การเลือกบริโภคอาหาร

การเลือกบริโภคอาาหาร

อาหาร หมายถึงสิ่งที่ร่างกายรับเข้าไปทั้งที่สสารและพลังงาน เกิดกระบวนการสังเคราะห์จนร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งทุกวันนี้อาหารส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่เป็นพิษ มีโทษเพราะกว่าผลผลิตจะมาถึงผู้บริโภคต้องผ่านกระบวนการต่างๆเพื่อรักษาสภาพของวัตถุดิบไว้ให้ใหม่สดอยู่เสมอ จึงต้องมีการเติมสารเคมีเข้า หรือถ้าหากอยากกินอาหารที่ไม่มีในฤดูกาลนั้นๆ ในฤดูกาลอื่นก็จะกรรมวิธีผลิตต่างๆออกมาอีกซึ่งต้องใช้สารเคมีทั้งนั้น และกระแสบริโภคนิยมในปัจจุบันกำลังมาแรง เช่น อาหารฟาสฟูด (Fast food) เพราะเป็นอาหารที่สะดวกและอร่อยจากการเติมสารเคมีลงไปทำให้คนติดในรสชาติอร่อย เกิดการกินอาหารตามใจปากจนลืมนึกความลำบากที่จะตามในภายหลังซึ่งเป็นโทษภัยของอาหารที่จะตามมา และการกินอาหารตามกระแสนิยมนั้นเหมือนเป็นการแสดงถึงความทันสมัย

เพราะฉะนั้นการเลือกรับประทานอาหาร ควรพิจารณาก่อนรับประทานทุกครั้ง ว่าอาหารที่กำลังจะรับประทานให้คุณหรือให้โทษอย่างใดทั้งที่รู้ว่าเป็นโทษก็ควรเลี่ยง เช่น อาหารที่มีรสจัดจ้าน อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น รับประทานให้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป รับประทานอาหารให้ตรงเวลาอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด คือในช่วงเวลา 07.00 น. – 09.00 น. เพราะเป็นช่วงเวลาที่กระเพาะจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสามารถหลั่งกรดมาย่อยอาหารมากที่สุด ขณะที่กำลังรับประทานควรเคี้ยวให้ละเอียด เลี่ยงการกินข้าวคำน้ำคำเพราะจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะเจือจาง ส่งผลต่อการย่อยที่ไม่ดี เลือกรับประทานผักและเนื้อสัตว์ให้หลากหลาย เลือกกินผักอย่างหลากหลาย และควรกินทั้งผักสุกและผักดิบ ไม่ควรกินผักชนิดเดิมๆ ซ้ำกัน ติดต่อกันหลายวัน อย่างน้อยใน 1 วันควรกินผักไม่ต่ำกว่า 5 ชนิด ส่วนเนื้อสัตว์ควรเลาะหนังหรือส่วนที่ติดมันออกเพื่อลดแคลอรีลงบ้าง เนื้อวัวและเนื้อหมูย่อยยากเกินไป ควรหันมากินเนื้อปลาแทนบ้าง เพราะย่อยง่าย มีไขมันน้อย กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี พยายามรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ  ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท สีดำถั่วดำ อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน ยังเป็นการเพิ่มสีสันในการรับประทานด้วย และอาหารที่ดีสุดก็คือ อาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆเกิดตามฤดูกาล เพราะอาหารที่ปรุงขึ้นนั้นได้ปรับสมดุลของอาหารไว้อยู่แล้ว อย่างเช่น แกงหน่อไม้ ในหน่อไม่จะพิษอยู่ที่มีผลต่อข้อกระดูก จึงได้มีการเติมน้ำย่านางลงไปเพื่อดับพิษเพราะย่านางมีฤทธิ์เย็น หรือในต่างประเทศ เช่น ชาวอัฟริกันจะกินข้าวโพดซึ่งจะย่อยยากจึงต้องกินพริกและเครื่องเพื่อช่วยย่อยได้ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของแต่ละพื้นที่
เลือกอาหารให้เหมาะสมกับร่างกายในขณะนั้นๆ ถ้าหากอยู่ในช่วงที่กำลังไม่สบายควรเลี่ยงอาหารที่มีรสจัดทุกชนิด และเลือกรับประทานที่มีรสชาติอ่อนและย่อยง่าย เช่น ข้าวต้มหรือโจ๊ก เป็นต้น และสำหรับผู้ที่กำลังฟื้นตัวสามารถรับประทานอาหารที่เป็นข้าวธรรมดาได้แต่รสชาติอาหารยังเป็นรสชาติที่อ่อนอยู่และกินในปริมาณที่น้อยแต่สามารถกินได้ทุกเมื่อถ้าหากหิวเพราะช่วงที่ไม่สบายกระเพาะไม่ค่อยได้ทำงานหนักจึงต้องค่อยๆทานไปก่อน และสามารถทานได้บ่อยเพราะร่างกายกำลังอยู่ในช่วงซ่อมแซมจึงต้องการอาหารเป็นตัวช่วย
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอาหารด้วยซึ่งเริ่มมาตั้งแต่กระบวนการผลิตอาหารที่ไม่มีสารปนเปื้อนของสารเคมี และควรเป็นอาหารที่สด ใหม่ สะอาด ต้องรู้จักเปลี่ยนกับความที่คุ้นชินกับอาหารแบบเดิม แล้วหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นหลักการเลือกบริโภคอาหารจึงสรุปได้ ดังนี้
หลักการเลือกอาหารบริโภคในชีวิตประจำวัน
1.เลือกรับประทานอาหารสด  อาหารธรรมชาติที่ดัดแปลงหรือผ่านขบวนการน้อยที่สุด ปรุงใหม่ ๆ มากกว่าอาหารสำเร็จรูป 
2.เลือกรับประทานอาหารหลาย ๆ ชนิดในแต่ละวัน
3.หลีกเลี่ยงอาหารปรุงแต่ง  เจือสีสังเคราะห์ สารฟอกสี ผงชูรส อาหารหมักดอง ใช้สารเคมี เช่น สารไนเตรท ได้แก่ แฮม เบคอน ไส้กรอก
4.หลีกเลี่ยงอาหารขบเคี้ยว อาหารมีคุณค่าน้อย เช่น น้ำอัดลม ไอศครีม  อาหารกรอบ ๆ ที่มีรสเค็ม    มันฝรั่งทอด
5.หลีกเลี่ยงการใช้น้ำตาลและอาหารหวานจัด หันมาใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
6.เลือกรับประทานอาหารที่มีโปรตีนจากพืชและสัตว์
7.รับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช ทุกมื้ออาหาร ให้มีความหลากหลายทั้งด้าน ชนิด และ สี
8.รับประทานผลไม้สดทุกวัน
9.ให้เวลาในการรับประทานอาหารที่มีความผ่อนคลายไม่เร่งรีบ
10.รับประทานอาหารเช้าทุกวัน
11.ก่อนเลือกอาหารคำนึงถึงคุณค่าอาหารต่อสุขภาพ ควบคู่กับความถูกใจ
12.เลือกรับประทานอาหารในท้องถิ่นเป็นประจำและเกิดตามฤดูกาล

ข้อมูลอ้างอิงhttps://sites.google.com/site/phupharuk/home/kar-leuxk-briphokh-xahar

ความต้องการสารอาหารและพลังงานร่างกาย

ความต้องการสารอาหารและพลังงานของร่างกาย

ความต้องการสารอาหารและพลังงานของร่างกาย

ประเภทของสารอาหาร

อาหารแต่ละชนิดมีสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบอยู่หลายประเภท  ได้แก่  โปรตีน  คาร์โบไฮเดรต  ไขมัน  วิตามิน  แร่ธาตุ  และน้ำ  ในปริมาณมากน้อยแตกต่างกัน  สารอาหารดังกล่าวเหล่านี้เราสามารถจำแนกได้เป็น 2 ใหญ่ๆ  ได้แก่สารอาหารที่ให้พลังงาน  และสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน

สารอาหารที่ให้พลังงาน

ในแต่ละวันคนเราต้องทำกิจกรรมต่างๆ มากมายเริ่มตั้งแต่ตื่นนอน เราต้องอาบน้ำแปรงฟันหรือทำความสะอาดร่างกาย แต่งตัว เดินทางไปโรงเรียน ไปทำงาน เล่นกีฬา กิจกรรมเหล่านี้ล้วนต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น  แม้กระทั้งเวลาพักผ่อนหรือนอนหลับร่างกายก็ต้องการพลังงานสำหรับการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น  การทำงานของหัวใจเพื่อการสูบฉีดเลือด  การทำงานของไตเพื่อการขับถ่าย  เป็นต้น  การทำงานเหล่านี้ต้องการพลังงานจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นพลังงานที่น้อยที่สุดที่จำเป็นต่อร่างกาย  พลังงานที่ร่างกายต้องการได้มาจากสารอาหาร 3 ประเภท ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน

รวม 3

รูป     สารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย

  1. สารอาหารประเภทโปรตีน  เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีโมเลกุลใหญ่  ประกอบด้วยหน่วยที่เล็กที่สุดเรียกว่า  กรดอะมิโน  จำนวนมาก  โปรตีนธรรมชาติมีกรดอะมิโนเป็นองค์ประกอบอยู่ประมาณ 22 ชนิด  แต่ละชนิดมีโครงสร้างต่างกัน  ความแตกต่างในการเรียงลำดับและสัดส่วนที่รวมตัวกันของกรดอะมิโนต่างชนิดกัน  ทำให้เกิดเป็นโปรตีนชนิดต่างๆ มากมาย  ซึ่งแต่ละชนิดมีคุณค่าทางอาหารแตกต่างกัน  โปรตีนชนิดใดจะมีคุณค่าทางอาหารมากหรือน้อย  ขึ้นอยู่กับว่าโปรตีนชนิดนั้นย่อยสลายได้ง่ายและมีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วนหรือไม่ กรดอะมิโนที่จำเป็น   คือ  กรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้แต่ต้องได้จากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น  กรดอะมิโนที่พบในโปรตีนธรรมชาติประมาณ 22 ชนิดนี้เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็น 8 ชนิด  ที่เหลือเป็นกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น  ซึ่งนอกจากจะได้จากอาหารแล้วร่างกายยังสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ด้วยโปรตีนเป็นสารอาหารหลักที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อร่างกายในการสร้างเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ  และเป็นส่วนประกอบสำคัญของเอนไซม์ ฮอร์โมน เฮโมโกลบิน และแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกัน  ร่างกายของคนเรามีโปรตีนอยู่ประมาณร้อยละ 20 ของนำหนักตัว  โปรตีนนอกจากจะจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายแล้ว  ยังให้พลังงานแก่ร่างกายอีกด้วย  โดยมาเผาผราญให้เกิดพลังงานทดแทน  แต่ในกรณีที่ร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตและไขมันอย่างเพียงพอแล้ว  ร่างกายจะสงวนโปรตีนไว้ใช้เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตและหน้าที่สำคัญอื่นๆ ในวันหนึ่งๆ  ร่างกายคนเราควรจะได้รับสารอาหารประเภทโปรตีนในปริมาณ 1 กรัมต่อน้ำหนักร่างกาย 1 กิโลกรัม  แต่ร่างกายขึ้นอยู่กับวัย เพศ และสภาพของร่างกายด้วยในวันหนึ่งๆ ร่างกายแต่ละวัยมีความต้องการสารอาหารประเภทโปรตีนมากน้อยต่างกันอย่างไรนักเรียนสามารถศึกษาได้จากตารางต่อไปนี้

 

ตาราง 1 แสดงปริมาณโปรตีนที่ร่างกายของคนในวัยต่างๆ ต้องการต่อวัน

 

อายุ น้ำหนัก (กิโลกรัม ) ปริมาณโปรตีน (กรัม / วัน )
ทารก   3  –  5  เดือน6  –  12  เดือน

เด็ก     1  –   3   ปี

4  –  6   ปี

7  –  9   ปี

ชาย   10  –  12 ปี

13  –  15 ปี

16   –  19  ปี

หญิง  10  –  12  ปี

13  –  15  ปี

16  –  19  ปี

ชาย   20 +    ปี

หญิง   20+      ปี

67 –   8

12

16

22

29

42

54

31

44

48

58

50

1314

17

21

26

34

50

57

37

49

45

51

44

หมายเหตุ

หญิงที่ตั้งครรภ์  เพิ่มขึ้นอีกวันละ 7 กรัม

หญิงให้นมบุตร  เพิ่มขึ้นวันละ 19 กรัม  ในระยะ 6 เดือนแรก  และ 14 กรัม ในระยะ 6 เดือนต่อมา

โปรตีน

 

รูป    แหล่งอาหารที่ให้สารอาหารประเภทโปรตีน

แหล่งอาหารที่ให้สารอาหารประเภทโปรตีน  ได้แก่ เนื้อ นม ไข่   และพืชจำพวกถั่ว  รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเนื้อ  นม  ไข่  และถั่ว  นอกจากนี้เรายังพบโปรตีนในพืชชนิดอื่นๆ อีก เช่น  ข้าวเจ้า  ข้าวเหนียว  ข้าวสาลี  ข้าวโพดเหลือง  เป็นต้น  แต่พบในปริมาณน้อย

  1. สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารประกอบอินทรีย์ที่มีคาร์บอน  ไฮโดรเจน  และออกซิเจนเป็นองค์ประกอบสำคัญ  คาร์โบไฮเดรตที่มีในอาหารสามารถจัดจำแนกได้เป็น  2  กลุ่ม  ตามสมบัติทางกายภาพและทางเคมี  ได้แก่

2.1น้ำตาล  เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีรสหวานและละลายน้ำได้  ตัวอย่าง  เช่น

1 )น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว หรือ มอโนแซ็กคาไรด์  (Monosaccharide )เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด  ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้อีก  สามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ทันที  ตัวอย่างของน้ำตาลชนิด  ได้แก่  กลูโคส  ฟรักโทส  และกาแล็กโทส  กลูโคสพบในผักและผลไม้ที่มีรสหวาน ฟรักโทสมีรสหวานกว่าน้ำตาลชนิดอื่น  พบในน้ำผึ้ง   ผักและผลไม้ที่มีรสหวานเช่นกัน  ส่วนกาแล็กโทสพบในน้ำนม

2.) น้ำตาลโมเลกุลคู่ หรือ ไดแซ็กคาไรด์  (Disaccharida )  เป็นคาร์โบไฮเดรต  ที่เกิดจากการรวมตัวของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 โมเลกุล ซึ่งอาจเป็นชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกันก็ได้  น้ำตาลชนิดนี้เมื่อกินเข้าไปร่างกายจะย่อยสลายให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อนที่จะดูดซึมไปใช้ประโยชน์  ตัวอย่างของน้ำตลชนิดนี้  ได้แก่ซูโครสหรือน้ำตาลทรายมอลโทส และแล็กโทส ซูโครสพบในผักและผลไม้ทั่วไป เช่น อ้อย  ตาล  มะพร้าว  หัวบีท  เป็นต้นเมื่อแตกตัวออกจะได้กลูโคสและฟรักโทสอย่างละ 1 โมเลกุล  มอลโทสพบในข้าวบาร์เลย์หรือข้าวมอลต์ที่นำมาใช้ทำเบียร์  เครื่องดื่ม  และอาหารสำหรับเด็ก  เมื่อแตกตัวออกจะได้กลูโคส 2 โมเลกุล  แล็กโทสพบในน้ำนม เมื่อแตกตัวจะได้กลูโคสและกาแล็กโทสอย่างละ 1 โมเลกุล

2.2พวกที่ไม่ใช่น้ำตาล  เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ไม่มีรสหวาน ละลายน้ำยากหรือไม่ละลายเลย  เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรืออมอโนแซ็กคาไรด์จำนวนมากมาเกาะรวมตัวกันเป็นสารที่มีโมเลกุลเชิงซ้อน  เรียกว่า  พอลิแซ็กคาไรด์  ( Polsaccharide )  ตัวอย่างของคาร์โบไฮเดรตกลุ่มนี้  ได้แก่

1 )แป้ง  เป็นคาร์โบไฮเดรตที่พืชเก็บสะสมไว้ตามส่วนต่างๆ โดยเฉพาะเมล็ด  รากหรือหัว

2 )เซลลูโลส  เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโครงสร้างส่วนใหญ่ของพืช  โดยเฉพาะที่เปลือก  ใบ  และเส้นใยที่ปนในเนื้อผลไม้  เซลลูโลสร่างกายคนเราไม่สามารถย่อยสลายได้  แต่จะมีหารขับถ่ายออกมาในลักษณะของกากเรียกว่า   เส้นใยอาหาร   ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ทำให้ขับถ่ายสะดวก  พืชประเภทผัก  และถั่ว  ผลไม้  จัดเป็นแหล่งที่ให้เส้นใยอาหาร  เพราะมีเซลลูโลสอยู่ประมาณสูง  จึงควรกินเป็นประจำทุกวัน  วันละประมาณ 20 – 36   กรัม

3 ) ไกลโคเจน   เป็นคาร์โบโฮเดรตประเภทแป้งที่สะสมอยู่ในร่างกายของคนและสัตว์   พบมากในตับและกล้ามเนื้อ   เมื่อปริมาณน้ำตาลในเลือดลดลงหรือร่างกายขาดสารอาหาร   ตับจะเปลี่ยนไกลโคเจนเป็นกลูโคส   เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกายต่อไป

คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกายเพื่อนำมาใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในวันหนึ่งๆ ร่างกายต้องใช้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตประมาณร้อยละ 50 – 55 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับจากอาหาร  ดังนั้น  เราควรกินอาหารคาร์โบไฮเดรตประเภทแป้งให้ได้ปริมาณ 300 – 400 กรัมต่อวัน  จึงจะเพียงพอกับปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการ

คาร์โบไฮเดสรส

 

รูป  แหล่งอาหารที่ให้สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต

แหล่งอาหารที่ให้สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตได้แก่  ข้าว  แป้ง  น้ำตาล  เผือก  มันข้าวโพด  พืชผักและผลไม้ที่มีรสหวาน  ขนมและอาหารที่ทำจากแป้งหรือข้าว

3. สารอาหารประเภทไขมัน

ไขมันเป็นสารอาหารประกอบอินทรีย์ที่มีโมเลกุลใหญ่  ประกอบด้วยคาร์บอน  ไฮโดรและออกซิเจน เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรต  ไขมันเป็นสารอาหารที่ไม่สามารถละลายในน้ำได้แต่จะละลายได้ในน้ำมันหรือไขมันเหลว  และในตัวทำละลายอินทรีย์  เช่น  แอลกอฮอล์  อีเทอร์เป็นต้น ไขมันถ้าอยู่ในสภาพของแข็ง ณ อุณหภูมิปกติ  เรียกว่า  ไข หรือ ไขมัน  แต่ถ้าอยู่ในสภาพของ  เรียกว่า  น้ำมัน  ทั้งไขมันและน้ำมันมีโครงสร้างเหมือนกัน  คือเกิดการรวมตัวกันของกรดไขมันกับกีเซอรอล  ดังนั้นเมื่อไขมันสลายตัวก็จะให้กรดไขมันและกรีเซอรอลซึ่งมีขนาดเล็กพอที่จะผ่านเข้าออกจากเซลล์ได้

กรดไขมัน  เป็นส่วนประกอบของไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย  มี  2  ประเภท  กรดไขมันอิ่มตัวและกรดไขมันไม่อิ่มตัว  กรดไขมันอิ่มตัวพบมากในไขมันสัตย์  ส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากในน้ำมันพืช  เช่น  น้ำมันถั่วเหลือง  น้ำมะพร้าว  น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย  เป็นต้นกรดไขมันบางชนิดจำเป็นสำหรับร่างกาย  เช่น  กรดไลโนเลอิก  ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้  และถ้าร่างกายไม่ได้รับกรดนี้อย่างเพียงพอ  จะทำให้ร่างกายไม่เจริญเทาที่ควร และมีอาการผิวหนังอักเสบ  เกิดการหลุดออกของผิวหนังอย่างรุนแรงติดเชื้อได้ง่าย  และบาดแผลหายช้า  ซึ่งจะเห็นผลอย่างรวดเร็วในเด็ก  โดยปกติแล้วร่างกายควรจะได้รับกรดไขมันที่จำเป็นทุกๆ วัน วันละประมาณ 2 – 4 กรัม

ไขมันเป็นสารที่ให้พลังงานสูงเมื่อเทียบกับสารอาหารประเภทอื่นที่มีปริมาณเท่า ๆ กัน  ร่างกายสามารถสะสมไขมันโดยไม่จำกัดปริมาณ  นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตหรือโปรตีนให้เป็นไขมันได้ด้วย  ดังนั้น  ถ้าเรากินอาหารที่ให้พลังงานเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ  ร่างกายจะสะสมอาหารส่วนเกินไว้ในรูปของไขมัน  เป็นเนื้อเยื่อไขมันอยู่ใต้ผิวหนังและตามอวัยวะต่าง ๆ

นอกจากนี้ไขมันยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อหุ้มเซลล์และฮอโมนบางชนิดช่วยในการดูดซึมที่สะลายในไขมันเข้าสู่ร่างกาย  ป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียน้ำมาก  ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่หยาบแห้งกร้าน  รวมถึงสุขภาพของผมและเล็บด้วย  ดังนั้น  ในวันหนึ่ง ๆ เราจะควรกินอาหารประเภทไขมันให้ประมารร้อยละ 30 ของจำนานพลังงานที่ใช้ทั้งหมดต่อวัน

นอกจากไขมันที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วยังมีสารประเภทไขมันอื่น ๆ อีก คอเลสเทอรอล   ซึ่งพบมากในไข่แดงและไขมันสัตย์  คอเลสเทอรอลเป็นสารจำเป็นที่ร่างกายใช้เป็นสารเบื้องต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศทุกชนิด  สร้างน้ำดี  สร้างสารที่จะเปลี่ยนไปเป็นวิตามินดีเมื่อได้รับแสงอาทิตย์  และเป็นฉนวนของเส้นประสาทต่าง ๆ แต่ถ้าร่างกายมีคอเลสเทอรอลมากเกินไปจะเป็นอันตราย  นักเรียนคงจะเคยทราบถึงอันตรายเกี่ยวกับคอเลสเทอรอลในเลือดมาบ้างแล้ว  คอเลสเทอรอลในร่างกายส่วนหนึ่งได้จากอาหาร  อีกส่วนหนึ่งได้จากการสังเคราะห์ขึ้นในร่างกาย  การกินไขมันชนิดอิ่มตัวมาก ๆ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คอเลสเทอรอลในเลือดสูง  และเมื่อคอเลสเทอรอลรวมกับไขมันชนิดอื่นจะไปเกาะตามผนังหลอดเลือดทำให้มีการอุดตันในหลอดเลือด  ซึ่งเป็นอันตรายมาก  เพราะหากไปอุดตันในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง  จะทำให้เป็นอัมพาตได้  การรับประทานกรดไขมันที่จำเป็นโดยเฉพาะกรดไลโนเลอิกให้ได้ปริมาณร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมดจะช่วยให้ป้องกันภาวะคอเลสเทอรอลในเลือดสูงได้

ไขมัน

 

รูป  แหล่งอาหารที่ให้สารอาหารประเภทไขมัน

แหล่งอาหารที่ให้สารอาหารประเภทไขมัน  ได้แก่  ในพืชมักพบในผลและเมล็ด  เช่น มะพร้าว  น้ำมันมะกอก  น้ำมันถั่วเหลือง  น้ำมันเมล็ดทานตะวัน  เป็นต้น  และในสัตย์พบตามผิวหนังและในช่องท้อง  ซึ่งสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อไขมัน  เช่น  ไขมันหมู  ไขมันวัว  ไขมันแกะ  น้ำมันตับปลา  เป็นต้น

สารอาหารใน 1 วัน และพลังงานที่ได้รับอาหารและโภชนาการสำหรับคนทำงาน

 

คนทำงานและผู้สูงอายุ ต้องการสารอาหารเท่ากันแตะต้องการปริมาณอาหารไม่เท่ากัน   ดังนั้นอาหารของผู้สูงอายุควรจัดให้มีปริมาณและคุณภาพพอเพียงกับความต้องการของร่างกาย   การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทุกวันในปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ และควรปฏิบัติในการแนะนำอาหารสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันเพื่อสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์และพึงประสงค์

 

ความต้องการสารอาหารในผู้สูงอายุ

1. พลังงาน ในวัยสูงอายุ กิจกรรมต่าง ๆ ลดลง การใช้แรงงานหนักต่าง ๆ ก็น้อยลง และอวัยวะ ต่าง ๆ ของร่างกายมีการทำงายน้อยลงด้วย ดังนั้นความต้องการพลังงานของผู้สูงอายุจะลดลง ร้อยละ 20 – 30 เมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการพลังงานที่ได้รับใน 1 วัน ของกลุ่มอายุ 20 – 30 ปี กล่าวคือ

– ผู้สูงอายุชาย อายุ   60 – 69 ปี  ต้องการพลังงานเฉลี่ยประมาณ 2200 กิโลแคลอรี/วัน

– ผู้สูงอายุหญิง อายุ 60 – 69 ปี  ต้องการพลังงานเฉลี่ยประมาณ 1850 กิโลแคลอรี/วัน

– อายุ 70 ปีขึ้นไป ต้องการพลังงานโดยเฉลี่ยลดลง 10 – 12 %

พลังงานที่ผู้สูงอายุได้รับ ไม่ควรน้อยกว่า 1200 กิโลแคลอรีต่อวัน เพราะจะทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ นอกจากรายจำเป็นจะต้องลดน้ำหนักตัว ถ้าได้รับพลังงานน้อยกว่าที่กำหนด ควรได้รับวิตามินและเกลือแร่ในรูปของยาเมล็ดเสริม ให้ด้วย ผู้สูงอายุควรระวังอย่าให้อ้วน เพราะจะตามมาด้วยโรคหลายอย่าง เช่น เบาหวาน หัวใจ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เป็นต้น ดังนั้น ควรกินอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และพยายามรักษาน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน หรือผอมเกินไป

2. โปรตีน สารอาหารโปรตีน จำเป็นในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ตั้งแต่ผิวหนังกล้ามเนื้อ เลือด กระดูก ตลอดจนเนื้อเยื่อต่าง ๆ ผู้สูงอายุต้องการโปรตีนประมาณ  0.88กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน หรือเมื่อคิดเป็นพลังงาน ควรได้พลังงานจากโปรตีนประมาณ 12 – 15 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ควรได้รับทั้งหมดใน 1 วัน และควรเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพหรือโปรตีนสมบูรณ์ที่มีกรด อะมิโนจำเป็นครบ 9 ชนิด  ( Essential) ได้แก่ อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้ง      ผู้สูงอายุต้องการโปรตีนน้อยกว่าบุคคลในวัยเจริญเติบโตและวัยทำงาน เนื่องจากไม่มี การเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย ต้องการเพียงเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รักษาระดับความสมดุลย์ของร่างกาย และป้องกันการเสื่อมสภาพของร่างกายก่อนวัยอันควร เท่านั้น

3. ไขมัน   เป็นอาหารที่ให้พลังงาน ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เป็นตัวนำวิตามินที่ละลายในไข มัน ให้ใช้ประโยชน์ได้ในร่างกาย และยังช่วยให้อาหารมีรสอร่อยและทำให้รู้สึกอิ่ม

ผู้สูงอายุมีความต้องการพลังงานลดลง จึงควรลดการบริโภคไขมันลงด้วย โดยการกินอาหาร พวกไขมันแต่พอสมควร คือไม่ควรเกินร้อยละ  25 – 30 ของปริมาณพลังงานทั้งหมด ที่ได้รับต่อ วัน น้ำมันที่ใช้ควรเลือกใช้นำมันพืชแทนน้ำมันสัตว์ เพื่อป้องกันไขมันในเลือดสูง ปริมาณน้ำมัน พืชที่ผู้สูงอายุควรได้รับประมาณ 2 – 3 ช้อนโต๊ะต่อวันในการประกอบอาหารต่าง ๆ

4. คาร์โบไฮเดรท   คือแหล่งพลังงานส่วนมาก ที่เราได้รับและเป็นอาหารที่ ราคาไม่แพง อร่อย และเป็นสิ่งที่เก็บไว้ได้นาน ไม่เสียง่าย เป็นอาหารที่ประกอบได้ง่ายและกิน ง่าย เคี้ยวง่าย แต่ผู้สูงอายุควรลดการกินอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรท โดยเฉพาะน้ำตาลต่าง ๆ เพื่อเป็นการลดปริมาณพลังงานผู้สูงอายุได้รับคารโบไฮเดรท ร้อยละ 55% ของปริมาณพลังงาน ทั้งหมดต่อวัน การกินควรอยู่ในรูปของคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อน แป้งที่เชิงซ้อน   เช่น กล้วย  ถั่วเมล็ดแห้ง มัน ข้าว และแป้ง เพราะนอกจากร่างกายจะได้รับคาร์โบไฮเดรท แล้วยังได้วิตามิน และแร่ธาตุอีกด้วย

5. วิตามิน   ช่วยให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ คนทำงานและผู้สูงอายุมีความต้องการวิตามินเท่ากันแต่ต้องการวิตามินบี น้อยลล  ซึ่งจะสัมพันธ์กับความต้องการของพลังงาน ที่ลดลง ผู้สูงอายุควรกินอาหารอ่อน ๆ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องฟัน อาจทำให้การได้รับวิตามิน บางอย่างไม่เพียงพอ แหล่งของวิตามินส่วนใหญ่อยู่ในผัก ผลไม้สด  ( ดูตารางวิตามิน-แร่ธาตุที่ควรได้รับต่อวัน ประกอบ )

6. แร่ธาตุ   คนทำวัยทำงาน และ ผู้สูงอายุมีความต้องการแร่ธาตุเท่ากัน แต่ แต่ส่วนมากปัญหาคือ การกินที่ไม่เพียงพอ แร่ธาตุที่สำคัญ และเป็นปัญหาในผู้สูงอายุ ได้แก่ แร่ ธาตุเหล็ก และแคลเซียม

7. น้ำ     มีความสำคัญต่อร่างกายมาก ช่วยให้ระบบย่อยอาหาร และการขับถ่ายของเสียส่วนมาก ผู้สูง อายุจะดื่มน้ำไม่เพียงพอ ดังนั้น  ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำประมาณ  6 – 8 แก้ว เป็นประจำทุกวัน และน้ำที่ว่านี้ต้องมีสารอาหารอยู่ในนั้นที่เป็นประโยชน์  ไม่ใช้น้ำที่กลั่นด้วยระบบ  RO   คือ สะอาดเกินไป ร่างกายไม่ได้สารอาหารเลย ระยะยาวก่อให้เกิดโรคหัวใจ, ความดัน, กระดูกพรุนได้

8. เส้นใยอาหาร เป็นสารที่ได้จาก พืช และ ผักทุกชนิด ซึ่งน้ำย่อยไม่สามารถย่อยได้ มีความสำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์มาก เพราะ ถ้ากินเส้นใยอาหารเป็นประจำ จะช่วยให้ท้องไม้ผูก  ลดไขมันในเส้นเลือด  ถ่ายอุจจาระได้สะดวก ทำให้ร่างกายไม่หมักห่มสิ่งบูดเน่า และสารพิษบางอย่างไว้ในร่างกาย นานเกินควร จึงควรป้องกันการเกิดมะเร็งในสำไส้ใหญ่ได้ คุณสมบัติพิเศษของเส้นใยอาหาร ที่ป้องกันโรคดังกล่าวได้ นอกจาจะไม่ถูกย่อยด้วยน้ำย่อย แต่ดูดน้ำทำให้อุจจาระนุ่มมีน้ำหนัก และถ่ายง่ายแล้ว เส้นใยอาหารยังมีไขมันและแคลอรีต่ำมาก  โดยเฉพาะผลไม้สด จะให้เส้นใยอาหารมากกว่าดื่มน้ำผลไม้ นอกจากนี้ควรกินอาหารประเภทถั่วเมล็ดแห้ง และข้าวซ้อมมือเป็นประจำ

 

ตารางสารอาหารที่แนะนำสำหรับคนไทย ปริมาณต่อวัน  100 %
1. ไขมันทั้งหมด (Total Fat) 65* กรัม (g)
2. ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) 20 กรัม (g)
3. โคเลสเตอรอล (Cholesterol) 300  มิลลิกรัม (mg)
4. โปรตีน (Protein) 50  กรัม (g)
5. คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด (Total Carbohydrate) 300  กรัม (g)
6. ใยอาหาร (Dietary Fiber) 25 กรัม (g)
7. วิตามินเอ (Vitamin A) 800 ไมโครกรัม
8. วิตามินบี 1 (Thiamin) 1.5 มิลลิกรัม(mg)
9. วิตามินบี 2 (Riboflavin)  1.7 มิลลิกรัม(mg)
10. ไนอะซิน (Niacin) 20 มิลลิกรัม เอ็น อี (mg
11. วิตามินบี 6 (Vitamin B6)  2 มิลลิกรัม (mg)
12. โฟลิค แอซิด (Folic Acid)  200 ไมโครกรัม (ug)
13. ไบโอติน (Biotin) 150 ไมโครกรัม (ug)
14. แพนโทธินิค แอซิด (Pantothenic Acid)  6 มิลลิกรัม (mg)
15. วิตามินบี 12 (Vitamin B12) 2 ไมโครกรัม (ug)
16. วิตามินซี (Vitamin C)  60 มิลลิกรัม (mg)
17. วิตามินดี (Vitamin D)  5 ไมโครกรัม (ug)
18. วิตามินอี (Vitamin E) 10 มิลลิกรัม
19. วิตามินเค (Vitamin K)  80 โมโครกรัม (ug)
20. แคลเซียม (Calcium)  800 มิลลิกรัม (mg)
21. ฟอสฟอรัส (Phosphorus) 800 มิลลิกรัม (mg)
22. เหล็ก (Iron) 15 มิลลิกรัม (mg)
23. ไอโอดีน (Iodine) 150 ไมโครกรัม (ug)
24. แมกนีเซียม (Magnesium) 350 มิลลิกรัม (mg)

อาหารและสารอาหาร

อารหารและสารอาหาร

อาหาร คือ

สิ่งที่เรารับประทานได้โดยปลอดภัยและให้สารอาหารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ในประเทศไทยมักจำแนกเป็น 5 หมู่ หรือ 5 กลุ่ม เพื่อเป็นแนวทางให้คนไทยบริโภคอาหารที่หลากหลายและครบส่วน อาหาร 5 หมู่ ได้แก่

หมู่ที่ 1 ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน

หมู่ที่ 2 ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ถั่ว ไข่

หมู่ที่ 3 ได้แก่ ไขมันและน้ำมัน

หมู่ที่ 4 ได้แก่ ผัก

หมู่ที่ 5 ได้แก่ ผลไม้ล

สารที่เป็นองค์ประกอบในอาหาร เรียกว่า สารอาหาร (nutrient) เป็นสารที่ร่างกายสามารถใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต จำแนกตามองค์ประกอบทางเคมีเป็น 6 ประเภท คือ คาร์โบไฮเดรต  โปรตีน ลิพิด วิตามิน  แร่ธาตุ และน้ำ

คาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) เป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ส่วนใหญ่ของคาร์โบไฮเดรตที่มนุษย์ได้รับมาจากอาหารจำพวกน้ำตาลและแป้ง ซึ่งมีมากในธัญพืช ถั่ว และผักผลไม้ คาร์โบไฮเดรตประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจนและออกซิเจน  จับตัวกันเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว  น้ำตาลโมเลกุลคู่ และคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ การตรวจสอบน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวใช้สารละลายเบเนดิกต์ส่วนการตรวจสอบคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่พวกแป้งใช้สารละลายไอโอดีน

โปรตีน (protein) เป็นส่วนประกอบสำคัญของอวัยวะและเซลล์ทุกเซลล์ ช่วยสร้างเสริมการเจริญเติบโตและซ่อมแซมเซลล์ และเป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน โปรตีนมีบทบาทสำคัญโดยเป็นเอนไซม์  ฮอร์โมน แอนติบอดี  อาหารที่พบโปรตีนมากได้แก่ เนื้อสัตว์  ไข่ นมและถั่ว โปรตีนประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน  ออกซิเจน และไนโตรเจน เป็นธาตุหลักจับกันเป็นกรดอะมิโน ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของโปรตีน กรดอะมิโนหลายโมเลกุล จับกันเป็นโปรตีนที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้น

ลิพิด (lipid) เป็นสารอาหารที่มีสมบัติไม่รวมตัวกับน้ำ ให้พลังงานสูง ช่วยในการดูดซึมวิตามินบางชนิด ในร่างกายพบใต้ผิวหนัง และรอบอวัยวะภายในต่างๆ ลิพิดมีหลายประเภท เช่น ไขมัน (fat) น้ำมัน (oil) คอเลสเทอรอล (cholesterol) เป็นต้น ลิพิดในอาหารมักเป็นสารประกอบประเภทเอสเตอร์ เช่น ไตรกลีเซอไรด์  (triglyceride) ประกอบด้วยกลีเซอรอลและกรดไขมัน กรดไขมันประกอบด้วยธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจน

วิตามิน (vitamin) เป็นสารอินทรีย์ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ร่ายกายต้องการปริมาณไม่มาก แต่เมื่อขาดวิตามิน จะส่งผลให้เกิดภาวะผิดปกติเนื่องจากความบกพร่องของกระบวนการเคมีในร่างกาย แหล่งที่พบ ความสำคัญ ตลอดจนผลจากการขาดวิตามินชนิดต่างๆ ศึกษาได้จากตารางต่อไปนี้

วิตามิน

แหล่งอาหาร

ความสำคัญ

ผลจากการขาด

ละลายในลิพิด

เรตินอล

(A)

ตับ  น้ำมันตับปลา ไข่ นม เนย ผักและผลไม้ที่มีสีเขียว
และเหลือง

ช่วยในการเจริญเติบโต
บำรุงสายตา

เด็กไม่เจริญเติบโต

ผิวหนังแห้ง หยาบ
มองไม่เห็นในที่สลัว

แคลซิเฟอรอล

(D)

นม เนย ไข่ ตับ

น้ำมันตับปลา

จำเป็นในการสร้างกระดูกและฟัน  ช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส

โรคกระดูกอ่อน

แอลฟา โทโคเฟอรอล

(E)

ผักสีเขียว น้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันรำ  น้ำมันถั่วเหลือง

ทำให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรง

และไม่เป็นหมัน

โรคโลหิตจาง หญิงมีครรภ์อาจทำให้แท้งได้ ผู้ชายอาจเป็นหมัน

แอลฟา ฟิลโลควิโนน

(K)

ผักสีเขียว  ตับ

ช่วยในการแข็งตัวของเลือด

เลือดแข็งตัวช้ากว่าปกติ

ละลายในน้ำ

ไทอามีน

(B1)

ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง

เนื้อสัตว์ ตับ ถั่ว ไข่

ช่วยบำรุงระบบประสาท
และการทำงานของหัวใจ

โรคเหน็บชา

เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย

ไรโบเฟลวิน

(B2)

ตับ  ไข่ ถั่ว  นม  ยีสต์

ช่วยให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างปกติ  ทำให้ผิวหน้า  ลิ้น  ตามีสุขภาพดี  แข็งแรง

โรคปากนกกระจอก

ผิวหนังแห้งและแตก  ลิ้นอักเสบ

ไนอาซิน

(B3)

เนื้อสัตว์ ตับ ถั่ว  ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง  ยีสต์

ช่วยในการทำงานของระบบประสาท กระเพาะอาหาร ลำไส้ จำเป็นสำหรับสุขภาพของผิวหนัง  ลิ้น

เบื่ออาหาร  อ่อนเพลีย  ผิวหนังเป็นผื่นแดง  ต่อมาสีจะคล้ำหยาบ  และอักเสบเมื่อถูกแสงแดด

ไพริดอกซิน

(B6)

เนื้อสัตว์  ตับ  ผัก ถั่ว

ช่วยการทำงานของ
ระบบย่อยอาหาร

เบื่ออาหาร

ผิวหนังเป็นแผล

มีอาการทางประสาท

ไซยาโนโคบาลามิน

(B12)

ตับ ไข่  เนื้อปลา

จำเป็นสำหรับการสร้าง
เม็ดเลือดแดง  ช่วยให้การเจริญ

เติบโตในเด็กเป็นไปตามปกติ

โรคโลหิตจาง  ประสาทเสื่อม

กรดแอสคอร์บิก

(C)

ผลไม้และผักต่างๆ เช่น มะขามป้อม ผลไม้จำพวกส้ม มะละกอ ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า       มะเขือเทศ คะน้า กะหล่ำปลี

ทำให้หลอดเลือดแข็งแรง
ช่วยรักษาสุขภาพ
ของฟันและเหงือก

โรคเลือดออกตามไรฟัน

หลอดเลือดฝอยเปราะ

เป็นหวัดง่าย

 

แร่ธาตุ (mineral) เป็นสารอนินทรีย์ที่ร่างกายจำเป็นต้องมีอยู่ในระดับที่เหมาะสมจึงจะสามารถทำงานได้ แร่ธาตุยังเป็นส่วนประกอบของสารหลายชนิดที่มีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ของเซลล์และอวัยวะ  แร่ธาตุแต่ละชนิดมีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกายแตกต่างกันและมีอยู่ในแหล่งอาหารต่างชนิดกัน ดังแสดงในตารางต่อไปนี้

ตาราง แสดงแหล่งอาหาร ความสำคัญและผลของการขาดแร่ธาตุบางชนิด

แร่ธาตุ

แหล่งอาหาร

ความสำคัญ

ผลจากการขาด

แคลเซียม

นม  เนื้อ ไข่ ผักสีเขียวเข้ม

สัตว์ที่กินทั้งเปลือกและกระดูก เช่น กุ้งแห้ง ปลา

เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกระดูกและฟัน ช่วยในการแข็งตัวของเลือด  ช่วยในการทำงานของประสาทและกล้ามเนื้อ

เด็กเจริญเติบโตไม่เต็มที่    ในหญิงมีครรภ์จะทำให้ฟันผุ

ฟอสฟอรัส

นม เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว

ผักบางชนิด เช่น เห็ดมะเขือเทศ

ช่วยในการสร้างกระดูกและฟัน

การดูดซึมคาร์โบไฮเดรต

การสร้างเซลล์ประสาท

อ่อนเพลีย

กระดูกเปราะและแตกง่าย

ฟลูออรีน

ชา อาหารทะเล

เป็นส่วนประกอบของสารเคลือบฟัน  ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันฟันผุ

ฟันผุง่าย

แมกนีเซียม

อาหารทะเล

ถั่ว นม ผักสีเขียว

เป็นส่วนประกอบของเลือด และกระดูก ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

เกิดความผิดปกติของระบบ

ประสาทและกล้ามเนื้อ

โซเดียม

เกลือแกง ไข่ นม

ควบคุมปริมาณน้ำในเซลล์

ให้คงที่

เกิดอาการคลื่นไส้

เบื่ออาหาร ความดันเลือดต่ำ

เหล็ก

ตับ เนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่

ผักสีเขียว

เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์บางชนิดและฮีโมโกลบิน
ในเม็ดเลือดแดง

โลหิตจาง  อ่อนเพลีย

ไอโอดีน

อาหารทะเล  เกลือสมุทร

เกลือเสริมไอโอดีน

เป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนไทรอกซิน ซึ่งผลิตจาก
ต่อมไทรอยด์

ในเด็กทำให้สติปัญญาเสื่อม  ร่างกายแคระแกรน ในผู้ใหญ่
จะทำให้เป็นโรคคอพอก

 

น้ำ (water) เป็นสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ช่วยในการนำของเสียออกจากร่างกายและช่วยในการควบคุมอุณหภูมิ  ร่างกายได้รับน้ำโดยการดื่มน้ำและจากอาหาร

ในอาหารแต่ละชนิดอาจมีสารอาหารองค์ประกอบหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ข้าว มีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ก็มีทั้งโปรตีน ลิพิด วิตามิน แร่ธาตุ และน้ำอยู่ด้วยในปริมาณเล็กน้อย ทั้งนี้อาหารต่างชนิดกันจะมีส่วนประกอบของสารอาหารต่างกัน ทั้งชนิดและปริมาณ

ข้อมูลอ้างอิง http://secondsci.ipst.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=104:2010-10-27-03-55-57&catid=19:2009-05-04-05-01-56&Itemid=34

อาหารกับการดำรงชีวิต

อาหารกับการดำรงชีวิต

อาหาร คือ สิ่งที่คนหรือสัตว์กินเข้าไปแล้วเกิดประโยชน์
โภชนาการ หรือ โภชนวิทยา หมายถึง การศึกษาความสัมพันธ์ของอาหารกับสิ่งมีชีวิต
สารอาหาร คือ สารประกอบหรือสารเคมีที่มีอยู่ในอาหาร ซึ่งสารอาหารมี 6 ประเภท คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน
ไขมัน แร่ธาตุ วิตามิน และน้ำ

คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate)
ประกอบด้วยธาตุ 3 ชนิด ได้แก้ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน คำว่าคาร์โบไฮเดรต หมายถึง คาร์บอนที่อิ่มตัวด้วยน้ำ” หน่วยย่อยของคาร์โบไฮเดรต คือ น้ำตาลมอนอแซ็ก
คาไรต์(Monosaccharide) แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
       1. น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide)เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีขนาดโมเลกุลเล็กที่
สุด และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประ โยชน์ได้เลย การเรียกชื่อมักเรียกตามจำนวน
อะตอมของคาร์บอน การจำแนกน้ำตาลมอนอแซ็กคาไรด์อาจแบ่งตามจำนวนอะตอมของ
คาร์บอน
2. โอลิโกแซ็กคาไรด์(Oligosaccharide)เป็นน้ำตาลที่เกิดจากมอนอแซ็กคาไรด์ตั้งแต่
2 ถึง 10 โมเลกุลเชื่อมต่อกันด้วยพันธะ เคมีที่เรียกว่า ไกลโคซิดิกบอนด์ โอลิโกแซ็กคาไรด์
ที่พบมากในธรรมชาติและมีความสำคัญด้านโภชนาการ ได้แก่ Disaccharide, Trisaccharide, Tetrasaccharide และ Pentasaccharide
3. พอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharide)   หรือไกลแคน เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว
เกิน 10 โมเลกุลขึ้นไป เชื่อมต่อกันด้วยพันธะ ไกลโคซิดิก ส่วนใหญ่ไม่ละลายน้ำ และไม่มี

โปรตีน (Protein)
เป็นอินทรียสารที่มีความสำคัญในเชิงเป็นโครงสร้างของร่างกาย ในคนเรามีโปรตีนอยู่
ประมาณ 1 ใน 7 ของน้ำหนักตัว ธาตุ ที่เป็นองค์ประกอบหลักของโปรตีน คือ C H O N และ
อาจมีกำมะถัน (S) ฟอสฟอรัส (P)เป็นองค์ประกอบ
กรดอะมิโนชนิดจำเป็น (Essential amino acid or Indispensable amino acid) เป็น
กรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถ สังเคราะห์ขึ้นมาใช้เองได้
       กรดอะมิโนชนิดไม่จำเป็น (Nonessential amino acid or Dispensable amino acid)
เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถ สังเคราะห์เองได้

ประเภทของโปรตีน จำแนกตามคุณค่าของอาหาร แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1.โปรตีนชนิดสมบูรณ์ (Complete protein)
2.โปรตีนชนิดไม่สมบูรณ์ (Incomplete protein)
จำแนกตามหลักชีวเคมี แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
1.โปรตีนไม่ซับซ้อน (Simple protein)
2.โปรตีนซับซ้อน (Compound protein or Comjugate protein)
แบ่งตามหน้าที่ แบ่งออกเป็น 7 ประเภทคือ
1.โปรตีนที่ทำหน้าที่ภูมิต้านทาน
2.โปรตีนที่ทำหน้าที่ขนส่ง
3.โปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นเอนไซม์
4.โปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้าง
5.โปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้าง
6.โปรตีนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว
7.โปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมน

ลิพิด (Lipids)
มีสมบัติไม่ละลายน้ำ แต่สามารถละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น เฮกเซน อีเทอร์ และคลอโร
ฟอร์ ลิพิดประกอบ ด้วย ธาตุ 3 ชนิด เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรต แต่อัตราส่วนของไฮโดรเจนต่อออกซิเจน
ไม่เท่ากับ 2:1 ลิพิดมีหลายชนิด เช่น ไขมัน น้ำมัน ฟอสโฟลิพิด ไข และสเตรอยด์

วิตามิน (Vitamin)
   วิตามิน (Vitamin) คือสารอาหารที่มีสมบัติเป็นสารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อร่างกาย ของสิ่งมีชีวิต แต่
ต้องการในปริมาณน้อย ๆ เป็น มิลลิกรัมหรือไมโครกรัมต่อวัน มีหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการเมแทบอลิ
ซึมของร่างกาย โดยเป็นสารตั้งต้นที่จะนำไปสร้างเป็นโคเอนไซม์ ซึ่งเป็นปัจจัยร่วมของเอนไซม์ในการ
เร่งปฏิกิริยาต่าง ๆ ทำให้การย่อยสลายการดูดซึม การใช้และการสร้าง คาร์โบไฮเดรต โปรตีนและ
เกลือแร่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
วิตามินที่ละลายในน้ำ
ได้แก่ B1 B2 B6 C B12
วิตามินที่ละลายได้ในไขมัน
ได้แก่ A D E K

แร่ธาตุ (Minerals)
ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ฟลูออรีน เหล็ก ทองแดง
โซเดียม โพแทสเซียม ไอโอดีน

น้ำ (Water)
น้ำเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญที่สุดพบอยู่ในอาหารทั่ว ๆ ไป
การที่จัดเอาน้ำเป็นสารอาหาร นั้น ก็เพราะว่าน้ำเป็นสารเคมีที่พบว่าน้ำ
เป็นสารเคมีที่พบเป็นส่วนประกอบของเซลล์และเนื้อเยื่อทุกชนิด
หน้าที่ของน้ำ
1.เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อทุกชนิด
2.ช่วยให้เกิดปฏิกิริยา Hydrolysis
3.ป้องกันการกระทบกระเทือน
4.ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่
5.รักษาความสมดุลของกรด-เบส และเกลือแร่
6.ช่วยขนส่งสารอาหารต่าง ๆ
ข้อมูลอ้างอิง https://sites.google.com/site/chawissil/sar-xahar

แหล่งน้ำ

แหล่งน้ำ

น้ำฝนเป็นต้นกำเนิดของน้ำที่ปรากฏบนผิวโลก เมื่อฝนตกลงมาบนพื้นดิน จะมีน้ำบางส่วนขังอยู่บนผิวดิน และบางส่วน ซึมลงไปสะสมอยู่ในดิน ทำให้เกิดเป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติในดิน ที่อำนวยประโยชน์ให้กับพืชได้โดยตรง เมื่อมีฝนตกมาก น้ำไม่สามารถจะขังอยู่ได้บนผิวดิน และซึมลงไปในดินได้ทั้งหมด ก็จะเกิดเป็นน้ำไหลนองไปบนผิวดิน จากนั้นจะไหลลงสู่ที่ลุ่ม ที่ต่ำ ลำน้ำ ลำธาร แม่น้ำ แล้วจึงไหลลงสู่ทะเล และมหาสมุทรต่อไป

น้ำในดิน และน้ำที่ขังอยู่บนผิวดินที่ได้มาจากฝนโดยตรงนั้น จะมีอย่างเพียงพอ และสม่ำเสมอได้ ก็ต้องอาศัยจากฝน ที่ตกลงมาอย่างสม่ำเสมอด้วย เช่นกันหากฝนไม่ตกก็จำเป็นต้องมีน้ำจากแหล่งน้ำอื่นมาเพิ่มเติมให้ โดยธรรมชาติ หรือโดยวิธีการชลประทาน พืชจึงจะมีน้ำใช้อย่างเพียงพอกับความต้องการ

แหล่งน้ำที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการชลประทานได้แก่ แหล่งน้ำบนผิวดิน และแหล่งน้ำใต้ผิวดิน

แหล่งน้ำบนผิวดิน
แหล่งน้ำบนผิวดิน
แม่น้ำลำธาร ห้วย หนอง คลองและบึง ฯลฯ เป็นแหล่งน้ำบนผิวดิน เป็นแหล่งรวบรวมน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่จะได้จากน้ำที่ไหลมาบนผิวดิน และบางส่วนซึมออกมาจากดิน เป็นแหล่งน้ำขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ที่จะอำนวยให้ทำการชลประทานขนาดต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ปริมาณน้ำที่จะมีในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำธารนั้น ย่อมแตกต่างกันไปตามฤดูกาล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า มีฝนตกในเขตของลุ่มน้ำนั้นหรือไม่ หรือว่าตกจำนวนมากน้อยเพียงไร บางวันอาจมีน้ำไหลมาในลำน้ำมาก เพราะเกิดฝนตกหนัก และอาจมีระดับสูง ไหลล้นเข้าไปท่วมเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูกได้เองตามธรรมชาติ ส่วนในระยะฤดูแล้ง ไม่มีฝนตกเลย น้ำในแหล่งน้ำประเภทบ่อหนองและบึง ซึ่งได้เก็บน้ำ ในช่วงฤดูฝนไว้นั้น อาจมีน้ำให้ใช้พอบรรเทาความ เดือดร้อนได้บ้าง แต่น้ำในแม่น้ำ ลำธาร และห้วยบางแห่งอาจมีน้ำไหลลดน้อยลงไป หรือไม่มีเลยก็ได้
การจัดทำโครงการชลประทานได้นั้น จำเป็นต้องมีแหล่งน้ำ เพื่อให้เป็นต้นน้ำของโครงการชลประทาน ถ้าพื้นที่เพาะปลูกไม่มีแหล่งน้ำใดๆ ให้นำมาใช้ได้ ก็ไม่สามารถทำการชลประทานช่วยเหลือได้ หรือแหล่งน้ำมีปริมาณน้อย ก็ย่อมช่วยเหลือพื้นที่ได้น้อยด้วยเช่นกัน
การจัดทำโครงการชลประทานจำเป็นต้องมีแหล่งน้ำ
การจัดทำโครงการชลประทานจำเป็นต้องมีแหล่งน้ำ
ในการวางโครงการชลประทาน โดยใช้น้ำจากแม่น้ำ ลำธาร ห้วย หนอง คลอง และบึง ฯลฯ นั้น จำเป็นต้องรวบรวม สถิติ และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำของแหล่งน้ำนั้นๆ ให้ละเอียด ถี่ถ้วนเสียก่อน เพื่อประกอบการพิจารณาและการตัดสินใจ ในการวางรูปงานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เช่น จำเป็นต้อง ยกน้ำจากแหล่งน้ำนั้นหรือไม่ หรือจะต้องยกน้ำให้มีระดับสูง ด้วยวิธีใดจึงจะเหมาะสม จำเป็นต้องสร้างอ่างเก็บน้ำ เพื่อทำ ให้เป็นแหล่งน้ำที่ถาวรด้วยหรือไม่ ตลอดจนการกำหนดขนาด ของพื้นที่เพาะปลูก ที่จะรับน้ำชลประทานให้พอเหมาะกับจำนวน น้ำของแหล่งน้ำที่มีอยู่ทั้งหมด เป็นต้น

แหล่งน้ำธรรมชาติอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งให้น้ำสำหรับทำการ ชลประทานได้ คือ แหล่งน้ำใต้ผิวดินในท้องที่ ซึ่งไม่มีแหล่งน้ำบนผิวดินนั้น มนุษย์รู้จักการนำน้ำจากแหล่งน้ำใต้ผิวดินขึ้นมา ใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับการอุปโภคบริโภค และสำหรับใช้เพาะปลูกมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว

แหล่งน้ำใต้ผิวดิน
แหล่งน้ำใต้ผิวดิน
น้ำที่มีอยู่ใต้ผิวดิน ได้มาจากน้ำฝนที่ตกแล้วซึมผ่านลง ไปสะสมอยู่ในช่องว่างของชั้นดิน ทราย และกรวด ตลอดจนรอยแตก และโพรงของหินที่อยู่ใต้ผิวดินนั้น เมื่อขุดบ่อลงไปจน ถึงชั้นที่มีน้ำสะสมอยู่ เช่น ชั้นทรายและกรวด ซึ่งน้ำไหลผ่านได้ดี เวลาใดที่นำน้ำขึ้นไปใช้ ทำให้ระดับน้ำในบ่อลดลง ก็จะมี น้ำไหลเข้ามาแทนที่อยู่เสมอ บ่อน้ำที่ใช้สำหรับการชลประทาน จะมีขนาดที่เหมาะสมอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของชั้นทราย หรือชั้นกรวดที่เป็นแหล่งสะสมน้ำ และปริมาณน้ำที่ต้องการใช้งานเป็นหลัก แต่โดยทั่วไปแล้วบ่อน้ำใต้ดินแห่งหนึ่งๆจะช่วย พื้นที่เพาะปลูกได้ไม่มากนัก

ข้อมูลออ้างอิงhttp://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=7&chap=7&page=t7-7-infodetail05.html

เรื่อง หิน

หิน (Rock) หมายถึง มวลของแข็งที่ประกอบขึ้นด้วยแร่ชนิดเดียวกันหรือหลายชนิดรวมตัวกันอยู่ตามธรรมชาติ แบ่งตามลักษณะการเกิดได้ 3 ชนิดใหญ่

1. หินอัคนี (Igneous Rock)
เกิดจากหินหนืดที่อยู่ใต้เปลือกโลกแทรกดันขึ้นมาแล้วตกผลึกเป็นแร่ต่างๆ และเย็นตัวลงจับตัวแน่นเป็นหินที่ผิวโลก แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

  • หินอัคนีแทรกซอน (Intrusive Igneous Rock) เกิดจากการเย็นตัวลงอย่างช้า ๆ ของหินหนืดใต้เปลือกโลก มีผลึกแร่ขนาดใหญ่ (>1 มิลลิเมตร) เช่นหินแกรนิต (Granite) หินไดออไรต์ (Diorite) หินแกบโบร (Gabbro)
  • หินอัคนีพุ (Extruisive Igneous Rock) หรือหินภูเขาไฟ (Volcanic Rock) เกิดจากการเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วของหินหนืดที่ดันตัวพุออกมานอกผิวโลกเป็นลาวา (Lava) ผลึกแร่มีขนาดเล็กหรือไม่เกิดผลึกเลยเช่น หินบะซอลต์ (Basalt) หินแอนดีไซต์ (Andesite) หินไรโอไลต์ (Rhyolite)

หินแกรนิต แสดงลักษณะทั่วไป และผลึกแร่ในเนื้อหิน

2. หินชั้นหรือหินตะกอน (Sedimentary Rock)
เกิดจากการทับถม และสะสมตัวของตะกอนต่างๆ ได้แก่ เศษหิน แร่ กรวด ทราย ดินที่ผุพังหรือสึกกร่อนถูกชะละลายมาจากหินเดิม โดยตัวการธรรมชาติ คือ ธารน้ำ ลม ธารน้ำแข็งหรือคลื่นในทะเล พัดพาไปทับถมและแข็งตัวเป็นหินในแอ่งสะสมตัวหินชนิดนี้แบ่งตามลักษณะเนื้อหินได้ 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ

หินทรายแสดงชั้นเฉียงระดับ

ชั้นหินทรายสลับชั้นหินดินดาน

หินกรวดมน

ชั้นหินปูน

ชั้นหินเชิร์ต

  • หินชั้นเนื้อประสม (Clastic Sedimentary Rock) เป็นหินชั้นที่เนื้อเดิมของตะกอน พวกกรวด ทราย เศษหินและดิน ยังคงสภาพอยู่ให้พิสูจน์ได้ เช่น หินทราย (Sandstone) หินดินดาน (Shale) หินกรวดมน (Conglomerate) เป็นต้น
  • หินเนื้อประสาน (Nonclastic Sedimentary Rock) เป็นหินที่เกิดจากการตกผลึกทางเคมี หรือจากสิ่งมีชีวิต มีเนื้อประสานกันแน่นไม่สามารถพิสูจน์สภาพเดิมได้ เช่น หินปูน (Limestone) หินเชิร์ต (Chert) เกลือหิน (Rock Salte) ถ่านหิน (Coal) เป็นต้น

3. หินแปร (Metamorphic Rock)
เกิดจากการแปรสภาพโดยการกระทำของความร้อน ความดันและปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้เนื้อหิน แร่ประกอบหินและโครงสร้างเปลี่ยนไปจากเดิม การแปรสภาพของหินจะอยู่ในสถานะของของแข็ง ซึ่งจัดแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

  • การแปรสภาพบริเวณไพศาล (Regional metamorphism) เกิดเป็นบริเวณกว้างโดยมีความร้อนและความดันทำให้เกิดแร่ใหม่หรือผลึกใหม่เกิดขึ้น มีการจัดเรียงตัวของแร่ใหม่ และแสดงริ้วขนาน (Foliation) อันเนื่องมาจากแร่เดิมถูกบีบอัดจนเรียงตัวเป็นแนวหรือแถบขนานกัน เช่น หินไนส์ (Gneiss) หินชีสต์ (Schist) และหินชนวน (Slate) เป็นต้น
  • การแปรสภาพสัมผัส (Contact metamorphism) เกิดจากการแปรสภาพโดยความร้อนและปฏิกิริยาทางเคมีของสารละลายที่ขึ้นมากับหินหนืดมาสัมผัสกับหินท้องที่ ไม่มีอิทธิพลของความดันมากนัก ปฏิกิริยาทางเคมีอาจทำให้ได้แร่ใหม่บางส่วนหรือเกิดแร่ใหม่แทนที่แร่ในหินเดิม หินแปรที่เกิดขึ้นจะมีการจัดเรียงตัวของแร่ใหม่ ไม่แสดงริ้วขนาน (Nonfoliation) เช่น หินอ่อน (Marble) หินควอตไซต์ (Quartzite)

หินชนวน (Slate)

หินไนส์ (Gneiss)

หินควอตไซต์ (Quartzite)

หินอ่อน (Marble)

วัฏจักรของหิน

วัฏจักรของหิน (Rock cycle) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของหินทั้ง 3 ชนิด จากหินชนิดหนึ่งไปเป็นอีกชนิดหนึ่งหรืออาจเปลี่ยนกลับไปเป็นหินชนิดเดิมอีกก็ได้ กล่าวคือ เมื่อ หินหนืด เย็นตัวลงจะตกผลึกได้เป็น หินอัคนี เมื่อหินอัคนีผ่านกระบวนการผุพังอยู่กับที่และการกร่อนจนกลายเป็นตะกอนมีกระแสน้ำ ลม ธารน้ำแข็ง หรือคลื่นในทะเล พัดพาไปสะสมตัวและเกิดการแข็งตัวกลายเป็นหิน อันเนื่องมาจากแรงบีบอัดหรือมีสารละลายเข้าไปประสานตะกอนเกิดเป็น หินชั้นขึ้น เมื่อหินชั้นได้รับความร้อนและแรงกดอัดสูงจะเกิดการแปรสภาพกลายเป็นหินแปร และหินแปรเมื่อได้รับความร้อนสูงมากจนหลอมละลาย ก็จะกลายสภาพเป็นหินหนืด ซึ่งเมื่อเย็นตัวลงก็จะตกผลึกเป็นหินอัคนีอีกครั้งหนึ่งวนเวียนเช่นนี้เรื่อยไปเป็นวัฏจักรของหิน กระบวนการเหล่านี้อาจข้ามขั้นตอนดังกล่าวได้ เช่น จากหินอัคนีไปเป็นหินแปร หรือจากหินแปรไปเป็นหินชั้น

ข้อมูลอ้างอิงhttp://www.dmr.go.th/main.php?filename=rocks

โครงสร้างของโลก

กำเนิดโลก

           เมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว กลุ่มก๊าซในเอกภพบริเวณนี้ ได้รวมตัวกันเป็นหมอกเพลิงมีชื่อว่า “โซลาร์เนบิวลา” (Solar แปลว่า สุริยะ, Nebula แปลว่า หมอกเพลิง) แรงโน้มถ่วงทำให้กลุ่มก๊าซยุบตัวและหมุนตัวเป็นรูปจาน ใจกลางมีความร้อนสูงเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชั่น กลายเป็นดาวฤกษ์ที่ชื่อว่าดวงอาทิตย์ ส่วนวัสดุที่อยู่รอบๆ มีอุณหภูมิต่ำกว่า รวมตัวเป็นกลุ่มๆ มีมวลสารและความหนาแน่นมากขึ้นเป็นชั้นๆ และกลายเป็นดาวเคราะห์ในที่สุด (ภาพที่ 1)


ภาพที่ 1 กำเนิดระบบสุริยะ

          โลกในยุคแรกเป็นของเหลวหนืดร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาตตลอดเวลา องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น เหล็ก และนิเกิล จมตัวลงสู่แก่นกลางของโลก ขณะที่องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุเบา เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก ก๊าซต่างๆ เช่น ไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ พยายามแทรกตัวออกจากพื้นผิว ก๊าซไฮโดรเจนถูกลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ทำลายให้แตกเป็นประจุ ส่วนหนึ่งหลุดหนีออกสู่อวกาศ อีกส่วนหนึ่งรวมตัวกับออกซิเจนกลายเป็นไอน้ำ เมื่อโลกเย็นลง เปลือกนอกตกผลึกเป็นของแข็ง ไอน้ำในอากาศควบแน่นเกิดฝน น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว เกิดทะเลและมหาสมุทร สองพันล้านปีต่อมาการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ได้นำคาร์บอนไดออกไซด์มาผ่านการสังเคราะห์แสง เพื่อสร้างพลังงาน และให้ผลผลิตเป็นก๊าซออกซิเจน ก๊าซออกซิเจนที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศชั้นบน แตกตัวและรวมตัวเป็นก๊าซโอโซน ซึ่งช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเล็ต ทำให้สิ่งมีชีวิตมากขึ้น และปริมาณของออกซิเจนมากขึ้นอีก ออกซิเจนจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลกในเวลาต่อมา (ภาพที่ 2)



ภาพที่ 2 กำเนิดโลก

โครงสร้างภายในของโลก
โลกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 12,756 กิโลเมตร (รัศมี 6,378 กิโลเมตร) มีมวลสาร 6 x 10^24 กิโลกรัม และมีความหนาแน่นเฉลี่ย 5,520 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (หนาแน่นกว่าน้ำ 5,520 เท่า) นักธรณีวิทยาทำการศึกษาโครงสร้างภายในของโลก โดยศึกษาการเดินทางของ “คลื่นซิสมิค” (Seismic waves) ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ



ภาพที่ 3 คลื่นปฐมภูมิ (P wave) และคลื่นทุติยภูมิ (S wave)

คลิก เพื่อดูภาพเคลื่อนไหว

            คลื่นปฐมภูมิ (P wave) เป็นคลื่นตามยาวที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง โดยอนุภาคของตัวกลางนั้นเกิดการเคลื่อนไหวแบบอัดขยายในแนวเดียวกับที่คลื่นส่งผ่านไป คลื่นนี้สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ เป็นคลื่นที่สถานีวัดแรงสั่นสะเทือนสามารถรับได้ก่อนชนิดอื่น โดยมีความเร็วประมาณ 6 – 8 กิโลเมตร/วินาที คลื่นปฐมภูมิทำให้เกิดการอัดหรือขยายตัวของชั้นหิน ดังภาพที่ 3

 คลื่นทุติยภูมิ (S wave) เป็นคลื่นตามขวางที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง โดยอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนไหวตั้งฉากกับทิศทางที่คลื่นผ่าน มีทั้งแนวตั้งและแนวนอน คลื่นชนิดนี้ผ่านได้เฉพาะตัวกลางที่เป็นของแข็งเท่านั้น ไม่สามารถเดินทางผ่านของเหลว คลื่นทุติยภูมิมีความเร็วประมาณ 3 – 4 กิโลเมตร/วินาที คลื่นทุติยภูมิทำให้ชั้นหินเกิดการคดโค้ง


ภาพที่ 4 การเดินทางของ P wave และ S wave ขณะเกิดแผ่นดินไหว

คลิก เพื่อดูภาพเคลื่อนไหว

          ขณะที่เกิดแผ่นดินไหว (Earthquake) จะเกิดแรงสั่นสะเทือนหรือคลื่นซิสมิคขยายแผ่จากศูนย์เกิดแผ่นดินไหวออกไปโดยรอบทุกทิศทุกทาง เนื่องจากวัสดุภายในของโลกมีความหนาแน่นไม่เท่ากัน และมีสถานะต่างกัน คลื่นทั้งสองจึงมีความเร็วและทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปดังภาพที่ 4 คลื่นปฐมภูมิหรือ P wave สามารถเดินทางผ่านศูนย์กลางของโลกไปยังซีกโลกตรงข้ามโดยมีเขตอับ (Shadow zone) อยู่ระหว่างมุม 100 – 140 องศา แต่คลื่นทุติยภูมิ หรือ S wave ไม่สามารถเดินทางผ่านชั้นของเหลวได้ จึงปรากฏแต่บนซีกโลกเดียวกับจุดเกิดแผ่นดินไหว โดยมีเขตอับอยู่ที่มุม 120 องศาเป็นต้นไป

โครงสร้างภายในของโลกแบ่งตามองค์ประกอบทางเคมี

นักธรณีวิทยา แบ่งโครงสร้างภายในของโลกออกเป็น 3 ส่วน โดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางเคมี ดังนี้ (ภาพที่ 5)
 เปลือกโลก (Crust) เป็นผิวโลกชั้นนอก มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลิกอนไดออกไซด์ และอะลูมิเนียมออกไซด์

 แมนเทิล (Mantle) คือส่วนซึ่งอยู่อยู่ใต้เปลือกโลกลงไปจนถึงระดับความลึก 2,900 กิโลเมตร มีองค์ประกอบหลักเป็นซิลิคอนออกไซด์ แมกนีเซียมออกไซด์ และเหล็กออกไซด์

 แก่นโลก (Core) คือส่วนที่อยู่ใจกลางของโลก มีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็ก และนิเกิล


ภาพที่ 5 องค์ประกอบทางเคมีของโครงสร้างภายในของโลก



ภาพที่ 6 โครงสร้างภายในของโลก

คลิก เพื่อดูภาพเคลื่อนไหว

โครงสร้างภายในของโลกแบ่งตามคุณสมบัติทางกายภาพ
นักธรณีวิทยา แบ่งโครงสร้างภายในของโลกออกเป็น 5 ส่วน โดยพิจารณาจากคุณสมบัติทางกายภาพ ดังนี้ (ภาพที่ 6)
 ลิโทสเฟียร์ (Lithosphere) คือ ส่วนชั้นนอกสุดของโลก ประกอบด้วย เปลือกโลกและแมนเทิลชั้นบนสุด ดังนี้
o เปลือกทวีป (Continental crust) ส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิตมีความหนาเฉลี่ย 35 กิโลเมตร ความหนาแน่น 2.7 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร
o เปลือกสมุทร (Oceanic crust) เป็นหินบะซอลต์ความหนาเฉลี่ย 5 กิโลเมตร ความหนาแน่น 3 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร (มากกว่าเปลือกทวีป)
o แมนเทิลชั้นบนสุด (Uppermost mantle) เป็นวัตถุแข็งซึ่งรองรับเปลือกทวีปและเปลือกสมุทรอยู่ลึกลงมาถึงระดับลึก 100 กิโลเมตร
 แอสทีโนสเฟียร์ (Asthenosphere) เป็นแมนเทิลชั้นบนซึ่งอยู่ใต้ลิโทสเฟียร์ลงมาจนถึงระดับ 700 กิโลเมตร เป็นวัสดุเนื้ออ่อนอุณหภูมิประมาณ 600 – 1,000ฐC เคลื่อนที่ด้วยกลไกการพาความร้อน (Convection) มีความหนาแน่นประมาณ 3.3 กรัม/เซนติเมตร
 เมโซสเฟียร์ (Mesosphere) เป็นแมนเทิลชั้นล่างซึ่งอยู่ลึกลงไปจนถึงระดับ 2,900 กิโลเมตร มีสถานะเป็นของแข็งอุณหภูมิประมาณ 1,000 – 3,500ฐC มีความหนาแน่นประมาณ 5.5 กรัม/เซนติเมตร
 แก่นชั้นนอก (Outer core) อยู่ลึกลงไปถึงระดับ 5,150 กิโลเมตร เป็นเหล็กหลอมละลายมีอุณหภูมิสูง 1,000 – 3,500ฐC เคลื่อนตัวด้วยกลไกการพาความร้อนทำให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก มีความหนาแน่น 10 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร
 แก่นชั้นใน (Inner core) เป็นเหล็กและนิเกิลในสถานะของแข็งซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 5,000 ?C ความหนาแน่น 12 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร จุดศูนย์กลางของโลกอยู่ที่ระดับลึก 6,370 กิโลเมตร

สนามแม่เหล็กโลก
แก่นโลกมีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็ก แก่นโลกชั้นใน (Inner core) มีความกดดันสูงจึงมีสถานะเป็นของแข็ง ส่วนแก่นชั้นนอก (Outer core) มีความกดดันน้อยกว่าจึงมีสถานะเป็นของเหลวหนืด แก่นชั้นในมีอุณหภูมิสูงกว่าแก่นชั้นนอก พลังงานความร้อนจากแก่นชั้นใน จึงถ่ายเทขึ้นสู่แก่นชั้นนอกด้วยการพาความร้อน (Convection) เหล็กหลอมละลายเคลื่อนที่หมุนวนอย่างช้าๆ ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า และเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก (The Earth’s magnetic field)


ภาพที่ 7 แกนแม่เหล็กโลก

คลิก เพื่อดูภาพเคลื่อนไหว

          อย่างไรก็ตามแกนแม่เหล็กโลกและแกนหมุนของโลกมิใช่แกนเดียวกัน แกนแม่เหล็กโลกมีขั้วเหนืออยู่ทางด้านใต้ และมีแกนใต้อยู่ทางด้านเหนือ แกนแม่เหล็กโลกเอียงทำมุมกับแกนเหนือ-ใต้ทางภูมิศาสตร์ (แกนหมุนของโลก) 12 องศา ดังภาพที่ 7


ภาพที่ 8 สนามแม่เหล็กโลก

          สนามแม่เหล็กโลกก็มิใช่เป็นรูปทรงกลม (ภาพที่ 8) อิทธิพลของลมสุริยะทำให้ด้านที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มีความกว้างน้อยกว่าด้านตรงข้ามดวงอาทิตย์ สนามแม่เหล็กโลกไม่ใช่สิ่งคงที่ แต่มีการเปลี่ยนแปลงความเข้มและสลับขั้วเหนือ-ใต้ ทุกๆ หนึ่งหมื่นปี ในปัจจุบันสนามแม่เหล็กโลกอยู่ในช่วงที่มีกำลังอ่อน สนามแม่เหล็กโลกเป็นสิ่งที่จำเป็นที่เอื้ออำนวยในการดำรงชีวิต หากปราศจากสนามแม่เหล็กโลกแล้ว อนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์และอวกาศ จะพุ่งชนพื้นผิวโลก ทำให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถดำรงอยู่ได้ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 3 พลังงานจากดวงอาทิตย์)

เกร็ดความรู้: ทิศเหนือที่อ่านได้จากเข็มทิศแม่เหล็ก อาจจะไม่ตรงกับทิศเหนือจริง ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ
 ขั้วแม่เหล็กโลก และขั้วโลก มิใช่จุดเดียวกัน
 ในบางพื้นที่ของโลก เส้นแรงแม่เหล็กมีความเบี่ยงเบน (Magnetic deviation) มิได้ขนานกับเส้นลองจิจูด (เส้นแวง) ทางภูมิศาสตร์ แต่โชคดีที่บริเวณประเทศไทยมีค่าความเบี่ยงเบน = 0 ดังนั้นจึงถือว่า ทิศเหนือแม่เหล็กเป็นทิศเหนือจริงได้

ข้อมูลอ้างอิงhttp://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/lesa212/8/earth_structure/earth_structure/earth_structure.html

ขนาดและทิศทางของแรง

1-4

แรง(Force) คือ
อำนาจอย่างหนึ่งที่ทำให้วัตถุหยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่ได้ หรือกล่าวได้ว่าแรงสามารถทำให้วัตถุเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ แรงเป็นปริมาณเวคเตอร์ (ปริมาณที่ต้องบอกขนาดและทิศทาง)

หน่วยของแรง คือ นิวตัน < Newton สัญลักษณ์ N >

ถ้ามีแรงหลาย ๆ แรงมากระทำต่อวัตถุเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน เสมือนกับว่า มีแรงเพียงแรงเดียวมากระทำต่อวัตถุนั้น เรียกแรงเสมือนแรงเดียวนี้ว่า แรงลัพธ์ (หรือกล่าวได้ว่าแรงลัพธ์คือผลรวมของแรงหลาย ๆแรงที่กระทำต่อวัตถุนั้น )

การหาแรงลัพธ์ เนื่องจากแรงเป็นปริมาณเวคเตอร์ดังนั้นการหาแรงลัพธ์คิดเหมือนกับ
การหาเวคเตอร์ลัพธ์ โดยแทนแรงด้วยลูกศร ความยาวของลูกศรจะแทนขนาดของแรง และทิศของลูกศรจะแทนทิศทางของแรงที่กระทำ และวัตถุจะเคลื่อนที่ไปตามทิศของแรงลัพธ์

วิธีการหาแรงลัพธ์ มี 2 วิธี
1. การเขียนรูป (โดยแทนแรงด้วยลูกศร )
ใช้หางต่อหัว คือเอาหางของลูกศรที่แทนแรงที่ 2 มาต่อหัวลูกศรที่แทนแรงที่ 1
แล้วเอาหางลูกศรที่แทนแรงที่ 3 มาต่อหัวลูกศรที่แทนแรงที่ 2 …..ต่อกันไปจนหมด
โดยทิศของลูกศรที่แทนแรงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ขนาดของแรงลัพธ์คือ ความยาวลูกศรที่ลากจากจุดเริ่มต้น ไปยังจุดสุดท้าย
มีทิศจากจุดเริ่มต้นไปจุดสุดท้าย

ตัวอย่าง เมื่อมีแรง A B และ C มากระทำต่อวัตถุ ดังรูป

หาแรงลัพธ์โดยการเขียนรูปได้ดังนี้

2. โดยการคำนวณ

2.1. เมื่อแรงทำมุม 0 องศา (แรงไปทางเดียวกัน)
แรงลัพธ์ = ขนาดแรง ทั้งสองบวกกัน และทิศของแรงลัพธ์ มีทิศเดิม

2.2. เมื่อแรงทำมุมกัน 180 องศา (ทิศทางตรงข้าม)
       แรงลัพธ์ = แรงมากลบด้วยแรงน้อย ทิศของแรงลัพธ์มีทิศเดียวกับแรงมาก

2.3. เมื่อแรงทำมุมกัน 90 องศา หาแรงลัพธ์โดยใช้ทฤษฎีบทของพีธากอรัส

                      หาขนาดของแรงลัพธ์โดยใช้สี่เหลี่ยมด้านขนานให้แรงทั้งสองเป็นด้านประกอบ
ของสี่เหลี่ยมด้านขนาน เส้นทะแยงมุมคือแรงลัพธ์

หาทิศแรงลัพธ์ ( มุมที่แรงลัพธ์ทำกับสิ่งอ้างอิง )

แต่ถ้าแรง P และ Q ทำมุมดังรูป ( P และ Q สลับกับรูปเดิม)

2.5 ถ้ามีแรงหลาย ๆแรงมากระทำกับวัตถุ การหาแรงลัพธ์ หาได้โดยวิธีการแตก
แรงเข้าสู่แกนตั้งฉาก

ขั้นตอนการหาแรงลัพธมี์ดังนี้

1.เขียนแกนตั้งฉากอ้างอิง
2.แตกแรงเข้าสู่แกนตั้งฉาก ( 1 แรงต้องแตกเข้าแกนตั้งฉากทั้งสองแกนเสมอ)

5. หาขนาดของแรงลัพธ์โดยใช้พีธากอรัส

ตัวอย่างการคำนวณ

1.ชายคนหนึ่งออกแรงลากลังไม้ดังรูปด้วยแรง 100 นิวตัน จงหา
1. แรงดึงในแนวดิ่ง

2.แรงดึงในแนวระดับ

2. จงหาแรงย่อยในแกนตั้งฉาก

3. จงหาแรงย่อยในแกนตั้งฉาก

ข้อสังเกต จากข้อ 2 และ 3 แรงประกอบย่อยถ้าอยู่ชิดมุม จะเท่ากับ แรง คูณด้วยค่า cos ของมุมนั้น
ถ้าไม่ชิดมุม แรงประกอบย่อยจะเท่ากับ แรงคูนด้วยค่า sin ของมุมนั้น

4. เมื่อออกแรง 3 และ 4 นิวตันกระทำต่อวัตถุ ดังรูป จงหา ขนาดของแรงลัพธ์โดยการเขียนรูป

เขียนรูป ใช้หางต่อหัววัดขนาดแรงลัพธ์ได้ 5 N

 

เขียนรูป ใช้หางต่อหัว วัดขนาดแรงลัพธ์ได้ 6.01 N

ข้อมูลอ้างอิง

http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/10/Force/Force/Force1.htm

 

 

การแยกสาร

images

การแยกสารเนื้อผสม

สารเนื้อผสมเป็นสารไม่บริสุทธิ์ เกิดจากสารตั้งแต่ 2 ชนิดมาผสมกันแล้วไม่รวมตัวเป็นเนื้อเดียว จึงอาจเรียกสารเนื้อผสมได้ว่าเป็น ของผสม สารเนื้อผสมจะแสดงสมบัติของสารที่เป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาจเกิดจากของแข็งผสมกับของแข็ง เช่น พริกเกลือผสมกัน ของเหลวผสมกับของเหลวโดยจะเห็นของเหลวแบ่งชั้นกัน เช่นน้ำกับน้ำมันและของแข็งผสมกับของเหลว ซึ่งจะเห็นเป็น ของเหลวขุ่น เช่น น้ำอบไทย น้ำแป้ง

การแยกสารเนื้อผสมออกเป็นองค์ประกอบเดิมแต่ละชนิด สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การกรอง การตกตะกอน การระเหิด การใช้อำนาจแม่เหล็ก การสกัดด้วยตัวทำละลาย การเขี่ยออก และหยิบออก ซึ่งวิธีการเหล่านี้เป็นการแยกโดยวิธีทางกายภาพ การเลือกวิธีที่เหมาะสมเพื่อแยกสารเนื้อผสม จะต้องพิจารณาจากสมบัติของสารที่เป็นส่วนประกอบดังนี้

1.สารเนื้อผสมที่เกิดจากของแข็งผสมกับของแข็ง ใช้วิธีการแยกสารดังนี้

ก. การเขี่ยออกหรือหยิบออก เหมาะสำหรับการแยกองค์ประกอบของสารเนื้อผสมที่องค์ประกอบมีลักษณะแตกต่างกัน อย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น ขนาดต่างกันมาก หรือมีสีต่างกันมาก เมื่อต้องการแยก องค์ประกอบออกจากสารเนื้อผสมจึงทำได้โดยการเขี่ย หรือหยิบส่วนผสมที่ต้องการออกได้แก่ การแยกพริกออกจากเกลือ การแยกแกลบออกจากข้าวสาร เป็นต้น

ข. การใช้อำนาจแม่เหล็ก เหมาะสำหรับการแยกองค์ประกอบของสารเนื้อผสมที่เกิดจากของแข็งผสมกับของแข็ง แล้วไม่กลมกลืนกันมีเนื้อสารแตกต่างกัน โดยสารหนึ่งมีสมบัติที่ แม่เหล็กดูดได้หรือที่เรียกว่า สารแม่เหล็ก เช่น สารผสมระหว่าง ผงเหล็กกับผงกำมะถัน หรือผงเหล็กกับทราย

ค. การระเหิด เหมาะสำหรับการแยกองค์ประกอบของสารเนื้อผสมที่เกิดจากของแข็งผสมกับของแข็งแล้วไม่กลมกลืนกัน ยังมีเนื้อสารที่แตกต่างกัน โดยสารหนึ่งมีสมบัติระเหิดได้ เมื่อนำสารเนื้อผสมมาให้ความร้อน ของแข็งที่มีสมบัติระเหิดได้ จะกลาย เป็นไอแยกออกจากสารเนื้อผสม ถ้าผ่านไดไปสู่ภาชนะที่เย็นกว่าจะกลายเป็นของแข็ง เช่น สารผสมระหว่างผงทรายกับการบูรซึ่งการบูรสามารถระเหิดได้

ง. การสกัดด้วยตัวทำละลาย เหมาะสำหรับการแยกองค์ประกอบของสารเนื้อผสม ที่เกิดจากของแข็งผสมกับของแข็ง ซึ่งองค์ประกอบในสารนี้มีความสามารถในการละลายต่างกัน เช่น สารผสมระหว่างทรายกับเกลือ ซึ่งทรายไม่ละลายน้ำแต่เกลือ ละลายน้ำได้ เมื่อใส่น้ำลงในสารผสมแล้วคน เกลือจะละลายน้ำแล้วไน้ำเกลือส่วนทรายไม่ละลายน้ำและจะตกตะกอนที่ก้นภาชนะจากนั้นนำสารทั้งหมดไปกรอง ทรายจะติดอยู่บนกระดาษกรอง ส่วนน้ำเกลือจะอยู่ในภาชนะ เมื่อนำเอาสารในภาชนะไปต้ม จนแห้งจะได้เกลืออยู่ที่ก้นภาชนะ

จ. การใช้แรงลมและแรงโน้มถ่วงของโลก ใช้แยกของผสมที่น้ำหนักต่างกัน เช่น ข้าวสารผสมอยู่กับแกลบ เราก็นำมาใส่ กระด้ง แล้วออกแรงฝัด แกลบเบากว่าก็จะถูกแรงลมพัดปลิวออกไปนอกกระด้ง ข้าวสารหนักกว่าก็จะอยู่ในกระด้ง

2.สารเนื้อผสมที่เกิดจากของแข็งผสมกับของเหลว ใช้วิธีการแยก ดังนี้

ก. การกรอง เหมาะสำหรับการแยกองค์ประกอบของสารเนื้อผสมที่เกิดจากของแข็งผสมกับของเหลวโดยไม่เกิดการละลาย จะทำให้ของเหลวขุ่น จึงต้องกรองของแข็งออกจากของเหลว เช่น กรองฝุ่นออกจากน้ำเชื่อม กรองตะกอนออกจากน้ำสำหรับดื่ม

ข.การตกตะกอน เหมาะสำหรับการแยกองค์ประกอบของสารเนื้อผสมที่เกิดจากของแข็งผสมกับของเหลว โดยไม่เกิดการละลาย จะทำให้ของเหลวขุ่น จึงต้องแยกของแข็งออกจากของเหลวแล้วปล่อยให้สารเนื้อผสมอยู่นิ่งๆ เพื่อให้ของแข็งตกตะกอนลงสู่ก้นภาชนะ ถ้าต้องการให้สารตกตะกอนได้เร็วจะใช้สารส้มแกว่งในสารเพื่อเพื่อจะทำให้ตะกอนจับตัวกันมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้วตกลงสู่ก้นภาชนะได้เร็วขึ้น ในกรณีที่ตะกอนเบามาก ถ้าตกการให้ตกตะกอนเร็วขึ้นอาจทำได้โดย

1.ใช้แรงเหวี่ยงด้วยเครื่องเซนตริฟิล

2.ใช้สารตัวกลางให้โมเลกุลของตะกอนมาเกาะ เมื่อมีมวลมากขึ้น น้ำหนักจะมากขึ้นจะตกตะกอนได้เร็วขึ้น เช่น ใช้สารส้มแกว่ง โมเลกุลของสารส้มจะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ให้โมเลกุลของสารที่ต้องการตกตะกอนมาเกาะ ตะกอนจะตกเร็วขึ้น

3. สารเนื้อผสมที่เกิดจากของเหลวผสมกับของเหลว ใช้วิธีการแยก ดังนี้

การใช้กรวยแยก ใช้แยกสารเนื้อผสม ที่เป็นของเหลวผสมอยู่กับของเหลวแต่ไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน โดยของเหลวที่มี ความหนาแน่นน้อยกว่าจะอยู่ข้างบน ของเหลวที่มีความหนาแน่นมากกว่า จะอยู่ข้างล่าง ตัวอย่าง การแยกน้ำมันที่ผสมปนอยู่กับน้ำ ทำได้โดยนำของผสมมาใส่ลงในกรวยแยก น้ำมันมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำจะลอยอยู่เหนือน้ำ จากนั้นค่อย ๆเปิดก๊อกของกรวยแยกไข แยกน้ำออกมาก่อน และแยกน้ำมันออกมาทีหลัง

การแยกสารเนื้อเดียว
สารเนื้อเดียวอาจเป็นได้ทั้งสารบริสุทธิ์และสารไม่บริสุทธิ์ ถ้าเป็นสารไม่บริสุทธิ์ส่วนประกอบจะต้องผสมกันแล้วรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน โดยสารเนื้อเดียวจะแสดงสมบัติเดิม

สารเนื้อเดียวที่เป็นสารบริสุทธิ์ได้แก่ น้ำ แอลกอฮอล์ เกลือแกง น้ำตาลทราย เป็นต้น

สารเนื้อเดียวที่เป็นสารไม่บริสุทธิ์ได้แก่ น้ำเกลือ น้ำเชื่อม อากาศ เป็นต้น

การแยกองค์ประกอบของสารเนื้อเดียวสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การกลั่น การระเหยจนแห้ง การตกลึก โครมาโทกราฟี วิธีการเหล่านี้เป็นการแยกวิธีทางกายภาพ การเลือกวิธีแยกสารที่เหมาะสมกับสารเนื้อเดียวแต่ละชนิด จะต้องพิจารณาสมบัติของส่วนประกอบดังต่อไปนี้

1. การระเหยจนแห้ง เหมาะสำหรับการแยกองค์ประกอบของสารเนื้อเดียวที่เกิดจากของแข็งผสมกับของเหลว โดยของแข็ง อาจ ละลาย หรือไม่ละลายในของเหลวก็ได้เมื่อให้ความร้อนแก่สารประเภทนี้ ส่วนประกอบที่เป็นของเหลวจะระเหยเป็นไอจนหมดคงเหลือเฉพาะส่วนที่เป็นของแข็ง เช่น การทำนาเกลือ โดยน้ำเกลือที่มีเกลือละลายอยู่ไดีรับความร้อนจากแสงอาทิตย์จะกลาย เป็นไอจนหมด และ เหลือ ไว้เฉพาะเกลือซึ่งเป็นของแข็ง

2. การตกผลึก เหมาะสำหรับการแยกองค์ประกอบของสารเนื้อเดียวที่เกิดของของแข็งผสมกับของเหลว โดยของแข็งจะต้อง ละลาย ในของเหลวจนได้สารละลายอิ่มตัวของแข็งจึงจะตกผลึกลงสู่ก้นภาชนะคล้ายกับการตกตะกอน

3. การกลั่น เหมาะสำหรับการแยกองค์ประกอบของสารเนื้อเดียว ที่เกิดจากของแข็งผสมกับของเหลว เช่น น้ำเกลือ น้ำเชื่อม หรือ ของเหลวผสมกับของเหลว เช่น น้ำผสมแอลกอฮอล์ ซึ่งส่วนประกอบในสารเนื้อเดียวจะมีจุดเดือดต่างกันจึงจะใช้วิธีแยกโดยการกลั่นได้

4. วิธีโครมาโทกราฟฟี เหมาะสำหรับการแยกองค์ประกอบของสารเนื้อเดียวที่มีส่วนประกอบตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปละลายอยู่ ในของ เหลว โดยส่วนประกอบของสารจะต้องมีความสามารถในการเคลื่อนที่บนตัวดูดซับได้ไม่เท่ากัน จึงจะแยกออกจากกันด้วยวิธีนี้ได้ นั่นคือ หลักการที่สำคัญ คืออาศัยสมบัติของการละลายในตัวทำละลายและตัวดูดซับเป็นสำคัญ โครมาโทกราฟี แปลว่า การแยกออกมาให้เห็น เป็นสี ๆ

วิธีโครมาโทกราฟฟี ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน
ก. ตัวดูดซับ เป็นส่วนที่ให้สารละลายเคลื่อนที่แล้วปรากฏเป็นแถบสี ตัวอย่างตัวดูดซับ ได้แก่ กระดาษกรอง แท่งชอล์ก กระดาษ โครมาโทกราฟี เป็นต้น
ข.ตัวทำละลาย เป็นของเหลวที่ทำหน้าที่ละลายองค์ประกอบของสาร ให้ออกจากกัน แล้วสารแต่ละตัวจะเคลื่อน ที่บนตัวดูดซับ ได้ตามความสามารถของสารนั้น ๆ ตัวอย่างของตัวทำละลาย ได้แก่ น้ำ น้ำเกลือแอลกอฮอล์ เป็นต้น สารจะเคลื่อนที่บน ตัวดูดซับได้ ระยะทางต่างกัน เนื่องจากมีความสามารถในการละลายในตัวทำละลายและการดูดซับต่างกัน

วิธีการทำโครมาโทกราฟี คือ
แต้มสารเป็นจุด ซึ่งมักจะมีสีบนตัวดูดซับเพื่อสังเกตง่าย แล้วนำตัวดูดซับไปแช่ในตัวทำละลาย โดยให้จุดสีของสารอยู่สูงกว่าระดับ ของตัวทำละลายเล็กน้อย หลังจากนั้นตัวทำละลายจะซึมขึ้นมาถึงจุดสีของสารแล้วละลายสาร พาสารเคลื่อนที่ไปบนตัวดูดซับปรากฎ เป็นแถบสีบนตัวดูดซับ ซึ่งสีแต่ละสีเคลื่อนที่ได้ระยะทางต่างกัน

ผลของการทำโครมาโทกราฟี
1. สารที่เคลือนที่ออกมาก่อน แสดงว่าละลายน้ำได้ดี และถูกกระดาษกรองดูดซับได้น้อยจึงเคลื่อนที่ได้เร็ว
2. สารที่เคลือนที่ออกทีหลัง แสดงว่าละลายน้ำได้ไม่ดี และถูกกระดาษกรองดูดซับได้ดีจึงเคลื่อนที่ได้ช้า

อัตราส่วนที่เปรียบเทียบระหว่างระยะทางที่สารเคลื่อนที่ได้กับระยะทางที่น้ำ(หรือตัวทำละลาย)เคลื่อนที่ได้ เรียกว่า เรด ออฟ โฟลว์ ( Rate of flow ) ย่อว่า อาร์ เอฟ ( Rf ) ดังนั้นจึงเขียนเป็นสูตรได้ว่า

Rf = ระยะทางที่สารเคลื่อนที่ได้ / ระยะทางที่ตัวทำละลายเคลื่อนที่ได้

ประโยชน์ของวิธีโครมาโทกราฟี
1. สามารถตรวจสอบได้ว่า สารเนื้อเดียวเป็นสารบริสุทธิ์ หรือเป็นสารละลาย
2. ส ามารถทดสอบสารเนื้อเดียวที่ไม่มีสีได้
3. ถ้ามีตัวอย่างสารเพียงเล็กน้อยก็สามารถทดสอบได้
4. แยกองค์ประกอบต่าง ๆในของผสมออกจากกันได้

ข้อมูลอ้างอิง

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=free4u&month=11-2009&date=09&group=80&gblog=68

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=free4u&month=11-2009&date=09&group=80&gblog=67

ปฏิกิริยาเคมี

ดาวน์โหลด
ข้อมูลอ้างอิงhttp://www.nmt.ac.th/home/chemistry/11.html

การเกิดปฏิกิริยาเคมี
ถ้านักเรียนสังเกตรอบๆตัวเรา จะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการเปลี่ยนแปลงใด เป็นการเกิดปฏิกิริยาเคมี … มีข้อสังเกตในการเกิดปฏิกิริยาเคมี คือจะต้องมีสารใหม่เกิดขึ้นเสมอ สารใหม่ที่เกิดขึ้นจะต้องมีสมบัติเปลี่ยนไปจากสารเดิม… เช่น การเผาไหม้ของวัตถุที่เป็นเชื้อเพลิง การย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร การสึกกร่อนของอาคารบ้านเรือน การบูดเน่าของอาหาร เป็นต้น
  ปฏิริยาเคมีคืออะไร
    ปฏิกิริยาเคมี  หมายถึง  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสารแล้วส่งผลให้ได้สารใหม่ที่มีคุณสมบัติเปลี่ยนไปจากเดิม โดยในการเกิดปฏิกิริยาเคมี จะต้องเกิดจากสารตั้งต้น (reactant) ทำปฏิกิริยากัน แล้วเกิดเป็นสารใหม่ เรียกว่า ผลิตภัณ

  ปฏิกิริยาเคมีแบ่งออกได้  5  ชนิด ได้แก่

     1. ปฏิกิริยาการรวมตัว                         A +Z          ——->            AZ2. ปฏิกิริยาการสลายตัว                       AZ              ——->           A +Z

3. ปฏิกิริยาการแทนที่เชิงเดี่ยว             A + BZ      ——->            AZ + B
 
4. ปฏิกิริยาการแทนที่เชิงคู่                  AX+BZ      ——->         AZ+

BX
      5. ปฏิกิริยาสะเทิน                            HX+BOH    ——->           BX + HOH

  สังเกตได้อย่างไรว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น

เราสามารสังเกตได้ว่ามีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นโดยสังเกตสิ่งต่อไปนี้
มีฟองแก๊ส

    มีตะกอน

    สีของสารเปลี่ยนไป  

    อุณหภูมิเพิ่มขึ้นหรือลดลง

 

  พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี
      ในการเกิดปฏิกิริยาเคมี นอกจากจะมีผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นสารใหม่เกิดขึ้นแล้ว จะต้องมีพลังงานเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เช่น การเผาไหม้ของเชื้อเพลิง มักจะให้พลังงานความร้อน พลังงานแสง หรือพลังงานชนิดอื่นเป็นผลพลอยได้ การเผาผลาญอาหารในร่างกายของเรา ก็มีพลังงานเกิดขึ้น เราจึงสามารถนำพลังงานจากการเผาผลาญอาหารมาใช้ในการดำรงชีวิต เป็นต้น
การเปลี่ยนแปลงพลังงานในการเกิดปฏิกิริยาเคมี มี 2 ประเภท คือ
1. ปฏิกิริยาคายความร้อน (exothermic  reaction) คือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นแล้วให้พลังงานความร้อนออกมา แก่สิ่งแวดล้อม เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง การเผาผลาญอาหารในร่างกาย เป็นต้น
2. ปฏิกิริยาดูดความร้อน (endothermic  reaction) คือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นแล้ว ดูดความร้อนจากสิ่งแวดล้อมเข้าไป ทำให้สิ่งแวดล้อมมีอุณหภูมิลดลง

 

  ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจำวัน

     ปฏิกิริยาการเผาไหม้                             C  +  O2     ——>   CO2

ปฏิกิริยาการสันดาปในแก๊สหุงต้ม         2C4H10     +    13O2       ——>        8CO2    +      10H2O

 

ปฏิกิริยาการเกิดฝนกรด                       SO3  +  H2 O    ——>   H2SO4

 

ปฏิกิริยาการเกิดสนิมเหล็ก                   4Fe   +   3O2      ——>   2Fe2O3 . H2O

1 2