โรคเกี่ยวกับหัวใจ

โรคหัวใจขาดเลือด
โรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Ischemic heart disease/IHD) หรือโรคหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary artery disease/CAD) หมายถึง โรคหัวใจที่เกิดจากการตีบ และแข็งตัวของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยง กล้ามเนื้อหัวใจ หรือที่เรียกว่าหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary artery) ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงหรือชะงักไป เมื่อผู้ป่วยมีภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจต้องการออกซิเจนมากขึ้น เช่น
การออกแรงมาก ๆ การมีอารมณ์โกรธ หรือจิตใจเครียด เป็นต้น ก็จะทำให้มีอาการเจ็บหน้าอกเป็นครั้งคราว โดยที่ยังไม่มีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้น เราเรียกว่า อาการดังกล่าวว่าโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ (Angina pectoris)   แต่ถ้ากล้าม
เนื้อหัวใจมีการตายเกิดขึ้นบางส่วน   เนื่องจากหลอดเลือดโคโรนารีเกิดการอุดตันเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้เลยก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง
ซึ่งมักจะมีภาวะช็อก และหัวใจวายร่วมด้วย   เราเรียกว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial infarction)
โรคนี้มักจะพบได้มากขึ้นตามอายุ ส่วนมากจะมีอาการเริ่มแรกเมื่อมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มักไม่พบในผู้ชายอายุต่ำ 30 ปี หรือผู้หญิงอายุต่ำกว่า 40 ปีที่ไม่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อน พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง คนที่อยู่ดีกินดี คนที่มีอาชีพทำงานนั่งโต๊ะ และคนในเมืองมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนยากจน คนทีมีอาชีพใช้แรงงาน และชาวชนบท

 

                                

 

สาเหตุ

เกิดจากมีการตีบตันของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ (หลอดเลือดโคโรนารี) ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ มักเป็นผลจากผนังหลอดเลือดแข็งเนื่องจากมีไขมันเกาะ ดังที่เรียกว่าอะเทอโรสเคลอโรซิส (Atherosclerosis) ซึ่งอาจเป็นผลมาจาก
ความเสื่อมของร่างกายตามวัย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งเร็วขึ้น เช่น
ภาวะไขมันในเลือดสูง, การสูบบุหรี่จัด, โรคความดันโลหิตสูง , โรคเบาหวาน , โรคเกาต์ , ความอ้วน, การขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น ผู้ป่วยบางรายอาจมีประวัติว่ามีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย

อาการ
ในรายที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ จะมีอาการปวดเค้นคล้ายมีอะไรกดทับ หรือจุกแน่นที่ตรงกลางหน้าอก หรือยอดอก ซึ่งมักจะเจ็บร้าวมาที่ไหล่ซ้าย ด้านในของแขนซ้าย บางคนอาจร้าวมาที่คอขากรรไกร หลัง หรือแขนขวา
บางคนอาจรู้สึกจุกแน่นที่ใต้ลิ้นปี่ คล้ายอาการอาหารไม่ย่อย หรือท้องอืดเฟ้อ ผู้ป่วยมักมีอาการเวลาออกแรงมาก ๆ (เช่น ยกของหนัก เดินขึ้นที่สูง ออกกำลังแรง ๆ ทำงานหนัก ๆ แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน)มีอารมณ์โกรธ ตื่นเต้น ตกใจ เสียใจ หรือ จิตใจเคร่งเครียด ขณะร่วมเพศ หลังกินข้าวอิ่มจัด หรือ
เวลาถูกอากาศเย็น ๆ ผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรง เป็นไข้ หรือหัวใจเต้นเร็ว (เช่น หลังกินกาแฟหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคคอพอกเป็นพิษ) ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคนี้ได้
อาการเจ็บหน้าอก มักจะเป็นอยู่นาน 2-3 นาที (มักไม่เกิน 10-15 นาที) แล้วหายไปเมื่อได้พัก หรือหยุดกระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุชักนำ หรือหลังจากได้อมยาขยายหลอดเลือด (เช่น ไนโตรกลีเซอรีน) นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการใจสั่น เหนื่อยหอบ เหงื่อออก เวียนศรีษะ คลื่นไส้ร่วมด้วย ผู้ป่วยที่มีความรู้สึกเจ็บหน้าอกแบบแปล๊บ ๆ หรือ รู้สึกเจ็บเวลาก้ม หรือเอี้ยวตัว หรือรู้สึกเจ็บอยู่ตลอดเวลา (เวลาออกกำลังกาย หรือทำอะไรเพลินหายเจ็บ) มักไม่ใช่โรคหัวใจขาดเลือด

ในรายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะมีอาการเจ็บหน้าอกในลักษณะเดียวกับโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ แต่จะเจ็บรุนแรงและนาน แม้จะได้นอนพักก็ไม่ทุเลา ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลีย ใจสั่น หน้ามืด วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าเป็นรุนแรง จะมีอาการหายใจหอบเหนื่อย เนื่องจากมีภาวะหัวใจวาย     หรือเกิดภาวะช็อก (เหงื่อออก ตัวเย็น ชีพจรเต้นเบาและเร็ว ความดันเลือดตก) หรือชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ ผู้ป่วยอาจเป็นลมหมดสติ หรือตายในทันทีทันใด บางคนอาจมีประวัติว่า เคยมีอาการเจ็บหน้าอกเป็นพัก ๆ นำมาก่อน เป็นเวลาหลายสัปดาห์ บางคนอาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกมาก่อนเลยก็ได้

สรุป เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด

 

ระบบไหลเวียน หรือ ระบบหัวใจหลอดเลือด เป็นระบบอวัยวะซึ่งให้เลือดไหลเวียนและขนส่งสารอาหาร (เช่น กรดอะมิโนและอิเล็กโทรไลต์)ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ฮอร์โมน และเม็ดเลือดเข้าและออกเซลล์ในร่างกายเพื่อหล่อเลี้ยงและช่วยต่อสู้โรค รักษาอุณหภูมิและ pH ของร่างกาย และรักษาภาวะธำรงดุล

มักมองว่าระบบไหลเวียนประกอบด้วยทั้งระบบหัวใจหลอดเลือด ซึ่งกระจายเลือด และระบบน้ำเหลือง ซึ่งไหลเวียนน้ำเหลือง ทั้งสองเป็นระบบแยกกัน ตัวอย่างเช่น ทางเดินน้ำเหลืองยาวกว่าหลอดเลือดมาก เลือดเป็นของเหลวอันประกอบด้วยน้ำเลือด เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดซึ่งหัวใจทำหน้าที่ไหลเวียนผ่านระบบหลอดเลือดสัตว์มีกระดูกสันหลัง โดยน้ำออกซิเจนและสารอาหารไปและของเสียกลับจากเนื้อเยื่อกาย น้ำเหลือง คือ น้ำเลือดส่วนเกินที่ถูกกรองจากของเหลวแทรก (interstitial fluid) และกลับเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง ระบบหัวใจหลอดเลือดประกอบด้วยเลือด หัวใจและหลอดเลือด ส่วนระบบน้ำเหลืองประกอบด้วยน้ำเหลือง ปุ่มน้ำเหลืองและหลอดน้ำเหลือง ซึ่งคืนน้ำเลือดที่กรองมาจากของเหลวแทรกในรูปน้ำเหลือง

มนุษย์และสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นมีระบบหัวใจหลอดเลือดแบบปิด คือ เลือดไม่ออกจากเครือข่ายหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำและหลอดเลือดฝอย แต่กลุ่มสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางกลุ่มมีระบบหัวใจหลอดเลือดแบบเปิด ในทางตรงข้าม ระบบน้ำเหลืองเป็นระบบเปิดซึ่งให้ทางที่จำเป็นแก่ของเหลวระหว่างเซลล์ส่วนเกินกลับเข้าสู่หลอดเลือดได้ ไฟลัมสัตว์ไดโพลบลาสติก (diploblastic) บางไฟลัมไม่มีระบบไหลเวียน

หัวใจ

หัวใจทำหน้าที่สูบเลือดไปทั่วร่างกาย หัวใจของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ซีกคือ atrium 2 ห้องที่อยู่ข้างบนและ ventricle 2 ห้องที่อยู่ด้านล่าง right Atrium คือ ห้องขวาบน ทำหน้าที่รับเลือดที่มีออกซิเจนน้อยจากเส้นเลือด Superior venacava (มาจากส่วนบนของร่างกาย) และ Inferior venacava (มาจากส่วนล่างของร่างกาย) แล้วส่งต่อไปยัง หัวใจห้องขวาล่างหรือ right Ventricle ผ่านลิ้นหัวใจ Tricuspid valve ซึ่งห้องนี้จะส่งเลือดที่มี poor oxygen ไปยังปอดโดยการใช้เส้นเลือด Pulmonary Artery โดยผ่านลิ้นพัลโมนารีอาร์เตอรี (ลิ้นกั้นระหว่างหลอดเลือดพัลโมนารีอาร์เตอรีกับเวนตริเคิลขวา) หลังจากนั้น left Atrium หรือ หัวใจห้องซ้ายบนที่เราเห็นจะรับเลือดที่มีออกซิเจนมาจากปอดผ่านทางเส้นเลือด Pulmonary Vein แล้วส่งต่อไปยัง left Ventricle คือหัวใจห้องซ้ายล่าง ผ่านลิ้นหัวใจชื่อ Bicuspid valve หรือ Mitral valve ที่จะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกาย โดยต่อกับเอออร์ตา

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง สเปรย์ตะไคร้มะนาวกันยุง

 

โครงงานวิทยาศาสตร์

เรื่อง สเปรย์ตะไคร้มะนาวกันยุง

จัดทำโดย

ด.ญ.ทองทาน   บุญเวิน เลขที่ 15

ด.ญ.นฤมล   เปลี่ยนสุนทร เลขที่ 21

ด.ญ.นิรัชพร   รักษาวงษ์ เลขที่ 24

 

อาจารย์ที่ปรึกษา

อาจารย์ สราวุธ   สุธีรวงศ์

 

กิตติกรรมประกาศ

โครงงานวิทยาศาสตร์  เรื่อง  สเปรย์ตะไคร้มะนาว   จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของตะไคร้หอมและมะนาวในการนำมากำจัดยุงและแมลง โดยนำตะไคร้หอม   และน้ำมะนาวมาผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เป็นสเปรย์ตะไคร้มะนาว   และนำไปทดสอบประสิทธิภาพการใช้ว่าจะได้ผลมากน้อยเพียงใด

บทคัดย่อ

โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องสเปรย์ตะไคร้มะนาว การทดลองนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกำจัดแมลงโดยใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติแทนการใช้ผลิตภัณฑ์จากสารเคมี โดยมีขั้นตอนการทดลองแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 นำตะไคร้มะนาวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กำจัดยุงที่ได้จากธรรมชาติหรือสเปรย์ตะไคร้มะนาว ขั้นตอนที่ 2 นำผลิตภัณฑ์ที่ได้ไปทดสอบประสิทธิภาพโดยการเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์จากสารเคมี และสังเกตผลที่ได้รับ

บทที่ 1

บทนำ

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

จากข้อมูลทางสาธารณสุข พบว่ามีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกและแมลงกัดต่อยจำนวนมาก นอกจากนั้นยังพบว่าคนส่วนใหญ่มีปัญหาทางสุขภาพและระบบทางเดินหายใจเนื่องจากมลพิษและสารเคมีเพิ่มมากขึ้น ทางคณะผู้จัดทำได้เห็นถึงความสำคัญของสุขภาพ จึงร่วมกันคิดผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติ ที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษอีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการไล่ยุง มด แมลง เพื่อเป็นประโยชน์และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายเนื่องจากใช้สิ่งที่มีและหาได้ง่าย จึงมีการจัดทำโครงงานเล่มนี้ขึ้นมา

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อนำผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมาใช้แทนผลิตภัณฑ์จากสารเคมี
  2. เพื่อศึกษาว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติสามารถกำจัดยุงลัแมลงได้หรือไม่

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
  2. ได้ทราบถึงประสิทธิภาพในการกำจัดยุงและแมลงของสเปรย์ตะไคร้มะนาวกันยุงได้
  3. ได้ทราบถึงความแตกต่างทางประสิทธิภาพของสเปรย์ตะไคร้มะนาวกับสารเคมี

ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า

  1. ศึกษาประสิทธิภาพในการไล่ยุงและแมลงของสเปรย์ตะไคร้มะนาว
  2. ศึกษาประสิทธิภาพในการไล่ยุงและแมลงของสเปรย์ตะไคร้มะนาวเมื่อเทียบกับสารเคมี

สมมุติฐานของการศึกษา

ตอนที่ 1 เมื่อนำสารเคมีมาละลายน้ำใส่ Pocky แล้วจะมีประสิทธิภาพในการไล่ยุงและแมลงได้

ตอนที่ 2 เมื่อนำตะไคร้หอมและมะนาวมาผสมกันจะทำให้การไล่ยุงมีประสิทธิภาพมากขึ้นและไม่ก่อให้เกิดกลิ่นอับ

ตัวแปร

ตัวแปรต้น

ตอนที่ 1

สารเคมีซันเจี๋ย

ตอนที่ 2

ตะไคร้หอมและมะนาว

ตัวแปรตาม

ประสิทธิภาพในการไล่ยุงและแมลง

ตัวแปรควบคุม

ตอนที่ 1

ปริมาณสารเคมี

ตอนที่ 2

ปริมาณน้ำตะไคร้หอมและมะนาว

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ตะไคร้หอม

การจำแนกชนชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร:     Plantae

(unranked):   Angiosperms

(unranked):   Monocots

(unranked):   Commelinids

อันดับ:           Poales

วงศ์:               Poaceae

สกุล:              Cymbopogon

ชนิด:              C. citratus

คุณสมบัติของตะไคร้หอม

ตะไคร้ (Lemongrass) ชื่อวิทยาศาสตร์ Doragag Staph ชื่อท้องถิ่น จะไคร (ภาคเหนือ) ไคร (ภาคใต้) คาหอม (แม่ฮ่องสอน) เชิดเกรย ,เหลอะเกรย(เขมร-สุรินทร์), ห่อวอตะโป่(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)ขี้ไคร้ (อินดี้-สกา) เป็นพืชล้มลุก ความสูงประมาณ 4-6 ฟุต ใบยาวเรียว ปลายใบมีขนหนาม ลำต้นรวมกันเป็นกอ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อยาวมีดอกเล็กฝอยเป็นจำนวนมาก ตะไคร้เป็นพืชที่สามารถนำส่วนต้นหัวไปประกอบอาหาร และจัดเป็นพืชสมุนไพรด้วย

 มะนาว

การจำแนกชนชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร:     Plantae

หมวด:            Magnoliophyta

ชั้น:                 Magnoliopsida

อันดับ:           Sapindales

วงศ์:               Rutaceae

สกุล:              Citrus

ชนิด:              C. aurantifolia

 คุณสมบัติของมะนาว

มะนาว (อังกฤษ: Lime) เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง ผลมีรสเปรี้ยวจัด จัดอยู่ในสกุลส้ม (Citrus) ผลสีเขียว เมื่อสุกจัดจะเป็นสีเหลือง เปลือกบาง ภายในมีเนื้อแบ่งกลีบๆ ชุ่มน้ำมาก นับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่า นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์ด้วย

บทที่ 3

วิธีดำเนินการโครงงาน

อุปกรณ์และวิธีการทดลอง

  1. วัสดุ
    • ตะไคร้หอม
    • มะนาว
    • การบูร
    • น้ำสะอาด
    • ซันเจี๋ย
  1. อุปกรณ์

2.1 เขียง                        2.6 เตาและถ่าน

2.2 ครก                         2.7 ขวดพลาสติกใส

2.3 มีด                           2.8 Pocky

2.4 กรรไกร                   2.9 หม้อ

2.5 หนังสือพิมพ์          2.10 ไฟแช็ก

ขั้นตอนและวิธีการดำเนินงาน

  1. ขั้นตอนการเตรียมวัสดุ

1.1นำตะไคร้มาหั่น  ตำ และใส่ผ้ากรอง

1.2คั้นน้ำมะนาวใส่ขวดพลาสติกใส

ขั้นตอนการทดลอง

ตอนที่ 1 ศึกษาประสิทธิภาพในการไล่ยุงและแมลงของสเปรย์ตะไคร้มะนาวไล่ยุงและแมลง

1.1นำตะไคร้หอมที่ห่อด้วยผ้ากรองไปต้มเพื่อสกัดน้ำตะไคร้หอม

1.2เติมน้ำมะนาวลงไป เพื่อเพิ่มความเป็นกรดในการไล่แมลง

1.3เติมการบูรเพื่อลดกลิ่นอับและความอับชื้น เพื่อเป็นการเพิ่มกลิ่นหอม

ตอนที่ 2 ศึกษาประสิทธิภาพในการไล่ยุงและแมลง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างสารเคมีซันเจี๋ยละสเปรย์ตะไคร้            มะนาวกันยุง

  • นำสารเคมีซันเจี๋ย มาละลายน้ำแล้วนำมาใส่ Pocky ทดลองฉีด และบันทึกผล
  • นำสเปรย์ตะไคร้มะนาวที่ได้จากการผลิตมาทดลองฉีดเพื่อทดสอบประสิทธิภาพในการไล่ยุง แมลง และบันทึกผล
  • สังเกตและเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างสเปรย์ตะไคร้มะนาวกับสารเคมีซันเจี๋ย

บทที่ 4

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล/ผลการจัดทำโครงงาน

ผลการทดลอง

ตอนที่ 1 ประสิทธิภาพในการไล่ยุงและแมลงของสเปรย์ตะไคร้มะนาวกันยุง และ   สารเคมี  ซันเจี๋ยผสมน้ำ เป็นดังนี้

ผลิตภัณฑ์ ผลที่ได้
ซันเจี๋ย     มีประสิทธิภาพในการไล่แมลงได้ดีแต่มีกลิ่นฉุนเมื่อสูดดมเข้าไปทำให้เกิดอาการเวียนศรีษะ
สเปรย์ตะไคร้มะนาวกันยุง     สามารถไล่ยุงและแมลงได้ดีมีกลิ่นหอมจากตะไคร้และมะนาวนอกจากนั้นยังมีกลิ่นเย็นสดชื่นจากการบูรทำให้ไม่มีกลิ่นอับและยังมัความสามารถในการไล่ยุงไม่แพ้ซินเจี๋ย

 

ตอนที่ 2  ประสิทธิภาพในการไล่ยุงของซันเจี๋ยและสเปรย์ตะไคร้มะนาว

จากการทำการทดลองในตารางตอนที่1พบว่าผลิตภัณฑ์ทั้งสองมีคุณสมบัติในการกำจัดแมลงและยุงคล้ายกันแต่ซันเจี๋ยจะก่อให้เกิดมลพิษที่สะสมต่อร่างกายและผู้ที่สูดดมเข้าไปจะเป็นการทำลายร่างกายให้เสื่อมโทรมด้วย หรือบางครั้งอาจหมดสติไปแต่สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ทางคณะได้จัดทำขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ผลผลิตทางธรรมชาติอาทิ ตะไคร้หอม มะนาว เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะมีกลิ่นหอมแล้วยังมีสรรพคุณในการไล่ยุงไม่ก่อให้เกิดมลพิษแก่ร่างกายด้วย

บทที่ 5

สรุปผลและอภิปรายผลการดำเนินการจัดทำโครงงาน

จากผลการทดลองสรุปได้ดังนี้

1.เมื่อนำสารเคมีซันเจี๋ยมาผสมน้ำปรากฎว่าประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงต่างๆมีประสิทธิภาพที่ดี แต่จะเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตกับผู้ที่ใช้สารนี้

2.เมื่อนำตะไคร้หอมและมะนาวมาผ่านกระบวนการทำสเปรย์ตะไค้มะนาวกันยุงผลปรากฎออกมาว่าสามารถไล่แมลงและยุงได้ อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมไม่มีสารพิษตกค้างในร่างกาย

แสดงว่าประสิทธิภาพของสเปรย์ตะไคร้มะนาวกันยุงมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับสารเคมีซันเจี๋ยด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของตะไคร้หอมที่สามารถไล่ยุงได้ทำให้ยุงเกิดอาการเหม็นมาบวกกับมะนาวสดๆที่คั้นน้ำออกมามีฤทธิ์ช่วยในการกัดกร่อนทำให้ยุงกลัวหากเราเพิ่มสัดส่วนของน้ำตะไคร้มากขึ้นเท่าไร ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการไล่ยุงได้ดีมากขึ้นตามลำดับ ผิดกับสารเคมีซันเจี๋ย  นอกจากสเปรย์ตะไคร้มะนาวกันยุงจะสามารถทำหน้าที่ในการไล่ยุงและแมลงแล้วยังเป็นสมุนไพรหากเราสูดดมเข้าไปแล้วไม่เกิดสารพิษตกค้างด้วย

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการทดลอง

1.สามารถนำสเปรย์ตะไคร้มะนาวกันยุงมาใช้ไล่ยุงและแมลงได้

2.สามารถทราบถึงคุณสมบัติเฉพาะตัวของพืชจากธรรมชาติ

3.สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติของสารเคมีซันเจี๋ยกับสามารถนำสเปรย์ตะไคร้มะนาวกันยุงได้

สรุป เรื่อง ระบบย่อยอาหาร

 

อาหารที่ถูกย่อยมากแล้วเมื่อเดินทางมาถึงลำไส้เล็กสภาพความเป็นกรดของอาหารจะถูกเจือจางจน หมดความเป็นกรดด้วยน้ำดีซึ่งมีสภาพ เป็นด่าง (เมื่อ กรดมาเจอกับด่างจะเกิดปฏิกริยาหักล้างกัน ให้มีสภาพเป็นกลาง)ที่ลำไส้เล็กนี้จะมีเอนไซม์มากมายหลายชนิด ที่สามารถ ย่อยอาหารประเภท ไขมันและอาหารอื่นๆที่ไม่ถูกย่อย ในสภาพที่เป็นกรดแต่จะเริ่มแตกตัวออกเป็นอณูเล็กๆ ได้ในสภาพที่เป็นด่าง ก็จะเริ่มถูกย่อยในบริเวณนี้ เนื่องจากลำไส้เล็กของคน เรามีความยาวมากถึง 21 ฟุต (ประมาณ 7-8 เมตร) อาหารที่ถูกย่อยมาแล้วเป็น ระยะก็จะค่อยๆถูกดูดซึมเข้า สู่ร่างกายในขณะที่อาหารถูกบีบให้ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านลงไปเรื่อยๆ อาหารพวกแป้ง โปรตีน ไขมันที่ถูกย่อยเป็นอณู เล็กๆแล้วจะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด และกระจายไปทั่ว ร่างกายไปสู่เซลต่างๆ

ในกระแสเลือดตอนนี้หากเจาะเลือดมาตั้งทิ้งใว้ให้เกิดการแยกชั้นจะพบว่าใน ส่วนน้ำเหลืองซึ่งปกติจะมีสภาพใสมีสีเหลืองอ่อน แต่ในระยะนี้น้ำเหลืองจะมี ลักษณะขุ่นขาวคล้ายน้ำนมเป็นผลมาจากอณูอาหาร ที่ถูกย่อยและถูกดูดซึมเข้า สู่กระแสเลือดนั้นเอง อาหารอีกส่วน ที่ไม่สามารถย่อยและถูกดูดซึมได้เช่นพวก กากใยพืชอาหารที่ชิ้นใหญ่เกินไปและย่อยไม่ทัน กากอาหารที่ถูกย่อยแล้ว แร่ธาตุบางชนิด จะเคลื่อนตัวต่อไปสู่ลำไส้ใหญ่ ในส่วนของลำไส้ใหญ่จะมีการ ดูดซึมน้ำกลับเข้าร่างกายพร้อมสารอาหารบางชนิด รวมถึงยาและสารเคมีที่ ละลายในน้ำเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนนี้จะมีแบคทีเรียประจำถิ่นมากมายซึ่งจะ ถูกคลุกเคล้ากับกากอาหารที่เหลือมาช่วยย่อยสลายกากเศษอาหาร ให้กลาย สภาพเป็นอุจจาระแล้วถูกขับออกจากร่างกายไปในที่สุด เป็นอันเสร็จขบวน การย่อยอาหารตามปกติ

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง น้ำยาเช็ดกระจกจากดอกอัญชันและมะกรูด

บทที่ 1

บทนำ

ชื่อโครงงาน เรื่อง น้ำยาเช็ดกระจกอัญชันและมะกรูด

รายชื่อผู้ทำโครงงาน

ด.ญ.นิรัชพร  รักษาวงษ์

ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา

อ.สราวุธ   สุธีรวงศ์

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

ในปัจจุบันมีการใช้สารเคมีใบชีวิตประจำวันกันอย่างแพร่หลาย  และมีสารเคมีที่มีพิษรวมอยู่ด้วยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและแก้ไขปัญหามลพิษอย่างเร่งด่วน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขสารพิษตกค้าง  ทั้งในน้ำ  ในอากาศ  ในดิน  รวมทั้งในอาหาร  ล้วนมีสารตกค้างทั้งสิ้นน้ำยาเช็ดกระจกที่ใช้กันทั่วไปมีส่วนผสมของ บิวทิล  เซลโลโซล และ  แอมโมเนียมไฮดรอกไซด์  ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ซึ่งสารเคมีนี้มีอันตรายต่อมนุษย์  และสิ่งมีชีวิตอื่น ดอกอัญชันสีม่วง ที่ขึ้นอยู่ทั่วไปบริเวณใกล้บ้าน ในสวน ริมถนน  คนในชุมชนของเราโดยเฉพาะผู้สูงอายุมักนำดอกอัญชันมาใช้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น ทาผม ทาคิ้ว เพื่อให้ดกดำ ใช้แทนสีผสมอาหาร ซึ่งเป็นน้ำชาลดอาการเบาหวาน เป็นต้น

นอกจากนี้มะกรูดและดอกอัญชันยังช่วยลดคราบสกปรกและยังไม่มีสารเคมีเพราะน้ำยาเช็ดกระจกที่ชื้อมาอาจจะมีสารเคมีและยังอาจทำอันตรายร่างกายเราด้วย

สมมุติฐาน

น้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันและมะกรูดสามารถนำไปใช้ขจัดคราบสกปรกบนกระจกแทนน้ำยาเช็ดกระจกทั่วไปได้

จุดมุ่งหมายของการศึกษา

1.เพื่อศึกษาผลการทำน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันและมะกรูดไปใช้ขจัดคราบสกปรกบนกระจก

2.เพื่อนำพืชที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์

3.เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ตัวแปร

ตัวแปรต้น น้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันและมะกรูด

ตัวแปรตาม การลดลงหรือหายไปของคราบสกปรกบนกระจก

ตัวแปรควบคุม อุณหภูมิของอากาศ

ขอบเขตของการศึกษา

1.น้ำหมักชีวภาพจากอัญชันและมะกรูด  จะใช้อัญชันสีม่วงพันธ์กลีบชั้นเดียว และพันธ์กลีบซ้อน

2.กระจกที่ใช้ทำการทดลอง ใช้กระจกเงาและกระจกใส ที่ความสกปรกตามปกติ

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

น้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันและมะกรูด สามารถนำไปใช้ขจัดคราบสกปรกบนกระจกแทนน้ำยาเช็ดกระจกทั่วไปได้   และช่วยลดสารพิษตกค้าง

บทที่ 2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

อัญชัน

อัญชัน    จัดเป็นพืชมีดอกชนิดใบเลี้ยงคู่ เป็นพืชเถาเลื้อย  ตระกูลเดียวกับถั่ว มีอายุประมาณ 1 ปี  จึงจัดเป็นพืชอายุสั้น  ลำต้นเลื้อย และพันรอบหลัก  อาจยาวได้ถึง 6-7 เมตร มีดอกที่สวยงาม  โดยปกติมีสีน้ำเงิน  มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกา

ชื่อพื้นเมือง          : อัญชัน(กรุงเทพฯ ภาคกลาง) แดงชัน (เชียงใหม่) เอื้องชัน (ภาคเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์    : Clitoria ternatea L.

ชื่อวงศ์                  : Leguminosae

ชื่อสามัญ              : Butterfly-pea (Australia ):

Blue-pea, cordofan-pea, honte

( French);   blue Klitorie

( Portuguese ); azulejo, conchitis,

Papito,  zapatico  de la reina,

Zapotillo,   conchita

( Spanish); cunha

ลักษณะทางพฤกษาศาสตร์

อัญชัน  เป็นพืชอายุหลายปี ต้นเป็นกอพุ่มขนาดเล็ก ปลายยอดเป็นเถาเลื้ยวพัน  ( Twining) อัญชันที่เก็บรวบรวมสายพันธุ์จำแนกได้ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์กลีบดอกชั้นเดียว หรือดอกรา ดอกเป็นรูปดอกถั่วมี 3 ชนิดคือ ชนิดสีน้ำเงิน ม่วง และสีขาว และสายกลีบดอกซ้อน มี 5 กลีบดอก ( standard ) ขนาดใหญ่  ซึ่งมีสีเช่นเดียวกัน  ทั้ง 2 สายพันธุ์ มีอับเรณุสีเหลืองอ่อน ใบประกอบเรียงตัวแบบขนขนปลายคี่  ใบย่อยรูปไข่ สีใบเขียวเข็ม ผิวอ่อนคอนข้างหยาบเล็กน้อยออกดอกตลอดปี ชนิดดอกเดียว ฝักรูปดาบแบบโค้งเล็กน้อย  เมล็ดแบนรูปไต

สรรพคุณทางยา

            ราก  ใช่บำรุงรักษาดวงตา ทำให้ตาสว่าง แก้ตาฟาง ตาแฉะ ฝนกับรากสะอึกและซาวข้าวกินหรือทา  แก้งูสวัด เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้ถูแก้ปวดฟัน ทำให้ฟันทน  รสเบื่อเมาปรุงเป็นยา ดอก ใช้รักษาอาการผมร่วง ใช้ขยี้ทาศีรษะช่วยปลูกผม  ใช้ทาคิ้ว ทำให้ผมและคิ้วดกดำเนื่องจากดอกอัญชันมีสารแอนโธ่ไซยานิน  มีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเล็กๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมมากขึ้น  แก้ฟกช้ำบวม เมล็ด เป็นยาระบาย

การนำมาใช้ประโยชน์

ภูมิปัญญาชาวบ้านของไทย ได้นำเอาสีจากดอกอัญชันมาใช้  แต่งสีขนมไทย เช่น ขนมช่อม่วง ขนมเรไร ขนมชั้น เป็นต้น ทำให้สีคราม โดยเอาดอกอัญชันไปแช่ในน้ำร้อนจะได้สีน้ำเงิน ถ้าเติมน้ำมะนาว  หรือหยดน้ำพร้าวลงไปเล็กน้อย  จะได้สีม่วง นอกจากนี้ในสมัยโบราณยังนิยมใช้ย้อมผมจะทำให้ผมดำตามธรรมชาติ ไม่หงอกก่อนวัยแก้ปัญญาผมแตกปลายและผมเสีย กระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมให้นุ่มสลวยเป็นเงางาม  ปัจจุบันมีการเอาสารสกัดจากดอกอัญชันไปใช้ผสมกับแชมพูและครีมนวดผม เพื่อทำให้ผมดกดำ

มะกรูด

มะกรูด  เป็นพืชในตระกูลส้ม (Citrus) มีถิ่นกำเนิดในประเทศลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด

ชื่อวิทยาศาสตร์   :Citrus  hystrix DC.

ชื่อสามัญ                  :Leech lime, Mauritus papeda

วงศ์                            :Rutaceae

ชื่ออื่น                       :มะขุน มะกรูด (ภาคเหนือ) มะขู

(กระเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ส้มกรูด

ส้มมั่วผี (ภาคใต้)

ลักษณะทางพฤกษาศาสตร์

เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก  สูง 2-8 เมตรเป็นไม้เนื้อแข็ง เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาล  มีหนามยาวเล็กน้อยแหลม อยู่ตามกิ่งก้าน ใบ เป็นใบประกอบชนิดลดรูป ปลายใบและโคนใบมน ขอบใบเรียบ ผล เป็นรูปทรงกลมหรือรูปไข่  โคนผลเรียวเป็นจุก  ผิวขรุขระ พันธุ์ที่มีผลเล็ก ผลอ่อนสีเขียวแก่ สุกเป็นสีเหลือง มีรสเปรี้ยว  ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดกลมรี สีขาว

สรรพคุณทางยา

รากกระทุ้งพิษ แก้ฝีภายในและแก้เสมหะเป็นพิษ ใบมีน้ำมันหอมระเหย ผลและน้ำคั้นจากผลใช้แต่งกลิ่น สระผมรักษาชันนะตุ รังแค ทำให้ผมสะอาด ผิวจากผลปรุงเป็นยาขับลมในลำไส้ แก้แน่น เป็นยาบำรุงหัวใจ

การนำมาใช้ประโยชน์

คนไทยนิยมปลูกมะกรูด ไว้ตามบ้านและในสวนมะกรูดเป็นไม้พุ่มยืนขนาดเล็ก ใบมีกลิ่นหอม ผลค่อนข้างกลม ผิวขรุขระมีปุ่มนูน และมีจุกที่หัวของผล ส่วนที่ใช้ คือ ใบและผล

  • ใช้เป็นยาหรืส่วนผสมต่างๆ คือ น้ำในผลแก้อาการท้องอืด ช่วยให้เจริญอาหาร

น้ำมะกรูดใช้ดองยา และบำรุงโลหิต

  • ใช้เป็นเครื่องเทศ โดยใช้ผิวของผล เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงหลายชนิด
  • ใช้แต่งกลิ่นในอาหารคาวหลายชนิด เช่น ต้มยำ แกงเผ็ด
  • น้ำมะกรูดใช้ปรุงอาหารเพื่อให้มีรสเปรี้ยวและดับกลิ่นคาวปลา
  • คนโบราณนิยมสระผมด้วยมะกรูด เพราะทำให้ผมดำเป็นมัน ไม่แห้งกรอบ

 

บทที่ 3

วัสดุ อุปกรณ์และวิธีทำการทดลอง

วัสดุอุปกรณ์

1.ดอกอัญชันสีม่วง                                                  300        กรัม

2.น้ำตาลทรายหรือกากน้ำตาล                               300        กรัม

3.มะกรูด                                                                    2            ผล

4.น้ำสะอาด                                                                1           ลิตร

5.หม้อสแตนเลส/หม้อเคลือบ                                   1           ใบ

6.มีด                                                                           1           เล่ม

7.เตา                                                                          1            ใบ

8.โหลสำหรับหมัก                                                       1            ใบ

วิธีดำเนินการทดลอง

ตอนที่1 การทำน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชัน

2.ฝานมะกรูด เอาเฉพาะผิว ใส่ลงในหม้อต้มดอกอัญชันต้มต่อประมาณ 10นาที ดับไฟ

3.ปล่อยให้น้ำดอกอัญชันเย็นลง จนมีอุณหภูมิ60 องศาเซลเซียส ใส่น้ำตาลทรายหรือกากน้ำตาลลงไปคนให้ละลายเข้ากัน

4.เทใส่โหลสำหรับหมัก ปิดฝา พอให้แก๊สที่เกิดขึ้นระบายออกมาได้ ทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน

5.กรองน้ำหมักชีวภาพที่ได้ เอากากออก (นำไปเป็นปุ๋ยต้นไม้ได้)

6.นำน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันใส่ลงในขวดสเปรย์

ตอนที่2  หาประสิทธิภาพในการทำความสะอาดของน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันกับน้ำยาเช็ดกระจก

1.วันที่1 นำกระจกเงาที่มีความสกปรกตามปกติ 1 แผ่นมาทำความสะอาดด้วยน้ำยาเช็ดกระจกจากดอกอัญชันและมะกรูด เป็นเวลา 5 นาที  และ10 นาที่ สังเกตและบันทึกผล

2.วันที่2 นำกระจกเงาที่มีความสกปรกตามปกติ 1 แผ่นมาทำความสะอาดด้วยน้ำยาเช็ดกระจกจากดอกอัญชันและมะกรูด เป็นเวลา 5 นาที่ และ 10 นาที   สังเกตและบันทึกผล

บทที่4

ผลการทดลอง

 

ตอนที่ 1. การทำน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชัน ผลเป็นดังนี้

เมื่อยังไม่กรอง ได้น้ำหมักที่มีสีม่วงเข้ม  มีแก๊สเล็กน้อย  มีกลิ่นออกเปรี้ยว  มีดอกอัญชันที่ลอยอยู่

ตอนที่ 2. หาประสิทธิภาพในการทำความสะอาดของน้ำหมักกับน้ำยาเช็ดกระจก  ผลเป็นดังนี้

วัสดุทดลอง จำนวนวัน ระยะเวลา 5 นาที ระยะเวลา 10นาที
กระจกเงา วันที่ 1 ใส สะอาด ไม่มีคราบ ใส สะอาด ไม่มีคราบ เงาวาว
วันที่ 2 ใสสะอาด มีความเงาวาว ใส สะอาด ไม่มีคราบ มีความเงาวาวมาก

บทที่ 5

สรุปและอภิปรายผลการทดลอง

จากผลทดลองตอนที่ 1

เมื่อยังไม่กรอง น้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันสีม่วงเข็ม มีแก๊สเล็กน้อย มีกลิ่นออกเปรี้ยวเล็กน้อย มีดอกอัญชันสีซีดลอยอยู่ด้านบนและมีฝ้าสีขาวลอยอยู่บนผิวด้านบน การที่น้ำหมักชีวภาพมีกลิ่นเปรี้ยวเล็กน้อยและฝ้าสีขาวลอยอยู่บนผิวด้านบน  แสดงว่ามีจุลินทรีย์เกิดขึ้น สามารถนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้งานได้ ถ้าไม่ฝ้าสีขาวลอยอยู่ด้านบนและมีกลิ่นเห็นแสดงว่าน้ำหมักชีวภาพเสีย ใช้ไม่ได้

สรุปได้ว่า น้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันที่คณะผู้จัดทำขึ้นนั้นมาใช้ได้

ผลการทดลองตอนที่ 2

เมื่อน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันไปใช้ทำความสะอาดกระจกเงา ผลปรากฏว่า กระจกเงา มีความเงาวาว ไม่มีคราบสกปรกเหลืออยู่นอกจากนั้นน้ำมันหอมจากผิวมะกรูดยังมีสรรพคุณในการไล่แมลงต่างๆ รวมทั้งยุงอีกด้วย

เมื่อหาประสิทธิภาพ  การทำความสะอาดขิงน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันกับน้ำยาเช็ดกระจกเงาสรุปได้ว่าไม่แตกต่างกัน

ข้อเสนอแนะ

  1. นำน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ เช่น ทำปุ๋ย บำบัดน้ำเสีย แก้ไข ท่อตัน กำจัดกลิ่น ล้างห้องน้ำ เป็นต้น
  2. นำพืชผัก ผลไม้ ดอกไม้ชนิดอื่น ที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาทำเป็นน้ำหมักชี

อาหารและสารอาหาร

 

อาหาร หมายถึง สิ่งที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายแล้วไม่เป็นโทษต่อร่างกายและมีประโยชน์โดยทำให้ร่างกายดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข และให้พลังงานแก่ร่างกาย ซึ่งพลังงานเหล่านี้นำมาใช้ในการดำเนินกิจกรรมและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ประกอบด้วยสารอาหารหลายประเภท คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่
สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบในอาหารนั้นมีมากมายหลายชนิด จะรวมเรียกว่า “สารอาหาร” การจำแนกสารอาหารตามหลักโภชนาการจะพิจารณาจากปริมาณของสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารนั้นๆ มากที่สุดเป็นหลัก ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 5 หมู่ ดังนี้ คือ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ เหล่านี้เมื่อรับประทานเข้าไปจะถูกเผาผลาญให้เกิดเป็นพลังงานและความร้อนเพื่อนำไปใช้ควบคุมการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย เช่น การเดิน การวิ่ง การยืน การนอน การหายใจ เป็นต้น ซึ่งหากแบ่งสารอาหารโดยใช้เกณฑ์การให้พลังงานของสารอาหาร จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
– กลุ่มสารอาหารที่ให้พลังงาน
– กลุ่มสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน
กลุ่มสารอาหารที่ให้พลังงาน
สารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน อาหารทั้งหมดในกลุ่มนี้จัดเป็นสารอาหารหลักที่จำเป็นต่อร่างกาย และจะขาดไม่ได้
1. คาร์โบไฮเดรต สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เป็นสารอินทรีย์ที่ให้พลังงานที่สำคัญแก่ร่างกาย มักพบอยู่ในรูปของแป้ง และน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ พบมากในข้าว แป้ง ขนมปัง ผัก ผลไม้ นม และผลิตภัณฑ์จากนม คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี หากปริมาณคาร์โบไฮเดรตในร่างกายมีมากเกินความต้องการ ร่างกายจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตส่วนเกินนี้ให้อยู่ในรูปของไกลโคเจนและเก็บสะสมไว้ในร่างกาย
2. ไขมัน สารอาหารประเภทไขมัน เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูง ประกอบด้วยกรดไขมันและ
กลีเซอรอล พบมากในไขมันจากพืช มันสัตว์ นม เนย ถั่ว กรดไขมันแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
2.1 กรดไขมันอิ่มตัว เป็นไขมันที่พบมากในเนื้อสัตว์ มันสัตว์ หนังสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง กุ้ง ปู นม และผลิตภัณฑ์จากนม ไขมันประเภทนี้ หากมีมากเกินไปจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน
2.2 กรดไขมันไม่อิ่มตัว เป็นไขมันที่พบมากในถั่ว เต้าหู้ เห็ด น้ำมันพืช (ยกเว้นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม) ช่วยลดการดูดซึมไขมันอิ่มตัว ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน
สำหรับไขมัน 1 กรัม จะให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี สารอาหารประเภทไขมันช่วยให้อาหารมีรส กลิ่น และเนื้อสัมผัสที่ดีขึ้น ช่วยในการดูดซึมวิตามิน เอ ดี อี และ เค ไขมันที่มีมากเกินความต้องการของร่างกายจะถูกสะสมเป็นชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ช่วยป้องกันการกระทบกระเทือนของอวัยวะภายใน ป้องกันการสูญเสียความร้อนของร่างกาย
3. โปรตีน สารอาหารประเภทโปรตีน เป็นสารอาหารที่มีในร่างกายมากเป็นที่สองรองจากน้ำ มี
หน่วยย่อยที่เล็กที่สุด คือกรดอะมิโน ซึ่งมีประมาณ 12 -22 ชนิด แบ่งเป็น กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย
สารอาหารประเภทโปรตีนมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างสารควบคุมการทำงานของร่างกาย เช่น ฮอร์โมน และเอนไซม์ รักษาดุลยภาพของสารต่างๆ ในร่างกาย ให้พลังงานและความร้อน เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตัน และสร้างภูมิคุ้มกันโรค โปรตีนจะพบมากในไข่ นม เนื้อสัตว์ ถั่ว ข้าว ข้าวโพด ผักและผลไม้บางชนิด โปรตีนในเนื้อสัตว์เป็นโปรตีนที่สมบูรณ์เพราะมีกรดอะมิโนครบตามความต้องการของร่างกาย แต่หากผู้ใดไม่รับประทานเนื้อสัตว์ก็สามารถรับประทานอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด ผัก และผลไม้ชดเชยได้ แต่อาหารประเภทนี้ก็จะมีกรดอะมิโนไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการ โปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี
การตรวจสอบหาสารอาหารประเภทต่างๆ ที่มีอยู่ในอาหาร มีวิธีการตรวจสอบอย่างง่ายๆ ดังนี้
1. การตรวจสอบหาคาร์โบไฮเดรต มี 2 วิธี คือ
1.1 การทดสอบแป้ง จะใช้สารละลายไอโอดันหยดลงบนอาหารที่ต้องการทดสอบ ถ้าอาหารที่ทดสอบมีแป้งเป็นส่วนประกอบจะเปลี่ยนสีของสารละลายไอโอดีนจากสีน้ำตาลเป็นสีม่วงเข้มเกือบดำ หรือม่วงแกมน้ำเงิน
1.2 การทดสอบน้ำตาล จะใช้สารละลายเบเนดิกต์หยดลงไปในอาหาร แล้วนำไปต้มในน้ำเดือด ถ้าเกิดตะกอนสีส้ม สีเหลือง หรือสีอิฐ แสดงว่าอาหารนั้นมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ
2. การตรวจสอบหาโปรตีน จะใช้การทดสอบที่เรียกว่า การทดสอบไบยูเร็ต คือการเติมสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ และสารประกอบคอปเปอร์ซัลเฟตลงในอาหาร ถ้าสีของสารละลายเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีม่วง หรือสีชมพูอมม่วง หรือสีน้ำเงิน แสดงว่าอาหารนั้นมีโปรตีน
3. การตรวจสอบหาไขมัน เป็นการตรวจสอบที่สามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเหมือนกับวิธีการตรวจสอบสารอาหารประเภทอื่น คือการนำอาหารไปแตะหรือถูกับกระดาษสีขาว แล้วให้แสงส่องผ่าน ถ้ากระดาษเป็นมันและมีลักษณะโปร่งแสงแสดงว่าอาหารนั้นมีไขมันอยู่
กลุ่มสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน
วิตามิน
เป็นสารอาหารที่ร่างกายของเราต้องการในปริมาณน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้ ถ้าขาดจะทำให้ระบบร่างกายของเราผิดปกติ หรือเกิดโรคต่างๆได้ วิตามินแบ่งออกเป็น 2 พวก ได้แก่
1. วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน เอ ดี อี เค
2. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินซี และวิตามินบีรวม
วิตามินมีดังต่อไปนี้
วิตามินเอ ค้นพบโดย ดร. อี.วี. แมคคอลลัม (E.V. McCollum) นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐอเมริกา ประโยชน์ของวิตามินเอมีดังนี้
 หากขาดจะทำให้เป็นโรคมองไม่เห็นในที่มืด
ช่วยป้องกันการแพ้แสงสว่างของบางคน
ผู้ที่ต้องการวิตามินเอมาก คือผู้ที่ต้องใช้สายตามาก
วิตามินเอมีมากในไขมันเนย น้ำมันตับปลา ไข่แดง กะหล่ำปลี พืชตระกูลถั่ว ผักสีแดง ผักสีเหลือง
 วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย ป้องกันโรคกระดูกอ่อน และควบคุมปริมาณของแคลเซียมในเลือด อาหารที่ให้วิตามินดีมีน้อยมาก จะมีอยู่ในพวกน้ำมันตับปลา ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้จากรังสีอุลตราไวโอเลต ซึ่งมีอยู่ในแสงแดด
 วิตามินซี (หรือกรดแอสคอร์บิก) ค้นพบเจอในพริกชนิดหนึ่งในปี ค.ศ. 1928 โดยนักชีวเคมีชาวฮังกาเรียนชื่อ อัลเบิร์ต เซนต์ เกอร์กี ประโยชน์ของวิตามินซีคือ ช่วยในการป้องกันจากโรคหวัด สามารถลดระดับของซีรัมคลอเลสเตอรอล(เพราะวิตามินซีจะรวมตัวกับคลอเลสเตอรอลและแคลเซียม ทำให้คลอเลสเตอรอลแตกกระจายในน้ำได้) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อโรคหัด คางทูม และโพลีโอไวรัส หากได้รับวิตามินซีในปริมาณสูงมาก จะช่วยเพิ่มความต้านทานต่อเซลล์มะเร็ง และสามารถทำลายเซลล์มะเร็งแบบmelanomaได้ มีผลให้สามารถยืดอายุของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งได้ วิตามินซีที่บริษัทยาผลิตจำหน่ายโดยปกติจะอยู่ในลักษณะเป็นเม็ดฟู่ซึ่งมีแคลเซียมอยู่ด้วย ถ้าหากผู้สูงอายุได้รับแคลเซียมมากเกินไปจะทำให้กระดูกงอก
 วิตามินบีรวม มีดังต่อไปนี้
วิตามินบี1 มีมากในเนื้อหมู ข้าวกล้อง เห็ดฟาง ฯลฯ มีหน้าที่เกี่ยวกับการใช้คาร์โบไฮเดรต การทำงานของหัวใจ หลอดอาหารและระบบประสาท
วิตามินบี2 พบมากในตับ ยีสต์ ไข่ นม เนย เนื้อ ถั่ว และผักใบเขียว ปลาและผลไม้จำพวกส้มแทบไม่มีวิตามินบี2เลย ถ้ากินวิตามินบี 2มากเกินไป ไม่มีผลเสียต่อร่างกาย เพราะสามารถถูกขับถ่ายออกมาได้ วิตามินบี2มีความสำคัญต่อร่างกาย ดังนี้
มีความเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญไขมันที่เรียกกันในทางวิทยาศาสตร์ว่า ลิปิด
ใช้ในการเผาผลาญกรดอะมิโนทริพโตเฟน กรดนี้มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก และมีความจำเป็นต่อการเกิดสมดุลของไนโตรเจนในร่างกาย
เป็นส่วนประกอบสำคัญของสีที่เรตินาของลูกตา ซึ่งช่วยให้สายตาปรับตัวในแสงสว่าง
อาการที่เกิดจากการขาดวิตามินบี2 คือ เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร มีอาการทางประสาทการย่อยอาหารไม่ปกติ ถ้าเป็นมากๆปาก และลิ้นอาจแตก
วิตามินบี3 บางทีเรียกว่า ไนอาซิน ประวัติของไนอาซินเริ่มมาจากการที่ประเทศอังกฤษเกิดโรคที่เรียกว่า เพลากรา(Pellagra) อาการของโรคนี้คือ เป็นโรคผิวหนัง ต่อมามีอาการท้องเดิน ในที่สุดก็จะมีอาการทางประสาทถึงขั้นเสียสติและตายไปในที่สุด ซึ่งในสมัยโบราณโรคนี้ไม่มีทางหายได้ ต่อมานักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ โกลเบอร์เกอร์(Goldberger)ผู้เชี่ยวชาญทางด้านแบคทีเรีย ได้วิจัยโรคนี้ ซึ่งเขาได้สังเกตเห็นว่า ผู้ที่ป่วยโรคนี้ส่วนมากจะเป็นผู้ที่มีฐานะยากจนที่ไม่สามารถกินอาหารจำพวกเนื้อ นม ไข่ ได้เขาจึงสรุปผลออกมาว่า โรคนี้เกิดจากการที่ขาดสารอาหาร ต่อมาเขาทำการทดลองให้อาสาสมัครกินอาหารประเภทเดียวกันกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเพลากรา และเมื่ออาสาสมัครเหล่านั้นเป็นโรคแล้ว เขาก็ทำให้หายโดยให้กินเนื้อสัตว์ นม และยีสต์ เมื่อผลเป็นเช่นนี้ ผู้คนจึงยอมรับว่า ยังมีวิตามินบีอีกชนิดหนึ่งอยู่ในอาหาร ภายหลังเรียกวิตามินนี้ว่า ไนอาซิน สามารถรักษาโรคเพลากราให้หายได้ ไนอาซินมีมากในตับและไต
 หน้าที่ของไนอาซิน
ช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต
นำไปใช้กับวิตามินชนิดอื่นๆเช่น วิตามินซี รักษาโรคชิโซฟรีเนีย
 สามารถใช้ในการักษาโรคปวดศีรษะแบบไมเกรนไดผล
 ความต้องการไนอาซิน
ควรได้รับวันละ 20 มิลลิกรัม การได้รับไนอาซินมากเกินไปไม่มีผลเสียต่อร่างกาย เพราะสามารถขับถ่ายออกมาได้ อาหารที่มีไนอาซินได้แก่ ไก่ ยีสต์ ถั่ว ตับ ไต หัวใจ
1. วิตามินบี6 มีชื่อทางเคมีว่า ไพริดอกซิน(Pyridoxin) ความสำคัญของวิตามินบี6 มีดังนี้ คือ
 ใช้ในการผาผลาญกรดอะมิโนทริปโตเฟนในร่างกาย
 หากขาดจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ง่าย เพราะวิตามินบี6จะช่วยในการเผาผลาญคอเลสเตอรอลอย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วยในการเผาผลาญโปรตีน
 ผู้ที่มักขาดวิตามินบี6 ได้แก่ สตรีที่กินยาคุมกำเนิด สตรีที่อยู่ในช่วงของการมีประจำเดือน และหญิงมีครรภ์
 อาหารที่มีวิตามินบี6 ไก่ ยีสต์ ถั่ว ตับ ปลา ไก่ กล้วย ข้าวแดง ฯลฯ
2. วิตามินบี12 มีอยู่ในอาหารจากสัตว์ เช่น ตับ(มีวิตามินบี12มากที่สุด) นม ไข่ เนย วิตามินนี้มีอยู่ในพืชน้อยมาก ความสำคัญของ วิตามินบี12 มีดังนี้
 มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง
 มีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบประสาท
 มีส่วนในการสร้างกรดนิวคลีอิค(nucleic acid) ซึ่งเป็นพื้นฐานของกรรมพันธุ์
 มีส่วนช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต
 มีส่วนช่วยให้ร่างกายนำไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ไปใช้ได้อย่างสมบูรณ์
 มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท
ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ คือ มีความต้านทานต่อโรค มีน้ำหนักและส่วนสูงมากกว่าปกติ
3. วิตามินซีหรือกรดแอสคอร์บิก ค้นพบเจอในพริกชนิดหนึ่งในปี ค.ศ. 1928 โดยนักชีวเคมีชาวฮังกาเรียนชื่อ อัลเบิร์ต เซนต์ เกอร์กี ประโยชน์ของวิตามินซีมีดังนี้
 ช่วยในการป้องกันจากโรคหวัด
สามารถลดระดับของซีรัมคลอเลสเตอรอล(เพราะวิตามินซีจะรวมตัวกับคลอเลสเตอรอลและแคลเซียม ทำให้คลอเลสเตอรอลแตกกระจายในน้ำได้)
 ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า
 ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อโรคหัด คางทูม และโพลีโอไวรัส
 หากได้รับวิตามินซีในปริมาณสูงมาก จะช่วยเพิ่มความต้านทานต่อเซลล์มะเร็ง และสามารถทำลายเซลล์มะเร็งแบบmelanomaได้ มีผลให้สามารถยืดอายุของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งได้
 วิตามินซีที่บริษัทยาผลิตจำหน่ายโดยปกติจะอยู่ในลักษณะเป็นเม็ดฟู่ซึ่งมีแคลเซียมอยู่ด้วย ถ้าหากผู้สูงอายุได้รับแคลเซียมมากเกินไปจะทำให้กระดูกงอก
4. วิตามินอี วิตามินอีได้มาจากพืชในธรรมชาติ ประโยชน์ของวิตามินอีมีดังนี้
 ช่วยในการลดปริมาณคลอเลสเตอรอลที่ค้างอยู่ในหลอดเลือดในมนุษย์และสัตว์
ช่วยบำบัดโรคหัวใจ
 ช่วยในการป้องกันอันตรายจากโอโซนในบรรยากาศ
 ใช้ในการรักษาโรคเลือดออกใต้ผิวหนัง
เกลือแร่
ร่างกายมีเกลือแร่ 4% ของน้ำหนักร่างกายทั้งหมด เกลือแร่ที่ร่างกายต้องการมีดังต่อไปนี้
5. แคลเซียม เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน ช่วยควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และหัวใจ เป็นธาตุที่จำเป็นในการแข็งตัวของเลือด มีอยู่มากในนม และเนื้อสัตว์ประเภทที่กินได้ทั้งกระดูก เช่น กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย หญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และทารกที่กำลังเจริญเติบโตไปจนถึงวัยรุ่นควรกินแคลเซียมมากกว่าปกติ
6. เหล็ก เป็นตัวนำออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย เป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดงในส่วนที่เรียกว่า ฮีโมโกลบินซึ่งเป็นตัวพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และพาคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปยังปอดเพื่อขับถ่ายออกในรูปการหายใจ ในประเทศร้อน เมื่อเหงื่อออกมาก อาจมีการสูญเสียเหล็กออกไปกับเหงื่อได้ อาหารที่มีเหล็กมากได้แก่ เครื่องในสัตว์ ถั่วเมล็ด ผักใบเขียวบางชนิด
7. ไอโอดีน ส่วนใหญ่ไอโอดีนจะอยู่ในต่อมไทรอยด์ ซึ่งอยู่ที่คอส่วนล่าง ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อ มีหน้าที่สังเคราะห์ฮอร์โมนไทรอกซิน ถ้าหากร่างกายมีการขาดไอโอดีนตั้งแต่เด็ก จะทำให้เป็นโรคเอ๋อ ร่างกายแคระแกร็น และเป็นโรคคอพอก อาหารที่มีไอโอดีนได้แก่ อาหารทะเล และเกลืออนามัย วัยรุ่น หญิงมีครรภ์ และหญิงให้นมบุตรต้องการไอโอดีนสูง
8. แมกนีเซียม มีมากในอาหารหลายชนิด เช่น ถั่ว ข้าวแดง ข้าววีท ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด ผักใบเขียว(หากหุงต้มนานเกินไปจะทำให้แมกนีเซียมหลุดออกไปหมด) แมกนีเซียมมีประโยชน์ดังนี้
 ทำงานร่วมกับแคลเซียม หากร่างกายขาดแมกนีเซียม ฟันจะไม่แข็งแรง
 การที่ร่างกายมีแมกนีเซียมต่ำ จะทำให้ความดันโลหิตสูง และเป็นโรคหัวใจ
 ผู้ใหญ่จะต้องการแมกนีเซียมประมาณ 300-400 มิลลิกรัมต่อวัน
9. ซีลีเนียม เป็นธาตุที่มีสมบัติเหมือนกำมะถัน ร่างกายต้องการซีลีเนียมน้อยมาก หากได้รับมากเกินไปจะเป็นอันตราย
 อาหารที่มีซีลีเนียมมาก ได้แก่ ข้าวสาลี ตับ ไต ปลาทูน่า ประโยชน์ของซีลีเนียมมีดังนี้
 มีการทำงานสัมพันธ์กันกับวิตามินอี ซึ่งมีผลในการป้องกันโรคหัวใจ
 เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ชนิดหนึ่งชื่อว่า ซีลีโนโปรตีน เอนไซม์นี้ป้องกันไม่ให้สารพิษชื่อว่า ฟรีแรดิกัล เกิดขึ้นใน
 ร่างกายมนุษย์
 ช่วยลดการแพ้เคมีภัณฑ์ต่างๆได้
 ช่วยลดการแพ้มลพิษจากอากาศ
 ช่วยป้องกันโรคมะเร็งหลอดอาหาร
10. สังกะสี เป็นธาตุที่เราต้องรับเป็นประจำในปริมาณที่น้อยมาก เพราะถ้ามากเกินไปก็จะก่อให้เกิดอันตราย อาหารที่มีสังกะสีมาก ได้แก่ ตับ ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่ว หอยนางรม ประโยชน์ของสังกะสีมีดังนี้
 หากกินอาหารที่มีสังกะสีในปริมาณต่ำมาก จะทำให้เจริญเติบโตช้า ขนร่วง
 มีความสำคัญในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน
 เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์อินซูลิน ซึ่งช่วยในการเผาผลาญน้ำตาลที่เรากินเข้าไป ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวาน ร่างกายจะมีสังกะสีต่ำกว่าคนปกติ
 หากขาดจะเป็นโรคตาบอดสี(เรตินาในตาของคนจะมีสังกะสีอยู่ในปริมาณสูง)
 ช่วยเพิ่มให้รู้สึกว่าอาหารหวานยิ่งขึ้น ทำให้คนกินหวานน้อยลง
 บำรุงรักษาผิวหนัง และสิวฝ้า
11. โครเมียม ร่างกายต้องการน้อยมาก ถ้าได้รับมากเกินไปก็จะเกิดอันตราย อาหารที่มีโครเมียมมาก ได้แก่ ไข่แดง ตับ หอย มันเทศ ยีสต์หมักเหล้า ประโยชน์ของโครเมียมมีดังนี้
 ช่วยในการเผาผลาญน้ำตาล
 ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันHealthy Living Pyramid 2007