เด็กในหลอดแก้ว

การปฏิสนธิภายนอกร่างกาย หรือการทำเด็กหลอดแก้ว หรือที่เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ว่า IVF (In-vitro Fertilization) เป็นการนำไข่และอสุจิมาผสมกันให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการ จากนั้นจึงจะนำไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว (ตัวอ่อน) ย้ายกลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ต่อไป

วิธีการนี้เหมาะกับใครบ้าง

  • คู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่อุดตันหรือท่อนำไข่ถูกทำลาย
  • คู่สมรสที่ฝายชายมีปัญหาเกี่ยวกับเชื้ออสุจิ ได้แก่ มีจำนวนอสุจิน้อย อสุจิเคลื่อนที่ได้ไม่ดี
  • คู่สมรสที่ยังไม่ทราบสาเหตุของการมีบุตรยาก และพยายามมีบุตรมามากกว่า 3 ปี
  • คู่สมรสที่ได้ใช้วิธีกระตุ้นการตกไข่และการผสมเทียมโดยการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง (Intrauterine Insemination: IUI) มาแล้วแต่ยังไม่ตั้งครรภ์

ขั้นตอนในการทำเด็กหลอดแก้ว

    1. แพทย์จะเลือกเก็บไข่ที่สมบูรณ์จากรังไข่โดยใช้เข็มดูดผ่านทางช่องคลอด โดยอาศัยเครื่องอัลตราซาวนด์ ซึ่งจำเป็นต้องให้ยาสลบเพื่อป้องกันความเจ็บปวด ใช้เวลาเก็บไข่ประมาณ 30 นาที หลังการเก็บไข่ ฝ่ายหญิงจะได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนชนิดสอดช่องคลอดหรือฉีดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูก
    2. ไข่และอสุจิจะถูกผสมกันในห้องปฏิบัติการเลี้ยงและควบคุมคุณภาพตัวอ่อน จากนั้นติดตามดูไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิใน 2 วันต่อมา
    3. ในวันถัดมา ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิจะกลายเป็นตัวอ่อน พร้อมที่จะย้ายเข้าโพรงมดลูกซึ่งมักจะทำในวันที่ 3-5 หลังวันเก็บไข่ ซึ่งขั้นตอนของการย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูกไม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหารก่อนมาโรงพยาบาล ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ และใช้เวลาประมาณ 30 นาที

โรคปอดบวม

โรคปอดบวมคืออาการที่เนื้อเยื่อปอดอักเสบหรือบวมเนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส มีแบคทีเรีย 3 หรือ 4 ชนิดที่มักทำให้เราเป็นโรคปอดบวม แต่ที่พบได้บ่อยที่สุดคือสเตรปโตค็อกคัสนิวโมเนีย เด็กๆ มักจะเป็นโรคปอดบวมจากไวรัสมากกว่า บางครั้ง จุลินทรีย์อื่นๆ เช่น รา ยีสต์ หรือสัตว์เซลล์เดียวก็อาจทำให้เป็นโรคปอดบวมได้เช่นกัน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคปอดบวม

ทุกคนเป็นโรคปอดบวมได้ทั้งนั้น แต่คนบางกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

เด็กทารกและเด็กในวัยหัดเดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกที่คลอดก่อนกำหนด

คนที่เพิ่งติดเชื้อไวรัส เช่น หวัดหรือไข้หวัด

คนที่สูบบุหรี่

คนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง (ระยะยาว)

คนที่ต้องกดระบบภูมิคุ้มกันเอาไว้

คนที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

ผู้ป่วยในโรงพยาบาล

สัญญาณแและอาการของโรคปอดบวมมีอะไรบ้าง

อาการทั่วไป ได้แก่ ไอ เป็นไข้ เหงื่อออก หนาวสั่น ไม่อยากอาหาร และรู้สึกไม่สบายตัว ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหัวและปวดเมื่อยตามตัว นอกจากนี้ คุณจะมีเสมหะ (เสลด) ร่วมด้วย เสมหะอาจจะเป็นสีเหลือง/เขียว และอาจมีเลือดปน คุณอาจจะหายใจลำบาก หายใจหอบถี่ และแน่นหน้าอก และอาจปวดแปลบหน้าอกด้านข้างถ้าติดเชื้อที่เยื่อหุ้มปอด (เนื้อเยื่อที่อยู่ระหว่างปอดกับผนังหน้าอก) แพทย์อาจจะได้ยินเสียงแซมหายใจในหน้าอกเมื่อตรวจด้วยหูฟัง

โรคปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสจะใช้เวลาหลายวันกว่าจะแสดงอาการ ส่วนโรคปอดบวมที่เกิดจากแบคทีเรียจะแสดงอาการอย่างรวดเร็ว มักจะใช้เวลาแค่วันเดียว

ในเด็กและทารก อาการจะไม่ค่อยเจาะจงเท่าผู้ใหญ่ โดยอาจจะไม่มีสัญญาณบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาติดเชื้อในช่องอก โดยทั่วไปแล้ว พวกเขาจะมีไข้สูง รู้สึกไม่สบายตัว เซื่องซึม เหนื่อยล้า หายใจเสียงดัง ไม่ค่อยรับประทานอาหาร และหายใจโดยมีเสียงคราง

ผิวหนัง ริมฝีปาก และโคนเล็บจะมีสีขุ่นหรือเป็นสีม่วง ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่าปอดไม่สามารถส่งออกซิเจนไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรไปพบแพทย์ทันที

สัญญาณแและอาการของโรคปอดบวมมีอะไรบ้าง

อาการทั่วไป ได้แก่ ไอ เป็นไข้ เหงื่อออก หนาวสั่น ไม่อยากอาหาร และรู้สึกไม่สบายตัว ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหัวและปวดเมื่อยตามตัว นอกจากนี้ คุณจะมีเสมหะ (เสลด) ร่วมด้วย เสมหะอาจจะเป็นสีเหลือง/เขียว และอาจมีเลือดปน คุณอาจจะหายใจลำบาก หายใจหอบถี่ และแน่นหน้าอก และอาจปวดแปลบหน้าอกด้านข้างถ้าติดเชื้อที่เยื่อหุ้มปอด (เนื้อเยื่อที่อยู่ระหว่างปอดกับผนังหน้าอก) แพทย์อาจจะได้ยินเสียงแซมหายใจในหน้าอกเมื่อตรวจด้วยหูฟัง

โรคปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสจะใช้เวลาหลายวันกว่าจะแสดงอาการ ส่วนโรคปอดบวมที่เกิดจากแบคทีเรียจะแสดงอาการอย่างรวดเร็ว มักจะใช้เวลาแค่วันเดียว

ในเด็กและทารก อาการจะไม่ค่อยเจาะจงเท่าผู้ใหญ่ โดยอาจจะไม่มีสัญญาณบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาติดเชื้อในช่องอก โดยทั่วไปแล้ว พวกเขาจะมีไข้สูง รู้สึกไม่สบายตัว เซื่องซึม เหนื่อยล้า หายใจเสียงดัง ไม่ค่อยรับประทานอาหาร และหายใจโดยมีเสียงคราง

ผิวหนัง ริมฝีปาก และโคนเล็บจะมีสีขุ่นหรือเป็นสีม่วง ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่าปอดไม่สามารถส่งออกซิเจนไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรไปพบแพทย์ทันที

โรคหัวใจขาดเลือด

โรคหัวใจขาดเลือด
โรคหัวใจขาดเลือด หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหรือตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดไปเลี้ยงลดลงหรือไม่มีเลย  เป็นผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ  หากรุนแรงทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ การที่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหรือตันนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากหลอดเลือดแข็งตัวขึ้น  เนื่องจากมีไขมันสะสมในผนังด้านในของหลอดเลือด  เป็นผลให้ทางที่เลือดไหลผ่านแคบลง เลือดไหลไม่สะดวก กล้ามเนื้อหัวใจจึงได้รับเลือดน้อยกว่าปกติ  นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากเกร็ดเลือดและลิ่มเลือดอุดตันอีกด้วย

มีอาการอย่างไร
อาการที่สำคัญของภาวะหัวใจขาดเลือด คือ อาการเจ็บแน่นหน้าอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะออกแรง พักแล้วดีขึ้นโดยจะรู้สึกแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก หรือค่อนมาทางซ้าย เจ็บลึกๆ หายใจไม่สะดวก อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก ใจสั่น หน้ามืด บางรายนอกจากแน่นหน้าอกแล้ว ยังอาจเจ็บร้าวไปที่หัวไหล่ แขน หรือ คอ
ใครบ้างที่มีโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
สาเหตุของโรคหัวใจขาดเลือด มักจะเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อก็จะมีโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้มากกว่าผู้อื่น และมักมีความรุนแรง ของโรคมากกว่าผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่
1. เพศชาย หรือเพศหญิงในวัยหมดประจำเดือน โดยเพศชายมีโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือด มากกว่าเพศหญิง 3-5 เท่า
2. สูบบุหรี่
3. ไขมันในเลือดสูง (โคเลสเตอรอลรวม หรือโคเลสเตอรอลแอล ดี แอล ชนิดร้าย)
4. ไขมันโคเลสเตอรอล เอช ดีแอล (ชนิดดี) ต่ำ
5. โรคความดันโลหิตสูง
6. โรคเบาหวาน
7. อ้วนและไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
8. มีบุคลิกภาพเจ้าอารมณ์ โกรธ โมโหง่าย เครียดเป็นประจำ
9. มีประวัติโรคหัวใจขาดเลือดของคนในครอบครัว
ตรวจอย่างไร ถึงจะทราบว่าเป็นโรคนี้
แพทย์จะซักประวัติโดยละเอียด ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะพักนั้น จะช่วยวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ แต่กรณีที่หลอดเลือดหัวใจตีบน้อยคลื่นไฟฟ้าหัวใจมักจะปกติ  ซึงให้ข้อมูลได้ไม่เพียงพอจะวินิจฉัยโรค  แพทย์จะแนะนำให้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ขณะออกกำลังเพิ่มเติมเรียกว่า “ Exercise Stress Test” ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ต้องการออกซิเจนมากขึ้น เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบ ไม่สามารถนำเลือด และออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และอาจมีอาการเจ็บหน้าอกเกิดขึ้น จึงช่วยในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ นอกจากนี้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย ยังช่วยบอกความรุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และสมรรถภาพของหัวใจได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการตรวจอัลตร้าซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) เพื่อดูโครงสร้างภายในหัวใจด้วย เช่น ลิ้นหัวใจ , กล้ามเนื้อหัวใจ , เยื่อหุ้มหัวใจ
รักษาอย่างไร
โรคหัวใจขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดตีบหรืออุดตัน โรคนี้เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเป็นโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่อง แม้จะไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมโรคได้ ทางที่ดีที่สุดก็คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ขึ้น  โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นจะชะลอการเกิดโรคนี้ก่อนวัยอันควรจะเป็น หรืออาจไม่เป็นเลยก็ได้
ในผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจขาดเลือดเป็นครั้งแรก คือ มีอาการเจ็บหน้าอกเวลาออกกำลังกาย หรือเหนื่อยง่ายกว่าปกติโดยหาสาเหตุไม่ได้ ควรพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะได้วินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง พร้อมทั้งจะได้รับการรักษา และป้องกันไม่ให้โรคลุกลามไปมากขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ยังดีอยู่จะได้ทำงานเป็นปกติต่อไปได้
การรักษาโรคหัวใจขาดเลือดประกอบด้วย
1. การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต  โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่สำคัญ
2. การรักษาด้วยการใช้ยา  ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะและความรุนแรง ได้แก่

  • ยาเพื่อป้องกันการจับตัวของเกล็ดเลือดเข้ากับผนังของหลอดเลือดแดง ซึ่งมีผลทำให้เกิดการทำลายของผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบตันและอุดตันมากขึ้น
  • ยาเพื่อช่วยลดอาการเจ็บหน้าอก ลดการทำงานของหัวใจ ช่วยให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น
  • ยาเพื่อใช้สลายลิ่มเลือด ที่อุดกั้นหลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลัน เพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย จะได้ประโยชน์มากถ้าใช้ได้เร็วที่สุด หลังจากที่หลอดเลือดหัวใจมีการอุดตันอย่างเฉียบพลัน
  • ยาอื่นๆที่ใช้รักษาภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ยาขับปัสสาวะ ยาที่ใช้รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น ยาพวกนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นเท่านั้น

3.  การขยายหลอดเลือดหัวใจโดยบอลลูน เป็นวิธีการขยายหลอดเลือดหัวใจ โดยการใช้สายสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่โคนขาหรือข้อมือ เข้าไปจนถึงหลอดเลือดหัวใจที่ตีบและขยายหลอดเลือด โดยการทำบอลลูนที่ปลายของสายสวนหัวใจพองขึ้น เพื่อที่จะดันหลอดเลือดที่ตีบให้ขยายออกจะได้มีเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น
4. การรักษาโดยการผ่าตัดต่อหลอดเลือดหัวใจใหม่ โดยการใช้หลอดเลือดแดงหรือหลอดเลือดดำที่ขา มาต่อหลอดเลือดหัวใจ เพื่อเพิ่มทางเดินของเลือดที่จะมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น
จะป้องกันไม่ให้เป็นได้อย่างไร
ท่านสามารถลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ โดยการหลีกเลี่ยงหรือลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆเช่น

  • ไม่สูบบุหรี่
  • ควบคุมความดันโลหิต และเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • บริโภคอาหารไขมันต่ำ หรือรับประทานยาลดไขมันในรายที่จำเป็น
  • ควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ
  • ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ
  • ฝึกสมาธิ ทำให้จิตใจให้ผ่องใส
  • หมั่นตรวจเช็คสุขภาพของตนเองเป็นประจำ ด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี