เทคโนโลยีที่ช่วยทำให้มีบตุร

แก้ไขภาวะการมีบุตรยาก
คู่แต่งงานที่มีบุตรยากสามารถมีบุตรได้โดยใช้เทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์มาช่วยได้ ซึ่งมีหลายวิธี ถ้าภาวะการมีบุตรยากเกิดจากเพศหญิง และแพทย์วิเคราะห์แล้วพบว่า ความผิดปกตินั้น ทำให้ไข่ไม่สามารถพบกับอสุจิได้ โดบทั่วไปแพทย์จะดำเนินการ ดังนี้
1. ฉีดฮอร์โมนที่ประกอบด้วย FSH ( Follicle stimulating hormone ) และ LH ( Lutinizing hormone ) กระตุ้นให้มีการตกไข่หลายเซลล์
2. ทำอัลตราซาวด์ดูจำนวนและขนาดของไข่ เมื่อพบว่าไข่สุกเต็มที่จะฉีดฮอร์โมนฮิวแมนโคริโอนิกโกนาโดโทรฟิน ( Human chorinic gonadotrophin = HCG ) ซึ่งผลิตจากรกของเด็กในครรภ์ และฮอร์โมนนี้มีอนุพันธุ์คล้ายกับ LH จึงใช้กระตุ้นการตกไข่ได้
3. ใช้กล้อง ( Laparoscope ) ส่องเข้าช่องท้องเพื่อหาตำแหน่งไข่
4. ใช้เข็มเจาะผ่านทางช่องท้องเพื่อดูดเอาไข่ออกมา หรืออาจใช้อัลตราซาวด์
5. ทำให้ไข่ได้ผสมกับอสุจิ
( ภรณี อุทโยภาศ, 2541 : 151 )
การทำกิ๊ฟ ( Gamete intra – follopian gift )
การทำกิ๊ฟเป็นการฉีดอสุจิผ่านท่อเปิดปีกมดลูก เพื่อให้ไข่ได้ผสมกับอสุจิตามธรรมชาติที่ปีกมดลูก
โดยกระบวนการนี้ จะมีการกระตุ้นให้ตกไข่และใช้กล้องส่องผ่านผนังหน้าท้องเช่นกัน
( สุเทพ ดุษฎีวิทยา, 2540 : 94 ) ส่วนภรณี อุทโยภาศ ( 2541 : 151 ) กล่าวว่า เป็นการนำไข่ที่ถูกดูดออกมานำไปผสมกับอสุจิ แล้วใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ทันที ซึ่งสอดคล้องกับศิริพรต ผลสินธุ์ ( 2536
: 261 ) ที่กล่าวว่าเป็นวิธีการนำไข่ของฝ่ายภรรยาผสมกับอสุจิของสามีที่คัดเลือกแล้วว่าแข็งแรง หลังจากนั้น จึงฉีดกลับเข้าไปในท่อนำไข่

การทำทารกในหลอดแก้ว ( In – vitro fertilization หรือ Test tube baby )
การทำทารกในหลอดแก้วมีวิธีการ ดังนี้
1. นำไข่ที่คัดเลือกแล้วไปเลี้ยงในจานหลุมหรือหลอดแก้วนานประมาณ 4-6 ชั่วโมง
2. ใส่อสุจิลงไปผสมแล้วนำไปเลี้ยงในตู้อบที่มีอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามที่กำหนด
3. นำไข่ตามข้อ 2 มาตรวจว่าเกิดการปฏิสนธิหรือไม่
4. ถ้ามีการปฏิสนธิ ตัวอ่อนที่ได้จะถูกนำกลับไปสู่ท่อนำไข่หรือมดลูกของแม่
ส่วนตัวอ่อนที่เหลือจะถูกแช่ไนโตรเจนเหลวและถูกนำไปใช้เมื่อไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น
การทำ TESE ( Testicular sperm extraction )
การทำ TESE ใช้ในกรณีที่เพศชายไม่มีอสุจิอยู่ในน้ำอสุจิเลย มีวิธีการดังนี้
1. ผ่าตัดหรือเจาะดูดเอาเนื้อเยื่อของลูกอัณฑะออกมา ( ประมาณเท่าหัวไม้ขีด )
2. นำเนื้อเยื่อไปบดให้ละเอียดในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน
3. นำไปเพาะในตู้อบที่มีอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่กำหนด
4. นำมาตรวจหาอสุจิและคัดเลือกเพื่อนำไปใช้ผสมกับไข่ที่เตรียมไว้ในกระบวนการทารก
ICSI
การทำ ICSI ( Intracytoplasmic sperm injection )
การทำ ICSI มีวิธีการดังนี้
1. ใช้เข็มขนาดเล็กมาก ( ประมาณ 3.5 ไมครอน ) ดูดอสุจิ
2. นำอสุจิที่ดูดอยู่ในเข็มฉีดใส่เข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง
3. นำตัวอ่อนคืนเข้าสู่ท่อนำไข่หรือมดลูกของแม่
วิธีการนี้จะใช้จำนวนอสุจิเท่ากับจำนวนเซลล์ไข่
( ภรณี อุทโยภาศ, 2541 : 152 )
การโคลนนิ่ง
โคลนนิ่งเป็นกระบวนการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศที่จะต้องอาศัยไข่ แต่ไม่ต้องใช้อสุจิ และใช้การถ่ายโอนนิวเคลียส
ขั้นตอนการโคลนนิ่ง ( Clonning )
1. นำไข่ของสัตว์ที่ต้องการโคลนนิ่งมา 1 เซลล์ ซึ่งจะใช้เซลล์ไข่ของสัตว์ต้นแบบหรือไม่
ก็ได้ แต่ต้องเป็นประเภทเดียวกัน
2. เซลล์ทั่วไปของสัตว์ต้นแบบที่ต้องการ 1 เซลล์ ซึ่งเซลล์นี้จะได้มาจากอวัยวะส่วนใดก็ได้
3. นำนิวเคลียสของไข่ออกจากไข่ แล้วนำนิวเคลียสเซลล์ทั่วไปของเซลล์สัตว์ต้นแบบใส่
เข้าไปแทน
4. กระตุ้นไข่ด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ เพื่อให้แบ่งเซลล์
5. เมื่อไข่แบ่งเซลล์ได้ระยะหนึ่ง นำไข่ที่ได้ไปฝังในมดลูกของแม่ฝาก ซึ่งแม่ฝากอาจจะเป็น
สัตว์เพศเมียที่ไม่ได้เป็นเจ้าของเซลล์ต้นแบบก็ได้
( ชัยวัฒน์ คุประตะกุล, 2541 : 20 )
หมายเหตุ การทำโคลนนิ่งยังไม่มีการอนุญาตให้ทำในคน

วีดิโอตัวอย่างการทำทารกในหลอดแก้ว

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ทางเลือกสำหรับผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก

1. การกระตุ้นไข่

แพทย์จะตรวจเลือดเพื่อดูฮอร์โมน (AMH) และอัลตราซาวด์ เพื่อตรวจดูความพร้อมก่อนกระตุ้น ในวันที่ 2-3 ของประจำเดือน และทำการสั่งยาฉีดทางหน้าท้องทุกวันเพื่อกระตุ้นไข่ของท่าน โดยจะใช้เวลา 10 – 12 วัน โดยประมาณ

2. การเฝ้าสังเกตอาการ

ท่านจำเป็นจะต้องเข้ารับการตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ เพื่อสังเกตผลของการฉีดยากระตุ้นไข่ เพื่อประเมินภาวะตอบสนองของร่างกายและแพทย์อาจมีการปรับขนาดของยาอย่างเหมาะสมเพื่อให้มีประสิทธิภาพ

3. ไข่ที่เจริญสมบูรณ์

เมื่อแพทย์พิจารณาขนาดไข่ของท่านเหมาะสมในการใช้งาน ท่านจะได้รับการฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ไข่ตก 35-37 ชั่วโมงก่อนการเก็บไข่

4. การเก็บไข่

ขั้นตอนในการเก็บใข่จะกระทำในห้องผ่าตัด โดยท่านจะได้รับยาและสารน้ำทางหลอดเลือดดำ หลังจากที่ท่านได้รับยาสลบอ่อน ๆ แล้วแพทย์จะทำการเก็บไข่ทางช่องคลอดควบคู่ไปกับการดูภาพอัลตราซาวด์ โดยใช้เวลาในการเก็บประมาณ 15 นาที และหลังจากนั้นท่านจะต้องนอนพักเพื่อสังเกตอาการในห้องฟักฟื้น ใช้เวลาโดยรวมประมาณ 3 ชั่วโมง

5. การเก็บสเปิร์ม

ในวันที่เก็บไข่ ฝ่ายชายจะต้องทำการเก็บสเปิร์มเพื่อใช้ในการปฎิสนธิ หากฝ่ายชายไม่สะดวกสามารถใช้สเปิร์มแช่แข็ง

6. การปฏิสนธิ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงตัวอ่อนจะทำการคัดเลือกสเปิร์มที่แข็งแรง เพื่อปฏิสนธิกับไข่ในห้องทดลอง

7. รายงานตัวอ่อน

ท่านจะได้รับรายงานตัวอ่อน พร้อมคำอธิบายจากผู้ดูแลในวันถัดไป

8. การย้ายตัวอ่อน

  • การย้ายตัวอ่อนรอบสด แพทย์จะให้ยาเตรียมมดลูกเพื่อทำการใส่ตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกของท่านประมาณ 2 ถึง 5 วันหลังเก็บไข่
  • การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ แพทย์จะแนะนำให้ท่านแช่แข็งตัวอ่อน
    เพื่อให้มดลูกได้พักประมาณ 2-3 เดือนหลังจากการกระตุ้นไข่ แพทย์จะให้ยาเตรียมมดลูก และวางแผนการใส่ตัวอ่อนรอบแช่แข็งให้ท่าน

9. การแช่แข็งตัวอ่อน

ท่านสามารถทำการแช่แข็งตัวอ่อนที่เหลืออยู่เพื่อนำไปใช้ในการทำเด็กหลอดแก้วในอนาคตได้

10. การตรวจการตั้งครรภ์

ประมาณ 10 วันหลังการย้ายตัวอ่อน ท่านสามารถทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจการตั้งครรภ์ได้

  • หากผลลัพธ์เป็นบวก แพทย์จะให้คำแนะนำในการใช้ยาต่อเนื่องหรือการปฏิบัติตัว ท่านสามารถฝากครรภ์และคลอดธรรมชาติเหมือนการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติได้
  • หากผลลัพธ์เป็นลบ ท่านจะได้รับการตรวจสอบหาสาเหตุและแนวทางการรักษาเพื่อเพิ่มโอกาสในครั้งต่อไป

หมายเหตุ;

สามีและภรรยา จะต้องได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาภาวะติดเชื้อตามมาตรฐานของห้องปฏิบัตการตัวอ่อน


ขั้นตอนแนะนำการเตรียมตัว

1. เข้ารับการปรึกษากับผู้ให้คำปรึกษาด้านการทำเด็กหลอดแก้วของเรา

ท่านสามารถติดต่อขอลงนัดได้ที่ 02 252 3833 หรือที่เว็บไซต์ของเรา www.safefertilitycenter.com
ในการพบกันครั้งแรก ผู้ดูแลส่วนตัวของท่านจะทำการสอบถามถึงประวัติการรักษาที่เกี่ยวข้องกับการทำเด็กหลอดแก้ว และอธิบายถึงกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วให้ท่านทราบและเข้าใจ ทั้งนี้ การทำเด็กหลอดแก้วไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับทุกคู่สมรสเสมอไป ยังมีวิธีการอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถนำไปสู่การตั้งครรภ์ได้ด้วยเช่นกัน

2. ลงทะเบียนและกรอกประวัติการรักษาเบื้องต้น

หากท่านตัดสินใจที่จะทำเด็กหลอดแก้วกับเรา ผู้ดูแลจะนำแบบฟอร์มลงทะเบียนให้ท่านกรอกและส่งคืน โดยในการมาคลินิกครั้งแรกท่านจำเป็นจะต้องเข้ารับการการตรวจ ดังนี้

  • การเจาะเลือดของทั้งคู่สามีภรรยา
  • การสแกนอัลตราซาวด์ของฝ่ายภรรยา
  • การตรวจผลสเปิร์มของฝ่ายสามี

3. ลงนัดกับ เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ เซ็นเตอร์

เมื่อท่านทำการติดต่อกับผู้ดูแลส่วนตัวของท่าน ทางผู้ดูแลจะทำการจัดตารางนัดหมายให้ท่านพร้อมกับการให้คำปรึกษาและการชำระเงินต่างๆ

4. ลงนามในหนังสือยินยอม

ท่านจำเป็นจะต้องลงนามในหนังสือยินยอม เพื่อเป็นการอนุญาตให้ทางคลินิกดำเนินการทำเด็กหลอดแก้ว

5. ยืนยันแผนการรักษากับผู้ดูแลของท่าน

เมื่อท่านได้รับผลการตรวจของท่านแล้ว ทางผู้ดูแลจะนัดพบท่านในลำดับถัดไป เพื่อยืนยันแผนการรักษาการทำเด็กหลอดแก้ว

6. เริ่มกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว


เซฟ เฟอร์ทิลี้ตี้ เซ็นเตอร์ เราเข้าใจว่าการที่จะเริ่มต้นการรักษานั้น มันเป็นเวลาที่เคร่งเครียดและน่ากังวลมากแค่ไหนสำหรับทั้งคุณและคู่ของคุณ

ดังนั้น การเข้ามาพูดคุยปรึกษากันครั้งแรกที่ เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ เซ็นเตอร์ นั้นเราตั้งใจที่จะให้การเข้ามาในครั้งนี้เป็นการเข้ามาที่ทำให้คุณได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เป็นการปรึกษาที่มีประสิทธิภาพและเฉพาะแต่ละบุคคล เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธภาพที่สุดด้วยการดูแลที่ทำให้ในระหว่างการเข้ามาปรึกษาครั้งแรก

คุณจะได้รับการแนะนำทีมผู้เชี่ยวชาญที่จะได้รับมอบหมายให้ดูแลคุณ โดยทีมผู้ดูแลนี้จะสื่อสารกันในทีมรวมทั้งสื่อสารกับคุณตลอดระหว่างการรักษา เพื่อให้แน่ใจว่าทุกรายละเอียดของคุณได้รับการพิจารณา รวมถึงคำถามและความกังวลของคุณนั้นได้รับการตอบสนอง จากนั้นคุณจะได้พบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผู้ซึ่งจะทบทวนประวัติการรักษาของคุณและวินิจฉัยจากข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งแพทย์อาจจะทำการอัลตราซาวนด์เพื่อให้มองเห็นรังไข่และมดลูกของคุณ แล้วคุณจะได้พบกับพยาบาลที่จะคอยดูแลคุณ โดยพยาบาลจะทำตรวจสอบและให้การแนะนำ รวมทั้งวางแผนการรักษาเพื่อช่วยให้คุณสามารถวางแผนตารางเวลาในการรักษาได้

จุดประสงค์ของเรา

เพื่อให้การปรึกษาและการรักษาด้านภาวะมีบุตรยากที่ เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ เซ็นเตอร์ ของคุณนั้นประสบผลสำเร็จเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยให้ข้อมูลและผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ หนทางที่ดีที่สุดในการหาคำตอบที่คุณกำลังมองหาอยู่นั้น คือการให้ข้อมูลกับทีมผู้ดูแลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เกี่ยวกับประวัติการรักษาและผลจากการรักษาที่ผ่านมาของคุณ

 

 

เด็กหลอดเเก้ว

เด็กหลอดแก้ว (IVF: In Vitro Fertilization) เป็นวิธีการทางเลือกที่ใช้รักษาภาวะมีบุตรยากแบบปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ด้วยการนำไข่ของฝ่ายหญิงและอสุจิของฝ่ายชายไปผสมในภาชนะในห้องปฏิบัติการ เมื่อเกิดการปฏิสนธิแล้ว แพทย์จึงนำตัวอ่อน (Embryo) ใส่กลับเข้าไปให้ฝังตัวภายในมดลูกของฝ่ายหญิงจนเกิดการตั้งครรภ์

เด็กหลอดแก้ว

เด็กหลอดแก้ว ใช้ในกรณีใด ?

  • ผู้หญิงที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยากและไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ที่พยายามมีลูกด้วยการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี  หรือพยายามรักษาด้วยวิธีการอื่นซึ่งสะดวกกว่าหรือมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแล้วไม่ได้ผล
  • แพทย์จะแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้วในผู้หญิงอายุมากแล้วต้องการมีบุตร โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี
  • ผู้ที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยากเนื่องจากฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายมีปัญหาสุขภาพดังต่อไปนี้
    • ท่อนำไข่ (ปีกมดลูก) เกิดความเสียหายหรืออุดตัน ทำให้ไข่ไม่ได้รับการผสมหรือตัวอ่อนไม่สามารถเคลื่อนที่ไปฝังตัวในมดลูกได้
    • มีความผิดปกติเกี่ยวกับการตกไข่ เช่น การตกไข่จำนวนน้อย หรือไม่มีการตกไข่ในบางเดือน ซึ่งทำให้ไข่มีโอกาสได้รับการผสมน้อยลง
    • ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย รังไข่ไม่สามารถทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนให้เพียงพอต่อการตกไข่ตามปกติ ก่อนอายุ 40 ปี
    • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ คือ ภาวะที่มีเนื้อเยื่อเกิดขึ้นและเจริญเติบโตนอกมดลูก ซึ่งจะรบกวนการทำงานของระบบรังไข่ มดลูก และท่อนำไข่
    • มีเนื้องอกมดลูกเกิดขึ้นที่ผนังมดลูก ซึ่งจะรบกวนกระบวนการฝังตัวของไข่ที่ผนังมดลูก มักพบในผู้หญิงช่วงอายุ 30-40 ปี
    • เคยทำหมันด้วยการตัดหรือผูกท่อนำไข่มาก่อน หากเป็นการทำหมันที่ไม่สามารถแก้ไขได้ วิธีการเด็กหลอดแก้วจะเป็นทางเลือกที่ทำให้ผู้หญิงสามารถตั้งครรภ์ได้
    • ฝ่ายชายผลิตอสุจิได้จำนวนน้อย อสุจิไม่มีประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ หรืออสุจิมีขนาดและรูปร่างผิดปกติ ซึ่งจะทำให้อสุจิเคลื่อนตัวเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ได้ยากขึ้น
    • ภาวะมีบุตรยากที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้
    • ความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้อาจเกิดความผิดปกติของตัวอ่อนก่อนการฝังตัวที่มดลูก วิธีการเด็กหลอดแก้วจะช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงและไม่มีความผิดปกติ ก่อนทำการฉีดกลับเข้าไปฝังตัวที่มดลูก เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ลูกที่เกิดมามีความผิดปกติทางพันธุกรรมไปด้วย
    • อยู่ในระหว่างการเจ็บป่วยหรือการรักษาตัวที่ทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เช่น ป่วยด้วยโรคมะเร็ง จึงต้องบำบัดด้วยรังสีบำบัดและเคมีบำบัด ในกรณีนี้ผู้ป่วยสามารถเก็บไข่ที่ยังไม่ได้ผสมแช่แช็งไว้ในห้องปฏิบัติการ หรือสามารถเก็บไข่ที่ผสมกับสเปิร์มเป็นตัวอ่อนแล้วแช่แข็งไว้ในห้องปฏิบัติการแล้วค่อยใส่กลับเข้าไปทำให้เกิดการตั้งภรรภ์ได้ในภายหลัง

ข้อจำกัดของการทำเด็กหลอดแก้ว

  • ผู้ที่มีมดลูกไม่แข็งแรงหรือมดลูกทำงานผิดปกติ จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
  • ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพร้ายแรงและจะเป็นอันตรายหากตั้งครรภ์

หากประสบปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้วทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถตั้งครรภ์ด้วยตนเองได้ สามารถเก็บไข่และสเปิร์มเพื่อทำเด็กหลอดแก้ว แล้วใส่กลับเข้าไปให้อาสาสมัครที่ไว้ใจตั้งครรภ์แทนได้ หรือหากไม่สามารถใช้สเปิร์มของฝ่ายชายได้ สามารถเลือกรับสเปิร์มที่มีผู้บริจาคได้เช่นกัน

การเตรียมการก่อนทำเด็กหลอดแก้ว

ปรึกษาแพทย์

เมื่อประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก และพยายามมีบุตรด้วยวิธีการอื่นแล้วไม่ได้ผล ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาขอคำแนะนำ ผู้ป่วยจะตัดสินใจเข้ารับการรักษาร่วมกับแพทย์ โดยพิจารณาจากประวัติของผู้ป่วย และประวัติการรักษาที่ผ่านมาของผู้ป่วย ข้อดี ข้อเสีย ความเสี่ยง โอกาสประสบความสำเร็จ และค่าใช้จ่ายในการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งราคาการทำเด็กหลอดแก้วในประเทศไทยจะอยู่ที่ประมาณ 100,000-300,000 บาทต่อครั้ง จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายผู้ป่วยและทดสอบคัดกรองด้วยวิธีต่าง ๆ ก่อนวางแผนรักษาและนัดหมายในขั้นตอนต่อไป

การทดสอบคัดกรองก่อนการรักษา

  • การทดสอบการทำงานของรังไข่ แพทย์อาจตรวจเลือดในช่วง 2-3 วันแรกที่มีประจำเดือน เพื่อตรวจหาฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตของไข่ (Follicle-Stimulating Hormone: FSH) ฮอร์โมนเอสทราไดออล และฮอร์โมนแอนติมูลเลอเรียน ซึ่งเป็นแนวทางในการตรวจดูคุณภาพและปริมาณของไข่ในฝ่ายหญิง และแนวโน้มในการตอบสนองต่อการใช้ยากระตุ้นไข่ โดยมักจะทำร่วมกันกับการอัลตราซาวด์รังไข่
  • การตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ แพทย์จะตรวจน้ำอสุจิดูความสมบูรณ์ หากการตรวจอสุจิไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาของการตกไข่ของฝ่ายหญิง แพทย์จะเก็บตัวอย่างน้ำอสุจิไว้เพื่อทำการวิเคราะห์ก่อน และเก็บตัวอย่างน้ำอสุจิอีกครั้งเมื่อจะทำการผสมเพื่อทำเด็กหลอดแก้ว
  • การตรวจคัดกรองภาวะติดเชื้อ เป็นการตรวจหาภาวะติดเชื้อทั้งในฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัสร้ายแรงอย่างเอชไอวี
  • การทดสอบถ่ายฝากตัวอ่อน แพทย์จะทดสอบความลึกของมดลูกเพื่อเตรียมการก่อนการถ่ายฝากตัวอ่อนที่ปฏิสนธิแล้วเข้าไปในมดลูก เพื่อเตรียมการและประเมินโอกาสประสบความสำเร็จ
  • การทดสอบโพรงมดลูก แพทย์จะทดสอบโพรงมดลูกก่อนเริ่มทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธีการฉีดของเหลวเข้าไปในโพรงมดลูกผ่านทางช่องคลอดแล้วดูภาพจากอัลตราซาวด์(Sonohysterography) หรือการส่องกล้องในโพรงมดลูก (Hysteroscopy) ที่แพทย์จะสอดกล้องเทเลสโคป (Telescope) เข้าไปทางช่องคลอดเพื่อส่องตรวจภายในโพรงมดลูก

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว อาจมีความแตกต่างกันในแต่ละคลินิกหรือสถานพยาบาล โดยวิธีการหลัก ๆ มีดังนี้

ขั้นตอนของฝ่ายหญิง

  • ขั้นที่ 1 ควบคุมรอบเดือน
  • ขั้นที่ 2 กระตุ้นการตกไข่ แพทย์จะให้ฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตของไข่ (Follicle-Stimulating Hormone: FSH) ผู้ป่วยสามารถฉีดได้เองทุกวันที่บ้านเป็นเวลาประมาณ 10-12 วัน เพื่อเพิ่มการผลิตไข่ให้ได้จำนวนไข่มากขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสในการเลือกไข่ที่สมบูรณ์ที่สุดเมื่อผสมกับอสุจิของฝ่ายชาย และแพทย์อาจให้ฉีดยาป้องกันการตกไข่ก่อนเวลาอันควรร่วมด้วย เป็นการเพิ่มโอกาสในการเลือกไข่ที่สมบูรณ์ที่สุด
  • ขั้นที่ 3 ตรวจความคืบหน้า แพทย์จะตรวจความคืบหน้าหลังผู้ป่วยได้รับยาและฮอร์โมนกระตุ้นการผลิตไข่ด้วยการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูจำนวนและขนาดของไข่หรือตรวจเลือดเพื่อดูปริมาณฮอร์โมนในร่างกาย และจะฉีดฮอร์โมนเข็มสุดท้ายเมื่อไข่เจริญเติบโตเต็มที่เพื่อกระตุ้นให้ไข่ตก ประมาณ 34-38 ชั่วโมงก่อนการเก็บไข่
  • ขั้นที่ 4 เก็บไข่รอการผสม แพทย์จะให้ยาชาหรือยาสลบแก่ผู้ป่วยแล้วจึงใช้เข็มดูดไข่ออกมาผ่านทางช่องคลอด โดยแพทย์จะดูภาพผ่านอัลตราซาวด์ และขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที
  • ขั้นที่ 5 ผสมไข่กับอสุจิ หลังการเก็บไข่ แพทย์จะให้ยาฮอร์โมนแก่ผู้ป่วยเพื่อเตรียมผนังมดลูกให้พร้อมรับการตั้งครรภ์ อาจเป็นในรูปแบบสอดในช่องคลอด เจล หรือยาฉีด จากนั้นแพทย์จะนำไข่ที่เก็บจากฝ่ายหญิงกับสเปิร์มที่ได้จากฝ่ายชายไปผสมจนเกิดการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ โดยแพทย์จะตรวจผลว่ามีการปฏิสนธิหรือไม่หลังผ่านไป 16-20 ชั่วโมง หากมีการปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะเติบโตในอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการ ก่อนแพทย์จะนัดหมายกับผู้ป่วยเพื่อฉีดตัวอ่อนให้เข้าไปฝังตัวในมดลูกในขั้นต่อไป
  • ขั้นที่ 6 ถ่ายฝากตัวอ่อน ประมาณ 2-3 วันหลังการเก็บไข่ และการผสมไข่กับสเปิร์มจนปฏิสนธิจนกลายเป็นตัวอ่อนแล้ว แพทย์จะเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุดแล้วฉีดกลับเข้าไปในมดลูกผ่านทางท่อที่สอดใส่ผ่านช่องคลอดไปถึงมดลูก ขั้นตอนนี้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องได้รับยาชาหรือยาสลบแต่อย่างใด โดยปกติจะถ่ายฝากตัวอ่อนที่สมบูรณ์ที่สุดเพียงตัวเดียว แต่บางกรณีที่มีปัจจัยทางการแพทย์ เช่น ไม่มีตัวอ่อนที่คุณภาพดีที่สุด หรือผู้ป่วยที่ต้องการตั้งครรภ์มีอายุมากประมาณ 40-42 ปีขึ้นไป แพทย์อาจใส่ตัวอ่อนเพิ่ม แต่ไม่ควรเกิน 2 ตัวเพื่อลดโอกาสเกิดการตั้งครรภ์แฝด ทั้งนี้จำนวนตัวอ่อนที่ใส่เข้าไป แพทย์และผู้ป่วยควรจะทำการตัดสินใจร่วมกัน

ขั้นตอนของฝ่ายชาย

น้ำอสุจิหรือสเปิร์มของฝ่ายชายจะถูกเก็บพร้อม ๆ กับช่วงที่เก็บไข่ของฝ่ายหญิง โดยน้ำอสุจิที่ถูกเก็บแล้วจะถูกนำมาล้างและปั่นเพื่อเลือกเสปิร์มที่สมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด

หลังการถ่ายฝากตัวอ่อน

หลังถ่ายฝากตัวอ่อนเข้าไปในมดลูก ผู้ป่วยที่ไม่มีปัญหาสุขภาพสามารถกลับบ้านและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ในบางกรณีเท่านั้นที่ต้องพักดูอาการที่โรงพยาบาล เช่น ผู้ที่มีความเสี่ยงต่ออาการรังไข่ตอบสนองต่อการกระตุ้นมากเกินไป (OHSS หรือ Ovarian Hyperstimulation Syndrome) โดยผู้หญิงที่ได้รับการถ่ายฝากตัวอ่อนแล้วต้องมาพบแพทย์ใน 12-14 วันให้หลังเพื่อตรวจการตั้งครรภ์ และต้องใช้ยาหรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนต่อไปอีก 8-10 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยให้ผนังมดลูกหนาขึ้นเอื้อต่อการฝังตัวของตัวอ่อน และป้องกันการแท้งลูก

แม้ขั้นตอนการถ่ายฝากตัวอ่อนจะลุล่วงไปแล้ว แต่เมื่อผู้ป่วยกลับมาพักที่บ้าน ควรสังเกตและเฝ้าระวังอาการที่เป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา

  • มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
  • ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • ปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีเลือดปน
  • มีเลือดไหลออกจากช่องคลอดจำนวนมาก

การทำเด็กหลอดแก้วที่ประสบความสำเร็จ

อัตราการเกิดที่มาจากความสำเร็จในการตั้งครรภ์จากเด็กหลอดแก้วในกลุ่มผู้หญิงอายุ 34 ปีลงมา อยู่ที่ 30-40% ในการถ่ายฝากตัวอ่อนครั้งแรก และอัตราการเกิดลดต่ำลงมากในกลุ่มผู้หญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร การทำเด็กหลอดแก้วอาจส่งผลต่อทั้งสภาพร่างกายและสภาพจิตใจของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย บางคู่อาจมีปัญหาความยากลำบากในการปรับตัวเพื่อมีลูกจากการทำเด็กหลอดแก้ว ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรพูดคุยและได้รับกำลังใจจากทั้งครอบครัว บุคคลใกล้ชิด และสามารถเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักบำบัดได้เช่นกัน โดยแพทย์หรือนักบำบัดอาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มบำบัด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และให้กำลังใจซึ่งกันและกันในกลุ่มผู้ที่ทำเด็กหลอดแก้วเช่นเดียวกัน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตและปรับตัวพร้อมรับสมาชิกใหม่ที่เกิดมา

การทำเด็กหลอดแก้วที่ไม่ประสบความสำเร็จ

สำหรับผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว ควรเว้นช่วงหลาย ๆ เดือนเพื่อพักฟื้นสภาพร่างกายและจิตใจ ก่อนจะคิดเรื่องการมีบุตรและพยายามใหม่อีกครั้ง ระหว่างนี้ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงสาเหตุที่ทำให้การตั้งครรภ์ล้มเหลว เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการประสบความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้ว และหากยังต้องการมีบุตร ควรเลือกวิธีการที่เหมาะสมต่อไป โดยผู้ป่วยและคู่ครองควรพูดคุยปรึกษากันถึงความพร้อมทางสภาพร่างกายและจิตใจก่อนจะดำเนินการขั้นตอนใดต่อไป ส่วนด้านสภาพจิตใจ ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ นักบำบัด หรือเข้าร่วมกลุ่มบำบัด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และให้กำลังใจซึ่งกันและกันได้เช่นเดียวกัน

ความเสี่ยงจากการทำเด็กหลอดแก้ว

  • ความเครียด การทำเด็กหลอดแก้วส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และสภาวะทางการเงินของผู้ป่วย จึงเป็นเหตุทำให้เกิดความเครียดได้ ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรพูดคุยและได้รับกำลังใจจากทั้งครอบครัว บุคคลใกล้ชิด และสามารถเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักบำบัดได้เช่นกัน โดยแพทย์หรือนักบำบัดอาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มบำบัด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และให้กำลังใจซึ่งกันและกันในกลุ่มผู้ที่ทำเด็กหลอดแก้วเช่นเดียวกัน
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาในระหว่างกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วและการถ่ายฝากตัวอ่อน เช่น ปวดหัว ร้อนวูบวาบ กระสับกระส่าย รู้สึกไม่ดี หงุดหงิด
  • อาการรังไข่ตอบสนองต่อการกระตุ้นมากเกินไป เนื่องจากได้รับฮอร์โมนกระตุ้นที่เกี่ยวกับการตั้งงครรภ์ (Human Chorionic Gonadotropin: HCG) มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้รังไข่บวมและสร้างความเจ็บปวดได้ โดยจะมีอาการแสดง เช่น ปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง เป็นต้น
  • ตั้งครรภ์ลูกแฝด ในบางรายที่มีการถ่ายฝากตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว ตัวอ่อนทั้งหมดอาจฝังตัวที่ผนังมดลูกและตั้งครรภ์ลูกแฝดได้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้เป็นแม่ที่ต้องอุ้มท้องลูก 2 คน และเสี่ยงต่อภาวะที่เด็กเกิดมามีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยไปด้วย
  • คลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย มีความเสี่ยงที่เด็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วอาจคลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย
  • แท้งลูก อัตราการแท้งลูกของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เด็กหลอดแก้วอยู่ที่ 15-25% โดยอัตราจะแปรผันเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ที่ตั้งครรภ์
  • ภาวะแทรกซ้อนจากกระบวนการเก็บไข่ ในขั้นตอนการเก็บไข่ ทั้งการใช้ยาสลบ ยาชา หรือที่แพทย์ต้องใช้เข็มดูดเอาไข่ออกมาอาจทำให้เกิดแผล มีเลือดไหล เกิดการติดเชื้อ หรือสร้างความเสียหายต่อลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ และเส้นเลือดในบริเวณใกล้เคียงได้
  • ตั้งครรภ์นอกมดลูก ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วอาจไปฝังตัวที่บริเวณท่อนำไข่แทนที่จะฝังตัวและเจริญเติบโตภายในมดลูก ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ โดยมีความเสี่ยงที่จะเกิดการตั้งครรภ์ในลักษณะนี้เพียง 2-5% เท่านั้น
  • พิการแต่กำเนิด เป็นผลที่เกิดจากความเสี่ยงที่ผู้เป็นแม่ตั้งครรภ์เมื่อมีอายุมาก แต่ยังไม่มีงานวิจัยสนับสนุนว่าการทำเด็กหลอดแก้วจะเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะพิการแต่กำเนิดมากขึ้น
  • ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เด็กหลอดแก้ว

เด็กหลอดเเก้ว…

เด็กหลอดแก้ว ก็คือเด็กที่เกิดจากการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ซึ่งไม่ใช่วิธีทางธรรมชาติ โดยที่มาของคำว่าเด็กหลอดแก้วนั้น เกิดจากการที่ขั้นตอนในการปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มและเซลล์ไข่ จะต้องทำในหลอดทดลองที่มีลักษณะเป็นหลอดแก้ว จึงถูกเรียกว่าเด็กหลอดแก้วนั่นเอง และเนื่องจากเป็นวิธีที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงทำให้ผู้คนที่มีบุตรยาก นิยมหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีด้วยการทำเด็กหลอดแก้วมากขึ้น

ปัจจัยพิจารณาในการทำเด็กหลอดแก้ว

อย่างไรก็ตามการทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ด้วย ซึ่งผู้ที่จะทำเด็กหลอดแก้วจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในภาวะมีบุตรยากจริงๆ และมีสุขภาพที่แข็งแรงมากพอที่จะตั้งครรภ์ได้ โดยมีปัจจัยที่ทางแพทย์จะทำการพิจารณา ดังนี้

พิจารณาฝ่ายชาย

1.ฝ่ายชายมีความผิดปกติของเชื้ออสุจิหรือคุณภาพของตัวอสุจิต่ำมาก จึงไม่สามารถมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติได้ แต่อย่างไรก็ตามหากเชื้ออสุจิของฝ่ายชายไม่แข็งแรง การทำเด็กหลอดแก้วก็อาจไม่ได้ผลเช่นกัน

2.มีปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ จึงไม่สามารถมีบุตรได้หรือมีโอกาสที่จะมีบุตรน้อยมาก

โฆษณาจาก HonestDocs

เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

พิจารณาฝ่ายหญิง

1.ระบบท่อนำไข่มีความผิดปกติ เช่น ท่อนำไข่อุดตัน เคยผ่าตัดมาก่อนและเคยเกิดการกระทบกระเทือนที่ทำให้ท่อนำไข่เกิดความเสียหาย เป็นต้น จึงทำให้มีบุตรยากและบางรายก็อาจมีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติอีกด้วย

2.ฮอร์โมนเพศผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง ส่วนใหญ่จะมีอาการประจำเดือนขาดร่วมด้วย (แต่ไม่ตั้งครรภ์)

3.พยายามจะมีบุตรมาแล้วมากกว่า 3 ปี โดยไม่ได้ป้องกันด้วยวิธีใดเลย แต่ก็ไม่ตั้งครรภ์

4.มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือไม่ เพื่อจะได้หาหนทางแก้ปัญหาไม่ให้ลูกที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วมีความผิดปกติทางพันธุกรรมไปด้วย

5.ช่วงอายุของผู้ทำเด็กหลอดแก้ว โดยส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้วได้สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากว่ามีปัจจัยร้ายแรงที่ทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้จริงๆ เช่น รังไข่เสื่อมก่อนวัย เคยทำหมันด้วยการผูกท่อนำไข่หรือกำลังอยู่ในระหว่างเจ็บป่วยที่ส่งผลให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เป็นต้น

ควรเตรียมตัวก่อนทำเด็กหลอดแก้วอย่างไรบ้าง?

ก่อนทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการไปพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและตรวจวินิจฉัยปัจจัยต่างๆ ว่าสามารถทำเด็กหลอดแก้วได้หรือไม่ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจทดสอบการทำงานของรังไข่ ตรวจคัดกรองภาวะติดเชื้อ ทดสอบโพรงมดลูก วิเคราะห์คุณภาพและความผิดปกติของน้ำอสุจิ รวมถึงการทดสอบถ่ายฝากตัวอ่อน โดยหากผ่านการทดสอบเหล่านี้ก็จะสามารถทำเด็กหลอดแก้วได้ ขั้นตอนต่อไปก็คือ เตรียมตัวตามที่แพทย์แนะนำและเตรียมเงินค่ารักษา ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 100,000-300,000 บาทต่อครั้งเลยทีเดียว

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว

สำหรับขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว อาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละคลินิกหรือสถานพยาบาลนั้นๆ แต่ก็สามารถสรุปเป็นขั้นตอนหลักๆ ได้ดังนี้

  • ควบคุมรอบเดือนให้ประจำเดือนมาปกติ จากนั้นแพทย์จะฉีดยากระตุ้นการตกไข่ ซึ่งต้องฉีดต่อเนื่องเป็นประจำประมาณ 10-12 วัน
  • ตรวจสอบความคืบหน้าของการกระตุ้นการตกไข่ และฉีดฮอร์โมนเข็มสุดท้ายก่อนเก็บไข่ประมาณ 34-38 ชั่วโมง
  • เก็บไข่ โดยแพทย์จะดูดไข่ออกจากช่องคลอด ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ซึ่งระหว่างนั้นแพทย์ก็จะให้ยาสลบหรือยาชาแก่ผู้ป่วย
  • แพทย์นำไข่และสเปิร์มที่ได้ไปทำการปฏิสนธิกันในห้องปฏิบัติการ พร้อมกับฉีดยาฮอร์โมนให้กับฝ่ายหญิงเพื่อเตรียมมดลูกให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์
  • เมื่อตัวอ่อนมีความแข็งแรงพอแล้ว แพทย์จะนัดเพื่อฉีดตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูก เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

ระยะเวลาและโอกาสในการทำสำเร็จ

ระยะเวลาในการทำเด็กหลอดแก้วจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ ซึ่งมีโอกาสสำเร็จอยู่ที่ 15-35 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับสุขภาพของว่าที่คุณแม่และปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง นอกจากนี้การทำเด็กหลอดแก้วก็มีโอกาสที่เด็กจะไม่แข็งแรงและอาจเกิดความพิการได้ไม่ต่างจากการตั้งครรภ์ธรรมดาเช่นกัน

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

การทำเด็กหลอดแก้วอาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นกับว่าที่คุณแม่หลังจากถ่ายฝากตัวอ่อนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีความเสี่ยงที่มักจะเกิดขึ้นมากที่สุดดังนี้

1.รังไข่บวม เนื่องจากได้รับฮอร์โมนกระตุ้นมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด หายใจลำบากและอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วงได้

2.ตั้งครรภ์นอกมดลูก เพราะไข่เข้าไปฝังตัวอยู่ในท่อนำไข่แทนที่จะเป็นมดลูก ซึ่งภาวะนี้เด็กจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และต้องผ่าเอาเด็กออก

3.เกิดความเครียด เนื่องจากการทำเด็กหลอดแก้วส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกายและจิตใจหลายอย่าง ต้องอาศัยกำลังใจจากคนรอบข้างและการบำบัดเป็นหลัก

4.ได้รับผลข้างเคียงจากยา ผู้ทำอาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาในขณะถ่ายฝากตัวอ่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหัว กระสับกระส่าย ร้อนวูบวาบและอารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย

5.เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะทำให้ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยมาก และอาจมีปัญหาเรื่องการหายใจ เพราะปอดยังพัฒนาไม่เต็มที่

6.เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน อาจมีภาวะแทรกซ้อนในขั้นตอนการเก็บไข่ เช่น การติดเชื้อ เกิดแผลในมดลูกและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ได้

7.มีโอกาสตั้งครรภ์แฝด ซึ่งหากสุขภาพของคุณแม่ไม่แข็งแรง ก็อาจทำให้คลอดก่อนกำหนดหรือทารกมีน้ำหนักตัวน้อยได้ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีการถ่ายฝากตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว

การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นนวัตกรรมที่มีความทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่มีบุตรยากสามารถมีบุตรได้อย่างที่ต้องการ เพียงนำสเปิร์มของฝ่ายชายและเซลล์ไข่ของฝ่ายหญิงมาปฏิสนธิกันภายนอกร่างกาย ก่อนจะนำกลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิงเพื่อการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติต่อไป แต่อย่างไรก็ตามการทำเด็กหลอดแก้วก็อาจเกิดความผิดพลาดและมีความเสี่ยงเช่นกัน ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อนทำ และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเสมอ

 

 

เทคโนโลยีช่วยในการมีบุตร

การทำอิ๊กซี่ (ICSI Treatment)

การทำอิ๊กซี่เป็นวิธีการคัดเชื้ออสุจิที่สมบูรณ์แข็งแรงเพียงตัวเดียวโดยไม่รอให้เกิดการปฏิสนธิกันเอง ทำให้ช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิ ซึ่งขั้นตอนคล้ายกับการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) การทำดังกล่าวต้องทำผ่านเครื่องมือพิเศษที่ประกอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ และเข็มขนาดเล็กเพื่อจับไข่และฉีดตัวอสุจิเข้าไปในไข่  นอกจากนี้การทำ ICSI ยังช่วยลดปัญหาการปฏิสนธิแบบผิดปกติ อันเนื่องมาจากไข่และสเปิร์ม เช่น การเกิดการผสมด้วยจำนวนของสเปิร์มหลายตัว

หลักการและวิธีการของเทคโนโลยี

การทำ ICSI เป็นการปฎิสนธินอกร่างกายที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยในการปฏิสนธิสำหรับผู้มีบุตรยาก
การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ต่างจากการทำ ICSI ตรงที่ การทำอิ๊กซี่ (ICSI) จะไม่ต้องรอให้เกิดการปฏิสนธิกันเอง

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

ICSI เป็นวิวัฒนาการในวงการแพทย์ที่จะช่วยแก้ปัญหาภาวะผู้มีบุตรยากของคู่สมรสที่แต่งงานกันมาหลายปี และยังเป็นอีกทางเลือกสำหรับคู่ที่มีปัญหาการสืบพันธุ์อันเนื่องมาจากฝ่ายชาย โดยเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่เพิ่มเติมมาจากการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งช่วยให้ผลลัพธ์ของโอกาสที่จะเกิดการตั้งครรภ์อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2013/09/ferility treatment IVF ICSI embryo.jpg การทำอิ๊กซี่ การรักษาภาวะมีบุตรยากควบคู่กับการทำเด็กหลอดแก้ว

6ข้อดีของการทำอิ๊กซี่

1. ช่วยลดการเกิดทารกที่มีอาการดาวน์ซินโดรม รวมไปถึงความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย โรคกล้ามเนื้อลีบได้

2. ช่วยกลุ่มเสี่ยงผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก อายุเฉลี่ยที่ 35 ปีขึ้นไป

3. เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ สำหรับผู้ที่เคยรักษาโดยทำเด็กหลอดแก้วแล้วปฏิสนธิไม่ดี หรือไม่ตั้งครรภ์

4. ลดความเสี่ยงแท้งจากวิธีการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อตรวจหาอาการดาวน์ซินโดรม

5. ผลสำเร็จในการทำอิ๊กซี่สูงถึง 30-40% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของเชื้ออสุจิและขั้นตอนต่างๆ ในห้องปฏิบัติการ

6. สำหรับคู่สมรสที่อายุน้อยและไม่พร้อมที่จะมีลูก สามารถกระตุ้นไข่และเก็บฝากไข่ของตัวเองเอาไว้ก่อน เมื่อไหร่พร้อมสามารถนำไข่ออกมาทำอิ๊กซี่ได้ อสุจิก็สามารถแช่แข็งเอาไว้ได้เป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี

โรคหัวใจ

หัวใจ (Heart)

หัวใจเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ มีขนาดเท่ากำปั้น ภายในกลวง หัวใจจะอยู่ใต้กระดูกหน้าอก โดยมีตำแหน่งอยู่ในบริเวณส่วนกลางของหน้าอก ค่อนข้างไปทางซ้ายเล็กน้อย

หัวใจมีหน้าที่สูบฉีดโลหิตเพื่อนำพาออกซิเจนและธาตุอาหารไปยังทุกส่วนของร่างกาย หัวใจแบ่งออกเป็น 4 ห้อง มี 2 ห้องบน และ 2 ห้องล่าง หัวใจซีกขวารับโลหิตที่ใช้แล้วจากร่างกาย แล้วสูบฉีดไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจน โลหิตที่มีออกซิเจนก็จะกลับไปยังหัวใจด้านซ้าย และก็จะถูกสูบฉีดโลหิตผ่านเส้นเลือดใหญ่ไปยังทุกส่วนของร่างกาย

ลิ้นปิดเปิดในหัวใจมี 4 ลิ้น มีตำแหน่งอยู่ระหว่างหัวใจห้องบนและหัวใจห้องล่าง และที่เส้นเลือดหลักในหัวใจ ลิ้นหัวใจทำหน้าที่กั้นเพื่อให้การสูบฉีดโลหิตไหลไปในทิศทางเดียว

 

ในขณะที่ร่างกายพักผ่อน หัวใจจะมีอัตราการเต้นประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที การเต้นหรือการบีบตัวแต่ละครั้งเกิดจากตัวกระตุ้นทางกระแสไฟฟ้าซึ่งถูกกระตุ้นโดยเซลล์พิเศษที่ชื่อ SA node กระแสไฟฟ้าที่ถูกกระตุ้นจาก SA node จะเดินทางผ่านชุดเส้นใยนำไฟฟ้าที่อยู่ทั่วทั้งห้องหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ

โรคภาวะหัวใจล้มเหลว

โรคภาวะหัวใจล้มเหลว 😳

            ภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของการทำงานของหัวใจ โดยอาจเกิดจากมีความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ของหัวใจ ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายหรือรับเลือดกลับเข้าสู่หัวใจได้ตามปกติ

Related image

ชนิดของภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถแบ่งได้หลายชนิด แต่หากใช้การแบ่งตามระยะเวลาที่มีอาการสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (acute heart failure) เป็นภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการเกิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็วหรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการคงที่แต่กลับแย่ลงในเวลาไม่นาน
  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ( chronic heart failure) พบได้ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันมาก่อนหรือไม่ก็ได้ แต่ในขณะที่ทำการวินิจฉัยผู้ป่วยมีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวและ/หรือมีการทำงานที่ผิดปกติไปของหัวใจคงอยู่เป็นเวลานาน

สติการเป็นโรคหัวใจ

สำหรับสถานการณ์โรคหัวใจของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน พ.ศ. 2556 มีผู้เสียชีวิต 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน อัตราการป่วยต่อประชากรทุก 1 แสนคน ในปี 2555 เท่ากับ 427 คน เพิ่มจากปี 2547 ซึ่งมีอัตราการป่วยเท่ากับ 185 คน

อาการของภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลวทำให้เกิดอาการหรืออาการแสดงที่เกิดจากการที่เลือดออกจากหัวใจไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และอาการที่เกิดจากภาวะคั่งของน้ำและเกลือ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • อาการหายใจเหนื่อย เป็นอาการสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลว โดยอาจมีอาการเหนื่อยในขณะที่ออกแรง อาการเหนื่อย/หายใจไม่สะดวกในขณะนอนราบ บางครั้งจะมีอาการไอในขณะนอนราบด้วย หรือในขณะนอนหลับต้องตื่นขึ้นเนื่องจากมีอาการหายใจไม่สะดวกซึ่งเป็นอาการจำเพาะสำหรับภาวะหัวใจล้มเหลว
  • อ่อนเพลีย เกิดจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายลดลง ทำให้ความสามารถในการทนต่อการทำกิจกรรมหรือความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆ ของร่างกายลดลง
  • มีอาการบวมจากภาวะคั่งน้ำและเกลือ เช่น ที่เท้าและขามีลักษณะบวม กดบุ๋ม มีน้ำคั่งในปอดและอวัยวะภายใน เช่น มีตับ ม้ามโต มีน้ำในช่องท้อง ทำให้มีอาการท้องบวม ท้องโตขึ้น แน่นอึดอัด 🙁

Related image

สาเหตุของอาการภาวะหัวใจล้มเหลว

สำหรับสถานการณ์โรคหัวใจของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน พ.ศ. 2556 มีผู้เสียชีวิต 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน อัตราการป่วยต่อประชากรทุก 1 แสนคน ในปี 2555 เท่ากับ 427 คน เพิ่มจากปี 2547 ซึ่งมีอัตราการป่วยเท่ากับ 185 คน

แนวทางการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว

การรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวจะต้องพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัย เช่น สาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลว ความรุนแรงของโรค ระยะของโรค โรคอื่นๆ ที่พบร่วม เป็นต้น โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย การรักษามีเป้าหมายเพื่อลดอาการของผู้ป่วยและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยเน้นที่การยับยั้งหรือชะลอการเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินโรค เช่น

  • การรักษาด้วยยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต ยาเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ ยากลุ่มลดการกระตุ้นระบบนิวโรฮอร์โมน ยาขยายหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น
  • การใช้เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติชนิดฝังในร่างกาย การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวรชนิดที่ทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายและขวาบีบตัวพร้อมกัน ร่วมหรือไม่ร่วมกับเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติชนิดฝังในร่างกาย
  • การผ่าตัดใส่เครื่องช่วยการสูบฉีดเลือดของหัวใจ
  • การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ การผ่าตัดลิ้นหัวใจรั่ว

Related image

วิธีการป้องกัน 🙂

Image result for ภาวะหัวใจล้มเหลว

 

» Read more

ภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลว
“หัวใจ” เปรียบเสมือนศูนย์กลางของระบบไหลเวียนเลือด ที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อหัวใจเป็นส่วนสำคัญ ทำหน้าที่บีบและคลายตัวเป็นจังหวะ และมีลิ้นหัวใจปิด-เปิด เพื่อช่วยให้เลือดไหลไปในทิศทางที่ต้องการ เลือดจะนำออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นส่งไปยังอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย

เมื่อหัวใจทำงานผิดปกติทำให้เกิด ‘ภาวะหัวใจล้มเหลว’

ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงหรือขาดความยืดหยุ่นจึงไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทำให้หัวใจไม่มีกำลังในการสูบฉีดเลือดออกหรือเติมเลือดกลับเข้าสู่หัวใจ ผลที่เกิดก็คือมีเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง

ภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิดปัญหาต่ออวัยวะและกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ที่จะไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างเพียงพอ

 

สาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจล้มเหลว (Congestive heart failure – CHF) เกิดขึ้นเมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายได้อย่างพอเพียง เมื่อหัวใจอ่อนแอหรือถูกทำลาย ความสามารถในการสูบฉีดโลหิตอาจน้อยลง ผลที่ตามมาคือมีการคั่งของโลหิตในห้องหัวใจ ปอด หรือส่วนอื่นๆ ในร่างกาย
ภาวะหัวใจล้มเหลวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างเต็มที
ความผิดปกติของหัวใจที่ยังหลงเหลืออยู่จากโรคหัวใจอื่นๆ
กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่อาจเกิดจากแอลกอฮอล์ และสารเสพติด
ความผิดปกติของหัวใจจากไวรัส หรือโดยกำเนิด
แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม ก็สามารถช่วยให้ภาวะหัวใจล้มเหลวดีขึ้นได้

 

อาการของหัวใจล้มเหลว
หายใจเข้าได้ลำบาก อาจจะเป็นตลอดเวลา เป็นขณะออกกำลังกายหรือใช้แรงมาก หรือเป็นเฉพาะในเวลากลางคืน
น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการสะสมของน้ำในร่างกายมากกว่าไขมัน
มือ เท้า หรือท้องบวม
เหนื่อยมาก
ไอแห้ง ไออย่างรุนแรงและบ่อย
นอนหลับยาก
อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ด้วยการพักผ่อน ควบคุมอาหารและการใช้ยา

 

การดูแลตัวเอง สำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)

การปฏิสนธิภายนอกร่างกาย หรือการทำเด็กหลอดแก้ว หรือที่เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ว่า IVF (In-vitro Fertilization) เป็นการนำไข่และอสุจิมาผสมกันให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการ จากนั้นจึงจะนำไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว (ตัวอ่อน) ย้ายกลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ต่อไป

 

 

วิธีการนี้เหมาะกับใครบ้าง

  • คู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่อุดตันหรือท่อนำไข่ถูกทำลาย
  • คู่สมรสที่ฝายชายมีปัญหาเกี่ยวกับเชื้ออสุจิ ได้แก่ มีจำนวนอสุจิน้อย อสุจิเคลื่อนที่ได้ไม่ดี
  • คู่สมรสที่ยังไม่ทราบสาเหตุของการมีบุตรยาก และพยายามมีบุตรมามากกว่า 3 ปี
  • คู่สมรสที่ได้ใช้วิธีกระตุ้นการตกไข่และการผสมเทียมโดยการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง (Intrauterine Insemination: IUI) มาแล้วแต่ยังไม่ตั้งครรภ์

 

ขั้นตอนในการทำเด็กหลอดแก้ว

  1. แพทย์จะเลือกเก็บไข่ที่สมบูรณ์จากรังไข่โดยใช้เข็มดูดผ่านทางช่องคลอด โดยอาศัยเครื่องอัลตราซาวนด์ ซึ่งจำเป็นต้องให้ยาสลบเพื่อป้องกันความเจ็บปวด ใช้เวลาเก็บไข่ประมาณ 30 นาที หลังการเก็บไข่ ฝ่ายหญิงจะได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนชนิดสอดช่องคลอดหรือฉีดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูก
  2. ไข่และอสุจิจะถูกผสมกันในห้องปฏิบัติการเลี้ยงและควบคุมคุณภาพตัวอ่อน จากนั้นติดตามดูไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิใน 2 วันต่อมา
  3. ในวันถัดมา ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิจะกลายเป็นตัวอ่อน พร้อมที่จะย้ายเข้าโพรงมดลูกซึ่งมักจะทำในวันที่ 3-5 หลังวันเก็บไข่ ซึ่งขั้นตอนของการย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูกไม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหารก่อนมาโรงพยาบาล ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ และใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การทำเด็กหลอดแก้ว

ระยะของการย้ายตัวอ่อน

การย้ายตัวอ่อนสามารถทำได้ในช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกัน ดังนี้
  • การย้ายตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์ (blastocyst transfer) เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่นำมาใช้ในการช่วยเหลือคู่สมรสที่มีบุตรยาก โดยการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนไว้ภายนอกร่างกายจนตัวอ่อนเจริญเติบโตถึงระยะพร้อมฝังตัว (ใช้ระยะเวลา 5 วันหลังการผสม) ที่เรียกว่าบลาสโตซิสต์ (blastocyst) แล้วจึงค่อยใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อให้ตัวอ่อนฝังตัวและเกิดการตั้งครรภ์ ด้วยวิธีนี้จะช่วยให้ตัวอ่อนพร้อมฝังตัว เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์
  • การย้ายตัวอ่อนในระยะวันที่ 3 หลังการผสม (day 3 transfer)เป็นวิธีการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกายจนตัวอ่อนมีการแบ่งเซลล์เป็น 6-8 เซลล์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 วันหลังการผสม แล้วจึงใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก

ระยะเวลาในการทำเด็กหลอดแก้ว

กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 4-6 สัปดาห์จึงจะสมบูรณ์ โดยหลังการย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูกประมาณ 2 สัปดาห์แพทย์จะนัดมาตรวจเลือดเพื่อทดสอบการตั้งครรภ์

ภาวะหัวใจวาย

มากกว่าห้าล้านคนในสหรัฐอเมริกามีภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)

ภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)เป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถทำหน้าที่สูบฉีดเลือดเข้าออกได้ตามปกติ มีการเรียกอีกอย่างว่าภาวะแน่นหน้าอก (congestive heart failure)ซึ่งฟังดูเหมือนหัวใจหยุดทำงาน แต่ภาวะจริงไม่ได้รุนแรงเช่นนั้น ภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)เป็นภาวะรุนแรง มักตามมาของโรคหลอดเลือดหัวใจหลายประเภท สมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (The American Heart Association (AHA) รายงานว่ามากกว่า 5 ล้านคนในสหรัฐฯมีภาวะหัวใจวาย(Heart Failure) แม้ว่ายังไม่สามารถรักษาภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)ให้หายขาด ยารักษาโรคและการดำรงวิถีชีวิตสุขภาพที่ดี จะช่วยให้สภาวะโรคดีขึ้นและผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อาการแสดงที่เกิดขึ้นระหว่างมีภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)

ภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)เกิดขึ้นเมื่อมีการลดการไหลเวียนของเลือดไปยังร่างกายและเลือดที่ค้างอยู่ไม่ได้ถูกสูบกลับจนเกิดอาการบวมคั่ง(congestion)ของปอด ตับ ช่องท้องและแขนขาด้านล่าง ภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)ไม่ได้ก่อให้เกิดอาการบวมคั่ง(congestive)อย่างเดียว  อาจมีอาการหายใจขัดหรืออ่อนเพลียร่วมด้วย เนื่องจากร่างกายไม่ได้สร้างของเหลวอื่นมาแทนเลือดที่ไม่ได้ส่งมาเลี้ยง ในระหว่างที่มีภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)ร่างกายจะพยายามชดเชยเลือดที่ขาดส่งในรูปแบบต่างๆ โดย:

  • ขยายห้องหัวใจเพื่อเพิ่มการยืดและหดตัวเพื่อเพิ่มการสูบฉีดโลหิต
  • หัวใจที่โตขึ้น ก่อให้เกิด
  • ภาวะที่ร่างกายกักเก็บของเหลวมากขึ้นเช่นในปอด
  • หัวใจเต้นผิดปกติ
  • กล้ามเนื้อหัวใจโตจากเซลล์ที่หัวใจขยายเพื่อให้หัวใจสามารถปั๊มเลือดออกไปยังส่วนต่างๆร่างกายเช่น ไต สมอง ได้ดีขึ้น และเร็วขึ้น

การชดเชยของหัวใจข้างต้นจะก่อให้เกิดภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)ชั่วคราว และแย่ลงเรื่อยๆ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเมื่อยล้า มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจและอาการอื่นๆตามมา จึงเป็นเหตุผลที่ใช้อธิบายว่าทำไมผู้มีภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)ต้องใช้เวลาหลายปีจึงรู้ตัวว่าตนเองป่วยเป็นภาวะนี้

ประเภทของภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)

ภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)จะให้ผลกระทบต่อกล้ามหัวใจด้านซ้ายหรือด้านขวาหรือทั้งสองข้าง แต่ด้านซ้ายจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก ภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)ด้านซ้าย: ห้องหัวใจฝั่งซ้ายจะมีขนาดใหญ่กว่าห้องอื่น ๆ ซึ่งมีความสำคัญสำหรับการทำงานปกติของหัวใจเนื่องจากมีเป็นจุดที่มีพลังงานสูบฉีดมากที่สุดของหัวใจ หัวใจด้านซ้าย (หรือเรียกว่า left Ventricular) ต้องทำงานหนักขึ้นในภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)เพื่อสูบฉีดเลือดในปริมาณเท่ากัน

ภาวะหัวใจวายด้านซ้ายแบ่งเป็นสองประเภท:

1.Systolic failure เกิดขึ้นเมื่อ ห้องหัวใจด้านซ้ายสูญเสียความสามารถในการหดตัวตามปกติ ทำให้หัวใจไม่สามารถมีแรงพอที่จะปั๊มให้เลือดไหลเวียนออกไปได้เพียงพอ

2. Diastolic failure (หรือเรียกว่าdiastolic dysfunction, heart failure with preserved ejection fraction, or HFPEF) กล้ามเนื้อห้องหัวใจด้านซ้ายเกิดสภาวะแข็งขึ้นมา ทำให้หัวใจไม่สามารถเติมเลือดได้ในจังหวะคลายตัวของการเต้น

Health checkup 02

3. ภาวะหัวใจวายด้านขวา (Right-sided heart failure):มักเกิดขึ้นเนื่องจากภาวะหัวใจวายด้านซ้าย เมื่อหัวใจห้องซ้ายล้มเหลว ของเหลวในร่างกายที่มีความดันเพิ่มขึ้นจะถูกส่งกลับมาที่หัวใจด้านขวาผ่านปอดทำให้เกิดความเสียหายต่อหัวใจด้านขวา เมื่อหัวใจด้านขวาสูญเสียพลังในการสูบฉีดเลือด เลือดที่สะสมในเส้นเลือดดำของร่างกายจะทำให้เกิดอาการคั่งบวมในขา ข้อเท้า ระบบทางเดินอาหารและตับ

สาเหตุของภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)

ภาวะต่อไปนี้อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย(Heart Failure) โดยไม่รู้ตัว:

  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary artery disease )เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของภาวะภาวะหัวใจวาย(Heart Failure) คือเกิดการตีบของหลอดเลือดแดงที่ส่งเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
  • ภาวะแผลเป็นเนื่องจากภาวะหัวใจวายก่อนหน้า ซึ่งรบกวนความสามารถในการสูบฉีดโลหิตของกล้ามเนื้อหัวใจตามปกติ
  • ภาวะความดันโลหิตสูง (blood pressure) ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักมากกว่าปกติในการทำให้มีการไหลเวียนของเลือดไปทั่วร่างกาย
  • โรคลิ้นหัวใจไม่ปกติ(Heart valve disease) ที่เกิดจากไข้รูมาติกหรือการติดเชื้ออื่น ๆ ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นในการทำให้เลือดไหลเวียนตามปกติ; เมื่อเวลาผ่านไป งานที่เพิ่มขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงน้อยลง
  • การติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ หรือกล้ามเนื้อหัวใจเช่น endocarditis หรือ myocarditis จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ
  • โรคหัวใจบกพร่องแต่กำเนิด (Congenital heart disease )จะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นในการสูบฉีดเลือดผ่านหัวใจและอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)
  • ความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ (เช่น cardiomyopathy) ที่เกิดจากหลายสาเหตุรวมถึงการติดเชื้อ การเสพสุราและการใช้ยาเสพติด อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)
  • หัวใจเต้นผิดปกติ (เรียกว่าภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ) อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นเร็วเกินไปซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจอ่อนแอเป็นเหตุไม่ให้เลือดไหลเข้าสู่ร่างกายได้เพียงพอ
  • โรคปอดเรื้อรังเช่นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease (COPD)หรือภาวะถุงลมโป่งพอง
  • ก้อนเลือดในปอดอุดตัน(pulmonary embolism)
  • ภาวะโลหิตจางและการสูญเสียเลือดมากเกินไป
  • ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานอาจส่งผลต่อภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความดันโลหิตสูง และ ภาวะเส้นเลือดแข็ง(atherosclerosis)
  • การเป็นโรคอ้วนอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานบกพร่อง(cardiomyopathy)หัวใจต้องทำงานหนักกว่าที่คนที่ไม่เป็นโรคอ้วน
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจทำให้ภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)แย่ลงหรือเกิดปฏิกิริยาด้านลบกับยาที่ใช้รักษาภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)
  • แอลกอฮอล์อาจทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจทำงานบกพร่อง(cardiomyopathy)และลดความสามารถในการสูบฉีดเลือดของหัวใจ

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีข้อใดต่อไปนี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคภาวะหัวใจวาย(Heart Failure):

  • ความดันโลหิตสูง
  • กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในอดีต(Past heart attack)
  • เบาหวาน
  • การหยุดหายใจขณะหลับ(Sleep apnea)
  • โรคหัวใจบกพร่องแต่กำเนิด (Congenital heart defects )
  • ลื้นหัวใจชำรุด(Valvular heart disease)
  • การติดเชื้อไวรัส
  • การดื่มแอลกอฮอล์
  • การสูบบุหรี่
  • โรคอ้วน
  • โรคหัวใจเต้นผิดปกติ

การมีชีวิตหลังเกิดภาวะหัวใจวาย (heart failure)

(heart failure) ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการของโรค เช่นเดียวกับปัจจัยอื่น ๆ รวมถึงอายุ อย่างไรก็ตาม The American Heart Association (AHA) รายงานว่าประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีโรคภาวะหัวใจวาย(Heart Failure)จะตายภายในห้าปีหลังการวินิจฉัยโรค

https://www.youtube.com/watch?v=vWvDZAf51Is

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นโรคหัวใจที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญได้แก่ อายุที่มากขึ้น การสูบบุหรี่จัด ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และการไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้มีการตีบตันในหลอดเลือด เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้


สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

เกิดจากผนังหลอดเลือดแดงแข็งและหนาตัว (atherosclerosis)เนื่องจากมีไขมันเกาะอยู่ภายในผนังหลอดเลือด เรียกว่า “ตะกรันท่อหลอดเลือด (artherosclerotic plaque)” ซึ่งค่อยๆ พอกหนาตัวขึ้นทีละน้อย ทำให้ช่องทางเดินของเลือดตีบแคบลง เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อยลง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน การป้องกัน
อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือเหนื่อยง่าย จุกแน่น เสียดหรือแสบร้อนในบริเวณทรวงอก เหงื่อออก ใจสั่น เป็นลม อาจเป็นแบบฉับพลันและรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือที่เรียกว่า หัวใจพิบัติ ( Heart attack) ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน

การทำบายพาสหัวใจ และ การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

โดยทั่วไปแพทย์หัวใจจะใช้วิธีการผ่าตัดบายพาสหัวใจแบบใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม  เพื่อหยุดการทำงานของหัวใจทั้งหมด แต่ที่โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ แพทย์หัวใจจะมีความเชี่ยวชาญในการผ่าตัดบายพาสหัวใจยังเต้นอยู่ โดยใช้เครื่องมือเกาะยึดหัวใจให้หยุดนิ่ง
ข้อดีของการผ่าตัดบายพาสหัวใจแบบนี้ก็คือ ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแทรกซ้อนจากเครื่องปอดหัวใจเทียม แต่ก็อาจพบได้ 2-3% กรณีผู้ป่วยมีปัญหาโรคแทรกซ้อนอื่น เช่น ไตวายชั่วคราว stroke หลังผ่าตัด เลือดไม่แข็งตัวทำให้เลือดออกไม่หยุด เป็นต้น
นอกจากนั้น การผ่าตัดบายพาสแบบไม่หยุดหัวใจ ยังทำให้ใช้ปริมาณเลือดน้อยลง และลดระยะเวลาในการผ่าตัดและการดมยาสลบให้สั้นลง ตลอดจนระยะเวลาในการพักฟื้นในโรงพยาบาลก็สั้นกว่าแบบผ่าตัดบายพาสหยุดหัวใจ
ปัจจุบันการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจของไทย มีการทำทั้งสองแบบ แต่ผ่าตัดแบบไม่ต้องหยุดหัวใจ เป็นเทคโนโลยีแนวใหม่ที่นำมาใช้เมื่อประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา ขณะที่แบบเดิมหรือผ่าตัดโดยใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม ทำกันมากว่า 40 ปี
ในส่วนโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพของเราได้มีการพัฒนาการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจแบบไม่ต้องหยุดหัวใจ ซึ่งให้ผลการรักษาดีกว่าแบบเดิม แต่จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างในการต่อเส้นข้างใต้หัวใจที่หัวใจยังเต้นอยู่ แต่ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและชำนาญจึงลดความเสี่ยงและมั่นใจได้
ทั้งนี้ ในปัจจุบันโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ มีทีมศัลยกรรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดบายพาสหัวใจ สามารถรองรับผู้ป่วยผ่าตัด 1-2 รายต่อวัน นอกจากมีทีมแพทย์ที่มีความชำนาญด้านโรคหัวใจแล้ว ยังพร้อมด้วยเทคโนโลยีการรักษาผ่าตัดโรคหัวใจอีกด้วย

1 2 3 4 5 201