจากน้ำ มี
หน่วยย่อยที่เล็กที่สุด คือกรดอะมิโน ซึ่งมีประมาณ 12 -22 ชนิด แบ่งเป็น กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย                                                                                                                           สารอาหารประเภทโปรตีนมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างสารควบคุมการทำงานของร่างกาย เช่น ฮอร์โมน และเอนไซม์ รักษาดุลยภาพของสารต่างๆ ในร่างกาย ให้พลังงานและความร้อน เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตัน และสร้างภูมิคุ้มกันโรค โปรตีนจะพบมากในไข่ นม เนื้อสัตว์ ถั่ว ข้าว ข้าวโพด ผักและผลไม้บางชนิด โปรตีนในเนื้อสัตว์เป็นโปรตีนที่สมบูรณ์เพราะมีกรดอะมิโนครบตามความต้องการของร่างกาย แต่หากผู้ใดไม่รับประทานเนื้อสัตว์ก็สามารถรับประทานอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด ผัก และผลไม้ชดเชยได้ แต่อาหารประเภทนี้ก็จะมีกรดอะมิโนไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการ โปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี

 

26_20120426145914.

การตรวจสอบหาสารอาหารประเภทต่างๆ ที่มีอยู่ในอาหาร มีวิธีการตรวจสอบอย่างง่ายๆ ดังนี้

1. การตรวจสอบหาคาร์โบไฮเดรต มี 2 วิธี คือ
1.1 การทดสอบแป้ง จะใช้สารละลายไอโอดันหยดลงบนอาหารที่ต้องการทดสอบ ถ้าอาหารที่ทดสอบมีแป้งเป็นส่วนประกอบจะเปลี่ยนสีของสารละลายไอโอดีนจากสีน้ำตาลเป็นสีม่วงเข้มเกือบดำ หรือม่วงแกมน้ำเงิน
1.2 การทดสอบน้ำตาล จะใช้สารละลายเบเนดิกต์หยดลงไปในอาหาร แล้วนำไปต้มในน้ำเดือด ถ้าเกิดตะกอนสีส้ม สีเหลือง หรือสีอิฐ แสดงว่าอาหารนั้นมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ

2. การตรวจสอบหาโปรตีน จะใช้การทดสอบที่เรียกว่า การทดสอบไบยูเร็ต คือการเติมสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ และสารประกอบคอปเปอร์ซัลเฟตลงในอาหาร ถ้าสีของสารละลายเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีม่วง หรือสีชมพูอมม่วง หรือสีน้ำเงิน แสดงว่าอาหารนั้นมีโปรตีน

3. การตรวจสอบหาไขมัน เป็นการตรวจสอบที่สามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเหมือนกับวิธีการตรวจสอบสารอาหารประเภทอื่น คือการนำอาหารไปแตะหรือถูกับกระดาษสีขาว แล้วให้แสงส่องผ่าน ถ้ากระดาษเป็นมันและมีลักษณะโปร่งแสงแสดงว่าอาหารนั้นมีไขมันอยู่
กลุ่มสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน

วิตามิน

เป็นสารอาหารที่ร่างกายของเราต้องการในปริมาณน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้ ถ้าขาดจะทำให้ระบบร่างกายของเราผิดปกติ หรือเกิดโรคต่างๆได้ วิตามินแบ่งออกเป็น 2 พวก ได้แก่

1. วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน เอ ดี อี เค

2. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินซี และวิตามินบีรวม
วิตามินมีดังต่อไปนี้
วิตามินเอ ค้นพบโดย ดร. อี.วี. แมคคอลลัม (E.V. McCollum) นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐอเมริกา ประโยชน์ของวิตามินเอมีดังนี้

 หากขาดจะทำให้เป็นโรคมองไม่เห็นในที่มืด
ช่วยป้องกันการแพ้แสงสว่างของบางคน
ผู้ที่ต้องการวิตามินเอมาก คือผู้ที่ต้องใช้สายตามาก
วิตามินเอมีมากในไขมันเนย น้ำมันตับปลา ไข่แดง กะหล่ำปลี พืชตระกูลถั่ว ผักสีแดง ผักสีเหลือง
 วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย ป้องกันโรคกระดูกอ่อน และควบคุมปริมาณของแคลเซียมในเลือด อาหารที่ให้วิตามินดีมีน้อยมาก จะมีอยู่ในพวกน้ำมันตับปลา ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้จากรังสีอุลตราไวโอเลต ซึ่งมีอยู่ในแสงแดด                                                                                         วิตามินซี (หรือกรดแอสคอร์บิก) ค้นพบเจอในพริกชนิดหนึ่งในปี ค.ศ. 1928 โดยนักชีวเคมีชาวฮังกาเรียนชื่อ อัลเบิร์ต เซนต์ เกอร์กี ประโยชน์ของวิตามินซีคือ ช่วยในการป้องกันจากโรคหวัด สามารถลดระดับของซีรัมคลอเลสเตอรอล(เพราะวิตามินซีจะรวมตัวกับคลอเลสเตอรอลและแคลเซียม ทำให้คลอเลสเตอรอลแตกกระจายในน้ำได้) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อโรคหัด คางทูม และโพลีโอไวรัส หากได้รับวิตามินซีในปริมาณสูงมาก จะช่วยเพิ่มความต้านทานต่อเซลล์มะเร็ง และสามารถทำลายเซลล์มะเร็งแบบmelanomaได้ มีผลให้สามารถยืดอายุของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งได้ วิตามินซีที่บริษัทยาผลิตจำหน่ายโดยปกติจะอยู่ในลักษณะเป็นเม็ดฟู่ซึ่งมีแคลเซียมอยู่ด้วย ถ้าหากผู้สูงอายุได้รับแคลเซียมมากเกินไปจะทำให้กระดูกงอก
 วิตามินบีรวม มีดังต่อไปนี้                                                                                                                                   วิตามินบี1 มีมากในเนื้อหมู ข้าวกล้อง เห็ดฟาง ฯลฯ มีหน้าที่เกี่ยวกับการใช้คาร์โบไฮเดรต การทำงานของหัวใจ หลอดอาหารและระบบประสาท
วิตามินบี2 พบมากในตับ ยีสต์ ไข่ นม เนย เนื้อ ถั่ว และผักใบเขียว ปลาและผลไม้จำพวกส้มแทบไม่มีวิตามินบี2เลย ถ้ากินวิตามินบี 2มากเกินไป ไม่มีผลเสียต่อร่างกาย เพราะสามารถถูกขับถ่ายออกมาได้ วิตามินบี2มีความสำคัญต่อร่างกาย ดังนี้                                                                                                                              มีความเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญไขมันที่เรียกกันในทางวิทยาศาสตร์ว่า ลิปิด
ใช้ในการเผาผลาญกรดอะมิโนทริพโตเฟน กรดนี้มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก และมีความจำเป็นต่อการเกิดสมดุลของไนโตรเจนในร่างกาย
เป็นส่วนประกอบสำคัญของสีที่เรตินาของลูกตา ซึ่งช่วยให้สายตาปรับตัวในแสงสว่าง
อาการที่เกิดจากการขาดวิตามินบี2 คือ เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร มีอาการทางประสาทการย่อยอาหารไม่ปกติ ถ้าเป็นมากๆปาก และลิ้นอาจแตก
วิตามินบี3 บางทีเรียกว่า ไนอาซิน ประวัติของไนอาซินเริ่มมาจากการที่ประเทศอังกฤษเกิดโรคที่เรียกว่า เพลากรา(Pellagra) อาการของโรคนี้คือ เป็นโรคผิวหนัง ต่อมามีอาการท้องเดิน ในที่สุดก็จะมีอาการทางประสาทถึงขั้นเสียสติและตายไปในที่สุด ซึ่งในสมัยโบราณโรคนี้ไม่มีทางหายได้ ต่อมานักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ โกลเบอร์เกอร์(Goldberger)ผู้เชี่ยวชาญทางด้านแบคทีเรีย ได้วิจัยโรคนี้ ซึ่งเขาได้สังเกตเห็นว่า ผู้ที่ป่วยโรคนี้ส่วนมากจะเป็นผู้ที่มีฐานะยากจนที่ไม่สามารถกินอาหารจำพวกเนื้อ นม ไข่ ได้เขาจึงสรุปผลออกมาว่า โรคนี้เกิดจากการที่ขาดสารอาหาร ต่อมาเขาทำการทดลองให้อาสาสมัครกินอาหารประเภทเดียวกันกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเพลากรา และเมื่ออาสาสมัครเหล่านั้นเป็นโรคแล้ว เขาก็ทำให้หายโดยให้กินเนื้อสัตว์ นม และยีสต์ เมื่อผลเป็นเช่นนี้ ผู้คนจึงยอมรับว่า ยังมีวิตามินบีอีกชนิดหนึ่งอยู่ในอาหาร ภายหลังเรียกวิตามินนี้ว่า ไนอาซิน สามารถรักษาโรคเพลากราให้หายได้ ไนอาซินมีมากในตับและไต                                                         หน้าที่ของไนอาซิน                                                                                                                                          ช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต                                                                                                          นำไปใช้กับวิตามินชนิดอื่นๆเช่น วิตามินซี รักษาโรคชิโซฟรีเนีย                                                                   สามารถใช้ในการักษาโรคปวดศีรษะแบบไมเกรนไดผล                                                                                     ความต้องการไนอาซินควรได้รับวันละ 20 มิลลิกรัม การได้รับไนอาซินมากเกินไปไม่มีผลเสียต่อร่างกาย เพราะสามารถขับถ่ายออกมาได้ อาหารที่มีไนอาซินได้แก่ ไก่ ยีสต์ ถั่ว ตับ ไต หัวใจ

1. วิตามินบี6 มีชื่อทางเคมีว่า ไพริดอกซิน(Pyridoxin) ความสำคัญของวิตามินบี6 มีดังนี้ คือ                             ใช้ในการผาผลาญกรดอะมิโนทริปโตเฟนในร่างกาย                                                                                     หากขาดจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ง่าย เพราะวิตามินบี6จะช่วยในการเผาผลาญคอเลสเตอรอลอย่างมีประสิทธิภาพ                                                                                                                ช่วยในการเผาผลาญโปรตีน                                                                                                                             ผู้ที่มักขาดวิตามินบี6 ได้แก่ สตรีที่กินยาคุมกำเนิด สตรีที่อยู่ในช่วงของการมีประจำเดือน และหญิงมีครรภ์   อาหารที่มีวิตามินบี6 ไก่ ยีสต์ ถั่ว ตับ ปลา ไก่ กล้วย ข้าวแดง ฯลฯ

2. วิตามินบี12 มีอยู่ในอาหารจากสัตว์ เช่น ตับ(มีวิตามินบี12มากที่สุด) นม ไข่ เนย วิตามินนี้มีอยู่ในพืชน้อยมาก ความสำคัญของ วิตามินบี12 มีดังนี้                                                                                                               มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง                                                                                                           มีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบประสาท                                                                                                 มีส่วนในการสร้างกรดนิวคลีอิค(nucleic acid) ซึ่งเป็นพื้นฐานของกรรมพันธุ์                                                   มีส่วนช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต                                                                                                     มีส่วนช่วยให้ร่างกายนำไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ไปใช้ได้อย่างสมบูรณ์                                             มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท                                                                                              ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ คือ มีความต้านทานต่อโรค มีน้ำหนักและส่วนสูงมากกว่าปกติ

3. วิตามินซีหรือกรดแอสคอร์บิก ค้นพบเจอในพริกชนิดหนึ่งในปี ค.ศ. 1928 โดยนักชีวเคมีชาวฮังกาเรียนชื่อ อัลเบิร์ต เซนต์ เกอร์กี ประโยชน์ของวิตามินซีมีดังนี้                                                                                            ช่วยในการป้องกันจากโรคหวัด                                                                                                             สามารถลดระดับของซีรัมคลอเลสเตอรอล(เพราะวิตามินซีจะรวมตัวกับคลอเลสเตอรอลและแคลเซียม ทำให้คลอเลสเตอรอลแตกกระจายในน้ำได้)                                                                                                           ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า                                                                                           ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อโรคหัด คางทูม และโพลีโอไวรัส                                                                                     หากได้รับวิตามินซีในปริมาณสูงมาก จะช่วยเพิ่มความต้านทานต่อเซลล์มะเร็ง และสามารถทำลายเซลล์มะเร็งแบบmelanomaได้ มีผลให้สามารถยืดอายุของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งได้                                                     วิตามินซีที่บริษัทยาผลิตจำหน่ายโดยปกติจะอยู่ในลักษณะเป็นเม็ดฟู่ซึ่งมีแคลเซียมอยู่ด้วย ถ้าหากผู้สูงอายุได้รับแคลเซียมมากเกินไปจะทำให้กระดูกงอก

4. วิตามินอี วิตามินอีได้มาจากพืชในธรรมชาติ ประโยชน์ของวิตามินอีมีดังนี้                                                       ช่วยในการลดปริมาณคลอเลสเตอรอลที่ค้างอยู่ในหลอดเลือดในมนุษย์และสัตว์                                          ช่วยบำบัดโรคหัวใจ                                                                                                                                         ช่วยในการป้องกันอันตรายจากโอโซนในบรรยากาศ                                                                                     ใช้ในการรักษาโรคเลือดออกใต้ผิวหนัง

เกลือแร่

1370363603

ร่างกายมีเกลือแร่ 4% ของน้ำหนักร่างกายทั้งหมด เกลือแร่ที่ร่างกายต้องการมีดังต่อไปนี้

5. แคลเซียม เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน ช่วยควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และหัวใจ เป็นธาตุที่จำเป็นในการแข็งตัวของเลือด มีอยู่มากในนม และเนื้อสัตว์ประเภทที่กินได้ทั้งกระดูก เช่น กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย หญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และทารกที่กำลังเจริญเติบโตไปจนถึงวัยรุ่นควรกินแคลเซียมมากกว่าปกติ

6. เหล็ก เป็นตัวนำออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย เป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดงในส่วนที่เรียกว่า ฮีโมโกลบินซึ่งเป็นตัวพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และพาคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปยังปอดเพื่อขับถ่ายออกในรูปการหายใจ ในประเทศร้อน เมื่อเหงื่อออกมาก อาจมีการสูญเสียเหล็กออกไปกับเหงื่อได้ อาหารที่มีเหล็กมากได้แก่ เครื่องในสัตว์ ถั่วเมล็ด ผักใบเขียวบางชนิด

7. ไอโอดีน ส่วนใหญ่ไอโอดีนจะอยู่ในต่อมไทรอยด์ ซึ่งอยู่ที่คอส่วนล่าง ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อ มีหน้าที่สังเคราะห์ฮอร์โมนไทรอกซิน ถ้าหากร่างกายมีการขาดไอโอดีนตั้งแต่เด็ก จะทำให้เป็นโรคเอ๋อ ร่างกายแคระแกร็น และเป็นโรคคอพอก อาหารที่มีไอโอดีนได้แก่ อาหารทะเล และเกลืออนามัย วัยรุ่น หญิงมีครรภ์ และหญิงให้นมบุตรต้องการไอโอดีนสูง

8. แมกนีเซียม มีมากในอาหารหลายชนิด เช่น ถั่ว ข้าวแดง ข้าววีท ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด ผักใบเขียว(หากหุงต้มนานเกินไปจะทำให้แมกนีเซียมหลุดออกไปหมด) แมกนีเซียมมีประโยชน์ดังนี้                                             ทำงานร่วมกับแคลเซียม หากร่างกายขาดแมกนีเซียม ฟันจะไม่แข็งแรง                                                     การที่ร่างกายมีแมกนีเซียมต่ำ จะทำให้ความดันโลหิตสูง และเป็นโรคหัวใจ                                                 ผู้ใหญ่จะต้องการแมกนีเซียมประมาณ 300-400 มิลลิกรัมต่อวัน

9. ซีลีเนียม เป็นธาตุที่มีสมบัติเหมือนกำมะถัน ร่างกายต้องการซีลีเนียมน้อยมาก หากได้รับมากเกินไปจะเป็นอันตราย                                                                                                                                                                 อาหารที่มีซีลีเนียมมาก ได้แก่ ข้าวสาลี ตับ ไต ปลาทูน่า ประโยชน์ของซีลีเนียมมีดังนี้                               มีการทำงานสัมพันธ์กันกับวิตามินอี ซึ่งมีผลในการป้องกันโรคหัวใจ                                                             เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ชนิดหนึ่งชื่อว่า ซีลีโนโปรตีน เอนไซม์นี้ป้องกันไม่ให้สารพิษชื่อว่า ฟรีแรดิกัล เกิดขึ้นใน                                                                                                                                                               ร่างกายมนุษย์                                                                                                                                                     ช่วยลดการแพ้เคมีภัณฑ์ต่างๆได้                                                                                                                     ช่วยลดการแพ้มลพิษจากอากาศ                                                                                                                   ช่วยป้องกันโรคมะเร็งหลอดอาหาร

10. สังกะสี เป็นธาตุที่เราต้องรับเป็นประจำในปริมาณที่น้อยมาก เพราะถ้ามากเกินไปก็จะก่อให้เกิดอันตราย อาหารที่มีสังกะสีมาก ได้แก่ ตับ ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่ว หอยนางรม ประโยชน์ของสังกะสีมีดังนี้                          หากกินอาหารที่มีสังกะสีในปริมาณต่ำมาก จะทำให้เจริญเติบโตช้า ขนร่วง                                                มีความสำคัญในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน                                                                                  เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์อินซูลิน ซึ่งช่วยในการเผาผลาญน้ำตาลที่เรากินเข้าไป ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวาน ร่างกายจะมีสังกะสีต่ำกว่าคนปกติ                                                                                                                    หากขาดจะเป็นโรคตาบอดสี(เรตินาในตาของคนจะมีสังกะสีอยู่ในปริมาณสูง)                                                ช่วยเพิ่มให้รู้สึกว่าอาหารหวานยิ่งขึ้น ทำให้คนกินหวานน้อยลง                                                                        บำรุงรักษาผิวหนัง และสิวฝ้า

11. โครเมียม ร่างกายต้องการน้อยมาก ถ้าได้รับมากเกินไปก็จะเกิดอันตราย อาหารที่มีโครเมียมมาก ได้แก่ ไข่แดง ตับ หอย มันเทศ ยีสต์หมักเหล้า ประโยชน์ของโครเมียมมีดังนี้                                                              ช่วยในการเผาผลาญน้ำตาล                                                                                                                          ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

แหล่งอ้างอิง:http://www.mu.ac.th/e-quizmarie/html/1098/science.htm

อาหารและสารอาหาร

อาหารและสารอาหาร

อาหาร (food) คือ สิ่งที่เรารับประทานได้โดยปลอดภัยและให้สารอาหารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ในประเทศไทยมักจำแนกเป็น 5 หมู่ หรือ 5 กลุ่ม เพื่อเป็นแนวทางให้คนไทยบริโภคอาหารที่หลากหลายและครบส่วน อาหาร 5 หมู่ ได้แก่

หมู่ที่ 1 ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน

หมู่ที่ 2 ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ถั่ว ไข่

หมู่ที่ 3 ได้แก่ ไขมันและน้ำมัน

หมู่ที่ 4 ได้แก่ ผัก

หมู่ที่ 5 ได้แก่ ผลไม้

สารที่เป็นองค์ประกอบในอาหาร เรียกว่า สารอาหาร (nutrient) เป็นสารที่ร่างกายสามารถใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต จำแนกตามองค์ประกอบทางเคมีเป็น 6 ประเภท คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ลิพิด วิตามิน แร่ธาตุ และน้ำ

คาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) เป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ส่วนใหญ่ของคาร์โบไฮเดรตที่มนุษย์ได้รับมาจากอาหารจำพวกน้ำตาลและแป้ง ซึ่งมีมากในธัญพืช ถั่ว และผักผลไม้ คาร์โบไฮเดรตประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจนและออกซิเจน จับตัวกันเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว น้ำตาลโมเลกุลคู่ และคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ การตรวจสอบน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวใช้สารละลายเบเนดิกต์ส่วนการตรวจสอบคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่พวกแป้งใช้สารละลายไอโอดีน

โปรตีน (protein) เป็นส่วนประกอบสำคัญของอวัยวะและเซลล์ทุกเซลล์ ช่วยสร้างเสริมการเจริญเติบโตและซ่อมแซมเซลล์ และเป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน โปรตีนมีบทบาทสำคัญโดยเป็นเอนไซม์ ฮอร์โมน แอนติบอดี อาหารที่พบโปรตีนมากได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ นมและถั่ว โปรตีนประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และไนโตรเจน เป็นธาตุหลักจับกันเป็นกรดอะมิโน ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของโปรตีน กรดอะมิโนหลายโมเลกุล จับกันเป็นโปรตีนที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้น

ลิพิด (lipid) เป็นสารอาหารที่มีสมบัติไม่รวมตัวกับน้ำ ให้พลังงานสูง ช่วยในการดูดซึมวิตามินบางชนิด ในร่างกายพบใต้ผิวหนัง และรอบอวัยวะภายในต่างๆ ลิพิดมีหลายประเภท เช่น ไขมัน (fat) น้ำมัน (oil) คอเลสเทอรอล (cholesterol) เป็นต้น ลิพิดในอาหารมักเป็นสารประกอบประเภทเอสเตอร์ เช่น ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ประกอบด้วยกลีเซอรอลและกรดไขมัน กรดไขมันประกอบด้วยธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจน

วิตามิน (vitamin) เป็นสารอินทรีย์ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ร่ายกายต้องการปริมาณไม่มาก แต่เมื่อขาดวิตามิน จะส่งผลให้เกิดภาวะผิดปกติเนื่องจากความบกพร่องของกระบวนการเคมีในร่างกาย แหล่งที่พบ ความสำคัญ ตลอดจนผลจากการขาดวิตามินชนิดต่างๆ ศึกษาได้จากตารางต่อไปนี้

ตาราง แสดงแหล่งอาหาร ความสำคัญและผลจากการขาดวิตามินชนิดต่างๆ

วิตามิน

แหล่งอาหาร

ความสำคัญ

ผลจากการขาด

ละลายในลิพิด

เรตินอล

(A)

ตับ น้ำมันตับปลา ไข่ นม เนย ผักและผลไม้ที่มีสีเขียว
และเหลือง

ช่วยในการเจริญเติบโต
บำรุงสายตา

เด็กไม่เจริญเติบโต

ผิวหนังแห้ง หยาบ
มองไม่เห็นในที่สลัว

แคลซิเฟอรอล

(D)

นม เนย ไข่ ตับ

น้ำมันตับปลา

จำเป็นในการสร้างกระดูกและฟัน ช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส

โรคกระดูกอ่อน

แอลฟา โทโคเฟอรอล

(E)

ผักสีเขียว น้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันรำ น้ำมันถั่วเหลือง

ทำให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรง

และไม่เป็นหมัน

โรคโลหิตจาง หญิงมีครรภ์อาจทำให้แท้งได้ ผู้ชายอาจเป็นหมัน

แอลฟา ฟิลโลควิโนน

(K)

ผักสีเขียว ตับ

ช่วยในการแข็งตัวของเลือด

เลือดแข็งตัวช้ากว่าปกติ

ละลายในน้ำ

ไทอามีน

(B1)

ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง

เนื้อสัตว์ ตับ ถั่ว ไข่

ช่วยบำรุงระบบประสาท
และการทำงานของหัวใจ

โรคเหน็บชา

เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย

ไรโบเฟลวิน

(B2)

ตับ ไข่ ถั่ว นม ยีสต์

ช่วยให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างปกติ ทำให้ผิวหน้า ลิ้น ตามีสุขภาพดี แข็งแรง

โรคปากนกกระจอก

ผิวหนังแห้งและแตก ลิ้นอักเสบ

ไนอาซิน

(B3)

เนื้อสัตว์ ตับ ถั่ว ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง ยีสต์

ช่วยในการทำงานของระบบประสาท กระเพาะอาหาร ลำไส้ จำเป็นสำหรับสุขภาพของผิวหนัง ลิ้น

เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ผิวหนังเป็นผื่นแดง ต่อมาสีจะคล้ำหยาบ และอักเสบเมื่อถูกแสงแดด

ไพริดอกซิน

(B6)

เนื้อสัตว์ ตับ ผัก ถั่ว

ช่วยการทำงานของ
ระบบย่อยอาหาร

เบื่ออาหาร

ผิวหนังเป็นแผล

มีอาการทางประสาท

ไซยาโนโคบาลามิน

(B12)

ตับ ไข่ เนื้อปลา

จำเป็นสำหรับการสร้าง
เม็ดเลือดแดง ช่วยให้การเจริญ

เติบโตในเด็กเป็นไปตามปกติ

โรคโลหิตจาง ประสาทเสื่อม

กรดแอสคอร์บิก

(C)

ผลไม้และผักต่างๆ เช่น มะขามป้อม ผลไม้จำพวกส้ม มะละกอ ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า มะเขือเทศ คะน้า กะหล่ำปลี

ทำให้หลอดเลือดแข็งแรง
ช่วยรักษาสุขภาพ
ของฟันและเหงือก

โรคเลือดออกตามไรฟัน

หลอดเลือดฝอยเปราะ

เป็นหวัดง่าย

แร่ธาตุ (mineral) เป็นสารอนินทรีย์ที่ร่างกายจำเป็นต้องมีอยู่ในระดับที่เหมาะสมจึงจะสามารถทำงานได้ แร่ธาตุยังเป็นส่วนประกอบของสารหลายชนิดที่มีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ของเซลล์และอวัยวะ แร่ธาตุแต่ละชนิดมีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกายแตกต่างกันและมีอยู่ในแหล่งอาหารต่างชนิดกัน ดังแสดงในตารางต่อไปนี้

ตาราง แสดงแหล่งอาหาร ความสำคัญและผลของการขาดแร่ธาตุบางชนิด

แร่ธาตุ

แหล่งอาหาร

ความสำคัญ

ผลจากการขาด

แคลเซียม

นม เนื้อ ไข่ ผักสีเขียวเข้ม

สัตว์ที่กินทั้งเปลือกและกระดูก เช่น กุ้งแห้ง ปลา

เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกระดูกและฟัน ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ช่วยในการทำงานของประสาทและกล้ามเนื้อ

เด็กเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ในหญิงมีครรภ์จะทำให้ฟันผุ

ฟอสฟอรัส

นม เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว

ผักบางชนิด เช่น เห็ดมะเขือเทศ

ช่วยในการสร้างกระดูกและฟัน

การดูดซึมคาร์โบไฮเดรต

การสร้างเซลล์ประสาท

อ่อนเพลีย

กระดูกเปราะและแตกง่าย

ฟลูออรีน

ชา อาหารทะเล

เป็นส่วนประกอบของสารเคลือบฟัน ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันฟันผุ

ฟันผุง่าย

แมกนีเซียม

อาหารทะเล

ถั่ว นม ผักสีเขียว

เป็นส่วนประกอบของเลือด และกระดูก ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

เกิดความผิดปกติของระบบ

ประสาทและกล้ามเนื้อ

โซเดียม

เกลือแกง ไข่ นม

ควบคุมปริมาณน้ำในเซลล์

ให้คงที่

เกิดอาการคลื่นไส้

เบื่ออาหาร ความดันเลือดต่ำ

เหล็ก

ตับ เนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่

ผักสีเขียว

เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์บางชนิดและฮีโมโกลบิน
ในเม็ดเลือดแดง

โลหิตจาง อ่อนเพลีย

ไอโอดีน

อาหารทะเล เกลือสมุทร

เกลือเสริมไอโอดีน

เป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนไทรอกซิน ซึ่งผลิตจาก
ต่อมไทรอยด์

ในเด็กทำให้สติปัญญาเสื่อม ร่างกายแคระแกรน ในผู้ใหญ่
จะทำให้เป็นโรคคอพอก

น้ำ (water) เป็นสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ช่วยในการนำของเสียออกจากร่างกายและช่วยในการควบคุมอุณหภูมิ ร่างกายได้รับน้ำโดยการดื่มน้ำและจากอาหาร

ในอาหารแต่ละชนิดอาจมีสารอาหารองค์ประกอบหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ข้าว มีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ก็มีทั้งโปรตีน ลิพิด วิตามิน แร่ธาตุ และน้ำอยู่ด้วยในปริมาณเล็กน้อย ทั้งนี้อาหารต่างชนิดกันจะมีส่วนประกอบของสารอาหารต่างกัน ทั้งชนิดและปริมาณ