การทำเด็กหลอดแก้ว

Image result for การทำเด็กหลอดแก้ว

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ทางเลือกสำหรับผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก

1. การกระตุ้นไข่

แพทย์จะตรวจเลือดเพื่อดูฮอร์โมน (AMH) และอัลตราซาวด์ เพื่อตรวจดูความพร้อมก่อนกระตุ้น ในวันที่ 2-3 ของประจำเดือน และทำการสั่งยาฉีดทางหน้าท้องทุกวันเพื่อกระตุ้นไข่ของท่าน โดยจะใช้เวลา 10 – 12 วัน โดยประมาณ

2. การเฝ้าสังเกตอาการ

ท่านจำเป็นจะต้องเข้ารับการตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ เพื่อสังเกตผลของการฉีดยากระตุ้นไข่ เพื่อประเมินภาวะตอบสนองของร่างกายและแพทย์อาจมีการปรับขนาดของยาอย่างเหมาะสมเพื่อให้มีประสิทธิภาพ

3. ไข่ที่เจริญสมบูรณ์

เมื่อแพทย์พิจารณาขนาดไข่ของท่านเหมาะสมในการใช้งาน ท่านจะได้รับการฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ไข่ตก 35-37 ชั่วโมงก่อนการเก็บไข่

4. การเก็บไข่

ขั้นตอนในการเก็บใข่จะกระทำในห้องผ่าตัด โดยท่านจะได้รับยาและสารน้ำทางหลอดเลือดดำ หลังจากที่ท่านได้รับยาสลบอ่อน ๆ แล้วแพทย์จะทำการเก็บไข่ทางช่องคลอดควบคู่ไปกับการดูภาพอัลตราซาวด์ โดยใช้เวลาในการเก็บประมาณ 15 นาที และหลังจากนั้นท่านจะต้องนอนพักเพื่อสังเกตอาการในห้องฟักฟื้น ใช้เวลาโดยรวมประมาณ 3 ชั่วโมง

5. การเก็บสเปิร์ม

ในวันที่เก็บไข่ ฝ่ายชายจะต้องทำการเก็บสเปิร์มเพื่อใช้ในการปฎิสนธิ หากฝ่ายชายไม่สะดวกสามารถใช้สเปิร์มแช่แข็ง

6. การปฏิสนธิ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงตัวอ่อนจะทำการคัดเลือกสเปิร์มที่แข็งแรง เพื่อปฏิสนธิกับไข่ในห้องทดลอง

7. รายงานตัวอ่อน

ท่านจะได้รับรายงานตัวอ่อน พร้อมคำอธิบายจากผู้ดูแลในวันถัดไป

8. การย้ายตัวอ่อน

  • การย้ายตัวอ่อนรอบสด แพทย์จะให้ยาเตรียมมดลูกเพื่อทำการใส่ตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกของท่านประมาณ 2 ถึง 5 วันหลังเก็บไข่
  • การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ แพทย์จะแนะนำให้ท่านแช่แข็งตัวอ่อน
    เพื่อให้มดลูกได้พักประมาณ 2-3 เดือนหลังจากการกระตุ้นไข่ แพทย์จะให้ยาเตรียมมดลูก และวางแผนการใส่ตัวอ่อนรอบแช่แข็งให้ท่าน

9. การแช่แข็งตัวอ่อน

ท่านสามารถทำการแช่แข็งตัวอ่อนที่เหลืออยู่เพื่อนำไปใช้ในการทำเด็กหลอดแก้วในอนาคตได้

10. การตรวจการตั้งครรภ์

ประมาณ 10 วันหลังการย้ายตัวอ่อน ท่านสามารถทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจการตั้งครรภ์ได้

  • หากผลลัพธ์เป็นบวก แพทย์จะให้คำแนะนำในการใช้ยาต่อเนื่องหรือการปฏิบัติตัว ท่านสามารถฝากครรภ์และคลอดธรรมชาติเหมือนการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติได้
  • หากผลลัพธ์เป็นลบ ท่านจะได้รับการตรวจสอบหาสาเหตุและแนวทางการรักษาเพื่อเพิ่มโอกาสในครั้งต่อไป

หมายเหตุ;

สามีและภรรยา จะต้องได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาภาวะติดเชื้อตามมาตรฐานของห้องปฏิบัตการตัวอ่อน


ขั้นตอนแนะนำการเตรียมตัว

1. เข้ารับการปรึกษากับผู้ให้คำปรึกษาด้านการทำเด็กหลอดแก้วของเรา

ท่านสามารถติดต่อขอลงนัดได้ที่ 02 252 3833 หรือที่เว็บไซต์ของเรา www.safefertilitycenter.com
ในการพบกันครั้งแรก ผู้ดูแลส่วนตัวของท่านจะทำการสอบถามถึงประวัติการรักษาที่เกี่ยวข้องกับการทำเด็กหลอดแก้ว และอธิบายถึงกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วให้ท่านทราบและเข้าใจ ทั้งนี้ การทำเด็กหลอดแก้วไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับทุกคู่สมรสเสมอไป ยังมีวิธีการอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถนำไปสู่การตั้งครรภ์ได้ด้วยเช่นกัน

2. ลงทะเบียนและกรอกประวัติการรักษาเบื้องต้น

หากท่านตัดสินใจที่จะทำเด็กหลอดแก้วกับเรา ผู้ดูแลจะนำแบบฟอร์มลงทะเบียนให้ท่านกรอกและส่งคืน โดยในการมาคลินิกครั้งแรกท่านจำเป็นจะต้องเข้ารับการการตรวจ ดังนี้

  • การเจาะเลือดของทั้งคู่สามีภรรยา
  • การสแกนอัลตราซาวด์ของฝ่ายภรรยา
  • การตรวจผลสเปิร์มของฝ่ายสามี

3. ลงนัดกับ เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ เซ็นเตอร์

เมื่อท่านทำการติดต่อกับผู้ดูแลส่วนตัวของท่าน ทางผู้ดูแลจะทำการจัดตารางนัดหมายให้ท่านพร้อมกับการให้คำปรึกษาและการชำระเงินต่างๆ

4. ลงนามในหนังสือยินยอม

ท่านจำเป็นจะต้องลงนามในหนังสือยินยอม เพื่อเป็นการอนุญาตให้ทางคลินิกดำเนินการทำเด็กหลอดแก้ว

5. ยืนยันแผนการรักษากับผู้ดูแลของท่าน

เมื่อท่านได้รับผลการตรวจของท่านแล้ว ทางผู้ดูแลจะนัดพบท่านในลำดับถัดไป เพื่อยืนยันแผนการรักษาการทำเด็กหลอดแก้ว

6. เริ่มกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว


เซฟ เฟอร์ทิลี้ตี้ เซ็นเตอร์ เราเข้าใจว่าการที่จะเริ่มต้นการรักษานั้น มันเป็นเวลาที่เคร่งเครียดและน่ากังวลมากแค่ไหนสำหรับทั้งคุณและคู่ของคุณ

ดังนั้น การเข้ามาพูดคุยปรึกษากันครั้งแรกที่ เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ เซ็นเตอร์ นั้นเราตั้งใจที่จะให้การเข้ามาในครั้งนี้เป็นการเข้ามาที่ทำให้คุณได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เป็นการปรึกษาที่มีประสิทธิภาพและเฉพาะแต่ละบุคคล เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธภาพที่สุดด้วยการดูแลที่ทำให้ในระหว่างการเข้ามาปรึกษาครั้งแรก

คุณจะได้รับการแนะนำทีมผู้เชี่ยวชาญที่จะได้รับมอบหมายให้ดูแลคุณ โดยทีมผู้ดูแลนี้จะสื่อสารกันในทีมรวมทั้งสื่อสารกับคุณตลอดระหว่างการรักษา เพื่อให้แน่ใจว่าทุกรายละเอียดของคุณได้รับการพิจารณา รวมถึงคำถามและความกังวลของคุณนั้นได้รับการตอบสนอง จากนั้นคุณจะได้พบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผู้ซึ่งจะทบทวนประวัติการรักษาของคุณและวินิจฉัยจากข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งแพทย์อาจจะทำการอัลตราซาวนด์เพื่อให้มองเห็นรังไข่และมดลูกของคุณ แล้วคุณจะได้พบกับพยาบาลที่จะคอยดูแลคุณ โดยพยาบาลจะทำตรวจสอบและให้การแนะนำ รวมทั้งวางแผนการรักษาเพื่อช่วยให้คุณสามารถวางแผนตารางเวลาในการรักษาได้

จุดประสงค์ของเรา

เพื่อให้การปรึกษาและการรักษาด้านภาวะมีบุตรยากที่ เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ เซ็นเตอร์ ของคุณนั้นประสบผลสำเร็จเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยให้ข้อมูลและผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ หนทางที่ดีที่สุดในการหาคำตอบที่คุณกำลังมองหาอยู่นั้น คือการให้ข้อมูลกับทีมผู้ดูแลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เกี่ยวกับประวัติการรักษาและผลจากการรักษาที่ผ่านมาของคุณ

 

ภาวะหัวใจล้มเหลว

           ภาวะหัวใจล้มเหลว

 

 

 

ภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของการทำงานของหัวใจ โดยอาจเกิดจากมีความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ของหัวใจ ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายหรือรับเลือดกลับเข้าสู่หัวใจได้ตามปกติ

ชนิดของภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถแบ่งได้หลายชนิด แต่หากใช้การแบ่งตามระยะเวลาที่มีอาการสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (acute heart failure) เป็นภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการเกิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็วหรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการคงที่แต่กลับแย่ลงในเวลาไม่นาน
  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ( chronic heart failure) พบได้ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันมาก่อนหรือไม่ก็ได้ แต่ในขณะที่ทำการวินิจฉัยผู้ป่วยมีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวและ/หรือมีการทำงานที่ผิดปกติไปของหัวใจคงอยู่เป็นเวลานาน

อาการของภาวะหัวใจล้มเหลว

 

 

ภาวะหัวใจล้มเหลวทำให้เกิดอาการหรืออาการแสดงที่เกิดจากการที่เลือดออกจากหัวใจไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และอาการที่เกิดจากภาวะคั่งของน้ำและเกลือ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • อาการหายใจเหนื่อย เป็นอาการสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลว โดยอาจมีอาการเหนื่อยในขณะที่ออกแรง อาการเหนื่อย/หายใจไม่สะดวกในขณะนอนราบ บางครั้งจะมีอาการไอในขณะนอนราบด้วย หรือในขณะนอนหลับต้องตื่นขึ้นเนื่องจากมีอาการหายใจไม่สะดวกซึ่งเป็นอาการจำเพาะสำหรับภาวะหัวใจล้มเหลว
  • อ่อนเพลีย เกิดจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายลดลง ทำให้ความสามารถในการทนต่อการทำกิจกรรมหรือความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆ ของร่างกายลดลง
  • มีอาการบวมจากภาวะคั่งน้ำและเกลือ เช่น ที่เท้าและขามีลักษณะบวม กดบุ๋ม มีน้ำคั่งในปอดและอวัยวะภายใน เช่น มีตับ ม้ามโต มีน้ำในช่องท้อง ทำให้มีอาการท้องบวม ท้องโตขึ้น แน่นอึดอัด

 

ปัจจัยที่อาจทำให้ภาวะหัวใจล้มเหลวแย่ลง

  • สาเหตุจากหัวใจ เช่น หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ หัวใจเต้นช้าเกินไป กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคลิ้นหัวใจ เป็นต้น
  • สาเหตุอื่นๆ เช่น ขาดการควบคุมและดูแลในเรื่องเกลือ น้ำ และยา ได้รับยาที่มีฤทธิ์เป็นพิษต่อหัวใจ ภาวะติดเชื้อ การบริโภคแอลกอฮอล์มากเกินควร การทำงานของไตผิดปกติ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ภาวะโลหิตจาง
  • รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ
  • รับประทานยาที่ทำให้น้ำและเกลือคั่ง หรือยาที่กดการทำงานของหัวใจ
  • รับประทานอาหารเค็มเกินไป

 

การวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลว

แนวทางการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว

การรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวจะต้องพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัย เช่น สาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลว ความรุนแรงของโรค ระยะของโรค โรคอื่นๆ ที่พบร่วม เป็นต้น โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย การรักษามีเป้าหมายเพื่อลดอาการของผู้ป่วยและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยเน้นที่การยับยั้งหรือชะลอการเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินโรค เช่น

  • การรักษาด้วยยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต ยาเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ ยากลุ่มลดการกระตุ้นระบบนิวโรฮอร์โมน ยาขยายหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น
  • การใช้เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติชนิดฝังในร่างกาย การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวรชนิดที่ทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายและขวาบีบตัวพร้อมกัน ร่วมหรือไม่ร่วมกับเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติชนิดฝังในร่างกาย
  • การผ่าตัดใส่เครื่องช่วยการสูบฉีดเลือดของหัวใจ
  • การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ การผ่าตัดลิ้นหัวใจรั่ว

การดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว

  • เรียนรู้อาการต่างๆ ของภาวะคั่งน้ำและเกลือ ได้แก่ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น บวม เหนื่อย นอนราบไม่ได้หรือต้องลุกขึ้นมานั่งหอบตอนกลางคืน หากมีอาการต้องแจ้งแพทย์และพยาบาลที่ให้การดูแลรักษา
  • ชั่งน้ำหนักตัวเองและบันทึกทุกวันหรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งในตอนเช้า ภายหลังเข้าห้องน้ำขับถ่ายแล้ว และต้องชั่งก่อนรับประทานอาหารเช้า เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวมากกว่า 1 กิโลกรัมจากเดิมภายใน 1-2 วัน (หรือ 2 กิโลกรัมภายใน 3 วัน) แสดงถึงภาวะคั่งน้ำและเกลือแล้ว
  • จำกัดการรับประทานเกลือโซเดียม (2-3 กรัมต่อวัน) ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม อาหารกระป๋อง และของหมักดอง และไม่เติม เกลือ น้ำปลา หรือซีอิ๊วลงไปเพิ่ม ควรจำกัดปริมาณน้ำดื่มตามแผนการรักษา
  • ในกรณีที่มีน้ำหนักตัวมาก ควรลดน้ำหนัก เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น กรณีที่มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อึดอัดแน่นท้อง มีน้ำหนักลดมากกว่า 5 กิโลกรัมในเวลา 6 เดือนหรือ BMI น้อยกว่า 22 กิโลกรัม/ตารางเมตร ควรรับประทานอาหารย่อยง่ายครั้งละไม่มากแต่บ่อยๆ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดสารอาหาร
  • งดสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวัน หรืองดอย่างเด็ดขาด เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลกดการทำงานของหัวใจและทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม
  • หมั่นออกกำลังกายที่พอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ คือ การเดินบนทางราบ โดยเริ่มทีละน้อยๆ จาก 2-5 นาทีต่อวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์แล้วเพิ่มเป็น 5-10 นาทีต่อวัน หรือเข้าสู่โปรแกรมการฟื้นฟูหัวใจด้วยการออกกำลังกาย หากมีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย รู้สึกไม่สุขสบายควรงดออกกำลังกาย
  • สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้หากเดินขึ้นบันได 1 ชั้น (8-10 ขั้น) ได้โดยไม่มีอาการหอบเหนื่อยหรือหยุดเดินกลางคัน เนื่องจากอาจมีอาการทรุดหนักลงได้หลังมีเพศสัมพันธ์
  • รับประทานยารักษาอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติใดๆ ที่เป็นอาการข้างเคียงของยาต้องปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดรับประทานยาทุกครั้ง หากซื้อยารับประทานจากร้านยาต้องปรึกษาแพทย์ถึงผลข้างเคียงของยาต่อหัวใจ ไต หรือปฏิกิริยาร่วมกับยาอื่นที่ใช้รักษาอยู่
  • ลดความเครียดด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ออกกำลังกายที่พอเหมาะ การทำสมาธิ
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไกลที่ต้องนั่งเป็นระยะเวลานาน ผู้ป่วยไม่ควรเดินทางคนเดียว หากภาวะหัวใจล้มเหลวมีอาการแย่ลงมากไม่ควรเดินทางโดยสารเครื่องบิน
  • ควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีในกรณีไม่มีข้อห้าม
  • มาตรวจและพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ