ระบบสืบพันธุ์

ระบบสืบพันธุ์

ระบบสืบพันธุ์เพศชาย (Male Reproductive System)
ระบบสืบพันธุ์ทั้งในเพศชายและเพศหญิง เป็นระบบที่สำคัญต่อการดำรงรักษาเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตให้สืบต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน โดยจะทำหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์และเลี้ยงดูจนกลายเป็นตัวเต็มวัยออกมา โดยมีสารพันธุกรรมจากพ่อและแม่เป็นตัวกำหนดลักษณะตลอดจนเพศของลูกตั้งแต่มีการปฏิสนธิ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ทั้งภายในและภายนอกของเพศชายและเพศหญิง จะมีการพัฒนามาตั้งแต่ระยะที่อยู่ในท้องของแม่แล้ว โดยจะมีการพัฒนาควบคู่มากับระบบขับถ่าย ผลจาก Y chromosome ในตัวอ่อนเพศชายจะกระตุ้นให้มีการพัฒนาอวัยวะของระบบสืบพันธุ์ชาย แต่ในตัวอ่อนเพศหญิงไม่มี Y chromosome จึงมีการพัฒนาให้เป็นอวัยวะของระบบสืบพันธุ์เพศหญิงแทน
ระบบสืบพันธุ์เพศชาย เป็นระบบที่ทำหน้าที่ในการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ คือ sperm และทำหน้าที่ในการนำส่ง sperm เข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงเพื่อผสมกับเซลล์ไข่ต่อไป นอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้าง hormone เพศชายอีกด้วยอวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย ประกอบด้วย
1. อัณฑะ (testes) มีการพัฒนามาจาก gonads ทำหน้าที่สร้าง sperm และ hormone เพศชายคือ testosterone
2. accessory ducts เป็นท่อนำ sperm จากอัณฑะออกไปสู่ภายนอก ประกอบด้วย epididymis, vas deferens, ejaculatory duct และท่อปัสสาวะ
3. accessory glands เป็นต่อมที่สร้างสารอาหารเลี้ยง sperm และช่วยอำนวยความสะดวกในการลำเลียง sperm ออกสู่ภายนอกด้วย ได้แก่ seminal vesicle ต่อมลูกหมาก และต่อมคาวเปอร์ (Cowper’s gland)
4. penis ทำหน้าที่นำส่งน้ำอสุจิเข้าสู่อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงถุงอัณฑะ (scrotal sac หรือ scrotum)

ถุงอัณฑะเป็นส่วนผิวหนังที่มีลักษณะเป็นถุงยื่นออกมาจากส่วนล่างของผนังหน้าท้องบริเวณส่วนกลางของถุงอัณฑะมีสันนูนคล้ายรอยเย็บ เรียกว่า scrotal raphe ซึ่งจะให้ผนังแทรกเข้าไปภายในแยกออกเป็น 2 ถุง ภายในถุงอัณฑะแต่ละข้างประกอบด้วย อัณฑะ epididymis และปลายด้านล่างของ spermatid cord ผิวหนังของถุงอัณฑะบางและเป็นรอยย่น (rugose) เนื่องจากในชั้นผิวหนังของถุงอัณฑะมีกล้ามเนื้อเรียบเรียกว่า dartos muscle ซึ่งถูกเลี้ยงโดยระบบประสาทอัตโนมัติ sympathetic กล้ามเนื้อ dartos จะทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิของอัณฑะให้คงที่ ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างและการพัฒนาของ sperm ที่ต้องการอุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกายประมาณ 3-5 องศาเซลเซียส

 

อัณฑะ (testes)อัณฑะ เป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหวได้อยู่ในถุงอัณฑะ มีลักษณะเป็นรูปไข่ขนาดประมาณ 4×2.5×2 เซ็นติเมตร หนัก 10-15 กรัม ปกติอัณฑะทางด้านซ้ายจะอยู่ต่ำกว่าทางด้านขวาประมาณ 1 เซ็นติเมตร ในตัวอ่อนอัณฑะจะวางตัวอยู่ในช่องท้องใกล้กับไต เมื่อตัวอ่อนอายุได้ 7 เดือนอัณฑะจะเคลื่อนผ่าน inguinal canal ซึ่งเป็นช่องทางเชื่อมระหว่างถุงอัณฑะกับช่องท้อง แล้วเข้าไปอยู่ในถุงอัณฑะพร้อมทั้งนำเอาหลอดเลือด เส้นประสาทและท่อ vas deferens ที่ออกจากอัณฑะตามลงไปด้วยกลายเป็น spermatid cord การออกแรงยกของหนักหรือมีความดันในช่องท้องสูงอาจทำให้ inguinal canal ขยายเปิดกว้างออก อวัยวะต่างๆ ที่อยู่ในช่องท้องสามารถเคลื่อนผ่านรูนี้ออกมาดันอยู่ในถุงอัณฑะ เรียกว่า ไส้เลื่อน (inguinal hernia) และถ้าหากอัณฑะยังไม่สามารถเคลื่อนลงมาอยู่ในถุงอัณฑะ เรียกสภาพนี้ว่า cryptochidism ซึ่งจะมีผลทำให้ไม่สามารถสร้าง sperm ได้
โครงสร้างของอัณฑะอัณฑะถูกหุ้มด้วย dense connective tissue ที่เรียกว่า tunica albuginea ซึ่งจะให้ผนังแทรกเข้าไปภายในแบ่งอัณฑะออกเป็น lobule เล็ก ๆ ประมาณ 200-300 lobule ภายในแต่ละ lobule ประกอบด้วย interstitial cell of Leydig และ seminiferous tubule ซึ่งจะขดไปรวมความยาวทั้งหมดของ seminiferous tubule แล้วประมาณ 225 เมตร seminiferous tubule แต่ละหลอดมาบรรจบกันเป็น straight tubule (tubulus rectus) แล้วประสานกันเป็นตาข่ายเรียกว่า rete testis ต่อจากนั้น rete testis ก็จะรวมกันกลายเป็น ductuli efferents ทะลุ tunica albuginea เชื่อมต่อกับส่วนหัวของ epididymis

รูปที่ 2 ลักษณะโครงสร้างภายในถุงอัณฑะinterstitial cell of Leydig (Leydig’s cell)Leydig’s cell เป็นเซลล์ขนาดใหญ่ที่อยู่ใน dense connective tissue โดยแทรกอยู่ระหว่าง seminiferous tubule (รูปที่ 3) ทำหน้าที่สร้าง hormone เพศชาย คือ testosterone เพื่อกระตุ้นให้เด็กชายแตกหนุ่มมีรูปร่างลักษณะเปลี่ยนเป็นเพศชายชัดเจน (male secondary sex charectoristics) คือมีหนวดเคราตามใบหน้า ขนขึ้นบริเวณรักแร้ หน้าท้องและบริเวณหัวเหน่า กล่องเสียงขยายใหญ่ทำให้เสียงแตกห้าว กล้ามเนื้อเป็นมัดใหญ่ และกระดูกยืดยาวขึ้น penis ขยายโตขึ้นและต่อมต่าง ๆ เช่น ต่อมลูกหมาก seminal vesicle มีการเจริญเติบโตสร้างและหลั่งสารออกมา และกระตุ้นให้มีการสร้าง sperm
seminiferous tubule
seminiferous tubule เป็นท่อที่มีเยื่อบุผิวซึ่งวางตัวอยู่บน basal lamina ท่อนี้ถูกล้อมรอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและ เซลล์แบน ๆ มีลักษณะคล้ายเซลล์กล้ามเนื้อเรียบเรียก myoid cell เมื่อเซลล์นี้หดตัวช่วยบีบไล่ sperm ออกไปตามท่อ ภายใน seminiferous tubule จะประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือ spermatogenic cell เป็นเซลล์ที่ให้กำเนิดเซลล์สืบพันธุ์หลายระยะและ sertoli cell (supporting cell)
sertoli cell
sertoli cell เป็นเซลล์ทรงสูงคล้ายปิรามิด ฐานของเซลล์วางอยู่บน basal lamina ไปจนถึง lumen ทำหน้าที่ นำสารอาหารจากหลอดเลือดไปเลี้ยงเซลล์สืบพันธุ์ ช่วยในการลำเลียงเคลื่อนย้ายเซลล์สืบพันธุ์จาก basal lamina ของ seminiferous tubule ออกสู่ lumen ช่วยกัดกินและทำลายเซลล์สืบพันธุ์ที่ตายแล้ว

spermatogenic cellspermatogenic cell เป็นกลุ่มของเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย มีรูปร่างกลม เรียงตัวแทรกอยู่ระหว่าง sertoli cell ตั้งแต่ชั้น basal lamina ไปจนถึง lumen ของ seminiferous tubule (รูปที่ 3) ซึ่งกลุ่มเซลล์เหล่านี้ จะมีการแบ่งตัวและเปลี่ยนตั้งแต่ spermatogonia จนกลายไปเป็น sperm เรียกกระบวนการนี้ว่า spermatogenesis ซึ่งใช้เวลานานประมาณ 64 วัน แบ่งออกเป็นระยะต่าง ๆ ได้ 4 ระยะคือ
1. spermatocytogenesis เป็นกระบวนการแบ่งเซลล์แบบ mitosis เริ่มต้นตั้งแต่ spermatogonia จนกลายเป็น primary spermatocyte เพื่อเพิ่มปริมาณของเซลล์สืบพันธุ์
2. meiosis เป็นกระบวนการแบ่งเซลล์จาก primary spermatocyte จนกลายเป็น spermatid ซึ่งทำให้จำนวน chromosome ลดลงครึ่งหนึ่ง เหลือเป็น 23 chromosome จะมีการแบ่งเซลล์ 2 ครั้ง
-meiosis I เป็นการแบ่งเซลล์จาก primary spermatocyte กลายเป็น secondary spermatocyte
-meiosis II เป็นการแบ่งเซลล์จาก secondary spermatocyte กลายเป็น spermatid
3. spermiogenesis เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของ spermatid ซึ่งเป็นเซลล์รูปร่างกลมให้กลายเป็นเซลล์มีรูปร่างลักษณะพิเศษคือ sperm โดยอาศัย organelle ใน spermatid คือ นิวเคลียส, golgi apparatus, mitochondria และ centrioles
4. spermiation เป็นกระบวนการปลดปล่อย sperm ออกสู่ lumen
รูปที่ 4 กระบวนการ spermeogenisisถ้าเอา sperm แต่ละตัวที่เจริญเต็มที่ไปศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน จะเห็นว่า sperm แต่ละตัวมีความยาว 55-65 ไมครอน ประกอบด้วย
1. ส่วนหัว มีลักษณะเป็นรูปไข่ ภายในคือนิวเคลียสของ spermatid และทางด้านหน้า 2/3 ของนิวเคลียสจะถูกหุ้มด้วย acrosome ซึ่งภายในมี acrosomal enzyme หลายชนิดทำหน้าที่ย่อยทำลายผนังของไข่คือ
– hyaluronidase (cumulus oophorus dispersing enzyme) ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลาย corona radiata
– acrosin หน้าที่ย่อยสลาย zona pellucida ของเซลล์ไข่
2. ส่วนหาง ส่วนประกอบภายในจะคล้ายกันกับ flegellum สร้างมาจาก centriole มี mitochondria ล้อมรอบ ทำหน้าที่ในการสร้างพลังงานให้แก่ sperm ให้สามารถเคลื่อนไหวได้
 

รูปที่ 5 ลักษณะโครงสร้างของ sperm

epididymis
epididymis ประกอบด้วย กลุ่มท่อที่ขดไปมาเป็นก้อนโอบโค้งอยู่ทางด้านหลังของอัณฑะ เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ขนาดประมาณ 4 เซ็นติเมตร เมื่อคลี่ออกจะยาวประมาณ 6 เมตร ส่วนปลายสุดที่ยืดตรงขึ้นและโป่งออกกลายเป็น ductus deferens
โครงสร้างภายใน ductus epididymis ประกอบด้วย เยื่อบุผิวชนิด pseudostratified columnar epithelium มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและกล้ามเนื้อเรียบล้อมรอบเพื่อช่วยบีบไล่ sperm ที่อยู่ใน lumenให้เคลื่อนที่ออกจาก ducttus epididymis

หน้าที่ของ ductus epididymis
1. เป็นแหล่งอาหารและที่พักของ sperm ให้มีการพัฒนาตัวเองจนสามารถเคลื่อนไหวเพื่อเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ได้
2. เป็นทางผ่านของ sperm ออกจากอัณฑะเข้าสู่ ductus deferens
3. หลั่งสารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของน้ำอสุจิductus deferens (Vas deferens)
ductus deferens เป็นท่อที่ต่อจาก ductus epididymisยาวประมาณ 45 เซ็นติเมตร ออกจากถุงอัณฑะกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของ spermatid cord ภายใน spermatid cord นอกจากประกอบด้วย ductus deferens แล้ว ยังมี หลอดเลือด เส้นประสาท ท่อน้ำเหลืองและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรวมอยู่ด้วย spermatic cord ผ่านเข้าสู่อุ้งเชิงกรานทาง inguinal canal แล้วทอดไปทางด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะก็จะเหลือแต่ ductus deferens ปลายสุดของ ductus deferens ก็จะโป่งออกเป็นกระเปาะ เรียกว่า ampulla แล้วเชื่อมต่อกับท่อที่ออกจาก seminal vesicle รวมกันกลายเป็น ejaculatory duct เปิดเข้าสู่ท่อปัสสาวะในต่อมลูกหมาก
ductus deferens เป็นท่อที่ทำหน้าที่นำ sperm จากอัณฑะเข้าสู่ ejaculatory duct ในการทำหมันชาย โดยการตัดเส้นทางไม่ให้ sperm ออกสู่ภายนอกไปผสมกับเซลล์ไข่สามารถทำได้ง่าย ด้วยวิธีกรีดผิวหนังทางด้านหลังของถุงอัณฑะแล้วจึงผูกและตัด ductus deferens เนื่องจาก ductus deferens เป็นท่อที่มีชั้นกล้ามเนื้อหนามากสามารถคลำส่วนต้นของท่อนี้ได้ ซึ่งมีลักษณะเป็นลำอยู่ทางด้านหลังของถุงอัณฑะ เรียกวิธีการทำหมันในผู้ชายนี้ว่า vasectomyejaculatory duct
เป็นท่อสั้นๆ ยาวประมาณ 2 เซ็นติเมตร รับสารที่สร้างมาจาก seminal vesicle และ ductus deferens แล้วแทงทะลุเข้าทางด้านหลังของต่อมลูกหมาก เข้าไปเชื่อมต่อกับท่อปัสสาวะที่อยู่ในต่อมลูกหมาก

seminal vesicle
seminal vesicle มีลักษณะเป็นถุงยาวขดไปมาทางด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะ มีอยู่ 2 ข้างจะให้ท่อเชื่อมต่อกับ ampulla ของ ductus deferens กลายเป็น ejaculatory duct seminal vesicle จะสร้างสารซึ่งประกอบด้วยสารเมือก fructose สำหรับให้พลังงานแก่ sperm เพื่อใช้ในการเคลื่อนไหว prostaglandins เพื่อทำให้มดลูกหดตัวช่วยบีบไล่ sperm ให้เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมี วิตามินซี และ coagulating enzyme สารที่หลั่งออกจาก seminal vesicle มีปริมาณ 60 % ของน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาแต่ละครั้ง มีฤทธิ์เป็นด่างเพื่อลดความเป็นกรดในช่องคลอดของผู้หญิง

ต่อมลูกหมาก (prostate gland)
ต่อมลูกหมาก เป็นก้อนรูปร่างคล้ายกรวย มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เซ็นติเมตร น้ำหนัก 20 กรัม หุ้มรอบท่อปัสสาวะ มี ejaculatory duct ทะลุผ่านมาเปิดออกที่ prostatic urethra ผนังชั้นนอกของต่อมลูกหมากถูกห่อหุ้มด้วยถุง(capsule) เนื้อต่อมลูกหมากประกอบด้วย stroma part ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและกล้ามเนื้อเรียบ และ glandular part ประกอบด้วยโครงสร้างที่อยู่ภายในมีต่อมขนาดเล็กชนิด compound tubuloalveolar gland มากมายเรียงตัวล้อมรอบท่อปัสสาวะ จะให้ท่อเล็ก ๆ มาเปิดออกที่ท่อปัสสาวะ สารที่สร้างมาจากต่อมลูกหมาก มีลักษณะเป็นน้ำสีขาวคล้ายน้ำนม มีฤทธิ์เป็นด่างเล็กน้อย ประกอบด้วย acid phosphatase, citric acid , cholesterol, phospholipid, zinc, proteolytic enzyme และ fibrinolysin ซึ่งช่วยหลอมละลายการแข็งตัวของก้อนอสุจิที่หลั่งออกมา สารที่หลั่งออกจากต่อมลูกหมากจะกระตุ้นให้ sperm เคลื่อนไหวได้ดี มีการสร้างสารอาหารสำหรับ sperm ซึ่งการหลั่งน้ำอสุจิแต่ละครั้งมีสารที่สร้างจากต่อมลูกหมากประมาณ 30 %

Cowper’s gland (bulbourethral gland)
Cowper’s gland เป็นต่อมขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่ว 2 ต่อม ตั้งอยู่ 2 ข้างของท่อปัสสาวะ แต่อยู่ต่ำกว่าต่อมลูกหมากเป็นต่อมที่ให้ท่อออกมาเปิดออกสู่ท่อปัสสาวะที่อยู่ใน penis สารที่สร้างและหลั่งออกมา เป็นสารเมือก มีฤทธิ์เป็นด่างทำหน้าที่หล่อลื่นและลดความเป็นกรดภายในท่อปัสสาวะของผู้ชายและในช่องคลอดของผู้หญิง


รูปที่ 6 ลักษณะโครงสร้างของ accessory gland และ penispenis
penis เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของน้ำปัสสาวะและน้ำอสุจิ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่แนบชิดติดกับลำตัวเรียกว่า root และส่วนที่ยื่นออกมาเรียกว่า body penis ประกอบด้วยเนื้อเยื่อที่แข็งตัวได้ (erectile tissue) ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอก 3 แท่ง ภายในมีลักษณะคล้ายฟองน้ำประกอบด้วยโพรงของแอ่งเลือดเล็ก ๆ (sinusoid) มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและกล้ามเนื้อเรียบเรียงตัวเป็นแผ่นมี endothelial cell ของหลอดเลือดคลุม แท่งเนื้อเยื่อทางด้านบน 2 แท่งเรียกว่า corpus cavernosum มาอยู่ชิดกัน มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เรียกว่า tunica albuginea ที่หนาหุ้มรอบ ที่บริเวณ root ของ penis แท่งเนื้อเยื่อทั้งสองจะแยกออกจากกันแล้วจะไปเกาะติดกับกระดูก pubis ส่วนแท่งเนื้อเยื่อที่อยู่ทางด้านล่างตรงแอ่งระหว่าง corpus cavernosum ทั้งสองเรียกว่า corpus spongiosum ภายในมีท่อปัสสาวะอยู่ตรงกลางตลอดความยาว ที่บริเวณ root ของ penis แท่งเนื้อเยื่อนี้จะโป่งออกเป็นกระเปาะเรียกว่า bulb ของ penis ส่วนปลายสุดของ corpus spongiosum จะขยายโป่งออกและคลุมส่วนปลายสุดของ corpus cavernosum กลายเป็น glans of penis เป็นบริเวณที่พบปลายประสาทรับความรู้สึกเป็นจำนวนมากทำให้ไวต่อการกระตุ้น ตรงกลางมีรูเปิดของท่อปัสสาวะ แท่งเนื้อเยื่อทั้งสามจะถูกยึดติดกันด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแล้วมีผิวหนังค่อนข้างบางหุ้มรอบชั้นนอกอีกชั้นหนึ่ง ส่วนปลาย glans of penis จะมีผิวหนังทบกัน 2 ชั้นยื่นออกมาคลุม glans of penis เอาไว้เรียกว่า prepuce หรือ foreskin ในชั้นผิวหนังบริเวณนี้จะมีต่อมเหงื่อ และต่อมไขมันมาก เมื่อมีการหลั่งสารออกจากต่อมพร้อมกับเซลล์ที่หลุดลอกออกจากผิวหนังมารวมตัวกันจะเป็นก้อนสีขาวขุ่นเรียกว่า smegma ถ้าหากทำความสะอาดบริเวณนี้ไม่ดีจะก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ ดังนั้นการผ่าตัดเอา prepuce ออกซึ่งเรียกว่าการทำ circumcision จะทำให้สามารถทำความสะอาดบริเวณนี้ได้ง่าย

ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง (Female Reproductive System)


ระบบสืบพันธุ์เพศหญิงเป็นระบบที่ทำหน้าที่คล้ายกับระบบสืบพันธุ์เพศชาย ซึ่งนอกจาก สร้างเซลล์สืบพันธุ์คือเซลล์ไข่ และสร้าง hormone เพศหญิงแล้ว ยังทำหน้าที่ดูแลฟูมพักให้ เซลล์ไข่ที่ผสมติดให้พัฒนากลายเป็นตัวอ่อนจนคลอดออกมา ระบบสืบพันธุ์เพศหญิงประกอบ ด้วย
อวัยวะเพศภายนอก (external genitalia) เป็นอวัยวะที่มองเห็นได้จาก ภายนอก อาจจะเรียกว่า vulva หรือpudendum ซึ่งได้แก่ เนินหัวเหน่า แคมใหญ่ แคมเล็ก clitoris, vestibule, Bartholin’s gland , paraurethral gland และบริเวณฝีเย็บ
1. ช่องคลอด (vagina) เป็นช่องทางผ่านของ sperm ที่จะเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ และเป็นทางออกของเลือดประจำเดือนและทารก
2. รังไข่ (ovary) มีการพัฒนามาจาก gonad ซึ่งทำหน้าที่สร้างเซลล์ไข่ และ hormone เพศหญิงคือ estrogen และ progesterone
3. ท่อนำไข่ (uterine tube) เป็นท่อทำหน้าที่นำเซลล์ไข่จากรังไข่ ให้เคลื่อนไปสู่มดลูก
4. มดลูก (uterus) ทำหน้าที่เป็นที่อยู่อาศัยและนำสารอาหารมาเลี้ยงเซลล์ไข่ที่ผสมติดแล้วจนพัฒนาเป็นตัวอ่อน
……………นอกจากนี้ยังมีรกและเต้านม ซึ่งไม่ได้จัดเป็นส่วนประกอบของอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง แต่เป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของระบบสืบพันธุ์เพศหญิงอวัยวะเพศภายนอก (external genitalia)
1. เนินหัวเหน่า (mone pubis) เป็นผิวหนังนูนอยู่บริเวณเหนือกระดูกหัวเหน่า (pubic symphysis) เมื่อเข้าสู่วัยสาวจะมีขนงอกขึ้นที่บริเวณนี้ สำหรับในเพศหญิงแนวขนจะเรียงตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมมียอดชี้ลงมาทางด้านล่าง ส่วนในเพศชายยอดของสามเหลี่ยมจะชี้ขึ้นไปทางสะดือ
2. แคมใหญ่ (labia majora) เป็นผิวหนังที่ต่อมาจากทางด้านล่างของเนินหัวเหน่า มีลักษณะนูนแยกเป็น 2 กลีบลงไปบรรจบกันทางด้านหลังที่บริเวณผีเย็บ
3. แคมเล็ก (labia minora) เป็นชั้นผิวหนังที่ยกตัวขึ้นเป็นกลีบเล็กๆ สีแดง 2 กลีบทางด้านในของแคมใหญ่ กลีบของแคมเล็กทางด้านหน้าจะแยกออกเป็น 2 แฉก แฉกด้านบนมาจรดกันกลายเป็นผิวหนังคลุม clitoris เรียกว่า prepuce of clitoris แฉกด้านล่างจรดกันใต้ clitoris เรียกว่า frenulum of clitoris ส่วนปลายหลังของแคมเล็กจะโอบรอบรูเปิดของช่องคลอดและท่อปัสสาวะ แล้วมาจรดกันด้านหลังเรียกว่า fourchette แคมเล็กไม่มีขนงอก
4. clitoris มีลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆ เป็นอวัยวะที่เทียบได้กับ glans penis ในเพศชาย และมีโครงสร้างเป็น erectile tissue เช่นกัน มีหลอดเลือดและปลายประสาทรับความรู้สึกมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากเกิดการฉีกขาดที่บริเวณนี้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในขณะคลอด จะทำให้เจ็บ เสียเลือดมาก และเย็บติดได้ยาก
5. vestibule เป็นบริเวณที่อยู่ระหว่างแคมเล็กทั้งสองข้าง ตั้งแต่ clitoris ลงไปจนถึง fourchette บริเวณนี้มีรูเปิดของท่อต่างๆ ดังนี้
– รูเปิดของท่อปัสสาวะ (urethral orifice) จะอยู่ถัดจาก clitoris ราว 1 ซม.
– รูเปิดของช่องคลอด (vaginal orifice) อยู่ถัดไปอีก มีเยื่อพรหมจารีย์ปิดอยู่
– รูเปิดของ Bartholin’s gland และ paraurethral gland อย่างละ 1 คู่
รูปที่ 1 ตำแหน่งและลักษณะโครงสร้างของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง6. Bartholin’s gland (greater vestibular gland) เป็นต่อมเล็กๆ ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวพบอยู่ 2 ข้างของรูเปิดของช่องคลอด ต่อมนี้เปรียบเทียบได้กับต่อมคาวเปอร์ในเพศชาย จะให้ท่อออกมาเปิดที่บริเวณระหว่างเยื่อพรหมจารีย์กับแคมเล็ก ทำหน้าที่สร้างเมือกหล่อลื่น และมีฤทธิ์เป็นด่างเพื่อลดความเป็นกรดในช่องคลอด
7. เยื่อพรหมจารีย์ (hymen) เป็นเนื้อเยื่อที่ยื่นออกมาปิดรูเปิดของช่องคลอด ตรงกลางจะมีรูเปิดเล็กๆ เยื่อพรหมจารีย์นี้สามารถยืดหยุ่นได้ ในเด็กบางคนเยื่อพรหมจารีย์ไม่มีรูเปิดจึงปิดช่องคลอดไว้หมด ทำให้เลือดประจำเดือนไม่สามารถไหลออกมาได้ เรียก imperferated hymen
8. ฝีเย็บ (perineum) เป็นบริเวณรูปสี่เหลี่ยม (diamond-shape) โดยลากเส้นเชื่อมต่อจากกระดูกหัวเหน่าไปยัง ischial tuberosity 2 ข้าง และกระดูกก้นกบ แต่ถ้าลากเส้นตรงเชื่อมต่อระหว่าง ischial tuberosity ทั้ง 2 ข้างจะแบ่งฝีเย็บออกเป็นบริเวณรูปสามเหลี่ยม 2 รูปคือด้านหน้าเรียก urogenital triangle เป็นที่ตั้งของอวัยวะเพศภายนอกทั้งหมด และด้านหลังเรียกว่า anal triangle จะพบรูเปิดของทวารหนักอยู่ บริเวณที่อยู่ระหว่างช่องคลอดกับทวารหนัก จะมีก้อนเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เหนียวและแข็งแรงอยู่ข้างในเรียกว่า perineal body ซึ่งมีความสำคัญ เป็นจุดยึดเกาะของกล้ามเนื้อลายหลายมัดที่ทำหน้าที่รองรับอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ภายในอุ้งเชิงกรานไม่ให้เคลื่อนออกมา ฝีเย็บมักจะฉีกขาดขณะที่ทำการคลอด ถ้าหากไม่มีการเย็บซ่อมก็อาจจะทำให้อวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานโดยเฉพาะมดลูกเคลื่อนที่ออกมาทางช่องคลอด ดังนั้นการป้องกันไม่ให้ฝีเย็บฉีกขาด ขณะทำคลอดจะต้องตัดบริเวณฝีเย็บ เรียกว่า episiotomy เพื่อเปิดช่องคลอดให้กว้างขึ้นจะได้คลอดสะดวก เมื่อทารกคลอดออกมาแล้วค่อยทำการเย็บปิดกลับตามเดิมช่องคลอด (vagina)
ช่องคลอด ตั้งอยู่ระหว่างทวารหนักและท่อปัสสาวะ เริ่มจากรูเปิดของช่องคลอดทอดทอดเฉียงขึ้นไปทางด้านหลังจนถึงปากมดลูก โดยจะสวมรอบปากมดลูกเอาไว้ ……………ทำให้เกิดเป็นซอกเล็กๆ เรียกว่า fornix ทางด้านหน้าเรียกว่า anterior fornix ทางด้านหลังเรียกว่า posterior fornix ส่วนทางด้านข้างทั้ง 2 ด้านเรียกว่า lateral fornix
ผนังภายในช่องคลอดมีลักษณะเป็นรอยย่นตามขวาง เรียกว่า rugae ทำให้ผนังช่องคลอดสามารถยืดขยายตัวได้ บุด้วยเยื่อบุผิวชนิด stratified squamous epithelium ซึ่งจะมีเซลล์ชั้นล่างเจริญขึ้นมาแทนที่เซลล์ชั้นบนสุด ซึ่งมีการลอกหลุดออกไปบ้าง ในผนังช่องคลอดจะไม่มีต่อมชนิดใดอยู่เลย สารเมือกในช่องคลอดได้มาจากต่อมของปากมดลูก เยื่อบุผิวของผนังช่องคลอดนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามระดับของ hormone กล่าวคือขณะที่มี estrogen สูงก็จะกระตุ้นให้เซลล์เยื่อบุผิวสร้างสาร glycogen ออกมา เพื่อให้แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องคลอดคือ Doderlein bacilli ทำการสลายให้กลายเป็น lactic acid ทำให้ภายในช่องคลอดมีสภาพเป็นกรด สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียตัวอื่นๆ ได้ ส่วนน้ำอสุจิมีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนทำให้ความเป็นกรดในช่องคลอดลดลง sperm จึงสามารถมีชีวิตอยู่ภายในช่องคลอดได้ กล่าวโดยสรุป ช่องคลอดทำหน้าที่เป็นอวัยวะรองรับน้ำอสุจิ เป็นทางผ่านของเลือดประจำเดือน และเป็นช่องทางคลอดของทารกรังไข่ (ovary)
รังไข่ มีอยู่ 2 ข้าง มีลักษณะเป็นรูปไข่แบน มีขนาด 3 x 1.5 x 1 เซ็นติเมตร หนักประมาณ 3 กรัม วางตัวอยู่ภายในอุ้งเชิงกรานทางด้านหลังของ broad ligament โดยมีเยื่อบุช่องท้องยึดระหว่างรังไข่ไว้กับ broad ligament เรียกว่า mesovarium ขอบด้านในของ mesovarium จะหนาตัวขึ้นเป็นพิเศษเรียก ligament of ovary ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างรังไข่กับมดลูก ภายใน mesovarium เป็นทางผ่านของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงรังไข่

โครงสร้างภายในของรังไข่
รังไข่ถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อบุช่องท้อง (peritoneum) เมื่อผ่ารังไข่ออกแล้วศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่า ภายในรังไข่เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งความหนาแน่นแตกต่างกัน ทำให้แบ่งรังไข่ออกเป็น 2 ชั้น ดังนี้
– ชั้นนอก (cortex) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่หนาแน่นมาก ในชั้นนี้มีไข่ที่กำลังเจริญเติบโตในระยะต่างๆ ไข่แต่ละใบจะมีเซลล์บริวารล้อมรอบอยู่เสมอ
– ชั้นใน (medulla) ประกอบด้วย เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยู่กันอย่างหลวมๆ ภายในมีหลอดเลือด เส้นประสาท และท่อน้ำเหลือง

วงจรการเจริญของไข่ (ovarian cycle)
เมื่อครั้งยังคงเป็นตัวอ่อนอยู่ในครรภ์มารดานั้น ภายในชั้น cortex ของรังไข่จะมี ovarian follicle หลายล้านใบ เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์มี ovarian follicle เพียง 400,000 ใบ ส่วนใหญ่จะฝ่อไป (atresia) มีเพียง 400 – 500 ใบเท่านั้นที่เติบโตสมบูรณ์ครบวงจร จนพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้ ovarian follicle ที่พบในรังไข่มีหลายระยะดังนี้
primodial follicle พบได้ตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนอยู่ในครรภ์มารดา ประกอบด้วย เซลล์ไข่ (primary oocyte) และเซลล์บริวาร (follicular cell) แบนๆ เพียงชั้นเดียว
growing follicle เป็น follicle ที่ได้รับการกระตุ้นจาก follicle stimulating hormone (FSH) จากต่อมใต้สมอง ทำให้ primary oocyte มีขนาดใหญ่ขึ้น และ follicular cell เปลี่ยนจากเซลล์แบนๆ กลายเป็น cuboidal cell และมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนซ้อนกันหลายๆ ชั้น ซึ่งอาจจะเรียกเซลล์พวกนี้ว่า granulosa cell ก็ได้ ต่อมามีการสร้างของเหลวสะสมนอกเซลล์ เกิดเป็นแอ่งเรียกว่า follicular antrum ในขณะเดียวกันทั้ง primary oocyte และ granulosa cell จะมีการสร้างสารพวก glycoprotein หุ้มรอบ oocyte เรียกว่า zona pellucida นอกจากนี้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ล้อมรอบ follicle ก็มีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็น theca cells ทำหน้าที่ร่วมกับ granulosa cells สร้างฮอร์โมน estrogen
Graafian (mature) follicle เป็น follicle ที่เจริญเต็มที่แล้ว มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซ็นติเมตร ระยะนี้ primary oocyte จะแบ่งตัวกลายเป็น secondary oocyte ต่อมา Graafian follicle จะเคลื่อนไปที่บริเวณผิวของรังไข่ พร้อมที่จะหลุดออกจากรังไข่เมื่อได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมน LH เรียกกระบวนการตกไข่นี้ว่า ovulation เซลล์ไข่ที่หลุดออกมาจากรังไข่เรียกว่า ovum ประกอบด้วย secondary oocyte มี zona pellucida และ corona radiata ที่ล้อมรอบไข่ ไปรอรับการผสมอยู่ในปีกมดลูก หากเซลล์ไข่นี้ไม่ได้รับการปฏิสนธิภายใน 24 ชั่วโมงก็จะสลายไป ในสภาวะปกติเซลล์ไข่จะตกสลับกันเดือนละข้างและจะตกออกมาเพียงเดือนละ 1 ใบเท่านั้น
corpus luteum
หลังจากผนังของ follicle แตกทำให้ secondary oocyte หลุดออกจากรังไข่ไปแล้ว เห็นเป็นสีเหลือง ภายในรังไข่จะเหลือแต่ follicle เปล่าๆ ประกอบด้วย granulosa lutein cell และ theca lutein cell ซึ่งรวมเรียกว่า corpus luteum จะทำหน้าที่สร้าง progesterone และ estrogen ออกมา ซึ่ง progesterone จะมีปริมาณที่มากกว่าเป็น hormone หลักในการกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกเปลี่ยนแปลงเป็น secretory endometrium เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรองรับการฝังตัวของตัวอ่อน แต่ถ้าเซลล์ไข่ไม่ได้รับการผสมและฝังตัวภายใน 14 วันหลังจากการตกไข่ corpus luteum ก็จะสลายตัวไป มีเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพันเจริญเข้าไปแทนที่กลายเป็น corpus albican

รูปที่ 2 ลักษณะโครงสร้างภายในรังไข่การเจริญของเซลล์ไข่ (maturation of oocyte หรือ oogenesis)
การเจริญของเซลล์ไข่แตกต่างจากการเจริญของ sperm คือในแต่ละเดือนเซลล์ไข่สามารถเจริญพร้อมที่จะผสมกับ sperm ได้เพียง 1 ใบเท่านั้น ในขณะที่เพศชายสามารถผลิต sperm ได้จำนวนนับพันล้านตัวที่เจริญสมบูรณ์พร้อมที่จะเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของเพศหญิงแบ่งเป็นหลายขั้นตอนแต่ละขั้นตอนอาศัยเวลานานจึงจะเสร็จสิ้นได้เซลล์ไข่ที่สมบูรณ์ ซึ่งกระบวนการผลิตเซลล์ไข่ให้เจริญสมบูรณ์จนพร้อมที่จะผสมได้นั้นเรียกว่า oogenesis โดย เริ่มตั้งแต่ระยะที่เป็นตัวอ่อนอยู่ในครรภ์มารดามี primodial germ cell เป็นเซลล์ต้นกำเนิดเจริญมาจากเนื้อเยื่อชั้น mesoderm เคลื่อนที่แทรกเข้าไปในรังไข่เรียกชื่อใหม่ว่า
รูปที่ 3 การเจริญของเซลล์ไข่oogonia มี 46 chromosome (2n) oogonia มีการแบ่งเซลล์แบบ mitosis กลายเป็น primary oocyte ต่อมา primary oocyte ก็จะเจริญต่อไป จนถึงระยะ prophase ของการแบ่งเซลล์แบบ meiosis ครั้งที่ 1 ก็จะหยุดเจริญเติบโตเพียงแค่นี้ รอจนกว่าตัวอ่อนจะคลอดออกมาแล้วเจริญเติบโตจนเข้าสู่วัยสาว เมื่อได้รับการกระตุ้นโดย hormone จากต่อมใต้สมอง primary oocyte ซึ่งอยู่ภายใน primodial follicleก็จะเจริญต่อไปจนกลายเป็น growing และ graafian follicle ตามลำดับ และก่อนที่จะมีการตกไข่ primary oocyte ที่อยู่ใน graafian follicle ก็จะแบ่งเซลล์แบบ meiosis ครั้งที่ 1 โดยสมบูรณ์ ทำให้ได้เซลล์ 2 ชนิด ซึ่งมีจำนวนของ chromosome ลดลงครึ่งหนึ่งเป็น 23 chromosome (n) เซลล์ชนิดแรกเป็นเซลล์ขนาดใหญ่มี cytoplasm มากเรียกว่า secondary oocyte หรือ ootid เซลล์ชนิดที่ 2 มีขนาดเล็ก cytoplasm น้อยกว่าเรียกว่า first polar body ซึ่งทั้ง 2 เซลล์ยังคงอยู่ใน zona pellucida หลังจากนั้น secondary oocyte ก็จะหยุดการเจริญเติบโตอีกครั้ง รอจนกระทั่งมีการตกไข่ secondary oocyte และ first polar body ซึ่งมี zona pellucida และ corona radiata ห่อหุ้มก็จะเคลื่อนผ่านไปตามท่อนำไข่เมื่อ secondary oocyte ได้รับการผสมกับ sperm การแบ่งเซลล์แบบ meiosis ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นทันทีกลายเป็น mature ovum และ second polar body กรณีที่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ secondary oocyte ก็จะไม่มีการแบ่งเซลล์และสลายตัวภายในท่อนำไข่ แล้วอีก 14 วันต่อมา primary oocyte กลุ่มใหม่ในรังไข่ก็จะได้รับการกระตุ้นโดย hormone จากต่อมใต้สมองให้สร้างเซลล์ไข่เซลล์ใบใหม่ต่อไปท่อนำไข่ (uterine tube, fallopian tube หรือ oviduct)
ท่อนำไข่ เป็นท่อที่วางทอดตัวโค้งไปทางด้านหลัง อยู่ตรงขอบด้านบนของ broad ligament ซึ่งเป็นเยื่อบุช่องท้อง 2 ชั้นคลุมอยู่ ท่อนำไข่ยาวประมาณ 4 นิ้ว ปลายด้านหนึ่งจะเปิดออกสู่ช่องท้อง (peritonial cavity) ส่วนปลายอีก ข้างหนึ่งเปิดเข้าสู่โพรงมดลูก
ท่อนำไข่สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วนคือ

1. infundibulum เป็นรูปกรวย ส่วนปลายที่เปิดออกสู่ช่องท้องมีส่วนยื่นออกเป็นริ้วคล้ายนิ้วมือเรียกว่า fimbriae เพื่อรองรับและเก็บเซลล์ไข่ที่ตกออกมาในช่องท้องโดย cilia จะช่วยโบกพัดให้เซลล์ไข่เคลื่อนเข้าไปในท่อนำไข่
2. ampulla เป็นส่วนที่กว้างที่สุดและมีผนังบาง อยู่ต่อจาก infundibulum เป็นบริเวณที่เซลล์ไข่ผสมกับ sperm
3. isthmus เป็นส่วนที่แคบที่สุดของท่อนำไข่ อยู่ติดกับด้านข้างของมดลูกเหนือ round ligament
4. intramural (interstitial) segment เป็นส่วนของท่อนำไข่ที่ฝังตัวอยู่ในผนังของมดลูก
ท่อนำไข่ ทำหน้าที่เก็บเซลล์ไข่ที่หลุดออกจากรังไข่ เป็นบริเวณที่ผสมกันของเซลล์ไข่กับ sperm และนำเซลล์ไข่ทีผสมติดแล้วเดินทางเข้าสู่โพรงมดลูก ดังนั้นในระยะก่อนไข่ตก fimbriae จะเคลื่อนเข้าใกล้รังไข่ cilia ที่ fimbriae จะโบกพัดเซลล์ไข่ที่ตกลงไปในช่องท้องให้เคลื่อนเข้าไปในท่อนำไข่ แล้วเดินทางต่อไปจนเข้าสู่โพรงมดลูกโดยอาศัยการโบกพัดของ cilia และการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบมดลูก (uterus)
มดลูก เป็นอวัยวะที่มีรูปร่างคล้ายลูกแพร์หรือลูกชมพู่ มีผนังเป็นกล้ามเนื้อเรียบหนา ตั้งอยู่ด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะและด้านหน้าของทวารหนัก ในระยะที่ไม่ตั้งครรภ์มดลูกจะมีความยาวประมาณ 3 นิ้ว กว้าง 2 นิ้ว หนา 1 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 50 – 60 กรัม เมื่อตั้งครรภ์ขนาดของมดลูกจะขยายใหญ่หลายเท่าและจะกลับสู่สภาพเดิมหลังคลอด เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนมดลูกก็จะเหี่ยวเล็กลงตามอิทธิพลของฮอร์โมน
มดลูกแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนคือ
– fundus คือส่วนบนที่อยู่เหนือท่อนำไข่ เป็นส่วนที่กว้างที่สุด
– body คือส่วนที่อยู่ต่ำกว่าท่อนำไข่ เรียวลงไปจนถึงส่วนแคบที่เรียกว่า isthmus
– cervix คือส่วนล่างสุดที่อยู่ติดกับช่องคลอด หรือที่เรียกว่าปากมดลูก
ภายในมดลูก มีโพรงมดลูก (uterine cavity) เป็นช่องว่างรูปสามเหลี่ยม ส่วนช่องใน cervix เป็นรูปกระสวยเรียกว่า cervical canal เมื่ออยู่ในท่ายืนตรงขณะที่กระเพาะปัสสาวะว่าง มดลูกจะงอพับไปทางด้านหน้าเล็กน้อย โดยวางตัวอยู่บนกระเพาะปัสสาวะในลักษณะที่เรียกว่า anteverted and anteflexed ซึ่งถือว่าเป็นท่าปกติของมดลูก
มดลูกมี ligament ซึ่งทำหน้าที่คอยยึดตัวมดลูกให้อยู่ภายในอุ้งเชิงกราน ดังนี้คือ
– broad ligament เป็นส่วนของเยื่อบุช่องท้อง (parietal peritoneum) 2 ชั้น คลุมมดลูกเอาไว้ ด้านข้างจะแผ่ออกเป็นแผ่นกว้างยึดด้านข้างของมดลูกทั้ง 2 ข้างให้ติดกับผนังด้านข้างของอุ้งเชิงกราน
– round ligament เป็นก้อนเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน อยู่ภายใน broad ligament จะเกาะที่ด้านข้างของมดลูกบริเวณใต้ท่อนำไข่ แล้วทอดเข้า inguinal canal ไปยึดกับแคมเล็ก round ligament เป็นตัวดึงมดลูกให้งอพับไปทางด้านหน้า ปกติ ligament ทั้ง 2 ชนิดนี้จะหย่อนตัวอยู่ในอุ้งเชิงกราน จึงไม่ค่อยมีผลในการที่จะคอยดึงหรือประคับประคองให้มดลูกลอยอยู่ในอุ้งเชิงกรานได้ ดังนั้นจะต้องมีอวัยวะอื่นมาช่วยยึดมดลูกเอาไว้ได้แก่
1. กล้ามเนื้อ levator ani เป็นกล้ามเนื้อที่ยึดจากกระดูก pubis, ischium และ ilium ไปเกาะที่กระดูก coccyx กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่เป็นพื้นรองรับอวัยวะภายในช่องท้องทุกชนิด ไม่ให้ร่วงหล่นออกมาจากช่องท้อง กล้ามเนื้อนี้ยังให้เส้นใยบางส่วนไปเกาะติดกับปากมดลูก ดังนั้นจึงทำหน้าที่ยึดมดลูกให้อยู่ภายในอุ้งเชิงกราน และให้เส้นใยไปเกาะติดกับ perineal body จึงทำให้ perineal body เป็นอวัยวะอีกอันหนึ่งที่มีผลช่วยในการรองรับมดลูกและช่องคลอดไว้ด้วย
2. ligament ที่ทำหน้าที่ยึดมดลูกที่สำคัญมี 3 ligament คือ
– transverse cervical ligament (Cardinal หรือ Mackenrodt’s หรือ lateral cervical ligament) ตั้งอยู่ใต้ broad ligament ยึดจากปากมดลูกไปติดกับด้านข้างของอุ้งเชิงกรานทั้ง 2 ด้าน
– pubocervical ligament ยึดจากปากมดลูกไปเกาะที่ขอบของกระดูก pubis
– sacrocervical ligament (uterosacral ligament) ยึดจากปากมดลูกและขอบบนของช่องคลอดไปเกาะที่กระดูก sacrum
รูปที่ 4 ลักษณะโครงสร้างภายในท่อนำไข่และมดลูกถ้าหาก ligament หย่อนยาน หรือกล้ามเนื้อ levator ani และ perineal body ฉีกขาดก็จะทำให้มดลูกเคลื่อนตัวลงมาอยู่ในช่องคลอด หรือโผล่ออกมาทางรูเปิดของช่องคลอดเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า prolapse of uterus
โครงสร้างของผนังมดลูก แบ่งออกเป็น 3 ชั้นใหญ่ ๆ คือ
1. ชั้นนอกสุดเรียกว่า perimetrium หรือ serosa ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเยื่อบุช่องท้องลงมาคลุมมดลูกเอาไว้ ทางด้านข้างจะกลายเป็น broad ligament ทางด้านหน้าเยื่อบุช่องท้องจะวกกลับไปคลุมกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดเป็นแอ่งระหว่างมดลูกกับกระเพาะปัสสาวะเรียกว่า vesicouterine pouch ส่วนทางด้านหลังเยื่อบุช่องท้องจะวกกลับไปคลุมไส้ตรง ทำให้เกิดแอ่งลึกระหว่างมดลูกกับไส้ติ่ง เรียกว่า rectouterine pouch (pouch of Douglas) ซึ่งเป็นแอ่งที่อยู่ต่ำที่สุดในช่องท้อง ถ้าหากเกิดการตกเลือดหรือมีการอักเสบในช่องท้องจะทำให้เลือดหรือหนองมาขังอยู่ในแอ่งนี้
2. ชั้นกลางเรียกว่า myometrium ประกอบด้วยชั้นของกล้ามเนื้อเรียบที่หนาประมาณ 12-15 มิลลิเมตร ซึ่งมีการเรียงตัวทั้งแบบตามยาว วงกลม และแบบเฉียง ในช่วงตั้งครรภ์เส้นใยกล้ามเนื้อสามารถที่จะขยายให้ใหญ่ขึ้นและยืดยาวออกได้ถึง 10 เท่าตัว เมื่อคลอดบุตรแล้วกล้ามเนื้อของมดลูกจะหดเล็กลงตามเดิม
3. ชั้นในสุดเรียกว่า endometrium ชั้นนี้จะมีเยื่อบุผิวชนิด simple columnar epithlium มีcilia ปะปนอยู่ ภายในมีต่อมชนิด simple coiled tubular gland ที่เรียกว่า uterine gland นอกจากนี้ยังมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอยู่กันอย่างหลวม ๆ เรียกว่า stroma และหลอดเลือดที่มีลักษณะขดไปมาเรียกว่า spiral (coiled) artery ผนังชั้นนี้แบ่งออกเป็น 2 ชั้นคือ
3.1 functional layer หรือ functionalis อยู่ติดกับโพรงมดลูกประกอบด้วยเยื่อบุผิวและ uterine gland และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (endometrium stroma) ชั้นนี้เป็นชั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลาของรอบประจำเดือน และจะหลุดลอกออกไปขณะที่มีประจำเดือน
3.2 basal layer หรือ basalis เป็นชั้นที่ติดกับ myometrium ชั้นนี้จะแบ่งเซลล์ให้เนื้อเยื่อเจริญขึ้นไปแทนที่ชั้น functionalis หลังจากที่มีการหลุดลอกออกไปเป็นเลือดประจำเดือนแล้ว
 
รูปที่ 5 ลักษณะโครงสร้างภายในผนังมดลูกในบางครั้งจะพบผนังชั้น endometrium ไปอยู่ในอวัยวะอื่นนอกมดลูก เช่น รังไข่ ซึ่งผนังชั้น endometruim ที่เจริญผิดตำแหน่งนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันกับในมดลูก เรียกลักษณะที่ผนังชั้น endometrium ไปเจริญผิดตำแหน่งนี้ว่า endometriosis ทำให้มีอาการปวดท้องผิดปกติในระยะก่อนหรือขณะมีประจำเดือน ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากขณะที่ endometrium ในมดลูกมีการหลุดลอกออกมานั้นผนัง endometrium ที่ไปเจริญนอกมดลูกก็มีการหลุดลอกเป็นเลือดเช่นเดียวกัน ทำให้เกิดการระคายเคืองในช่องท้อง endometriosis พบมากในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์อายุประมาณ 25 – 40 ปี ซึ่งความผิดปกตินี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการมีบุตรยากในผู้หญิง
มดลูกได้รับสารอาหารและเลือดมาเลี้ยงจาก uterine artery ซึ่งเป็นแขนงจาก internal iliac artery แล้วจะแตกแขนงเล็ก ๆ ล้อมรอบมดลูกเรียกว่า arcuate artery แล้วแทงทะลุเข้าสู่มดลูกก็จะแตกแขนงเป็น radial artery เข้าไปอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อ แล้วจึงแตกแขนงอีกครั้ง เข้าสู่ผนังชั้น endometrium กลายเป็น straight และ spiral artery ตามลำดับ
หน้าที่ของมดลูก
1. เป็นแหล่งสำรองอาหาร รอรับการฝังตัวของตัวอ่อน
2. เป็นที่เจริญเติบโตของทารกจนครบกำหนดคลอด
3. เป็นอวัยวะที่ดันให้ทารกคลอดออกมาได้
รอบประจำเดือน (menstrual cycle)
รอบประจำเดือน (menstrual cycle) เป็นรอบการเปลี่ยนแปลงทุก 28 วัน ของผนังมดลูกชั้น endometrium ในหญิงสาววัยเจริญพันธุ์ ขณะที่ยังไม่มีการตั้งครรภ์ ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก hormone เพศหญิง ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่รังไข่ เพื่อสร้างเซลล์ไข่ออกมาทุกๆ 28 วันเช่นกัน เรียกว่า ovarian cycle ทั้งรังไข่และผนังชั้น endometrium มีการเปลี่ยนแปลง โดยอิทธิพลของ gonadotropin releasing hormone (GnRH) จาก hypothalamus ไปมีผลกระตุ้นต่อมใต้สมองให้สร้าง FSH และ LH ออกมา ทำให้ ovarian follicle ภายในรังไข่ มีการเจริญเติบโตและสร้าง estrogen และ progesterone ออกมา ซึ่ง hormone จากรังไข่ทั้งสองชนิดจะไปออกฤทธิ์ที่ผนังชั้น endometrium ของมดลูกให้มีการเปลี่ยนแปลงเตรียมพร้อมเพื่อรับการฝังตัวของตัวอ่อน หรือถ้าหากไม่ได้รับการฝังตัวผนังชั้น endometrium ก็จะหลุดลอกออกมากลายเป็น เลือดประจำเดือน ( menstrual flow หรือ menses) ในผู้หญิงที่มีประจำเดือนอยู่ถือว่าเป็นผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ เริ่มตั้งแต่ระยะที่มีประจำเดือนครั้งแรกเรียกว่า menarche ซึ่งอยู่ในช่วงอายุประมาณ 12-14 ปี ไปจนถึงระยะหมดประจำเดือนเรียกว่า menopause ซึ่งมีอายุประมาณ 45-50 ปี จะมีอาการของการมีประจำเดือนผิดปกติ หรือประจำเดือนขาดหายไปเลย เป็นระยะที่บ่งชี้ให้ทราบว่า ถึงระยะเวลาสิ้นสุดของวัยเจริญพันธุ์ ตลอดเวลาของรอบประจำเดือน นอกจากจะมีเลือดประจำเดือนไหลออกมาแล้ว ผู้หญิงส่วนใหญ่จะสังเกตการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ของร่างกายที่เกิดขึ้นในระยะต่าง ๆ ของรอบประจำเดือน เช่น การเปลี่ยนแปลงของเต้านม อุณหภูมิของร่างกาย ลักษณะและปริมาณของสารเมือกจากปากมดลูกรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ด้วย รอบประจำเดือนของแต่ละเดือนจะมีระยะห่างกันประมาณ 28-30 วันซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะคือ menstrual phase , proliferative phase และ secretory phase ส่วน ovarian cycle มี 3 ระยะคือ follicular หรือ preovulatory phase , ovulatory phase และ luteal หรือ postovulatory phase ซึ่งทั้ง 2 cycle ถูกควบคุมโดย GnRH จาก hypothalamus และทำงานร่วมกันจึงขอกล่าวไปพร้อมกันดังนี้คือ menstrual phase ระยะนี้มีเลือดประจำเดือนไหลออกมา เนื่องจากเซลล์ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิและฝังตัวทำให้ corpus luteum สลายตัว ปริมาณของ estrogen และ progesterone ลดลง ทำให้ผนังชั้น functionalis ของ endometrium หลุดลอกออกมากลายเป็นเลือดประจำเดือน ใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน โดยวันแรกของการมีประจำเดือนจะตรงกับวันแรกของ follicular phase ของ ovarian cycle ซึ่งระยะนี้ต่อมใต้สมองจะหลั่ง FSH และ LH ออกมากระตุ้นรังไข่ให้มีการสร้าง primary follicle 20-25 follicle จนถึงปลายระยะ menstrual phase ก็จะเริ่มเป็น growing follicle
รูปที่ 6 menstrual cycleproliferative phase เป็นระยะที่มีการหนาตัวขึ้นของผนังชั้น endometrium หลังจากการมีประจำเดือน เป็นวันที่ 6-13 ของรอบประจำเดือน 28 วัน ซึ่งตรงกับ follicular phase ของ ovarian cycle เนื่องจากมีการเจริญของ follicle หรืออาจจะเรียกว่า preovulatory phase ซึ่งเป็นระยะก่อนไข่ตก ต่อมใต้สมองจะหลั่ง FSH และ LH ออกมากระตุ้น ovarian follicle ให้เจริญจาก growing follicle จนกลายเป็น Graafian follicle และกระตุ้นรังไข่ให้สร้าง hormone estrogen ออกซึ่งไปมีผลดังนี้
1. ทำให้หญิงที่เริ่มเข้าสู่วัยสาวมีรูปร่างลักษณะเป็นเพศหญิง (female secondary sexual charecteristic) มีไขมันพอกตามร่างกาย เต้านมโตขึ้น มีขนงอกตามรักแร้และหัวเหน่า
2. ทำให้ผนังชั้น endometrium หนาตัวขึ้น โดยเซลล์ในชั้น basalis มีการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว เพื่อทดแทนชั้น functionalis ที่หลุดออกไปovulatory phase
เป็นระยะช่วงกลางของรอบประจำเดือน ประมาณวันที่ 13-14 ของรอบประจำเดือน 28 วัน ในระยะนี้ต่อมใต้สมองจะมีการหลังของ LH ในปริมาณที่สูงสุดเรียกว่า LH surge ซึ่งจะมีผลทำให้ไข่ตกออกมาจากรังไข่ สำหรับผู้หญิงที่มีรอบประจำเดือนไม่แน่นอน จะเป็นการยากที่จะกำหนดวันตกไข่ได้ ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของร่างกายเช่น
– อุณหภูมิของร่างกาย ( basal body temperature ) หลังจากการตกไข่ corpus luteum จะสร้าง progesterone ออกมาซึ่งระดับของ progesterone ที่สูง ขึ้นนี้ไปมีผลทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อยประมาณ 0.4-0.6 องศาฟาเรนไฮน์
– การหลั่งสารเมือกจากปากมดลูก (cervical mucous) เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของ estrogen และ progesterone ซึ่งในระยะก่อนตกไข่ ปริมาณของ estrogen ที่สูงมากทำให้ปากมดลูกสร้างสารเมือกออกมามากเรียกว่า cervical plug เมือกมีลักษณะเหนียวใสยืดได้ เมื่อดูด้วยกล้องจุลทัศน์เห็นตกผลึกมีลักษณะเป็นรูปใบเฟิร์น (fernpattern) ส่วนระยะหลังจากการตกไข่ผลของ progesterone จะทำให้เมือกมีปริมาณน้อยลงและมีลักษณะขาวขุ่นไม่เหนียว เมือกจากปากมดลูกจะไปมีผลปกป้อง sperm ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสภาพที่เป็นกรดในช่องคลอดได้ และช่วยให้sperm เตรียมพร้อมที่จะเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่
secretory phase ระยะนี้เกิดหลังจากการตกไข่ไปจนถึงระยะเริ่มมีเลือดประจำเดือนไหลออกมา ประมาณวันที่ 15-28 ของรอบประจำเดือน 28 วัน เป็นเวลา 14 วันหลังตกไข่ซึ่งตรงกับ luteal หรือ postovulation phase ของ ovarian cycle ผลของ LH จะไปกระตุ้นให้ follicle เปล่า ๆ กลายเป็น corpus luteum และกระตุ้น corpus luteum ให้สร้าง progesterone และ estrogen ออกมาซึ่ง progesterone ที่สูงขึ้นจะไปทำให้ผนังชั้น endometrium หนานุ่มและหลั่งสารพวก glycogen ออกมา สำหรับการฝังตัวของไข่ที่ผสมติด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เรียกว่า decidaul reaction จะต้องเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ภายใน 1 สัปดาห์ หลังการตกไข่ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับการฝังตัวของตัวอ่อน ถ้าหากเซลล์ไข่ไม่ได้รับการผสม LH ที่ลดลงจะทำให้ corpus luteum เสื่อมสลายลงกลายเป็น corpus albican แล้วระดับของ estrogen และ progesterone ก็ลดลงทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน แต่ถ้าหากเซลล์ไข่ถูกผสมติดและมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น รกก็จะสร้าง human chorionic hornone (hCG) ออกมาสามารตรวจนับได้ภายใน 8 วันหลังไข่ตก ซึ่ง hormone ตัวนี้มีคุณสมบัติคล้าย LH จะทำหน้าที่แทน LH กระตุ้น corpus luteum ให้สร้าง progesterone และ estrogen ต่อไปอีกประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ endometrium ยังคงอยู่รับการฝังตัวและเจริญเป็นตัวอ่อน หลังจากนั้นรกก็จะทำหน้าที่สร้าง estrogen และ progesterone แทนรังไข่
อ้างอิง http://biology503.blogspot.com

 

 

ระบบขับถ่าย

ร่างกายมนุษย์มีกลไกต่าง ๆ คล้ายเครื่องยนต์  ร่างกายต้องใช้พลังงาน  การเผาผลาญพลังงานจะเกิด
ของเสีย  ของเสียที่ร่างกายต้องกำจัดออกไปมีอยู่ 2 ประเภท
1.  สารที่เป็นพิษต่อร่างกาย
2.  สารที่มีปริมาณมากเกินความต้องการ
ระบบการขับถ่าย เป็นระบบที่ร่างกายขับถ่ายของเสียออกไป  ของเสียในรูปแก๊สคือลมหายใจ  ของเหลวคือเหงื่อและปัสสาวะ  ของเสียในรูปของแข็งคืออุจจาระ

014

ระบบการขับถ่าย เป็นระบบที่ร่างกายขับถ่ายของเสียออกไป ของเสียในรูปแก๊สคือลมหายใจ ของเหลวคือเหงื่อและปัสสาวะ ของเสียในรูปของแข็งคืออุจจาระ

  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแข็งคือ ลำไส้ใหญ่(ดูระบบย่อยอาหาร)
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแก๊สคือ ปอด(ดูระบบหายใจ)
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของเหลวคือ ไต และผิวหนัง
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปปัสสาวะ ได้แก่ ไต หลอดไต กระเพาะปัสสาวะ
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปเหงื่อ คือผิวหนัง ซึ่งมีต่อมเหงื่ออยู่ในผิวหนังทำหน้าที่ขับเหงื่อ

การขับถ่ายของเสียทางลำไส้ใหญ่

การย่อยอาหารซึ่งจะสิ้นสุดลงบริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ยาวประมาณ 5 ฟุต ภายในมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 นิ้ว เนื่องจากอาหารที่ลำไส้เล็กย่อยแล้วจะเป็นของเหลวหน้าที่ของลำไส้ใหญ่ครึ่งแรกคือดูดซึมของเหลว น้ำ เกลือแร่และน้ำตาลกลูโคสที่ยังเหลืออยู่ในกากอาหาร ส่วนลำไส้ใหญ่ครึ่งหลังจะเป็นที่พักกากอาหารซึ่งมีลักษณะกึ่งของแข็ง ลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาหลอลื่นเพื่อให้อุจจาระเคลื่อนไปตามลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ถ้าลำไส้ใหญ่ดูดน้ำมากเกินไป เนื่องจากกากอาหารตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่หลายวัน จะทำให้กากอาหารแข็ง เกิดความลำบากในการขับถ่าย ซึ่งเรียกว่า ท้องผูก

ภาพ:ลำไส้ใหญ่.JPG

สาเหตุของอาการท้องผูก

  1. กินอาหารที่มีกากอาหารน้อย
  2. กินอาหารรสจัด
  3. การถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลาหรือกลั้นอุจจาระติดต่อกันหลายวัน
  4. ดื่มน้ำชา กาแฟ มากเกินไป
  5. สูบบุหรี่จัดเกินไป
  6. เกิดความเครียด หรือความกังวลมาก

การขับถ่ายของเสียทางปอด

เราได้ทราบจากเรื่องระบบหายใจแล้วว่า ปอดคืออวัยวะที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ น้ำ และ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการแล้วจะออกจากเซลล์แพร่เข้าไปในเส้นเลือด แล้วลำเลียงไปยังปอดเกิดการแพร่ของน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ถุงลมปอดแล้วเคลื่อนผ่านหลอดลมออกจาก ร่างกายทางจมูก

การขับถ่ายของเสียทางไต

จากระบบการหมุนเวียนโลหิต เลือดทั้งหมดในร่างกายจะต้องหมุนเวียนผ่านไต โดยนำสารทั้งที่ยังมีประโยชน์และสารที่ไม่มีประโยชน์แล้วมาที่ไต ของเสียจะถูกไตกำจัดออกมาในรูปปัสสาวะ

 

ภาพ:ของเสียทางไต.JPG

ไต มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว มีอยู่ 2 ข้าง ติดอยู่กับด้านหลังของช่องท้องยาวประมาณ 11 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร และหนา 3 เซนติเมตร ตรงกลางเว้าเป็นกรวยไต มีหลอดไตต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะ ภายในไตมีหน่วยไตเล็ก ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก

กระบวนการขับถ่าย เริ่มจากหลอดเลือดที่นำเลือดมาจากหัวใจ เลือดและสารที่มากับเลือดจะถูกส่งเข้าหน่วยไต หน่วยไตจะกรองสารที่มีอยู่ในเลือด สารที่ยังมีประโยชน์จะถูกหน่วยไตดูดซึมกลับคืนมา ส่วนของเสีย อื่น ๆ จะถูกส่งไปตามหลอดไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะซึ่งมีความจุประมาณครึ่งลิตร

ในวันหนึ่ง ๆ คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะออกมาประมาณ 1-1.5 ลิตร ปริมาณการขับถ่ายในแต่ละวันจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้

  • ปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับ
  • ชนิดของอาหารและเครื่องดื่ม เช่น แตงโม เหล้า ทำให้การขับถ่ายปัสสาวะมากขึ้น
  • การเสียน้ำของร่างกายทางอื่น

 

ระบบย่อยอาหาร

มกราคม 10, 2013

  ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะหลาย ๆ อวัยวะ  ได้แก่  ปาก  หลอดอาหาร  กระเพาะอาหาร  ตับ
ตับอ่อน  ลำไส้เล็ก  ลำไส้ใหญ่  ซึ่งอวัยวะบางอวัยวะไม่มีการย่อยแต่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหาร
การย่อยอาหาร  เป็นกระบวนการที่ทำให้อาหารที่มีโมเลกุลใหญ่ มีขนาดเล็กลงจนสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ได้
การย่อยมี  2  ลักษณะคือ
1. 
การย่อยเชิงกล (Mechanical digestion) คือ อาหารที่ถูกฟันบดเคี้ยวทำให้มีขนาดเล็กลงแต่ยังไม่สามารถแปรสภาพอาหารที่มีโมเลกุลใหญ่ให้มีโมเลกุลเล็กลง
2.  การย่อยทางเคมี (Chemical digestion) คือ อาหารเหล่านี้จะถูกย่อยให้เป็นโมเลกุลให้เล็กลงไปอีกโดยเอนไซมในน้ำลาย จะมีน้ำย่อยอยู่
การย่อยอาหารจะเริ่มตั้งแต่อาหารเข้าสู่ร่างกายโดยผ่าน ปาก  ลิ้น  ฟัน  ต่อจากนั้นอาหารจะถูกลืนผ่านลำคอไปตามอวัยวะต่าง ๆ

mouth

 

ปากเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหารที่สำคัญ เพราะเป็นส่วนแรกของอาหารที่จะทำการย่อยให้โมเลกุลเล็กลง ปากเป็นอวัยวะที่มีช่องเปิดเข้าสู่ภายใน ซึ่งประกอบด้วย น้ำลาย ฟัน ลิ้น แผ่นเพดานอ่อน และลิ้นไก่
อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับปากมีดังนี้ คือ
1. ริมฝีปากแล้งแก้ม เป็นตวเคลื่อนที่ช่วยในการบดอาหาร
2. ช่องแก้ม อยู่ระหว่างฟันกับแก้ม และฟันกับริมฝีปาก บริเวณที่มีต่อมน้ำลายใต้หู ซึ่งต่อมนี้จะส่งน้ำลายออกมาที่ช่องแก้มบริเวณกราม ดังนั้นเวลาเคี้ยวของเปรี้ยว ๆ จะรู้สึกปวดเนื่องจากน้ำลายออกมา
3. ต่อมน้ำลายภายในปาก มีต่อมน้ำลายอยู่ 3 คู่ คือ
3.1 ต่อมใต้ขากรรไกร อยู่ที่มุมของขากรรไกรล่าง มีท่อน้ำลายเปิดที่ใต้ลิ้น
3.2 ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น เป็นต่อมน้ำลายที่อยู่ใต้ลิ้นระหว่างด้านในของก้านกระดูกขากรรไกรล่าง มีท่อมาเปิดใต้ลิ้นเช่นกัน
3.3 ต่อมน้ำลายใต้กกหู มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่บริเวณกกหู มาเปิดที่บริเวณกรามหลังซีกล่าง ถ้าต่อมนี้ติดเชื่อจะเกิดการอักเสบ เราเรียกว่า

โรคคางทูม

น้ำลาย
น้ำลายจะมีน้ำเป็นประกอบอยู่ 99% และยังมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกซิเจน และไนโตรเจนละลายอยู่ และมีของเหลวบางชนิด เช่น ฟอสเฟต เป็นต้น นอกจากนี้ในน้ำลายยังมีน้ำเมือกและน้ำย่อยที่ใช้ย่อยแป้ง มีชื่อเรียกเฉพาะว่า ไทยาลีน ช่วยย่อยแป้งที่สุกแล้วให้เป็นน้ำตาล ดังนั้นเมื่อกินอาหารพวกแป้งเช่น ข้าว จะรู้สึกว่า มีรสหวาน เพราะในน้ำลายมีน้ำย่อยที่ใช้ย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล น้ำลายของคนเราจะหลั่งวันละ 1-1.5 ลิตรขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น การนึกถึงอาหาร
หน้าที่ของน้ำลาย คือ ช่วยในการย่อยอาหารจำพวกแป้งให้เป็นน้ำตาล ช่วยให้อาหารอ่อนตัวเพื่อความสะดวกและหล่อลื่นอาหารในขณะจะกลืน ทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายต่าง ๆ เพื่อการรับรู้รสช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปาก ควบคุมปริมาณน้ำในร่างกายและช่วยให้ปากเปียกชื้นอยู่เสมอ

ฟัน
ในปากมีฟันสำหรับทำหน้าที่เคี้ยวอาหารเช่น กัด ฉีก แทะ หรือบดอาหาร ฟันจะเกิดก่อนกระดูกและไม่เกี่ยวข้องกับกระดูกส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ฟันเป็นส่วนหนึ่งของทางเดินอาหาร
ฟันประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้คือ
1. ตัวฟัน เป็นที่โผล่พ้นเหงือก
2. รากฟัน เป็นส่วนที่ฝังอยู่ในตัวเหงือก
3. คอฟัน เป็นส่วนที่คอดอยู่ระหว่างตัวฟันและรากฟัน

ฟันคนเรามี 2 ชุด คือ
1. ฟันน้ำนม จะเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 6-8 เดือน และครบเมื่ออายุ 2 ขวบ มีจำนวน 20 ซี่
2. ฟันแท้ เริ่มขึ้นเมื่ออายุ 6 ขวบ และจะครบ 32 ซี่เมื่ออายุ 18 ปีหรือขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละคน
ชนิดของฟันแท้ครึ่งปากล่างประกอบด้วย
1. ฟันตัด 4 ซี่
2. ฟันเขี้ยว 2 ซี่
3. ฟันกราม 4 ซี่
4. ฟันกรามหลัง 6 ซี่

คอหอยและหลอดอาหาร
คอหอย เป็นท่อซึ่งอยู่หลังหลอดลมและปากเป็นบริเวณที่อาหารและลมมาพบกัน ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของลมหรืออากาศ จากจมูกไปยังกล่องเสียง และเป็นทางผ่านของอาหารจากปากไปยังหลอดอาหารรวมทั้งเป็นตัวช่วยทำให้เกิดเสียง
หลอดอาหาร เป็นหลอดต่อจากคอหอย อยู่หลังหลอดลมยาวประมาณ 9-10 นิ้ว ช่วงปลายของหลอดอาหารผ่านกระบังลมไปเปิดสู่กระเพาะอาหาร หลอดอาหารรับอาหารจากคอหอยไปสู่กระเพาะอาหารโดยการบีบรัดอาหารให้ไปทางเดียวโดยการบีดรัดตัวกล้ามเนื้อเรียบที่บีบตัวจะเป็นลูกคลื่นเพื่อไล่อาหารลงสู่กระเพาะอาหารต่อไป

กระเพาะอาหาร
กระเพาะอาหารเป็นทางเดินอาหารซึ่งมีลักษณะเป็นถุงใหญ่ ภายในไม่เรียบมีลักษณะคล้ายลูกคลื่น กระเพาะอาหารของคนเราแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ
1. กระเพาะส่วนแรก อยู่ใกล้หัวใจ บริเวณส่วนต้นมีหูรูดอยู่ด้วย เอาไว้คอยกั้นอาหารในกระเพาะไม่ให้ไหลย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหาร
2. กระเพาะส่วนกลาง มีลักษณะเป็นกระพุ้งใหญ่
3. กระเพาะส่วนสุดท้าย ตรงปลายมีหูรูด คอยรูดก้นไม่ให้อาหารไปสู่สำไส้เล็กเร็วเกินไป รูปร่างของกระเพาะอาหารเมื่อมองด้านบนพบว่า มีการงอโค้งอยู่ด้านหนึ่ง เพราะความยาวของกระเพาะอาหารทั้งสองด้านไม่เท่ากัน เมื่องดอาหารไปนาน  ๆ ปริมาตรของกระเพาะอาหารจะลดลงเหลือเพียง  50 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่เมื่อมีอาหารเข้าไปแล้วกระเพาะอาหารจะมีขนาดใหญ่ขึ้นประมาณ 10-40 เท่า หรือประมาณ 500-2,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร

น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร
ภายในกระเพาะอาหารมีต่อมสร้างน้ำย่อย เป็นต่อมสำหรับสร้างน้ำย่อย แล้วยังสามารถสร้างกรด น้ำเมือก รวมทั้งน้ำย่อยอีก 2 ชนิดทำหน้าที่ย่อยโปรตีนด้วย น้ำย่อย 2 ชนิดนี้เรียกกว่าเปปซิน และเรนนิน อาหารจะคลุกเคล้ากับน้ำย่อยในกระเพาะอาหารประมาณ 1-6 ชั่วโมง จึงถูกส่งผ่านเข้าลำไส้เล็กนักวิทยาศาสตร์พบว่า น้ำย่อยที่สร้างขึ้นจากต่อมในกระเพาะอาหารนี้ ครั้งแรกจะอยู่ในสภาพที่ยังไม่พร้อมที่จะทำงานได้ แต่เมื่อรวมกับกรดเกลือแล้ว น้ำย่อยจึงเปลี่ยนสภาพให้พร้อมที่จะย่อยอาหารได้

การย่อยในกระเพาะอาหาร
อาหารที่ถูกบดให้ละเอียดและอ่อนตัวลงแล้วก็จะเคลื่อนย้ายผ่านหลอดอาหารลงมาในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ย่อยอาหารจำพวกโปรตีนเป็นส่วนใหญ่ เอนไซม์ ที่สำคัญในกระเพาะอาหารมีดังนี้ คือ
1. กรดเกลือ    ย่อยโปรตีนได้
2. เปปซิน      จะย่อยโปรตีนที่ได้จากพืชและสัตว์ให้มีโมเลกุลเล็กลง
3. ไลเปส       จะย่อยอาหารได้ดีเมื่ออยู่ในสภาพที่เป็นกรด
4. เรนนิน        จะช่วยทำให้โปรตีนที่อยู่ในนมเกิดการแข็งตัวตกตะกอนภายหลังที่รวมตัวกับแคลเซี่ยม การย่อยอาหารโปรตีนในกระเพาะอาหารนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารและการบีบตัวของกระเพาะอาหารด้วย

ระบบขับถ่ายของสัตว์

ร่างกายของสัตว์จำเป็นจะต้องมีอวัยวะทำหน้าที่กำจัดของเสีย ซึ่งเกิดจากเมตาโบลิซึมของเซลล์รวมทั้งเกลือแร่ต่างๆ ที่มีในร่างกายมากเกินต้องการออกนอกร่างกาย เพื่อช่วยรักษาปริมาณของน้ำ และเกลือแร่ต่างๆ ในร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุลก. สัตว์ทะเลซึ่งไม่มีกระดูกสันหลังสัตว์พวกนี้ส่วนมากมักไม่มีอวัยวะขับถ่ายพิเศษอะไร และไม่ค่อยมีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับการรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย เพราะของเหลวในร่างกายของสัตว์พวกนี้มีแรงดันออสโมซิสเท่ากับน้ำทะเลที่อยู่รอบๆ ตัว ของเสียที่เป็นเมตาโบลิซึมของโปรตีน เช่น แอมโมเนีย เป็นสารที่มีโมเลกุลเล็กแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ออกมาสู่น้ำภายนอกได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปเป็นยูเรีย หรือกรดยูริค

เนื่องจากส่วนประกอบของน้ำทะเลมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นช้ามากสัตว์ทะเลซึ่งไม่มีกระดูกสันหลังจึงอยู่ในทะเลได้อย่างปกติ อย่างไรก็ตาม มีสัตว์บางชนิดที่เกิดวิวัฒนาการไปใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่มีความเข้มข้น ของน้ำทะเลน้อยลงได้ เช่น ในน้ำกร่อยซึ่งมีความเค็มน้อยกว่าแหล่งที่มันอยู่อาศัยเดิม  สัตว์พวกนี้จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงระบบภายในร่างกาย เพื่อรักษาแรงดันออสโมซิสในร่างกายให้คงที่อยู่ได้ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรียกว่า “ออสโมเรคกูเลชัน” (osmoregulation) หลักของออสโมเรคกูเลชัน ก็คือ จะต้องขับน้ำที่มากเกินต้องการออกจากร่างกาย  เพื่อช่วยรักษาระดับแรงดันออสโมซิสของร่างกายให้คงที่ เมื่อสัตว์นั้น อยู่ในที่ที่มีแรงดันออสโมซิส ต่ำกว่าภายในร่างกาย ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือ ปูแสม  (shore crab) ซึ่งสามารถรักษาระดับแรงดันออสโมซิสของร่างกายให้คงที่ ได้ดีกว่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหลายชนิดที่อยู่ในทะเล เราจะพบปูแสมอาศัยอยู่ได้ ทั้งในน้ำทะเลและน้ำกร่อย เวลาอยู่ในทะเล จะมีความดันออสโมซิสในร่างกายเท่ากับน้ำทะเล และเมื่ออยู่ในน้ำกร่อยก็มีความดันออสโมซิสในร่างกายสูงเท่ากับอยู่ในทะเล และสูงกว่าน้ำกร่อย ที่อยู่รอบๆ ตัวมันมาก นักชีววิทยาทางทะเลพบว่า เหงือกของปูชนิดนี้ สามารถดูดเอาเกลือแร่จากน้ำรอบๆ ตัวเข้าสู่เส้นเลือดโดยวิธี แอคทีฟทรานสปอร์ต (active transport) ซึ่งต้องใช้พลังงานจากการสลายอนุมูลฟอสเฟตจาก ATP ภายในเซลล์ช่วย  เพราะเป็นการดูดเกลือแร่จากภายนอก ซึ่งมีแรงดันออสโมซิสต่ำกว่าภายในร่างกาย ส่วนอวัยวะขับถ่ายก็ต้องทำหน้าที่คอยขับน้ำที่ผ่านเข้าสู่ตัวออกนอกร่างกายอยู่ตลอดเวลา  อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปูแสมจะรอดชีวิตอาศัยอยู่ในน้ำกร่อยได้ แต่ไม่สู้จะสบายนัก เพราะอวัยวะขับถ่ายของมันยังไม่สามารถกำจัดของเสียออกไปจากร่างกายให้มีความเข้มข้นต่ำกว่าที่พบในเลือดได้ เพราะมีเกลือแร่ที่ว่า เป็นบางอย่างถูกกำจัดออกไปกับปัสสาวะอยู่เสมอ แต่แม้จะมีการเสียเกลือแร่ออกไป ปูแสมก็ได้รับเกลือแร่ชดเชยจากขบวนการ แอคทีฟทรานสปอร์ต ซึ่งเกิดขึ้นที่เหงือกได้บ้าง

ข. สัตว์น้ำจืด

เมื่อสัตว์ทะเลวิวัฒนาการมาอาศัยอยู่ในน้ำจืด ความเข้มข้นของของเหลวในร่างกายของมันจึงสูงกว่าน้ำที่อยู่รอบๆ ตัวมันมาก ปัญหาที่สัตว์เหล่านี้จะต้องแก้ไขก็คือ จะต้องพยายามดูดเกลือแร่ ที่ต้องการจากน้ำ ซึ่งมีความเข้มข้นต่ำเข้าสู้ร่างกาย และจะต้องขับน้ำที่มากเกินไปออกจากร่างกาย เพื่อทำให้ความดันออสโมซิสในเลือดอยู่ในสภาวะสมดุล และเกลือแร่ใช้เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีพ นักชีววิทยาพบว่า มีวิวัฒนาการเกิดขึ้นกับสัตว์น้ำจืดเหล่านี้ ทำให้สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยมีการลดระดับความดันออสโมซิสในเลือดให้ต่ำลงกว่าที่เคยมีเมื่ออยู่ในน้ำทะเล ทั้งนี้ ก็เพื่อช่วยไม่ให้เกิดความลำบากในการดำรงชีวิตในน้ำจืดมากเกินไป หลักฐานที่สนับสนุนความคิดนี้ก็คือ เลือดของปลาน้ำจืดและของสัตว์อื่นๆ ทั้งที่มีกระดูกสันหลัง และไม่มีกระดูกสันหลัง มีปริมาณเกลือแร่ที่สำคัญ ต่ำกว่าที่พบในทะเลมาก แต่มีระดับสูงกว่าปริมาณที่ตรวจพบในน้ำจืด ทำให้เป็นผลดีต่อสัตว์น้ำจืดมาก เพราะถ้าความเข้มข้นในเลือดลดต่ำลงจนใกล้เคียงกับที่พบในน้ำจืดแล้ว
จะมีผลร้ายแก่เซลล์ ทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตและทำงานต่อไปได้ (ดูตารางที่ ๑ และ ๒ ประกอบ)

ตารางที่ ๒
เปรียบเทียบปริมาณของเกลือแร่สำคัญที่พบในเลือดของสัตว์น้ำจืดที่มี กระดูกสันหลังกับที่พบในน้ำจืดที่มันอาศัยอยู่ (มิลลิโมล / ลิตร)

เนื่องจากแรงดันออสโมซิสในเลือดของสัตว์น้ำจืดยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าน้ำที่มัน อาศัยอยู่มาก จึงทำให้มีการไหลของน้ำเข้าสู่ร่างกายและเกลือแร่แพร่ออกสู่น้ำภายนอก ได้ง่าย สัตว์มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ โดยมีการปรับปรุง ไม่ยินยอมให้น้ำซึมผ่านเข้าสู่ร่างกาย และออกจากร่างกายได้ แต่การแก้ไขปัญหาแบบนี้ยังไม่ดีพอ เพราะสัตว์น้ำที่แท้จริง จำเป็นจะต้องมีเนื้อเยื่อที่ติดต่อกับน้ำได้โดยตรงเหลืออยู่บ้าง เพื่อใช้สำหรับแลกเปลี่ยนก๊าซ หายใจ อวัยวะที่จำเป็นนี้ก็คือเหงือก ซึ่งเป็นอวัยวะที่พบในสัตว์น้ำแทบทุกชนิด เมื่อมี เหงือกน้ำก็มีโอกาสไหลผ่านเข้าสู่ภายในร่างกายได้ สัตว์น้ำกำจัดน้ำส่วนที่เกินที่ถูกดูดเข้าสู่ร่างกาย ออกสู่นอกร่างกายได้ ๒ วิธีคือ มีอวัยวะขับถ่ายนำเอาปัสสาวะซึ่งมีความดันออสโมซิสต่ำกว่าเลือดออกสู่ภายนอกร่างกาย และ/หรือมีเซลล์พิเศษกำจัดของเสีย เซลล์นี้อยู่ บนร่างกายและสามารถดูดเกลือต่างๆ จากภายนอก โดยขบวนการแอคทีฟ ทรานสปอร์ตได้

ตัวอย่างที่มองเห็นได้ชัดคือปลาน้ำจืดทั่วๆ ไป เลือดของปลาน้ำจืดมีความดันออสโมซิสสูงกว่าที่มันอาศัยอยู่มาก (ตารางที่ ๒) ร่างกายส่วนใหญ่ของปลาพวกนี้ปกคลุมด้วยผิวหนังและเกล็ด ซึ่งไม่ยอมให้น้ำซึมผ่าน นอกจากบริเวณที่เป็นเหงือกแลกเปลี่ยนก๊าซหายใจเท่านั้น ที่น้ำผ่านได้ โดยธรรมชาติปลาพวกนี้ไม่ดื่มน้ำเลย เพราะถ้าดื่มน้ำจะทำให้ ร่างกายมีน้ำมากเกินความจำเป็น อันที่จริง น้ำซึ่งไหลผ่านบริเวณปากและเหงือก เพื่อช่วยในการแลกเปลี่ยนก๊าซหายใจ ก็จะมีโอกาสซึมเข้าไปในร่างกายได้บ้าง และเกลือแร่จากเลือดก็จะแพร่ออกมาทางเหงือกได้มากพอดู ปลาน้ำจืดจึงมีไตขับน้ำส่วนเกินออกไปเป็นปัสสาวะ และมีกลุ่มเซลล์พิเศษ อยู่บริเวณเหงือกคอยดูดเอาเกลือแร่ต่างๆ ที่จำเป็นกลับสู่ร่างกาย

ค. สัตว์ทะเลที่มีกระดูกสันหลัง

ปลาทะเลมีปัญหาเกี่ยวกับออสโมเรคกูเลชัน ตรงข้ามกับปลาน้ำจืด จากการตรวจดูปริมาณของเกลือแร่สำคัญๆ ในเลือดของปลาทะเลส่วนใหญ่พบว่า มีระดับต่ำกว่าที่พบในน้ำทะเลมาก แต่ไม่ต่างไปจากที่พบในเลือดของปลาน้ำจืดมากนัก คุณลักษณะอันนี้ตรงกันข้ามกับที่พบในเลือดของสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ดังนั้นปลาทะเลจึงต้องมีวิธีป้องกันไม่ให้มีการสูญเสียน้ำจากร่างกายออกสู่ทะเล การสูญเสียน้ำนี้ อาจเป็นอันตรายแก่ปลา ทำให้ร่างกายขาดน้ำ และตายได้ (ดูตารางที่ ๓ ประกอบ)

ตารางที่ ๓ เปรียบเทียบส่วนประกอบของเกลือแร่สำคัญบางชนิด ซึ่งตรวจพบ ในน้ำทะเลและในปลาทะเลบางชนิด (มิลลิโมล/ลิตร)

จากตารางที่ ๓ จะเห็นได้ว่าระดับเกลือแร่ในเลือดของปลาทะเล ไม่ว่าจะเป็นปลา กระดูกอ่อน เช่น ปลากระเบน หรือปลากระดูกแข็ง เช่น ปลาทู ปลามิวรีนา และปลาโลเปียส มีระดับต่ำกว่าที่พบในทะเล ซึ่งปลานั้น อาศัยอยู่มาก ยกเว้นปลาชั้นต่ำปากไม่มีขา กรรไกร เช่น ปลาปากกลมเท่านั้นที่มีระดับของเกลือแร่สำคัญในเลือดใกล้เคียงกับที่พบ ในน้ำทะเล นักวิทยาศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของปลาชั้นสูง (อาจรวมทั้งปลากระดูกอ่อนด้วย) น่าจะอาศัยอยู่ในน้ำจืดมาก่อน เพราะส่วนประกอบของเกลือแร่ใน ร่างกายนอกจากจะต่ำกว่าที่พบในน้ำทะเลค่อนข้างมากแล้ว ยังมีค่าใกล้เคียงกับที่พบใน เลือดของปลาน้ำจืดมาก (เปรียบเทียบค่าในตารางที่ ๒ และ ๓) แต่เรื่องนี้มีนักวิทยาศาสตร์ หลายท่านไม่เห็นด้วยเนื่องจากข้อสันนิษฐานไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางธรณีวิทยา

กลไกการควบคุมสมดุลของของเหลวในร่างกายของปลาน้ำจืด
กลไกการควบคุมสมดุลของของเหลวในร่างกายของปลาน้ำจืด
ปลาทะเลมีการปรับปรุงตัวให้เข้ากับน้ำทะเลโดยมีผิวหนังและเกล็ดหุ้มตัวกันไม่ให้ น้ำและเกลือแร่ผ่านสู่ร่างกาย นอกจากนี้ปลาทะเลยังมีเซลล์พิเศษที่บริเวณเหงือก คอยกำจัดเกลือแร่ส่วนเกินออกจากร่างกาย และมีเหงือกกำจัดของเสีย ซึ่งเกิดจากเมตาโบลิซึมของโปรตีนออกมาเป็นแอมโมเนีย และเพื่อไม่ให้ร่างกายมีการเสียน้ำมากเกินไป ปลาทะเลมี การถ่ายปัสสาวะน้อยมาก ปัสสาวะของปลาทะเลมีเกลือแร่ที่เหลือใช้ และของเสียที่เกิดจาก เมตาโบลิซึมของโปรตีนละลายอยู่น้อย ดังนั้นเหงือกของปลาทะเลจึงเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ ขับถ่ายของเสียได้ดีกว่าไตมากปลากระดูกอ่อนพวกปลาฉลามและปลากระเบน มีวิธีแก้ปัญหาแตกต่างไปจากปลา กระดูกแข็ง ถึงแม้ว่าในเลือดของปลากระดูกอ่อนจะมีปริมาณของเกลือแร่ที่สำคัญอยู่ใน ระดับใกล้เคียงกับของปลากระดูกแข็งก็ตาม ปลากระดูกอ่อนมียูเรียสะสมอยู่ในเลือดใน ปริมาณสูงมากโดยไม่มีอันตราย ทำให้ความดันออสโมซิสในเลือดปลากระดูกอ่อนสูงมาก กว่าในน้ำทะเลเล็กน้อย จึงไม่มีปัญหาในการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย ส่วนเกลือแร่ในเลือด ที่มากเกินความต้องการจะถูกเซลล์บริเวณลำไส้ใกล้ๆ ทวารหนัก ดูดจากเลือดแล้ว ปล่อยปนออกมากับอุจจาระ
กลไกการควบคุมสมดุลของของเหลวในปลาทะเล
กลไกการควบคุมสมดุลของของเหลวในปลาทะเล
ง. สัตว์บกร่างกายของสัตว์บกมีโอกาสสูญเสียน้ำ และแห้งตายได้ง่ายกว่าสัตว์น้ำมาก เพราะน้ำระเหยจากผิวของอวัยวะที่ทำการแลกเปลี่ยนก๊าซหายใจได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการสูญเสียน้ำปนออกมากับปัสสาวะ อุจจาระ และเหงื่อ แต่สัตว์บกมีการชดเชยน้ำ ที่ร่างกายเสียไปได้โดยการดื่มน้ำ กินอาหารซึ่งมีน้ำเป็นส่วนประกอบ และมีก๊าซหายใจ หรืออีกนัยหนึ่งมีการสันดาประหว่างอาหารกับออกซิเจนเกิดขึ้นภายในเซลล์ โดยได้น้ำเป็นผลพลอยได้ เป็นต้นการกำจัด NH3 (แอมโมเนีย) ซึ่งเป็นของเสียเกิดจากเมตาโบลิซึมของโปรตีน ในสัตว์น้ำ ไม่ค่อยจะมีปัญหาเท่าใดนัก เพราะสัตว์น้ำสามารถขับออกสู่น้ำได้ทันทีทันใด แต่สัตว์บกไม่สามารถกำจัดออกจากร่างกายเช่นสัตว์น้ำ และถ้าเก็บไว้ก็จะเป็นพิษต่อร่าง กาย สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจึงต้องมีการเปลี่ยนแอมโมเนียให้เป็น ยูเรีย ซึ่งเป็นสารที่ละลายน้ำได้ง่าย และไม่เป็นพิษต่อร่างกาย สามารถอยู่ในร่างกายได้ นานๆ การสร้างยูเรียจึงเป็นการปรับปรุงตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งของสัตว์บก

เนื่องจากยูเรียเป็นสารประกอบซึ่งละลายน้ำได้ดี ดังนั้นการขับยูเรียออกนอกร่าง กายของสัตว์บกดังกล่าว จึงมีการขับน้ำออกไปด้วย แต่สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์พวกแมลงหลายชนิด สามารถเปลี่ยนแอมโมเนียเป็นกรดยูริค ซึ่งเป็นสารไม่ละลายน้ำ ดังนั้นเมื่อถูก ขับออกนอกร่างกายจึงไม่มีการสูญเสียน้ำปนออกมาด้วย การขับถ่ายของเสียเป็นกรดยูริค นอกจากจะช่วยประหยัดน้ำแล้ว ยังช่วยให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตในไข่ได้โดยไม่มีอันตราย จากของเสียนี้แต่อย่างใด เพราะกรดยูริคไม่ละลายน้ำจึงไม่ทำให้ระดับความดันออสโมซิส ของตัวอ่อนเปลี่ยนไป ถ้าสัตว์ที่อยู่ในไข่ถ่ายยูเรียออกมา จะมีอันตรายแก่ตัวอ่อนในไข่มาก เพราะยูเรียละลายน้ำได้ดีก็จะละลายปนอยู่ในส่วนประกอบที่เป็นน้ำของไข่เพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อการรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกายอย่างยิ่ง หรือถ้าการขับถ่ายออกมาเป็นแอมโมเนียแล้ว ไม่มีทางที่ขจัดออกไปทางไหนก็จะเป็นพิษอย่างแรง แก่ตัวอ่อนทำให้ตายได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน การที่มันขับถ่ายออกมาเป็นกรดยูริค ที่ไม่ละลายน้ำ จึงเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อชีวิตที่เติบโตอยู่ภายในไข่ เพราะถึงแม้จะสร้างออก มามากมันก็จะกองอยู่เป็นที่เป็นทาง ใกล้ๆ กับบริเวณทวารหนักไม่ปะปนกับส่วนประ- กอบอื่นๆ ของร่างกาย

อ้างอิง

http://kanchanapisek.or.th/

https://linkinpark301139.wordpress.com

ระบบหายใจ

ระบบหายใจคืออะไร

 การดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องใช้แก๊สออกซิเจนซึ่งคนเราได้รับแก๊สออกซิเจนจากการหายใจเข้า ถ้าร่างกายขาดแก๊สออกซิเจนไปเพียง 2 – 3 นาที ก็จะทำให้ถึงตายได้

        ระบบการหายใจ (respiratory system)
ระบบการหายใจ คือ ระบบที่ประกอบด้วยอวัยวะเกี่ยวข้องกับการหายใจ เป็นการนำอากาศเข้าและออกจากร่างกายส่งผลให้แก๊สออกซิเจนทำปฏิกิริยากับสารอาหาร ได้พลังงาน น้ำ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ กระบวนการหายใจเกิดขึ้นกับทุกเซลล์ตลอดเวลา การหายใจจำเป็นต้องอาศัย โครงสร้าง 2 ชนิดคือ กล้ามเนื้อกะบังลม และกระดูกซี่โครง ซึ่งมีกลไกการทำงานของระบบหายใจ ดังนี้

:: กลไกการทำงานของระบบหายใจ ::
1. การหายใจเข้า (Inspiration) กะบังลมจะเลื่อนต่ำลง กระดูกซี่โครงจะเลื่อนสูงขึ้น ทำให้ปริมาตรของช่องอกเพิ่มขึ้น ความดันอากาศในบริเวณรอบ ๆ ปอดลดต่ำลงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายนอกจึงเคลื่อนเข้าสู่จมูก หลอดลม และไปยังถุงลมปอด

2. การหายใจออก (Expiration) กะบังลมจะเลื่อนสูง กระดูกซี่โครงจะเลื่อนต่ำลง ทำให้ปริมาตรของช่องอกลดน้อยลง ความดันอากาศในบริเวณรอบ ๆ ปอดสูงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายในถุงลมปอดจึงเคลื่อนที่จากถุงลมปอดไปสู่หลอดลมและออกทางจมูก

ระบบหายใจของสัตว์

ระบบหายใจของสัตว์ เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊สหายใจ โดยมีการนำแก๊สออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย และกำจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการหายใจในระดับเซลล์ออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก โดยทั่วไปการแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างเซลล์ที่มีชีวิต และสิ่งแวดล้อมที่อยู่โดยรอบเกิดขึ้นโดยอาศัยการแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ที่เปียกชื้น แก๊สที่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปได้จะต้องอยู่ในสภาพสารละลาย สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในเซลล์แต่ละเซลล์จะสัมผัสกับน้ำโดยตรง จึงไม่พบอวัยวะหายใจใดๆ ในสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่มีวิธี การแลกเปลี่ยนแก๊สเพื่อการหายใจที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น มีการเพิ่มพื้นที่ผิวที่จะเป็นแหล่ง แลกเปลี่ยนแก๊สได้มากขึ้นหากเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์ที่อยู่ภายในมากและอยู่ห่างไกล จากผิวแลกเปลี่ยนแก๊ส จะต้องมีกลไกเฉพาะที่ทำหน้าที่นำแก๊สไปสู่เซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกายได้
โดยทั่วไปผิวแลกเปลี่ยนแก๊ส แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่อยู่ชั้นนอก เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำ เพราะสามารถสัมผัสกับน้ำภายนอกได้โดยตรง อีกประเภทหนึ่งคือการมีพื้นผิวแลกเปลี่ยนแก๊สที่อยู่ภายในร่างกาย สิ่งมีชีวิตที่มีการ แลกเปลี่ยนแก๊สประเภทนี้จะต้องอาศัยการลำเลียงแก๊สไปสู่เซลล์เหล่านั้น การแลกเปลี่ยนแก๊สต้องการแลกเปลี่ยนแก๊สที่มีขนาดพอเพียง สามารถลำเลียงแก๊สระหว่างพื้นที่แลกเปลี่ยนแก๊สกับสิ่งแวดล้อมและเซลล์ภายในอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันพื้นผิวที่เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนแก๊สจากอันตรายต่างๆได้ โดยเฉพาะการเสียดสี มีการรักษาพื้นผิวแลกเปลี่ยนแก๊สให้ชื้นอยู่เสมอ

 

  1. โครงสร้างของอวัยวะการหายใจของสัตว์

1.1 สัตว์น้ำ
ยังไม่มีอวัยวะพิเศษใช้ในการหายใจ การแลกเปลี่ยนแก๊ส จึงเกิดที่เยื่อหุ้มเซลล์ หรือผนังลำตัว ออกซิเจนจากน้ำจะแพร่เข้าสู่เซลล์ และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาสู่น้ำ พบในแมงกะพรุน ไฮดรา


สัตว์น้ำที่เจริญขึ้นจะมีเหงือก (gill) เป็นอวัยวะแลกเปลี่ยนแก็สอยู่ภายนอกร่างกายเหงือกยังมีความแตกต่างกันในเรื่องความซับซ้อน เหงือกของปลาดาวเป็นผิวหนังที่ยื่นออกไปเป็นรูปถุง เรียกว่า เดอร์มัลแบรงเคีย ปลาหมึกจะมีเหงือกอยู่ในช่องแมนเทิลส่วนเหงือกของปลากระดูกแข็งจะอยู่ใต้แผ่นปิดเหงือก ตัวอ่อนของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกจะมีเหงือกยื่น ออกมานอกร่างกายบริเวณคอหอย มีพื้นที่สัมผัสกับน้ำมากจึงเพิ่มประสิทธิภาพใน การแลกเปลี่ยนแก็ส เหงือกของสัตว์ชั้นสูง เช่นเหงือกปลา จะมีเส้นเลือดฝอยมาเลี้ยงดังนั้นออกซิเจนจากน้ำจะแพร่เข้าสู่เส้นเลือดฝอยของเหงือก เลือดจะพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ปริมาณออกซิเจนในน้ำมีน้อยกว่าในอากาศมาก น้ำจืด 1 ลิตรที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส จะมีออกซิเจนอยู่เพียง 7 ลูกบาศก์เซนติเมตร ส่วนในน้ำเค็มจะมีอยู่เพียง 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร (Purves and Orians. 1983:572) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความดัน อุณหภูมิและ ความเค็มของน้ำด้วย ในอากาศ 1 ลิตรจะมีออกซิเจนอยู่ถึง 210 ลูกบาศก์เซนติเมตรนอกจากปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำแล้ว การแพร่ของออกซิเจนในน้ำยังช้ากว่าในอากาศหลายพันเท่า สัตว์น้ำจึงมีปัญหาในการได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ สัตว์น้ำที่หายใจด้วยเหงือก จึงต้องปรับตัว โดยการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้น้ำผ่านเหงือกอยู่ตลอดเวลา ปลาจะโผล่ขึ้นมา ฮุบน้ำเข้าปาก และระบายน้ำออกทางเหงือก กุ้งจะทำกระแสน้ำวนเข้าช่องเหงือกที่อยู่ ใต้เปลือกหุ้มหัวและอกอยู่ตลอดเวลา ด้วงดิ่งเป็นแมลงปีกแข็ง อาศัยอยู่ในน้ำจะเก็บอากาศไว้ใต้ปีกคู่หน้า

 

 

1.2 สัตว์บก
เมื่อขึ้นมาอาศัยอยู่บนบกซึ่งมีออกซิเจนเหลือเฟือ จึงวิวัฒนาการโครงสร้างของอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊สเป็นท่อลม (trachea) ในสัตว์พวกแมลง และเป็นปอดในสัตว์พวกปลาบางชนิด จนถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม อากาศในปอดและท่อลมจะชื้นอยู่เสมอเซลล์ที่อยู่บริเวณของแหล่งแลกเปลี่ยนจะมีชั้นน้ำบางๆเคลือบอยู่ ทำให้ออกซิเจนสามารถละลายน้ำได้ดี แสดงว่าน้ำยังเข้าเกี่ยวข้องในการแลกเปลี่ยนแก๊สเช่นเดียวกับในใบของพืชบก

 


1.2.1 ท่อลม เป็นท่อติดต่อกับภายนอกของร่างกายทางรูหายใจ (spiracle) ท่อลมจะแตกแขนงเป็นท่อเล็กๆ แทรกไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย ท่อลมเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนแก๊ส ในแมลง ออกซิเจนสามารถแพร่จากแขนงของท่อลมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปในเซลล์ ส่วนคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะแพร่ออกจาเซลล์เข้าสู่ท่อลม ทั้งลำตัวแมลงจะมีรูหายใจซึ่งมีลิ้นค่อยปิดเปิดอยู่ ระบบการหายใจแบบนี้เป็นปัจจัยจำกัดที่สำคัญในการจำกัดขนาดของแมลงไม่ให้มีขนาดใหญ่เกินไป แมลงพวกตั๊กแตน จะมีการขยายตัวของท่อลม เป็นถุงอากาศ (air sac) บริเวณ รูหายใจ นอกจากจะมีลิ้นแล้วยังมีขนอยู่มากมาย เพื่อกรองฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกไว้ไม่ให้ผ่านเข้าท่อลม
แมงมุม แมงป่อง จะมีอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊สต่างไปจากแมลงที่ เรียกว่า ปอดแผง (book lung) ซึ่งประกอบไปด้วยเซลล์ร่างกาย เรียงตัวเป็นแผ่นบางๆซ้อนกันหลายชั้นพับซ้อนอยู่ในช่องว่างของร่างกาย ช่องว่างนี้จะมีรูเปิด เรียกว่า รูหายใจ แผ่นเซลล์บางๆ เหล่านี้จะต้องเปียกชื้นอยู่เสมอ เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนออกซิเจนกับเซลล์และรับคาร์บอนไดออกไซด์ออกมากำจัด

 

 

1.2.2 ปอด (lung) เป็นอวัยวะที่มีผิวแลกเปลี่ยนแก๊สอยู่ภายในร่างกาย ปอดมีลักษณะเป็นถุง ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระบบการหมุนเวียนของเลือด ปอดชนิดง่ายที่สุดเป็นถุงลมที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงที่ผนังชั้นในและมีทางติดต่อกับภายนอก มักพบในหอย ที่อาศัยอยู่ตามชายหาดใกล้ระดับน้ำทะเล หอยพวกนี้ไม่จำเป็นต้องการออกซิเจนจากอากาศเพราะได้ออกซิเจนส่วนใหญ่มาจากน้ำทะเล

 

 

ปอดของสัตว์มีกระดูกสันหลังจะมีวิวัฒนาการเพิ่มพื้นที่ผิวของปอดให้มากขึ้น โดยการแบ่งผิวด้านในเป็นกระเปาะ มีรอยพับซ้อนเล็กๆจำนวนมาก และมีเส้นเลือดที่พื้นที่ผิวแลกเปลี่ยนแก๊ส
ปลาโบราณ มีปอดที่เป็นถุงลมยื่นออกมาจากด้านล่างของทางเดินอาหารบริเวณคอหอย ซาลามานเดอร์ซึ่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกก็มีปอดแบบปลาโบราณ สัตว์ที่เจริญกว่านี้ จะมีปอดซึ่งมีพื้นผิวแลกเปลี่ยนแก๊สที่ซับซ้อนมากขึ้นเพื่อทำให้พื้นผิวมีมากมาย นกเป็นสัตว์ที่ใช้พลังงานจากเมแทบอลิซึมสูงมาก เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายให้สูงอยู่เสมอจึงต้องการออกซิเจนมาก นกจะมีถุงลมแทรกอยู่ในร่างกายโดยมีท่อติดต่อกับปอด

อ้างอิง

http://at-biotech.blogspot.com/

http://writer.dek-d.com/

https://sites.google.com

ระบบย่อยอาหาร

การย่อยอาหาร มี 2 วิธี คือ

  1. การย่อยเชิงกล (Mechanical digestion) คือ อาหารที่ถูกฟันบดเคี้ยวทำให้มีขนาดเล็กลงแต่ยังไม่สามารถแปรสภาพอาหารที่มีโมเลกุลใหญ่ให้มีโมเลกุลเล็กลงจนสามารถดูดซึมได้
  2. การย่อยทางเคมี (Chemical digestion) คือ อาหารเหล่านี้จะถูกย่อยให้เป็นโมเลกุลให้เล็กลงไปอีกโดยเอนไซม์ในน้ำลาย กระเพาะ และลำไส้เล็ก (รวมทั้งตับ) จะมีน้ำย่อยอยู่

 อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

กระเพาะอาหาร (Stomach)
ลำไส้เล็ก (Small Intestine)
ลำไส้ใหญ่ (Large Intestine) : ซีกัม (Cecum), โคลอน (Colon), เร็กตัม (Rectum) หรือ ไส้ตรง, ทวารหนัก (Anus)
  1. ปาก เป็นอวัยวะแรกของระบบย่อยอาหาร ภายในประกอบด้วยฟันทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ลิ้นทำหน้าที่ส่งอาหารให้ฟันบดเคี้ยว และคลุกเคล้าอาหารให้อ่อนตัว ต่อมน้ำลาย มีหน้าที่ผลิตเอนไซม์ในน้ำลายคืออะไมเลส (98% ของน้ำลายคือน้ำ)
  2. หลอดอาหาร ทำหน้าที่หดตัว บีบอาหารลงสู่กระเพาะอาหาร เพราะหลอดอาหารมีผนังมีกล้ามเนื้อที่ยึดและหดตัวได้ บริเวณคอหอยมีช่องเปิดเข้าสู่หลอดลมและหลอดอาหาร โดยส่วนบนของหลอดลมจะมีแผ่นกระดูกอ่อนปิดกั้นกันอาหารไม่ให้เข้าสู่หลอดลม ไม่มีต่อมสร้างน้ำย่อยแต่มีต่อมขับน้ำเมือกช่วยให้อาหารใหลผ่านได้สะดวก
  3. กระเพาะอาหาร ผลิตกรดไฮโดรคลอริกและน้ำย่อยอาหารประเภทโปรตีนมีลักษณะเป็นถุง รูปร่างคล้ายตัว J ปกติกระเพาะอาหารที่ไม่มีอาหารจะมีขนาดประมาณ 45 มิลลิลิตร และสามารถขยายตัวเพื่อบรรจุอาหารได้ 1-1.5 ลิตร [1] กระเพาะอาหารสามารถย่อยได้โดยการบีบตัวทำให้อาหารแตกเป็นชิ้นเล็กๆ คลุกเคล้ากับน้ำย่อยในกระเพาะ ซึ่งน้ำย่อยประกอบด้วยกรดที่ใช้ย่อยโปรตีนชื่อว่าเปปซินและเรนนิน
  4. ลำไส้เล็ก ผลิตน้ำย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และดูดซึมสารอาหารเข้าสู่เซลล์มีรูปร่างเป็นท่อ ในลำไส้เล็กมีน้ำย่อยหลายชนิดใช้ย่อยอาหารได้ทุกประเภท ตั้งแต่คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ถ้าน้ำย่อยในลำไส้เล็กไม่พอจะมีน้ำย่อยจากตับและตับอ่อนเข้ามาช่วย โดยตับจะสร้างน้ำดีสำหรับย่อยไขมันให้มีขนาดเล็กลง นอกจากนี้ ลำไส้เล็กยังมีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเกือบทุกชนิดอีกด้วย
  5. ลำไส้ใหญ่ ดูดซึมน้ำ แร่ธาตุ วิตามินบางชนิดและกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นน้ำในลำไส้ใหญ่จะไม่มีการย่อยอาหาร ส่วนต้นของลำใส้ใหญ่มีไส้ติ่งซึ่งไม่ได้ช่วยย่อยอาหารแต่อย่างใด ส่วนปลายของลำไส้ใหญ่เป็นไส้ตรง เชื่อมต่อไปยังทวารหนัก
  6. ทวารหนัก ขับถ่ายกากอาหาร

อวัยวะช่วยย่อยอาหาร

การย่อยอาหารในคนนอกจากมีอวัยวะที่เป็นทางเดินอาหารแล้ว ยังมีอวัยวะที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยย่อยอาหารโดยเฉพาะในการย่อยอาหารในลำไส้เล็ก เนื่องจากอวัยวะต่างๆที่ได้กล่าวมานั้นไม่สามารถที่จะย่อยสารอาหารบางชนิดได้ทำให้ต้องมีอวัยวะช่วยย่อยอาหาร ในการย่อยสารอาหารบางชนิดได้แก่ตับและตับอ่อน

  1. ตับ เป็นอวัยวะซึ่งมีต่อมที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย อยู่ช่องท้องใต้กระบังลม ทำหน้าที่สร้างน้ำดี แล้วนำไปเก็บสะสมไว้ในถุงน้ำดี น้ำดี ประกอบด้วยเกลือน้ำดี และรงควัตถุน้ำดี ท่อนำน้ำดีช่วงแรกเรียกว่า common bile duct ช่วงสุดท้ายก่อนที่จะเปิดเข้า ลำไส้เล็ก โดยไปรวมกับท่อจากตับอ่อนเรียกว่า hepato pancreatic duct ตับมีหน้าที่โดยสรุปดังนี้
    1. สร้างน้ำดีในการช่วยให้ไขมันแตกตัว ทำให้น้ำย่อยไขมันสามารถย่อยไขมันได้ดีในลำไส้เล็ก
    2. ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ
    3. สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงในระยะเอ็มบริโอ
    4. ช่วยในการแข็งตัวของเลือด
    5. สลายกรดอะมิโนให้เป็นยูเรีย
    6. ศูนย์กลางเมแทบอลิซึมอาหารที่ให้พลังงานได้
    7. สะสมไกลโคเจนซึ่งเป็นน้ำตาลจากเลือดสะสมไว้ในตับ
    8. ทำลายจุลินทรีย์โดยมี kupffer’ s cell ทำหน้าที่ทำลายจุลินทรีย์
    9. คุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้เกิน 0.1 %
  2. ตับอ่อน ช่วงแรกเรียกว่า ท่อแพนครีเอติค ( pancreatic duct) ช่วงหลังเรียกว่าท่อจากตับอ่อน ( hepato pancreaticduct) หน้าที่ของตับอ่อนสรุปได้ดังนี้
    1. มีต่อมสร้างน้ำย่อยหลายชนิดส่งให้ลำไส้เล็กทำหน้าที่ย่อย แป้ง โปรตีนและไขมัน
    2. มีต่อมไร้ท่อควบคุมน้ำตาลในเลือด
    3. สร้างสารที่เป็นด่างกระตุ้นให้น้ำย่อยในลำไส้เล็กทำงานได้ดี โดยเฉพาะเอนไซม์

ระบบย่อยอาหารสัตว์

การย่อยอาหารของปลา ปลาเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ในไฟลัมคอร์ดาตา(Chordata) ปลามีทั้งปลาปากกลมซึ่งเป็นปลาที่ไม่มีขากรรไกรขอบของปากและลิ้นมีฟันใช้ขูดเนื้อและดูดกินเลือดสัตว์อื่น   ปลาฉลามมีปากอยู่ทางด้านล่างและมีฟันจำนวนมาก  ฉลามมีลำไส้สั้นและภายในมีลิ้นซึ่งมีลักษณะเหมือนบันไดเวียน (Spiral valve) ช่วยในการถ่วงเวลาไม่ให้อาหารเคลื่อนตัวไปเร็ว   และพวกปลากระดูกแข็งมีปากซึ่งภายในมีฟันรูปกรวย  มีลิ้นขนาดเล็กยื่นออกมาจากปากทำหน้าที่รับสัมผัส  พวกปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาน้ำดอกไม้ ปลาพวกนี้จะมีลำไส้สั้น ส่วนปลากินพืช เช่น  ปลาทู ปลาสลิด จะมีลำไส้ยาว

 

ทางเดินอาหารของปลาเรียงตามลำดับต่อไปนี้

 

ปาก   →  คอหอย  →     หลอดอาหาร →      กระเพาะอาหาร →     ลำไส้  →    ทวารหนัก

 แมลง เป็นสัตว์ในกลุ่มขาปล้องจัดอยู่ในไฟลัมอาร์โทโพดา ทางเดินอาหารเป็นแบบช่องเปิด 2 ทาง (Two hole tube) ปากของแมลงมีการเปลี่ยนแปลงและแตกต่างออกไป ให้มีความเหมาะสมกับสภาพของอาหารที่แมลงแต่ละชนิดกิน แต่แมลงมีลักษณะพื้นฐานของทางเดินอาหารที่เหมือนกัน คือ ปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะพักอาหารขนาดใหญ่ อยู่บริเวณทรวงอก และกระเพาะบดอาหาร(Gizzard)  ช่วยในการกรองและบดอาหาร มีต่อมสร้างน้ำย่อย (Digestive  gland) มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ  8  อัน ยื่นออกมาจากทางเดินอาหารระหว่างกึ๋นและกระเพาะอาหาร

 

ทางเดินอาหารของแมลงเรียงตามลำดับได้ดังนี้

อ้างอิง

http://www.myfirstbrain.com

https://sites.google.com

http://www.pw.ac.th/

ผ้าซับน้ำมันอเนกประสงค์

ชื่อโครงงาน : ผ้าซับน้ำมันอเนกประสงค์

รายชื่อผู้จัดทำ : 

  1. เด็กหญิงณัฏฐวรรณ     จันทร์งาม
  2. เด็กหญิงนิชธาวัลย์      หิรัญ
  3. เด็กหญิงหนึ่งฤทัย        แม้นพัก

ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา :

อาจารย์สราวุธ   สุธีรวงศ์

ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาพิเศษ :

 อาจารย์ยุวลักษณ์  รัตนิล

 

บทคัดย่อ:

ปัจจุบันเตาเเก๊สตามครัวเรือนเเละร้านอาหารมีคราบน้ำมันจากการทำอาหารเป็นจำนวนมาก จึงต้องซื้อน้ำยามาเช็ดเเละนำน้ำผ้ามาเช็ด   จึงทำให้ต้องซื้อน้ำยามาเช็ดเเละต้องเปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทำให้เสียเงินในจำนวนมาก กลุ่มของข้าพเจ้าจึงมีความสนใจที่จะนำดอกของต้นธูปฤาษีมาทำเป็นผ้าซับน้ำมันอเนกประสงค์ เพื่อกำจัดคราบน้ำมันตามเตาเเก๊สโดยไม่ต้องทำความสะอาดบ่อยๆเเละไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ในการทำความสะอาดบ่อยๆ

ที่มาเเละความสำคัญ ของโครงงาน:

ปัจจุบันมีต้นธูปฤาษีกระจายอยุ่ในประเทศไทยจำนวนมากเเละก่อให้เกิดความเดือดร้อนเเก่ชาวบ้าน โดยเฉพาะดอกของต้นธูปฤาษีจะฟุ้งกระจายเป็นจำนานมาก ประโยชน์ของต้นธูปฤาษีคือสามารถใช้กำจัดคราบน้ำมันได้เป็นอย่างดี โดยน้ำหนักของดอกต้นธูปฤาษี 100 กรัม สามารถช่วยกำจัดคราบน้ำมันได้มากกว่า 1 ลิตร  กลุ่มของข้าพเจ้าจึงศึกษาคุณสมบัติของดอกต้นธูปฤาษีที่หาได้ในท้องถิ่น

จุดประสงค์ของการทำโครงงาน :

           1.เพื่อลดปัญหาคราบน้ำมันมันที่อยู่ตามเตาเเก๊ส

2.ลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ในการทำความสะอาดคราบน้ำมัน

3.แก้ปัญหาความเดือดร้อนจากดอกต้นธูปฤๅษีที่ฟุ้งกระจายจำนวนมาก

สมมติฐานของโครงงาน : 

ผ้าซับน้ำมันอเนกประสงค์จากดอกต้นธูปฤๅษี สามารถดูดซับน้ำมันได้

ขอบเขตของการทำโครงงาน:

การทดลองใช้เวลาในการทดลองการดูดซับน้ำมันประมาณ 3 วัน และหาว่า ดอกธูปฤๅษี มีการดูดซับน้ำมันได้มากหรือน้อย เเละถ่ายรูปการทดลองพร้อมกับบันทึกผลการทดลองเเละสรุปผล

วิธีการดำเนินงาน

วัสดุอุปกรณ์

  1. ตะแกรงลวด
  2. ดอกต้นธูปฤๅษี
  3. เตาเเก๊ส
  4. น้ำมัน
  5. สมุดจดบันทึกการทดลอง
  6. กล้องถ่ายภาพ

ขั้นตอนการดำเนินงาน

  1. ไปตามแหล่งที่มีต้นธูปฤๅษี เเล้วตัดเเต่ดอกเพื่อมาทำการทดลอง
  2. นำดอกธูปฤๅษีมาใส่ในตะแกรงลวดที่มีขนาดของรูเล็กมาก ที่ดอกของธูปฤๅษีไม่สามารถฟุ้งกระจายออกมาได้
  3. นำไปปูที่เตาเเก๊ส แล้วสังเกตผลการดูดซับน้ำมัน
  4. บันทึกผลการทดลองพร้อมถ่ายรูป

การทดลองการดูดซับนำ้มันของ ผ้าซับน้ำมันอเนกประสงค์

ครั้งที่ วันที่ทดลอง เวลาในการทดลอง สังเกตการดูดซับน้ำมันของ ผ้าซับน้ำมันอเนกประสงค์
1 1วัน
2 2วัน
3 3วัน

ผลการทดลอง

พบว่าดอกต้นธูปฤๅษีสามารถดูดซับน้ำมันได้ดอกของต้นธูปฤาษีสามารถใช้กำจัดคราบน้ำมันได้เป็นอย่างดี โดยน้ำหนักของดอกต้นธูปฤาษี 100 กรัม สามารถช่วยกำจัดคราบน้ำมันได้มากกว่า 1 ลิตร

ประโยชน์จากการทำโครงงาน

ได้รู้การกำจัดคราบน้ำมันจากดอกต้นธูปฤๅษี เเละสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงลดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำยา

เอกสารอ้างอิง

 อาจารย์ที่ให้ความร่วมมือ อาจารย์ยุวลักษณ์ รัตนิล

http://frynn.com/

ทางกลุ่มเรานั้นมีเอกสารที่อ้างอิงหลายชนิดจึงไม่สามารถที่นำมาเขียนไว้ใน ณ ที่นี้ได้

อาหารเเละสารอาหาร

อาหาร (Food)
อาหาร หมายถึงสสารใด ๆ ซึ่งบริโภคเพื่อเสริมโภชนาการให้แก่ร่างกาย อาหารมักมาจากพืชหรือสัตว์ และมีสารอาหารสำคัญ อาทิ คาร์โบไฮเดรต ไขมันโปรตีน วิตามิน หรือแร่ธาตุ สิ่งมีชีวิตย่อยและดูดซึมสสารที่เป็นอาหารเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปสร้างพลังงาน คงชีวิต และ กระตุุ้นการเจริญเติบโต

สารอาหาร(Nutrients)

สารอาหาร เป็น สารเคมีที่ สิ่งมีชีวิต ต้องการเพื่อการดำรงชีพ และ เติบโต หรือ เป็น สารที่ที่ใช้ในกระบวนการสร้างและสลาย โดยที่สิ่งมีชีวิตนั้นจะรับสารอาหารจากสิ่งแวดล้อมของมัน » Read more