ระบบประสาทในมนุษย์

ระบบประสาท (Nervous System)
               ระบบประสาท คือ ระบบที่ประกอบด้วยสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาททั่วร่างกาย ซึ่งจะทำหน้าที่ร่วมกันในการควบคุมการทำงานและการรับความรู้สึกของอวัยวะทุกส่วน รวมถึงความรู้สึก นึกคิด อารมณ์ และความทรงจำต่าง ๆ สมองและไขสันหลังจะเป็นศูนย์กลางคอยรับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอกร่างกาย แล้วส่งกระแสคำสั่งผ่านเส้นประสาทที่กระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำงานตามที่ต้องการ
1.2.1 องค์ประกอบของระบบประสาท
ระบบประสาทของคนเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ระบบประสาทส่วนกลาง และระบบประสาทส่วนปลาย

1. ระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system)
ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมอง (brain) และไขสันหลัง (spinal card)ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมและประสานการทำงานของร่างกายทั้งหมด
 


 สมอง  เป็นอวัยวะที่สำคัญและมีขนาดใหญ่กว่าส่วนอื่น ๆ ของระบบประสาท บรรจุอยู่ภายในกะโหลกศีรษะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 1.4 กิโลกรัม หรือ 3 ปอนด์ สมองแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ ชั้นนอกมีสีเทา เรียกว่า เกรย์แมตเตอร์ ซึ่งเป็นที่รวมของเซลล์ประสาท และแอกซอนชนิดที่ไม่มีเยื่อหุ้ม ส่วนชั้นในมีสีขาว เรียกว่า ไวท์ แมตเตอร์เป็นส่วนของใยประสาทที่ออกจากเซลล์ประสาท
สมองของสัตว์ชั้นสูงจะเป็นที่รวมของใยประสาทควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ที่บริเวณศีรษะทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิด ความจำ ความฉลาด นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางควบคุมระบบประสาททั้งหมด
สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ สมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง และสมองส่วนท้าย

 

ส่วนประกอบของสมอง
การทำหน้าที่
1.สมองส่วนหน้า (forebrain) ประกอบด้วย
– ซีรีบรัม (cerebrum)
      – เป็นสมองส่วนหน้าสุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ความนึกคิด ไหวพริบ และความรู้สึกผิดชอบ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของส่วนต่างๆ ของร่างกายที่อยู่ใต้อำนาจจิตใจ เช่น ศูนย์ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ การรับสัมผัส การพูด การมองเห็น เป็นต้น
– ทาลามัส (thalamus)       – เป็นส่วนที่อยู่ด้านหน้าของสมองส่วนกลางหรืออยู่ข้าง ๆ โพรงสมอง ทำหน้าที่เป็นสถานีถ่อยทอดกระแสประสาทที่รับความรู้สึก ก่อนที่จะส่งไปยังสมองที่เกี่ยวข้องกับกระแสประสาทนั้น
-ไฮโพทาลามัส (hypothalamus)       – สมองส่วนนี้อยู่ใต้ส่วนทาลามัส ซึ่งอยู่ด้านล่างสุดของสมองส่วนหน้า ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การเต้นของหัวใจ การนอนหลับ ความดันเลือด ความหิว ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ เช่น อารมณ์เศร้าโศกเสียใจ เป็นต้น
2.สมองส่วนกลาง (Midbrain)
      – เป็นส่วนที่ต่อจากสมองส่วนหน้า ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของลูกตาและม่านตา เช่น ทำให้ลูกตากลอกไปมาได้ ปิดเปิดม่านตาขณะที่มีแสงเข้ามามากหรือน้อย
3. สมองส่วนท้าย (hindbrain)
ประกอบด้วย

-ซีรีเบลลัม (cerebellum)
      – อยู่ใต้ส่วนล่างของซีรีบรัม ทำหน้าที่ในการดูแลการทำงานของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และระบบกล้ามเนื้อต่าง ๆ ให้ประสานสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมและราบรื่น อีกทั้งยังเป็นตัวรับกระแสประสาทจากอวัยวะควบคุมการทรงตัว ซึ่งอยู่ในหูชั้นใน และจากข้อต่อและกล้ามเนื้อต่าง ๆ ซีรีเบลลัมจึงเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการทรงตัวของร่างกาย
-พอนส์ (pons)       – เป็นส่วนของก้านสมองที่อยู่ด้านหน้าของซีรีเบลลัมติดกับสมองส่วนกลาง ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานบางอย่าง เช่น การเคี้ยวอาหาร การหลั่งน้ำลาย การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ควบคุมการหายใจ การฟัง
-เมดัลลา ออบลองกาตา       – เป็นสมองส่วนท้ายสุด ซึ่งตอนปลายของสมองส่วนนี้ต่อกับไขสันหลัง จึงเป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างสมองกับไขสันหลัง นอกจากนี้เมดัลลา ออบลองกาตายังทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมกิจกรรมของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น การเต้นของหัวใจ การหายใจ การหมุนเวียนเลือด การกลืน การไอ การจาม เป็นต้น
สมองส่วนกลาง พอนส์ และ เมดัลลา ออบลองกาตา สมองทั้ง 3 ส่วนนี้รวมเรียกว่า ก้านสมอง (brain stem)


        ไขสันหลัง เป็นส่วนที่ต่อจากสมองลงไปตามแนวช่องกระดูกสันหลัง โดยเริ่มจากกระดูกสันหลังข้อแรกไปจนถึงกระดูกบั้นเอวข้อที่ 2 ซึ่งมีความยาวประมาณ 2 ใน 3 ของความยาวของกระดูกสันหลัง และมีแขนงเส้นประสาทแตกออกจากข้อสันหลังมากมาย ไขสันหลังจะมีเยื่อหุ้ม 3 ชั้น และมีของเหลวบรรจุอยู่ในเยื่อหุ้มสมอง ดังนั้นเมื่อมีการเจาะน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลังหรือการฉีดเข้าเส้นสันหลัง แพทย์จะฉีดต่ำกว่ากระดูกบั้นเอวข้อที่ 2 ลงไปเพราะบริเวณที่ต่อลงไปจะเป็นมัดของเส้นประสาทไขสันหลัง จะไม่มีไขสันหลังปรากฏอยู่โอกาสที่จะเกิดอันตรายกับไขสันหลังมีน้อยกว่าการฉีดเข้าไปบริเวณอื่น นอกจากนี้ หากมีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสหลุดเข้าไปในเยื่อหุ้มไขสันหลัง เชื่อโรคจะกระจายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการอักเสบของไขสันหลังอย่างรุนแรงได้

 

1.2.2 การทำงานของระบบประสาท

ระบบประสาทเป็นระบบที่ทำงานประสานกันกับระบบกล้ามเนื้อ เช่น ขณะที่นักเรียนอ่านเนื้อหาของบทเรียนนี้อยู่นั้น ระบบประสาทในร่างกายของนักเรียนกำลังแยกการทำงานอย่างหลากหลาย โดยใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที เริ่มจากการควบคุมกล้ามเนื้อตาให้กลอกไปมา ซ้าย-ขวา จอภาพของตาก็จะส่งข้อมูลไปเรียบเรียงที่สมองและเก็บบางส่วนไว้ในหน่วยความจำ พร้อมทั้งสมองยังสามารถเรียกความทรงจำเก่า ๆ ออกมาใช้ เพื่อให้รับรู้ข้อมูลใหม่ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันระบบประสาทจะส่งคำสั่งไปยังกล้ามเนื้อลายที่ยึดกระดูกให้เรานั่งตัวตรงหรือยกหนังสือขึ้นอ่านได้ และยังควบคุมกล้ามเนื้อตาให้กะพริบราว 25 ครั้งต่อนาทีด้วย นอกจากนั้นระบบประสาทยังรับกระแสประสาทจากอวัยวะภายในต่าง ๆ และส่งคำสั่งกลับไปควบคุมการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด อัตราการหายใจ อุณหภูมิในร่างกาย การย่อยอาหาร และระบบอื่น ๆ ให้ทำงานตามปกติ การที่นักเรียนสามารถเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้นั้น เพราะมีการประสานงานกันอย่างดีระหว่างกล้ามเนื้อกับประสาทที่เกี่ยวข้อง
 
1.2.3 การบำรุงรักษาระบบประสาท
แนวทางการบำรุงรักษาประสาท มีดังนี้ 

1. ระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะ เพราะว่าหากสมองส่วนซีรีบรัมได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงอาจทำให้ความจำเสื่อม หรือไม่สามารถจำสิ่งที่พบเห็นใหม่ ๆ ได้ และหากบริเวณที่ได้รับความกระทบกระเทือนเป็นบริเวณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อาจทำให้ส่วนนั้นเป็นอัมพาตได้
2. ระมัดระวังป้องกันไม่ให้เกิดโรคทางสมอง โดยใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น ฉีดวัคซีนป้องกันโรคสมองอักเสบในเด็กตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด หรือรีบให้แพทย์ตรวจสอบเมื่อเกิดความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับสมอง
3. หลีกเลี่ยงยาชนิดต่าง ๆ ที่มีผลต่อสมอง รวมทั้งยาเสพติดและเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์ เพราะการดื่มแอลกอฮอล์มาก ๆ อาจทำให้เกิดเป็นโรคสมองเสื่อม (อัลไซเมอร์) ได้
4. พยายามผ่อนคลายความเครียด หากปล่อยให้ความเครียดสะสมเป็นเวลานาน จะก่อให้เกิดผลเสียทั้งต่อร่างกายและจิตใจ จึงควรหาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ทำตัวให้ร่าเริงแจ่มใส พักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะการนอนหลับ เพราะเป็นการพักผ่อนสมองและร่างกายที่ดี โดยขณะที่เรานอนหลับ ประสาททุกส่วนที่อยู่ในอำนาจของจิตใจจะได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ และระบบประสาทนอกอำนาจจิตใจก็จะทำงานน้อยลง
5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่ให้วิตามินบี 1 สูง ได้แก่อาหารพวกข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ถั่วลิสง เครื่องในสัตว์ เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น เพราะวิตามินบี 1 จะช่วยให้ระบบประสาทแขน ขา และศีรษะทำงานปกติ ช่วยป้องกันโรคเหน็บ ชาป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันอาการเหนื่อยง่ายแหล่งอ้างอิง

http://www.vimanloy.com/

ระบบสืบพันธุ์

เมื่อสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นอวัยวะต่างๆในร่างกายส่วนใหญ่จะเริ่มทำงานไปพร้อมๆกับการเจริญเติบโตของร่างกาย ยกเว้น อวัยวะใน   ระบบสืบพันธุ์ โดยจะเริ่มทำงานเมื่อร่างกายเจริญเติบโตมาจนย่างเข้าสู่วัยรุ่น

ระบบสืบพันธุ์เพศชาย
     ระบบสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ดังนี้

1. อัณฑะ (Testis) และถุงอัณฑะ (Scrotum)
อัณฑะ มีลักษณะรูปร่างคล้ายไข่ฟองเล็ก ยาว 3-4 Cm หนาประมาณ 2-3 Cm
หนักประมาณ 50 กรัม อัณฑะมี 2 ข้างและขนาดใกล้เคียงกันอยู่ภายในถุงอัณฑะ ซึ่งทำหน้าที่
ปรับอุณหภูมิภายในถุงอัณฑะให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของอสุจิ คือ ประมาณ 34
องศาเซลเซียส ภายในอัณฑะประกอบด้วยหลอดสร้างตัวอสุจิ มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆขดเรียงกัน
อยู่มากมาย เพื่อทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ (Sperm) นอกจากนั้นยังมีเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน
เพศชาย ซึ่งควบคุมลักษณะต่างๆของเพศชาย เช่นเสียงห้าว มีหนวดเครา

2. หลอดเก็บตัวอสุจิ
          เป็นที่พักของตัวอสุจิที่สร้างจากหลอดสร้างตัวอสุจิจะอยู่บริเวณด้านบนของอัณฑะต่อเชื่อม
กับหลอดนำตัวอสุจิ

3. หลอดนำตัวอสุจิ
           อยู่ต่อจากหลอดเก็บอสุจิ ทำหน้าที่ลำเลียงอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ

4. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ(seminal vesicle)
อยู่ต่อจากหลอดนำตัวอสุจิ ทำหน้าที่สร้างอาหารให้แก่ตัวอสุจิ ส่วนมากเป็นน้ำตาลฟรักโตส
และสารประกอบอื่นๆที่ทำให้เกิด
สภาพที่เหมาะกับตัวอสุจิ

5. ต่อมลูกหมาก(prostate gland)
            อยู่บริเวณตอนต้นของท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่หลั่งสารบางชนิดที่เป็นเบสอย่างอ่อน เข้าไปใน
ท่อปัสสาวะปนกับน้ำเลี้ยงอสุจิและสารที่ทำให้ตัวอสุจิแข็งแรงและว่องไว

6. ต่อมคาวเปอร์(cowper gland)
            มีหน้าที่หลั่งสารของเหลวใสๆไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะเกิดการกระตุ้นทางเพศ

7. อวัยวะเพศชาย(pennis)
เป็นกล้ามเนื้อที่หดและพองตัวได้คล้ายฟองน้ำในวลาปกติจะอ่อนและงอตัวอยู่ แต่เมื่อ
ถูกกระตุ้นจะเเข็งตัวเพราะมีเลือดมาคั่งมากภายในจะมีท่อปัสสาวะทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัว
อสุจิและน้ำปัสสาวะ

ขั้นตอนในการสร้างตัวอสุจิและการหลั่งน้ำอสุจิ มีดังนี้
          เริ่มจากหลอดสร้างตัวอสุจิ ซึ่งอยู่ภายในอัณฑะสร้างตัวอสุจิออกมา จากนั้นตัวอสุจิจะ
ถูกนำไปพักไว้ที่หลอดเก็บอสุจิก่อนจะถูกลำเลียงผ่านไปตามหลอดนำตัวอสุจิ เพื่อนำ
ตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงตัวอสุจิรอการหลั่งออกสู่ภายนอก ต่อมลูกหมากจะ
หลั่งสารเข้าผสมกับน้ำเลี้ยงอสุจิเพื่อปรับสภาพให้เหมาะสมกับตัวอสุจิก่อนที่จะหลั่ง
น้ำอสุจิออกสู่ภายนอกทางท่อปัสสาวะโดยปกติเพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิได้เมื่ออายุ
ประมาณ 12 – 13 ปี และจะสร้างไปจนตลอดชีวิต ส่วนการหลั่งน้ำอสุจิในแต่ละครั้งจะมี
ของเหลวออกมาเฉลี่ยประมาณ 3 – 4 ลูกบาศก์เซนติเมตรและมีตัวอสุจิเฉลี่ยประมาณ
350 – 500 ล้านตัว สำหรับชายที่เป็นหมันจะมีตัวอสุจิน้อยกว่า 30 – 50 ล้านตัว
ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมีตัวอสุจิที่ผิดปกติมากกว่าร้อยละ 25  ตัวอสุจิที่หลั่งออก
มาจะเคลื่อนที่ได้ประมาณ 3 – 4 มิลลิเมตรต่อนาที และมีชีวิตอยู่นอกร่างกายได้
ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่จะมีชีวิตอยู่ในมดลูกของเพศหญิงได้นานประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง

ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง  ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ดังนี้

1.  รังไข่
ทำหน้าที่ผลิตไข่และฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งจะกำหนดลักษณะต่างๆในเพศหญิง เช่น
ตะโพกผาย เสียงแหลม สำหรับรังไข่จะมี 2 อัน ซึ่งจะอยู่คนละข้างของมดลูกจะมี
ลักษณะคล้ายเม็ดมะม่วงหิมพานต์ยาวประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร หนา 1 เซนติเมตร

2.  ท่อนำไข่
เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปีกมดลูก เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างรังไข่ทั้งสองข้างกับมดลูก ทำ
หน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูกและเป็นบริเวณที่อสุจิจะเข้า
ปฏิสนธิกับไข่ ท่อนำไข่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ
6 – 7 เซนติเมตร

3.  มดลูก
             มีรูปร่างคล้ายผลชมพู่หัวกลับลง กว้างประมาณ 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6 – 8
เซนติเมตร หนาประมาณ 2 เซนติเมตร อยู่ในบริเวณอุ้งกระดูกเชิงกรานระหว่าง
กระเพาะปัสสาวะกับทวารหนัก ทำหน้าที่เป็นที่ฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสมแล้วและเป็น
ที่เจริญเติบโตของทารกในครรภ์

4. ช่องคลอด
อยู่ต่อจากมดลูกลงมา ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าสู่มดลูกและเป็น
ทางออกของทารกเมื่อครบกำหนดคลอด

การตกไข่
          การตกไข่  หมายถึง  การที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่ โดยปกติรังไข่แต่
ละข้างจะสลับกันผลิตไข่ในแต่ละเดือน ดังนั้น จึงมีการตกไข่เกิดขึ้นเดือนละ 1 ใบ ใน
ช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน เมื่อมีการตกไข่ มดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยมี
ผนังหนาขึ้นทั้งมีเลือดมาหล่อเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อไปจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใน
2 กรณีต่อไปนี้
1. ถ้ามีอสุจิเคลื่อนที่เข้ามาในท่อนำไข่ในขณะที่มีการตกไข่ อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับ
ไข่ที่บริเวณท่อนำไข่ด้านที่ใกล้กับรังไข่ ไข่ที่
ได้รับการผสมแล้วจะเคลื่อนตัวเข้าสู่มดลูก เพื่อฝังตัวที่ผนังมดลูกและเจริญเติบโตต่อไป
2.  ถ้าไม่มีตัวอสุจิเข้ามาในท่อนำไข่  ไข่จะสลายตัวก่อนที่จะผ่านมาถึงมดลูก จาก
นั้นผนังด้านในของมดลูกและเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยง เป็นจำนวนมากก็จะสลายตัว แล้ว
ไหลออกสู่ภายนอกร่างกายทางช่องคลอด เรียกว่า ประจำเดือน โดยปกติผู้หญิงจะเริ่ม
มีประจำเดือนเมื่อายุประมาณ 12 ปี ขึ้นไป รอบของการมีประจำเดือนแต่ละเดือนจะแตก
ต่างกันไปในแต่ละคน โดยทั่วไปประมาณ 28 วัน และจะมีทุกเดือนไปจนกระทั่งอายุ
ประมาณ 50 – 55 ปี จึงจะหยุดการมีประจำเดือน โดยจะขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของ
ร่างกาย

การผสมเทียมแบบต่างๆ
ผู้ที่มีลูกยากต้องมีสิทธิ์รู้และเลือกวิธีการผสมเทียม เพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยผู้ที่อยากมีลูกนั้นมีอยู่หลายวิธี การจะเลือกวิธีใดย่อมขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของพ่อแม่เป็นหลัก และแต่ละวิธีก็ให้เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องลองใช้หลายวิธี บางคนใช้วิธีเดียวครั้งเดียวก็สำเร็จ โดยทั้งหมดนี้ทั้งตัวพ่อแม่ต้องมีสิทธิ์รู้ทุกแง่มุมและร่วมพิจารณาเลือกไปพร้อมกับแพทย์

1. การฉีดเชื้อหรือการผสมเทียม (Intra Uterine Insemination หรือ IUI)
คือการเอาเชื้ออสุจิของฝ่ายชายมาคัดเชื้อที่มีคุณภาพโดยเลือกตัวที่วิ่งเร็ว แข็งแรง และรูปร่างดีที่สุด ฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก โดยแพทย์จะใช้ฮอร์โมนจากภายนอกช่วยฉีดเข้าไปหรืออาจมีการอัลตราซาวนด์ด้วย แล้วลองดูว่าการทำลักษณะนี้แล้วได้ผลหรือไม่
โดยปกติแล้วการผสมเทียมจะทำไม่เกิน 3 ครั้ง ถ้าเกิน 3 ครั้งแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ก็ต้องเปลี่ยนวิธีไปทำกิฟต์ ซึ่งความสำเร็จแต่ละครั้งประมาณ 15-20% วิธีนี้ใช้ในกรณี…

        • ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิไม่แข็งแรงหรือมีปริมาณน้อย
        • ฝ่ายหญิงไม่มีมูกที่ปากมดลูก หรือมูกเหนียวข้น และไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้เพียงพอต่อการผลิตไข่ที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งอาจต้องใช้ฮอร์โมนเพิ่มและกระตุ้นการตกไข่

2. การทำกิฟท์ (Gamete IntraFollopain Transfer หรือ GIF)
คือการเก็บเซลล์สืบพันธุ์ทั้งไข่และอสุจิมาผสมกัน จากนั้นจึงใส่กลับเข้าสู่ท่อนำไข่ทันที โดยให้อสุจิและไข่ปฏิสนธิกันเองตามธรรมชาติในร่างกายของแม่ โอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 30-40% วิธีนี้ใช้ในกรณี…

ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิอ่อนแอไม่มากนัก

        • ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่ที่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีพังผืดมาก
        • อาจใช้สำหรับคู่สมรสที่ไม่ทราบสาเหตุของการมีบุตรยาก

3. การทำซิฟท์ (Zygote IntraFollopain Transfer หรือ ZIFT)
คือการผสมกันระหว่างไข่กับอสุจิค้ลายการทำกิ๊ฟท์ แต่ต่างกันตรงที่ต่างจากการทำกิฟท์ตรงที่เป็นการนำไข่และอสุจิมาผสมกันให้เกิดการปฏิสนธินอกร่างกายก่อน แล้วจึงนำตัวอ่อนในระยะ Zygote ใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ โอกาสตั้งครรภ์แต่ละครั้งประมาณ 20-30% วิธีนี้ใช้ในกรณี…

        • ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิน้อยกว่าปกติ
        • ฝ่ายหญิงที่ท่อนำไข่ไม่ตัน แต่ทำงานไม่ปกติ มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และมีพังผืดมาก
        • คู่สมรสที่ไม่ทราบสาเหตุของการมีบุตรยากด้วย

4. การทำเด็กหลอดแก้ว (InVitro Fertilization and Embryo Transfer หรือ IVF& ET)
คือการเอาไข่ 10-20 ใบ ออกมาผสมกับอสุจิในจานหรือในหลอดแก้ว พอผสมกันแล้วจะรู้เลยว่าจะมีการปฏิสนธิหรือไม่ แล้วก็ต้องเลี้ยงตัวอ่อนประมาณ 3-5 วัน แล้วจึงใส่กลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิง โอกาสตั้งครรภ์สูงสุดคือ 30-50% วิธีนี้ใช้ในกรณี…

        • ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิที่ไม่แข็งแรง
        • ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่อุดตันทั้ง 2 ข้าง และมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน

5. การทำอิ๊คซี่ (IntraCytoplasmic Sperm Injection หรือ ICSI)
เป็นการต่อยอดจากเด็กหลอดแก้ว โดยเอาเข็มที่มีเชื้อสเปิร์มอยู่หนึ่งตัวเจาะเข้าไปในไข่ เป็นการช่วยตัวเชื้อสเปิร์มที่ไม่แข็งแรง และไม่สามารถเจาะเข้าไปได้ โอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 25-30% วิธีนี้ใช้ในกรณี…

      • ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิผิดปกติอย่างมาก
      • ฝ่ายหญิงมีรังไข่ผิดปกติ ไม่มีการตกไข่ และไข่กับอสุจิไม่สามารถปฏิสนธิกันเองได้

การสืบพันธุ์ของสัตว์

                   สิ่งมีชีวิตแตกต่างจากสิ่งไม่มีชีวิต คือมีสามารถในการให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตใหม่จากสิ่งมีชีวิตเดิมซึ่งเป็นสมบัติ ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงพันธุ์ให้คงไว้ได้

 การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
                   สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวมีการสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ การไม่อาศัยเพศส่วนใหญ่เป็นการแบ่งเซลล์เป็น 2 ส่วนเท่าๆกัน ( binary fission )  เช่น อะมีบา   พารามีเซียม  สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวบางชนิดสืบพันธุ์โดยการแตกหน่อ ( budding )เช่น ยีสต์

การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

ก.อะมีบา      ข.พารามีเซียม      ค.การแตกหน่อของยีสต์

               บางครั้งสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวก็มีพฤติกรรมสืบพันธุ์คล้ายการสืบพันธุ์แบบอาศัย เช่น พารามีเซียม เซลล์มี 2 นิวเคลียส คือไมโครนิวเคลียส(micronucleus) และแมโครนิวเคลียส (macronucleus) พารามีเซียม 2 เซลล์จะมาจับคู่กัน(conjugation) เพื่อแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมจากนั้นจึงแยกกันและแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนตามปกติ

การสืบพันธุ์ของสัตว์
                 การสืบพันธุ์ของสัตว์มีทั้งการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศในสัตว์ที่มีโครงสร้างของร่างกายไม่ซับซ้อนและมี ความสามารถในการงอกใหม่ เช่น พลานาเรีย ดาวทะเล  สัตว์พวกนี้สามารถสืบพันธุ์โดยวิธีการงอกใหม่  ซึ่งเกิดขึ้นได้โดยส่วนของร่างกายที่ขาดออกไปหรือสูญเสียไปด้วยสาเหตุใดก็ตามสามารถเจริญเติบโตเป็นตวใหม่ได้    ทำให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นสัตว์หลายชนิด เช่น ฟองน้ำ และไฮดรา สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตตัวใหม่จากเซลล์ หรือกลุ่มเซลล์ของตัวเดิม เรียกว่า หน่อ ซึ่งจะเจริญจนกระทั่งได้เป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ที่เหมือนตัวเดิม แต่มีขนาดเล็กกว่า ต่อมาหน่อจะหลุดออกมาจากตัวเดิมแล้วเจริญเติบโตต่อไป
นักเรียนได้ทราบมาแล้วว่าการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเกิดจากการปฏิสนธิ(fertilization)ของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้หรืออสุจิกับ เซลล์สืบพันธุ์เพศเมียหรือเซลล์ไข่ ซึ่งอาจจะเกิดภายในหรือภายนอกร่างกายของสัตว์เพศเมียก็ได้เซลล์ไข่ที่ได้รบการผสมแล้วเรียกว่า ไซโกต จะเจริญเติบโตเป็นเอ็มบริโอและตัวเต็มวัยที่สามารถสืบพันธุ์เพิ่มจำนวนประชากรต่อไปได้ สัตว์ส่วนใหญ่มีอวัยวะเพศแยกกันอยู่คนละตัวเป็นสัตว์เพศผู้และเพศเมีย แต่มีสัตว์บางชนิดที่มีอวัยวะเพศทั้งสองเพศอยู่ในตัวเดียวกันเรียกว่า กระเทย(hermaphrodite) เช่น ไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดือนดิน เป็นต้นพลานาเรียเป็นสัตว์ที่มีอวัยวะเพศทั้งสองเพศอยู่ในตัวเดียวกัน แต่การปฏิสนธิจะเป็นการผสมข้ามตัวโดยพลานาเรียจะจับคู่แล้วแลกเปลี่ยนอสุจิกัน อสุจิจะเคลื่อนไปตามท่อนำไข่แล้วเกิดการปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ในท่อนำไข่การผสมพันธุ์ของไส้เดือนดินจะเกิดขึ้นโดยไส้เดือนดิน2ตัวจะมาจับคู่สลับหัวสลับหางกัน ช่องรับอสุจิของตัวหนึ่งจะแนบกับถุงเก็บอสุจิของอีกตัวหนึ่ง อสุจิจากอวัยวะสืบพันธุ์ของแต่ละตัวจะถูกส่งไปยังช่องรับอสุจิของอีกผ่ายหนึ่ง จากนั้นจะถูกนำไปเก็บไว้ที่ถุงเก็บอสุจิ แล้วไส้เดือนดินก็จะแยกออกจากกันต่อมา2-3วันไส้เดือนดินจะสร้างถุงหุ้มเซลล์ไข่ขึ้นและปล่อยเซลล์ไข่ออกมาที่ถุงหุ้มเซลล์ไข่ หลังจากนั้นไส้เดือนดินจะเคลื่อนถอยหลงให้ถุงหุ้มเซลล์ไข่เคลื่อนไป
ข้างหน้าเพื่อไปรบอสุจิที่ถุงเก็บอสุจิถุงหุ้มเซลล์ไข่จะถูกปล่อยไว้ตามพื้นดิน เซลล์ไข่ที่ถูกผสมกับอสุจิจะฟักอยู่ในถุงหุ้มเซลล์ไข่และเจริญเป็นตัวในระยะต่อมา
                   แมลง เป็นสัตว์แยกเพศ มีการปฏิสนธิภายในโดยแมลงเพศผู้จะผลิตอสุจิจากอัณฑะออกมาเก็บไว้ที่ถุงเก็บอสุจิ เมื่อมีการผสมพันธุ์กับแมลงเพศเมียจะมีการหลั่งอสุจิออกทางองคชาต(penis)เข้าสู่ระบบสืบพันธุ์ของเพศเมีย อสุจิที่หลั่งออกมาจะผ่านช่องคลอด(vagina)ของเพศเมีย ไปผสมกับเซลล์ไข่ที่ผลิตจากรังไข่(oviduct)แมลงเพศเมียบางชนิดจะมีสเปอร์มาทีกา(spermatheca) เพื่อเก็บสะสมอสุจิไว้ผสมกับเซลล์ไข่เมื่อเซลล์ไข่เจริญเต็มที่พร้อมรับการผสมพันธุ์
ระบบสืบพันธุ์ของผึ้ง
ขวา : ผึ้งตัวผู้
ซ้าย : ผึ้งตัวเมีย

                       สัตว์มีกระดูกสันหลังจะมีอวัยวะเพศแยกกันอยู่คนละตัว สัตว์มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอาศัยอยู่ในน้ำ เช่น ปลา ส่วนใหญ่เมื่อสร้างเซลล์ไข่และอสุจิแล้วจะส่งออกมาทางท่อสืบพันธุ์มาผสมนอกลำตัว สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกมีวิวัฒนาการที่จะขึ้นมาอาศัยอยู่บนบกแต่ยังต้องผสมพันธุ์ในน้ำ และวางไข่ในน้ำ หรือในที่ชื้อแฉะมีการผสมนอกลำตัว เพราะเพศผู้ยังไม่มีอวัยวะที่จะถ่ายอสุจิไปให้เพศเมีย ส่วนสัตว์เลื้อยคลานและนกเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการขึ้นมาอยู่บนบก การปฏิสนธิไม่จำเป็นต้องอาศัยน้ำเพราะมีการพัฒนาอวัยวะที่จะถ่ายอสุจิให้เพศเมีย จึงมีการปฏิสนธิภายในลำตัวและวางไข่บนบก ไข่มีเปลือกหุ้มเพื่อป้องกันเอ็มบริโอและภายในไข่ยังมีของเหลวล้อมรอบเอ็มบริโออยู่ด้วย

 

แหล่งอ้างอิง

http://www.momypedia.com/

https://sites.google.com

 

ระบบขับถ่าย

ระบบขับถ่าย

 

         ระบบขับถ่าย เป็นระบบที่ร่างกายขับถ่ายของเสียออกไป  ของเสียในรูปแก๊ส คือ ลมหายใจ  ของเหลว คือเหงื่อและปัสสาวะ  ของเสียในรูปของแข็ง คือ อุจจาระ

 การขับถ่ายของเสียทางลำไส้ใหญ่

             การย่อยอาหารจะสิ้นสุดลงบริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่  เนื่องจากอาหารที่ลำไส้เล็กย่อยแล้วจะเป็นของเหลว หน้าที่ของลำไส้ใหญ่ครึ่งแรกคือดูดซึมของเหลว น้ำ เกลือแร่และน้ำตาลกลูโคสที่ยังเหลืออยู่ในกากอาหาร  ส่วนลำไส้ใหญ่ครึ่งหลังจะเป็นที่พักกากอาหารซึ่งมีลักษณะกึ่งของแข็ง ลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาหล่อลื่นเพื่อให้อุจจาระเคลื่อนไปตามลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น  ถ้าลำไส้ใหญ่ดูดน้ำมากเกินไป  เนื่องจากกากอาหารตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่หลายวัน จะทำให้กากอาหารแข็งเกิดอาการท้องผูก

 

 

  การขับถ่ายของเสียทางปอด

            ปอดคืออวัยวะที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการแล้วจะออกจากเซลล์แพร่เข้าไปในเส้นเลือด  แล้วลำเลียงไปยังปอดเกิดการแพร่ของน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ถุงลมปอดแล้วเคลื่อนผ่านหลอดลมออกจากร่างกายทางจมูก

 

 

   การขับถ่ายของเสียทางผิวหนัง

            ผิวหนังของคนเราสามารถขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทางรูขุมขน ซึ่งสิ่งที่ถูกขับออกมาคือ เหงื่อ   เหงื่อที่ถูกขับออกมาทางต่อมเหงื่อ เหงื่อประกอบด้วยน้ำประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์ สารอื่นๆ อีก 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นพวกเกลือโซเดียมคลอไรด์ สารอินทรีย์พวกยูเรีย และมีน้ำตาล  แอมโมเนีย กรดแล็กติก และกรดอะมิโนอีกเล็กน้อย

 

 

 

  การขับถ่ายของเสียทางไต

            ไต (Kidney) ทำหน้าที่กำจัดของเสียในรูปของน้ำปัสสาวะ มี 1 คู่ รูปร่างคล้ายเม็ดถั่วดำ อยู่ในช่องท้องสองข้างของกระดูกสันหลังระดับเอว ถ้าผ่าตามยาวจะพบว่าไตประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้น คือ เปลือกไตชั้นนอกกับเปลือกไตชั้นใน มีขนาดยาวประมาณ 10 เซนติเมตร กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร และหนา 3 เซนติเมตร บริเวณตรงกลางของไตมีส่วนเว้าเป็นกรวยไต มีท่อไตต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะ ไตแต่ละข้างประกอบด้วยหน่วยไตนับล้านหน่วย เป็นท่อที่ขดไปมาโดยมีปลายท่อข้างหนึ่งตัน เรียกปลายท่อที่ตันนี้ว่า “โบว์แมนส์แคปซูล(Bowman’s Capsule)”  ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งคล้ายถ้วย ภายในแอ่งจะมีกลุ่มหลอดเลือดฝอยพันกันเป็นกระจุก เรียกว่า “โกลเมอรูลัส (Glomerulus)” ซึ่งทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดที่ไหลผ่านไต

 

            ที่บริเวณของหน่วยไตมีการดูดซึมสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แร่ธาตุ น้ำตาลกลูโคส กรดแอมิโน รวมทั้งน้ำกลับคืนสู่หลอดเลือดฝอยและเข้าสู่หลอดเลือดดำ ส่วนของเสียอื่นๆ ที่เหลือก็คือ ปัสสาวะ จะถูกส่งมาตามท่อไตเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมีความจุประมาณ 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่กระเพาะปัสสาวะสามารถที่จะหดตัวขับปัสสาวะออกมาได้ เมื่อมีปัสสาวะมาขังอยู่ประมาณ 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร  ในแต่ละวันร่างกายจะขับปัสสาวะออกมาประมาณ 1-1.5 ลิตร

            เมื่อไตผิดปกติจะทำให้สารบางชนิดออกมาปนกับปัสสาวะ เช่น เม็ดเลือดแดง กรดแอมิโน น้ำตาลกลูโคส ปัจจุบันแพทย์มีการใช้ไตเทียมหรืออาจจะใช้การปลูกถ่ายไตให้กับผู้ป่วยที่ไตไม่สามารถทำงานปกติได้

 

การขับถ่ายของสัตว์

1. โพรโทซัว (Protozoa)

ขับน้ำ – อาศัยคอนแทรคไทล์แวคิวโอ (contractile vacuole) ซึ่งเป็นโครงสร้างควบคุมแรงดัดออโมติก (osmoregulator) ทำหน้าที่คล้ายไตของสัตว์ชั้นสูง

ขับแอมโมเนียและ CO2 – อาศัยเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane)

ตัวอย่างเช่น อะมีบา พารามีเซียม

2. หนอนตัวแบน (flat worm) (phylum platyhelminthes)

– อาศัยโครงสร้างเรียกว่าเฟลมเซลล์ (Flame cell) กำจัดน้ำที่มากเกินพอ (excess water)

– ของเสียคือ น้ำ

– ตัวอย่างเช่น พลานาเรีย

3. ไส้เดือนดิน earthworm (phylun Annelida)

อาศัย -โครงสร้างเรียกว่าเนฟริเดีย (nephridia)

– มีโครงสร้างและการทำหน้าที่คล้ายหน่วยไต (nephron) ของสัตว์ชั้นสูงมากที่สุด

– ของเสียอยู่ในรูป ยูเรีย

4. แมลง (Phylum arthropoda)

อาศัย – มัลพิเกียน ทิวบูล (Malpighian tubule)

– ลักษณะเป็นถุงหลายถุงยื่นออกมา อยู่ระหว่างทางเดินอาหารส่วนกลางและส่วนท้าย ปลายข้างหนึ่งเปิดเข้าสู่ทางเดินอาหาร

– ของเสียที่ออกมาประกอบด้วย กากอาหาร + กรดยูริก + แร่ธาตุ

– สัมพันธ์กับทางเดินอาหารมากที่สุด

5. หอย ใช้ไตในการขับถ่ายของเสีย

6. สัตว์มีกระดูกสันหลัง ใช้ไต (kidney) ในการขับถ่ายของเสีย

ปลา, สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ขับถ่ายในรูป = ยูเรีย

สัตว์เลื้อนคลานและนก ขับถ่ายออกมาในรูป = กรดยูริก

แหล่งอ้างอิง

http://www.scimath.org/

ระบบการหมุนเวียนเลือด

ระบบหมุนเวียนเลือด

ระบบหมุนเวียนเลือด (Circulatory System)

ระบบหมุนเวียนโลหิตของมนุษย์ประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ
น้ำเลือด (plasma)
น้ำเลือดประกอบด้วย
1. น้ำ ซึ่งจะทำหน้าที่รักษาระดับปริมาณของเลือดความดันโลหิตให้คงที่ ละลายแร่ธาตุต่างๆ เป็นตัวกลางในการ ลำเลียงสาร ทำให้เซลล์มีความเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา
2. แร่ธาตุ ทำหน้าที่รักษาระดับของการแพร่ ระดับของ pH รักษาระดับสมดุลระหว่างน้ำเหลือง กับน้ำเลือดในเซลล์
3. พลาสมาโปรตีน (plasma protein) ทำหน้าที่ รักษาระดับของแรงดันออสโมติกและระดับ pH และยังมีพวกที่ทำหน้าที่เฉพาะ เช่น
– ไฟบริโนเจน (fibrinogen) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
– โพรทอมบิน (prothrombin) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
– อลบูมีน (albumin) ทำหน้าที่ช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
– โกลบููลีน (globulin) ทำหน้าที่ควบคุมระดับ pH ปริมาณน้ำ ลำเลียงแร่ธาตุต่างๆ เป็นแอนติบอดี (antibody)

หัวใจ (heart)
หัวใจเป็นอวัยวะในระบบหมุนเวียนโลหิตที่มีการเปลี่ยนแปลง มาจากเส้นเลือดในขณะที่ร่างกายอยู่ในช่วงเป็นตัวอ่อน มีหน้าที่ในการบีบส่งเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย อยู่ระหว่างปอดทั้ง 2 ข้างค่อนไปทางปอดด้านซ้าย มีรูปคล้ายดอกบัวตูม ขนาดเท่ากับกำมือของเจ้าของ หรือกว้าง 8 เซนติเมตร ยาว 2 เซนติเมตร หัวใจจะอยู่ในถุงเยื่อหุ้มหัวใจ (pericardium) มีน้ำเลี้ยง (pericardial fluid) หล่อเลี้ยงอยู่
ผนังของหัวใจมีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น คือ ชั้นนอก (epicardium) ชั้นกลาง (myocardium) และชั้นใน (endocardium) เนื้อเยื่อชั้นกลางจะหนามาก มีกล้ามเนื้อที่เป็นกล้ามเนื้อพิเศษเรียกว่า กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle)
1. หัวใจของสิ่งมีชีวิต
– หัวใจที่มีลักษณะเป็นหลอดเลือดธรรมดา บีบตัวเป็นจังหวะตลอดเวลา เป็นหัวใจของพวกไส้เดือนดิน พวกปลิง เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า pulsating vessel
– tubular heart หัวใจนี้คล้ายกับ pulsating vessel เป็นหัวใจของพวกกุ้ง ปู หรือพวก arthropod อื่นๆ
– หัวใจที่มีรูปร่างเป็นกระเปาะหรือเรียกว่า ampullar heart เป็นหัวใจของพวกแมลง หมึก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน
หัวใจที่มีการแบ่งเป็นห้อง คือ ห้องรับเลือดและห้องส่งเลือด เรียกว่า chambered heart มีความสลับซับซ้อนมาก ระหว่างห้องของหัวใจจะมีลิ้นหัวใจปิดเปิดให้เลือดเคลื่อนที่ผ่านไปตามทิศทาง หัวใจแบบนี้แบ่งเป็น 4 ชนิด คือ หัวใจชนิดสองห้อง เป็นหัวใจของพวกปลา หัวใจชนิดสามห้อง เป็นหัวใจของพวกสิ่งมีชีวิตที่มีปอด สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก (ยกเว้นพวกจระเข้ที่หัวใจเป็นพวก 4 ห้อง แต่ 4 ห้องไม่สมบูรณ์) หัวใจชนิดสี่ห้อง เป็นหัวใจของพวกนก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จระเข้
2. การเต้นของหัวใจ (heart beat) การเต้นของหัวใจเป็น การทำงานเพื่อสูบฉีดให้เลือดดีไหลไปทั่วทุกเซลล์ ทุกเนื้อเยื่อ ทุกอวัยวะของร่างกาย สูบฉีดผลักดันเลือดเสียให้ไปยังอวัยวะที่ทำการแลกเปลี่ยนของเสียและของดีของ เลือด
การเต้นของหัวใจจะเต้นเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอตลอด เวลา เนื่องมาจากกล้ามเนื้อหัวใจหดตัว เรียกการทำงานนี้ว่า การเต้นของหัวใจ (heart beat or contraction of heart) หัวใจจะเริ่มเต้นตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ของมารดาไปจนกระทั่งสิ้นชีวิต
การเต้นของหัวใจประกอบด้วยขั้นตอน 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนการบีบตัว เรียกว่า systole และขั้นตอนการคลายตัวหรือพองตัว เรียกว่า diastole
3. อัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate) อัตราการ เต้นของหัวใจมีผลมาจากสิ่งต่างๆ เช่น
– การเปลี่ยนแปลงเมแทบอลิซึมในร่างกาย
– เพศ เพศหญิงหัวใจเต้นเร็วกว่าเพศชาย
– อิริยาบถของร่างกาย เช่น นั่ง ยืน วิ่ง เป็นต้น
– การเจ็บป่วยจากโรคและการบาดเจ็บ
– ขนาดของร่างกาย ร่างกายมีขนาดเล็กอัตราการเต้นของหัวใจจะเร็ว ร่างกายมีขนาดใหญ่อัตราการเต้นของหัวใจจะช้า
มนุษย์ในวัยต่างๆ รวมทั้งสัตว์ต่างชนิดกันจะมีอัตราการเต้นของหัวใจไม่เท่ากัน เช่น
– ทารกในครรภ์ 140 ครั้ง/นาที
– เด็กโต 100 ครั้ง/นาที
– วัยรุ่น 80 ครั้ง/นาที
– ผู้ใหญ่ 75 ครั้ง/นาที
– วัยชรา 75-80 ครั้ง/นาที
– หนู 700 ครั้ง/นาที
– กระต่าย 150 ครั้ง/นาที
– สุนัข 100-120 ครั้ง/นาที
– เต่า 56-60 ครั้ง/นาที
– ช้าง 25-28 ครั้ง/นาที

เส้นเลือด (blood vessel)
ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตระบบหมุนเวียนโลหิตมีอยู่ 2 ระบบ คือ ระบบเส้นเลือดแดง (arterial system) และระบบเส้นเลือดดำ (venous system)
1. เส้นเลือดแดง (artery) เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดดีออกจากหัวใจ เพื่อนำไปยังเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย
2. เส้นเลือดดำ (vein) เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดเสียเข้าสู่หัวใจ โดยเป็นเลือดที่มาจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย
1. โครงสร้างของเส้นเลือด โครงสร้างของเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดง (vein and artery) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น คือ
1.1 เนื้อเยื่อชั้นนอก (tunica externa) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ (connective tissue) ที่เรียงตัวกันอย่างหลวมๆ ภายในเนื้อเยื่อมีท่อน้ำเหลืองและเส้นประสาท ทำให้เส้นเลือดเล็กลงและใหญ่ขึ้นได้ตามความต้องการของร่างกาย
1.2 เนื้อเยื่อชั้นกลาง (tunica media) เป็นเนื้อเยื่อชั้นที่มีความหนามากที่สุด เป็น muscle layer ที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบ และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันประเภท elastic tissue และมี collagen fiber ทำให้มีความเหนียวและแข็งแรง ในเส้นเลือดแดงจะมีเนื้อเยื่อชั้นกลางหนากว่าเส้นเลือดดำ
1.3 เนื้อเยื่อชั้นใน (tunica interna) เนื้อเยื่อชั้นในสุดประกอบด้วยเนื้อเยื่อ endothelium และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันพวก elastic tissue ช่วยเพิ่มความแข็งแรง
โครงสร้างของเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดงที่มีขนาดเท่ากันจะมีความแตกต่างกัน คือ
– เส้นเลือดดำมีผนังบางกว่าเส้นเลือดแดง
– เส้นเลือดดำมีช่องว่างภายในมากกว่าเส้นเลือดแดง
– สีของเส้นเลือดดำจะมีสีคล้ำกว่าเส้นเลือดแดง

เส้นเลือดดำจะเริ่มต้นที่เส้นเลือดฝอยแล้วก็ใหญ่จนถึงหัวใจจะมีขนาดใหญ่สุด
เส้นเลือดแดงจะเริ่มต้นที่เส้นเลือดขนาดใหญ่ที่สุดแล้วค่อยๆ ลดขนาดลงจนเป็นเส้นเลือดฝอย

2. การไหลของเลือด (bloodflow) วิลเลียม ฮาวี นายแพทย์ชาวอังกฤษได้สรุปไว้ว่า “เลือดจะถูกดันออกจากหัวใจไปทั่วร่างกาย แล้วก็จะไหลกลับเข้าหัวใจอีก” การไหลของเลือดจะเป็นไปในทางเดียวกันหมด ไม่มีการย้อนทิศทางกันเลย แรงดันที่ทำให้เลือดไหลไปตามเส้นเลือดได้นั้นเริ่มต้นมาจากหัวใจ ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องสูบ และจะต้องมีกำลังแรงพอที่จะดันเลือดให้ไหลไปตามเส้นเลือดได้ติดต่อกันเป็น ระยะๆ เรื่อยไป โดยเลือดไหลผ่านหัวใจประมาณนาทีละ 5 ลิตร
การไหลของเลือดมี 2 วงจร คือ
– pulmonary circulation เป็นวงจรที่เลือดเสียจากหัวใจห้องล่างขวาเดินทางไปยังปอดด้านซ้ายและปอดด้าน ขวาไปฟอก หรือเพื่อรับออกซิเจนและคายคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วเดินทางจากปอดกลับมาที่หัวใจห้องบนด้านซ้าย หรือเขียนเป็นผังได้ ดังนี้
right ventricle –> lung (right and left) –> left auricle
– systemic circulation เป็นวงจรของเลือดดีจากหัวใจห้องด้านล่างซ้ายไปเลี้ยงเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย และกลายเป็นเลือดเสียเดินทางกลับสู่หัวใจทางห้องบนด้านขวา
3. การวัดความดันโลหิต การวัดความดันโลหิตทำได้โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า sphygmomanometer หรือมาตรวัดความดันเลือด ค่าความดันเลือด มีหน่วยเป็น มิลลิเมตรของปรอท
ความดันเลือดปกติของคนที่โตเต็มที่มีค่าประมาณ 120/80 มิลลิเมตรของปรอท

 

blod1

ที่มาของภาพ http://www.thaigoodview.com/node/89898

 

ระบบหมุนเวียนเลือดคล้ายคลึงกับคน

ปลา    มีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือด  หัวใจปลามี 2 ห้อง  ห้องบนเรียกว่า เอเตรียม ( Atrium ) ห้องล่างเรียกว่า  เวนตริเคิล ( Ventricle )  เลือดจะเข้าทางเอเตรียมและไหลต่อไปยังเวนตริเคิล จากนั้นจะถูกสูบฉีดต่อไปยังเหงือก   ภายในเหงือก จะมีเส้นเลือดฝอย จำนวนมาก ทำหน้าที่ ี่แลกเปลี่ยน แก๊สออกซิเจนที่มากับน้ำทำให้เลือดมีปริมาณออกซิเจนสูงขึ้น จากนั้นจะถูกส่ง ต่อไปเลี้ยง ส่วนต่างๆของร่างกาย  เลือดที่ใช้แล้ว จะเป็นเลือด ที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำ  จะไหลตามเส้นเลือดกลับเข้าสู่หัวใจห้องเอเตรียมอีกครั้ง

image (6)

ที่มาของภาพ   http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=73891

แมลงมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิด คือการไหลของเลือดจะไม่อยู่ในเส้นเลือดตลอดเวลา   เลือดสามารถไหลออกนอกเส้นเลือดและแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อโดยไม่ต้องอาศัยเส้นเลือดฝอย และเลือดจากเนื้อเยื่อจะเข้าสู่หัวใจทางรูเปิดโดยเลือดจะทำหน้าที่ ลำเลียงอาหารสู่เนื้อเยื่อโดยตรงและลำเลียงของเสียจากเนื้อเยื่อออกนอกร่างกาย

image (5)

ที่มาของภาพ   http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=73891

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

http://krunanumon.wordpress.com/

ระบบหายใจ

:: การหายใจ(respiration) ::

การหายใจ (respiration) เป็นการนำอากาศเข้าและออกจากร่างกาย ส่งผลให้แก๊สออกซิเจนทำปฏิกิริยากับสารอาหาร
ได้พลังงาน น้ำ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ กระบวนการหายใจเกิดขึ้นกับทุกเซลล์ตลอดเวลา การหายใจจำเป็นต้องอาศัย
โครงสร้าง 2 ชนิดคือ กล้ามเนื้อกะบังลม และกระดูกซี่โครง ซึ่งมีกลไกการทำงานของระบบหายใจ ดังนี้

 

:: กลไกการทำงานของระบบหายใจ ::
1. การหายใจเข้า (Inspiration) กะบังลมจะเลื่อนต่ำลง กระดูกซี่โครงจะเลื่อนสูงขึ้น ทำให้ปริมาตรของช่องอกเพิ่มขึ้น ความดันอากาศในบริเวณรอบ ๆ ปอดลดต่ำลงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายนอกจึงเคลื่อนเข้าสู่จมูก หลอดลม และไปยัง
ถุงลมปอด

2. การหายใจออก (Expiration) กะบังลมจะเลื่อนสูง กระดูกซี่โครงจะเลื่อนต่ำลง ทำให้ปริมาตรของช่องอกลดน้อยลง ความดันอากาศในบริเวณรอบ ๆ ปอดสูงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายในถุงลมปอดจึงเคลื่อนที่จากถุงลมปอดไปสู่
หลอดลมและออกทางจมูก


สิ่งที่กำหนดอัตราการหายใจเข้าและออก คือ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด

  • ถ้าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดในเลือดต่ำจะทำให้การหายใจช้าลง เช่น การนอนหลับ
  • ถ้าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดในเลือดสูงจะทำให้การหายใจเร็วขึ้น เช่น การออกกำลังกาย
:: การหมุนเวียนของแก๊ส ::


การหมุนเวียนของแก๊ส
เป็นการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซออกซิเจน เกิดขึ้นที่บริเวณถุงลมปอด ด้วยการแพร่ของก๊าซออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย และก๊าซออกซิเจนทำปฎิกิริยากับสารอาหารในเซลล์ของร่างกาย
ทำให้ได้พลังงาน น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังสมการ

เอนไซม์
.

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างก๊าซออกซิเจนกับอาหารจะแพร่ออกจากเซลล์เข้าสู่หลอดเลือดฝอยและ
ลำเลียงไปยังปอด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่เข้าสู่หลอดลมเล็กๆ ของปอดขับออกจากร่างกายพร้อมกับลมหายใจออก


:: การไอ การจาม การหาวและการสะอึก ::

อาการที่เกี่ยวข้องกับการหายใจมีดังนี้

1. การจาม เกิดจากการหายใจเอาอากาศที่ไม่สะอาดเข้าไปในร่างกาย ร่างกายจึงพยายามขับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกมา
นอกร่างกาย โดยการหายใจเข้าลึกแล้วหายใจออกทันที

2. การหาว เกิดจากการที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมอยู่ในเลือดมากเกินไป จึงต้องขับออกจากร่างกาย โดย
การหายใจเข้ายาวและลึก เพื่อรับแก๊สออกซิเจนเข้าปอดและแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเลือด

3. การสะอึก เกิดจากกะบังลมหดตัวเป็นจังหวะๆ ขณะหดตัวอากาศจะถูกดันผ่านลงสู่ปอดทันที ทำให้สายเสียงสั่น
เกิดเสียงขึ้น

4. การไอ เป็นการหายใจอย่างรุนแรงเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในกล่องเสียงและหลอดลม ร่างกายจะมี
การหายใจเข้ายาวและหายใจออกอย่างแรง

ระบบการย่อยอาหาร

:: การย่อยอาหาร (Digestion) ::

หมายถึง  การทำให้สารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่กลายเป็นสารอาหารที่มีโมเลกุลเล็กลงจนกระทั่ง
แพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ การย่อยอาหารในร่างกายมี 2 วิธี คือ
1. การย่อยเชิงกล    คือการบดเคี้ยวอาหารโดยฟัน เป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดโมเลกุลทำให้สารอาหารมีขนาดเล็กลง
2. การย่อยเชิงเคมี   คือการเปลี่ยนแปลงขนาดโมเลกุลของสารอาหารโดยใช้เอนไซม์ที่เกี่ยวข้องทำให้โมเลกุลของ
สารอาหารเกิดการเปลียนแปลงทางเคมีได้โมเลกุลที่มีขนาดเล็กลง


:: อวัยวะในระบบย่อยอาหารของคน ::

::1. อวัยวะที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร::

     1.1 ตับ     มีหน้ามี่สร้างน้ำดีส่งไปเก็บที่ถุงน้ำดี
    1.2 ตับอ่อน      มีหน้าที่สร้างเอนไซม์ส่งไปย่อยอาหารที่ลำไส้เล็ก
  1.3 ลำไส้เล็ก     สร้างเอนไซม์มอลเทส ซูเครส และแล็คเทสย่อยอาหารที่ลำไส้เล็ก

:: เอนไซม์(Enzyme) ::
  เป็นสารประกอบประเภทโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่เร่งอัตราการเกิดปฎิกิริยาเคมีในร่างกาย เอนไซม์
ที่ใช้ในการย่อยสารอาหารเรียกว่า “ น้ำย่อย ”เอนไซม์มีสมบัติที่สำคัญ ดังนี้

  • เป็นสารประเภทโปรตีนที่สร้างขึ้นจากเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
  • ช่วยเร่งปฎิกิริยาในการย่อยอาหารให้เร็วขึ้นและเมื่อเร่งปฎิกิริยาแล้วยังคงมีสภาพเดิมสามารถใช้เร่งปฎิกิริยา
    โมเลกุลอื่นได้อีก
  • มีความจำเพาะต่อสารที่เกิดปฎิกิริยาชนิดหนึ่งๆ
  • เอนไซม์จะทำงานได้ดีเมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม

:: ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ ได้แก ่::

  1. อุณหภูมิ เอนไซม์แต่ละชนิดทำงานได้ดีที่อุณหภูมิต่างกัน แต่เอนไซม์ในร่างกายทำงานได้ดี
    ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส
  2. ความเป็นกรด – เบส เอนไซม์บางชนิดทำงานได้ดีเมื่อมีสภาพที่เป็นกรด เช่น เอนไซม์เพปซินในกระเพาะอาหาร
    เอนไซม์บางอย่างทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นเบส เช่น เอนไซม์ในลำไส้เล็ก เป็นต้น
  3. ความเข้ม เอนไซม์ที่มีความเข้มข้นมากจะทำงานได้ดีกว่าเอนไซม์ที่มีความเข้มข้นน้อย

การทำงานของเอนไซม์ จำแนกได้ดังนี้

  1. เอนไซม์ในน้ำลาย     ทำงานได้ดีในสภาวะเป็นเบสเล็กน้อยเป็นกลางหรือกรดเล็กน้อยจะขึ้นอยู่กับชนิดของ
    น้ำตาลและที่อุณหภูมิปกติของร่างกายประมาณ 37 องศาเซลเซียส
  2. เอนไซม์ในกระเพาะอาหาร     ทำงานได้ดีในสภาวะเป็นกรดและที่อุณหภูมิปกติของร่างกาย
  3. เอนไซม์ในลำไส้เล็ก     ทำงานได้ดีในสภาวะเป็นเบสและอุรภูมิปกติร่างกาย

สารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่จะถูกย่อยให้มีขนาดโมเลกุลเล็กที่สุด ดังนี้

คาร์โบไฮเดรต กลูโคส
โปรตีน กรดอะมิโน
ไขมัน กรดไขมันและกลีเซอรอล

ระบบย่อยอาหารของคนประกอบด้วยอวัยวะ ดังต่อไปนี้ ==>

:: 2. อวัยวะที่เป็นทางเดินอาหาร ::
ทำหน้าที่ในการรับและส่งอาหารโดยเริ่มจาก

ปาก  คอหอย หลอดอาหาร   กระเพาะ   ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่   ทวารหนัก ดังรูป    

  

เมื่อรับประทานอาหารอาหารจะเคลื่อนที่ผ่านอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหารเพื่อเกิดการย่อยตามลำดับดังต่อไปนี้    

2.1 ปาก ( mouth)     มีการย่อยเชิงกล โดยการบดเคี้ยวของฟัน และมีการย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์อะไมเลส
หรือไทยาลีน ซึ่งทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นเบสเล็กน้อย

แป้ง      น้ำตาลมอลโตส (maltose)

ต่อมน้ำลายมี 3 คู่ ได้แก่ ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น 1 คู่ ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง 1 คู่ ต่อมน้ำลายใต้กกหู 1 คู่ ต่อมน้ำลายจะผลิตน้ำลายได้วันละ     1 – 1.5 ลิตร

  2.2 คอหอย (pharynx)   
เป็นทางผ่านของอาหาร ซึ่งไม่มีการย่อยใดๆ ทั้งสิ้น

  2.3 หลอดอาหาร(esophagus) มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อเรียบมีการย่อยเชิงกลโดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อ
ทางเดินอาห าร เป็นช่วงๆ เรียกว่า “ เพอริสตัสซิส (peristalsis)” เพื่อให้อาหารเคลื่อนที่ลงสู่กระเพาะอาหาร
  

2.4 กระเพาะอาหาร(stomach)   มีการย่อยเชิงกลโดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหารและมีการย่อย
ทางเคมีโดยเอนไซม์เพปซิน (pepsin) ซึ่งจะทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นกรด

โดยชั้นในสุดของกระเพาะจะมีต่อมสร้างน้ำย่อยซึ่งมีเอนไซม์เพปซินและกรดไฮโดรคลอริก เป็นส่วนประกอบ
เอนไซม์เพปซินจะย่อยโปรตีนให้เป็นเพปไทด์ (peptide)ในกระเพาะอาหารนี้ยังมีเอนไซม์อยู่อีกชนิดหนึ่งชื่อว่า
“ เรนนิน ” ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนในน้ำนม ในขณะที่ไม่มีอาหาร กระเพาะอาหารจะมีขนาด 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร
แต่เมื่อมีอาหารจะมีการขยายได้อีก 10 – 40 เท่า

เพปซิน

โปรตีน

    เพปไทด์

สรุป    การย่อยที่กระเพาะอาหารจะมีการย่อยโปรตีนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

2.5 ลำไส้เล็ก (small intestine) เป็นบริเวณที่มีการย่อยและการดูดซึมมากที่สุด โดยเอนไซม์ในลำไส้เล็กจะทำงาน
ได้ดีในสภาพที่เป็นเบส ซึ่งเอนไซม์ที่ลำไส้เล็กสร้างขึ้น ได้แก่

  1. มอลเทส (maltase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลมอลโทสให้เป็นกลูโคส
  2. ซูเครส (sucrase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลซูโครส (sucrose) ให้เป็นกลูโคสกับ
    ฟรักโทส (fructose)
  3. แล็กเทส (lactase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลแล็กโทส (lactose) ให้เป็นกลูโคสกับกาแล็กโทส (galactose)

         การย่อยอาหารที่ลำไส้เล็กใช้เอนไซม์จากตับอ่อน (pancreas) มาช่วยย่อย เช่น

  • ทริปซิน (trypsin) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีนโปรตีนหรือเพปไทด์ให้เป็นกรดอะมิโน
  •  อะไมเลส (amylase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลมอลโทส
  • ไลเปส (lipase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล

:: น้ำดี (bile) ::      
เป็นสารที่ผลิตมาจากตับ (liver) แล้วไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี (gall bladder) น้ำดีไม่ใช่เอนไซม์เพราะไม่ใช่สารประกอบ
ประเภทโปรตีน น้ำดีจะทำหน้าที่ย่อยโมเลกุลของโปรตีนให้เล็กลงแล้วน้ำย่อยจากตับอ่อนจะย่อยต่อทำให้ได้อนุภาค
ที่เล็กที่สุดที่สามารถแพร่เข้าสู่เซลล์  

สรุป การย่อยสารอาหารประเภทต่างๆในลำไส้เล็ก

คาร์โบไฮเดรต
แป้ง
อะไมเลส
มอลโทส
มอลโทส
มอลเทส
กลูโคส + กลูโคส
ซูโครส

ซูเครส

กลูโคส + ฟรักโทส
แล็กโทส
ทริปซิน
กลูโคส + กาแล็กโทส
โปรตีน
เพปไทด์
ทริปซิน
กรดอะมิโน
ไขมัน
ไขมัน – น้ำดี
ย่อยโมเลกุลของไขมันขนาดเล็ก
ไลเพส
กรดไขมัน + กลีเซอรอล

      

 อาหารเมื่อถูกย่อยเป็นโมเลกุลเล็กที่สุดแล้ว จะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก โดยโครงสร้างที่เรียกว่า “ วิลลัส ( villus)”
ซึ่งมีลักษณะคล้ายนิ้วมือยื่นออกมาจากผนังลำไส้เล็ก ทำหน้าที่เพิ่มเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมอาหาร

2.6 ลำไส้ใหญ่ (large intestine ) ที่ลำไส้ใหญ่ไม่มีการย่อย แต่ทำหน้าที่เก็บกากอาหารและดูดซึมน้ำออกจาก
กากอาหาร ดังนั้น ถ้าไม่ถ่ายอุจจาระเป็นเวลาหลายวันติดต่อกันจะทำให้เกิดอาการท้องผูก ถ้าเป็นบ่อยๆจะทำให้เกิด
โรคริดสีดวงทวาร

แหล่งอ้างอิง

http://www.med.cmu.ac.th

โครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง โอเอซิสจากวัสดุธรรมชาติ

1.ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

ปัจจุบันในการจัดงานพิธีการต่างๆส่วนใหญ่จะใช้โอเอชีสในการจัดดอกไม้ประดับตกแต่งเพื่อทำให้

ดอกไม้มีความสดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งโอเอซีสที่ชื้อมีราคาค่อนข้างแพงหาซื้อได้ยาก และเป็นวัสดุสิ้นเปลือง

ประกอบกับที่ตั้งชุมชนมีความห่างไกลจากแหล่งซื้อขาย

ผู้จัดท าโครงงานมีความคิดว่าควรจะหาวัสดุที่สามารถใช้แทนโอเอซีสจึงได้มีการจัดท าโอเอซีสที่ท า

จากขี้เลื่อยเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้งานของโอเอซีสที่จ าหน่ายตามท้องตลาดกับโอเอซีสที่ท าจาก

ขี้เลื่อย เพราะในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพธุรกิจค้าขายไม้และสร้างศาลาไทยจึงท าให้มีเศษขี้เลื่อย

เหลือเป็นจ านวนมาก ซึ่งสามารถน ามาใช้ท าโอเอซีสได้

1.1วัตถุประสงค์

  1. เพื่อเปรียบเทียบการอุ้มน้ าของโอเอซีสจากขี้เลื่อยและโอเอซีสจากท้องตลาด
  2. เพื่อเปรียบเทียบความสดของดอกไม้ที่ปักในโอเอซีสที่จ าหน่ายตามท้องตลาดกับโอเอ ซีสที่ท า

จากขี้เลื่อย

1.2 สมมติฐาน

1.โอเอซีสจากขี้เลื่อยอุ้มน้ าได้ดีกว่าโอเอซีสจากท้องตลาด

2.โอเอซีสจากขี้เลื่อยรักษาความสดของดอกไม้ได้ดีกว่าโอเอซีสจาก ท้องตลาด

1.3 ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรต้น โอเอซีสตามท้องตลาดกับโอเอซีสจากขี้เลื่อย

ตัวแปรตาม การอุ้มน้ ำของโอเอซีสจากขี้เลื่อยและโอเอซีสจากท้องตลาด

ตัวแปรควบคุม พันธุ์ดอกไม้ อุณหภูมิ ขนาดของโอเอซีส ระยะเวลา ปริมาณน้ำที่ใช้ ในการแช่

2. วัสดุอุปกรณ์

1.ขี้เลื่อย (ชนิดละเอียด) จ านวน 600 มิลลิลิตร

2.ดอกไม้สด (ชนิดเดียวกัน) จ านวน 20 ดอก

3.โอเอซีส ขนาด 5 x 5 ซม. จ านวน 1 ก้อน

4.กาวแป้งเปียก จ านวน 200 มิลลิลิตร

5.กระดาษฟอยด์ จ านวน 1 ม้วน

วิธีการด าเนินการ การศึกษาเรื่อง การท าโอเอชิสจากขี้เลื่อยได้ดำเนินการทดลอง ดังนี้

1.นำขี้เลื่อย 600 มิลลิลิตร ผสมกับกาวแป้งเปียกจ านวน 200 มิลลิลิตร

2.ปั้นให้เป็นรูปขนาดเท่ากับโอเอชีส ขนาด 5 x 5 ซม.

3.น าโอเอซีสที่ปั้นขึ้นรูปที่ส าเร็จตากแดด นาน 1 ชั่วโมง

4.โดยน าเอาโอเอซิสจากท้องตลาดและโอเอชิสที่ท าจากขี้เลื่อย มาแช่ในน้ าเปล่าปริมาณ 200 มิลลิลิตร

จ านวน 2 กะละมังสังเกตการอุ้มน้ าของโอเอซิสทั้ง 2 ในเวลา 15 นาที โดยวัดจากน้ าที่เหลือในกะละมัง

5.น าโอเอซีสทั้ง 2 ชนิด ขึ้นจากน้ าแล้วน ามาห่อด้วยกระดาษฟอยด์แล้วน าดอกไม้มาปักอย่างละ 10 ดอก

6.บันทึกผลการทดลองทุกๆ 3 ชั่วโมง เพื่อดูความสดของดอกไม้นาน 6ชั่วโมง

อาหารและสารอาหาร

 ความหมายของอาหารและสารอาหาร

       อาหาร หมายถึง สิ่งที่เรารับประทานเข้าไปแล้วทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆ ไม่ทำให้เกิดโทษ เช่น เนื้อสัตว์ ข้าว แป้ง ผัก ผลไม้ นม ฯลฯ ยกเว้นยารักษาโรค

 สารอาหาร หมายถึง สารที่ได้รับจากอาหาร ที่รับประทานเข้าไปในร่างกายแล้ว จะนำไปใช้ประโยชน์ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ให้พลังงานในการดำรงชีวิต เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อในส่วนต่างๆของ ร่างกาย

nutrient

การจำแนกสารอาหารตามหลักโภชนาการ สามารถแบ่งได้เป็น 5 หมู่ คือ

1 คาร์โบไฮเดรท

2 โปรตีน

3 ไขมัน

4 เกลือแร่

5 วิตามิน

การ แบ่งสารอาหารโดยใช้เกณฑ์การให้พลังงานของสารอาหาร จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

  • กลุ่มสารอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรท โปรตีน และไขมัน
  • กลุ่มสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน ได้แก่ เกลือแร่ และ วิตามิน

     สารอาหาร คือ “ องค์ประกอบของสารประกอบทางเคมีของธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในอาหารที่เรากินเข้าไป สารอาหารมีโครงสร้างโมเลกุลเฉพาะตัว เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาหารแต่ละชนิดประกอบด้วยโมเลกุลของสารอาหารหลายๆ ตัว ” ร่างกายเราต้องการสารอาหารกว่า 40 ชนิด และเพื่อให้ง่ายอีกเช่นกัน เราจึงจัดเป็นสารอาหารออกเป็นพวกๆ ที่สำคัญมี 6 จำพวก ได้แก่ สารอาหาร คาร์โบไฮเดรท , โปรตีน , ไขมัน , วิตามิน , เกลือแร่ , และน้ำ สารอาหารแต่ละชนิดมีหน้าที่เด่นเฉพาะแตกต่างกัน

แหล่งที่มา:

http://www.chs.ac.th/new/weerawan/mean.html

http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/nakhonsithamrat/thitira