โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

โรคหลอดเลือดแดงหัวใจตีบตัน ส่วนใหญ่มากกว่า 95% มาจากการอักเสบ การเสื่อมของหลอดเลือดซึ่งใช้เวลานานนับสิบๆปี ความเสื่อมจะมากหรือน้อยนั้นต่างกันตามสาเหตุ เช่น อายุที่มากขึ้นกรรมพันธุ์ ความดันโลหิตสูง เบาหวานไขมันในเลือดผิดปกติ การสูบบุหรี่ ความอ้วน การไม่ออกกำลังกาย ถ้าหลอดเลือดในหัวใจเริ่มตีบแคบเกิน 50% จะเริ่มมีอาการเหนื่อย เมื่อออกแรงมากขึ้น พอพักก็หาย และถ้าตีบเกิน 75% อาจมีอาการแม้อยู่เฉยๆ นอกจากนี้บางสถานการณ์อาจมีการปริแตกของตระกรัน (Plaque) ในหลอดเลือดแดงเกล็ดเลือด และปัจจัยแข็งตัวของเลือดจะเข้ามาอุดทำให้หลอดเลือดหัวใจเส้นนั้นเกิดตีบตันฉับพลัน มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือเป็นมากขึ้นก็หอบเหนื่อย (เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว) หรือหัวใจหยุดเต้น เรียกกลุ่มอาการอันตรายนี้ว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลัน ซึ่งเป็นภาวะเร่งด่วนทางหัวใจที่ต้องรักษาฉับพลัน คนทั่วไปอาจเรียกว่า Heart Attack (อาการโรคหัวใจอันตรายฉับพลัน)

 อาการเส้นเลือดหัวใจตีบ

   เจ็บแน่นหน้าอกตรงกลาง ร้าวไปไหล่ซ้ายและแขนซ้าย บางรายมีปวดร้าวขึ้นไปตามคอ อาการเป็นมากขึ้นเวลาออกแรง นั่งพักจะดีขึ้นในรายที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบมากจนตัน จะทำให้มีการขาดเลือดอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายในที่สุด ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง กระสับกระส่าย เหงื่อออกตัวเย็น ถ้านำส่งโรงพยาบาลไม่ทันก็อาจเสียชีวิตได้ จากอาการที่กล่าวมาข้างต้น หากเกิดความสงสัยว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นได้จาก 2 กรณี คือ เกิดจากการขาดเลือดเนื่องจากเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหัน

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคนี้สูง

  ในอดีตโรคนี้มักเจอในผู้ชายวัยกลางคนและหญิงวัยทอง แต่ปัจจุบันพบภาวะนี้ในอายุน้อยลงๆ อาจเป็นเพราะสถานการณ์ทุกวันนี้มีความเครียดสูง การแข่งขันกันมาก การเร่งรีบ พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลเร่งให้เกิดความเสื่อมของหลอดเลือดแดงเร็วขึ้น จึงไม่แปลกเลยที่พบเห็นผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันในอายุ 30 ปีกว่าๆมากขึ้น บางคนมี Heart Attack เสียชีวิตระหว่างขับรถในขณะที่อายุ 48-49 ปีเท่านั้น ปัจจัยเสี่ยงของอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ

   ปัจจัยที่แก้ไขไม่ได้
อายุเพศชายมีประวัติบิดาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจก่อน 55 ปี หรือมารดาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจก่อนอายุ 65 ปี

   ปัจจัยที่แก้ไขได้
ความดันโลหิตสูงเบาหวานไขมันสูงสูบบุหรี่อ้วนลงพุง (ผู้ชายวัดเส้นรอบสะดือ>36 นิ้วผู้หญิงวัดได้>32 นิ้ว)การไม่ออกกำลังกายบุคลิกเคร่งเครียดตลอดเวลา

หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันคืออะไร?

โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการอุดตัน

หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเป็นโรคที่เกิดเมื่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการอุดตัน โรคนี้เกิดจากการอุดตันในเส้นเลือด coronary ซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เนื่องจากการอุดตันของเส้นเลือดหรือการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจน้อยจะทำให้เกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อที่หัวใจ หากไม่มีเลือดไปเลี้ยงหัวใจนานๆ ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจค่อยๆ ตาย เมื่อมีลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดใดเส้นเลือดหนึ่งซึ่งก่อนหน้าที่เคยมีการตีบมาก่อน จะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจลดลงอย่างมากหรือถูกตัดออกไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ที่มีการสะสมของไขมันในเส้นเลือดแดงจะทำให้เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โดยไขมันที่สะสมนั้นเกิดจากไขมัน cholesterol และสารอื่นๆ รวมกัน เกาะอยู่ภายในเยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นใน ภาวะนี้เรียกว่า atherosclerosis หรือภาวะเส้นเลือดแดงแข็ง

หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและหัวใจหยุดเต้น

ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมักถูกสับสนกับภาวะหัวใจหยุดเต้น โดยถึงแม้ว่าหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจะสามารถทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ แต่ก็ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเกิดหัวใจหยุดเต้นขณะที่มีหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคหัวใจขาดเลือด

ความชุก

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (Centers for Diseases Control and Prevention – CDC) ได้กล่าวว่ามีประชากรสหรัฐอเมริกา 1 คนที่เกิดภาวะ หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันทุกๆ 43 วินาที และรายงานในปี 2014 ของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาก็มีการประมาณว่ามีประชากรในสหรัฐอเมริกาประมาณ 1 ล้านคนที่เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันต่อปี ซึ่ง 1 ใน 6 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเสียชีวิต โรคหัวใจจึงจัดเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่พบได้มากในกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา

ประเภทของหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันสามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มต่างๆ ตามความรุนแรง

STEMI : จัดเป็นประเภทที่รุนแรงที่สุด โดยเป็นชื่อย่อของคำว่า ST-segment elevation myocardial infarction ภาวะนี้เกิดจากการที่เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการอุดตันทั้งหมด ทำให้มีกล้ามเนื้อหัวใจส่วนมากที่ไม่มีเลือดไปเลี้ยง และกล้ามเนื้อหัวใจจะเริ่มตายลงอย่างรวดเร็ว

NSTEMI : เกิดเมื่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการตีบอย่างมาก แต่ไม่ได้ถูกอุดตันทั้งหมด NSTEMI ย่อมาจาก non-ST segment elevation myocardial infarction โรคนี้มักทำให้เกิดความเสียหายต่อหัวใจน้อยกว่าแบบแรก

Silent heart attack : ผู้ป่วยบางคนอาจเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันโดยที่มีอาการน้อยหรือไม่มีเลยได้ แต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการ แต่โรคนี้ก็ยังสามารถทำให้เกิดการทำลายกล้ามเนื้อหัวใจอย่างถาวรได้เช่นกัน

ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ภาวะแทรกซ้อนอาจเกิดได้ตามหลังจากการเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปริมาณของกล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกทำลาย ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยประกอบด้วย

 

ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ภาวะแทรกซ้อนอาจเกิดได้ตามหลังจากการเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปริมาณของกล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกทำลาย ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยประกอบด้วย

หัวใจเต้นผิดจังหวะ : ภาวะนี้เกิดจากการที่คลื่นสัญญาณไฟฟ้าที่ทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจไม่สามารถเดินทางไปทั่วหัวใจได้ปกติ ภาวะนี้อาจทำให้เกิดอาการใจสั่นหรือหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอได้

หัวใจวาย : การทำลายหัวใจจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือโรคเส้นเลือดหัวใจตีบอาจทำให้เกิดปัญหาในการสูบฉีดเลือดของหัวใจ และเมื่อหัวใจสามารถสูบฉีดเลือดออกไปได้น้อยลงและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย

ปัญหาเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ : หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันอาจทำให้เกิดการทำลายลิ้นหัวใจที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนของเลือดให้ไปในทิศทางที่เหมาะสม การเกิดปัญหากับลิ้นหัวใจจึงจะทำให้ได้ยินเสียงของหัวใจเต้นผิดปกติ

โรคซึมเศร้า : หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเป็นภาวะที่น่ากลับ เครียด และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในชีวิต มีการศึกษาทางการแพทย์ที่พบว่า ผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 5 ที่เกิดอาการซึมเศร้าภายหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

สาเหตุเกิดจาก ความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือ ความผิดปกติของการเจริญเติบโตตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา การเติบโตของเนื้อเยื่อที่จะพัฒนาเป็นหัวใจผิดปกติ ทำให้รูปร่างหัวใจไม่สมบูรณ์ มีได้หลายแบบ ตั้งแต่ ผนังกั้นหัวใจรั่ว (อาจรั่วระหว่างหัวใจห้องบนหรือรั่วระหว่างหัวใจห้องล่าง) บางคนอาจไม่มีผนังกั้นหัวใจเลย (มีแต่หัวใจห้องบนห้องเดียวหรือหัวใจห้องล่างห้องเดียวก็ได้) นอกจากนี้ยังมีลิ้นหัวใจตีบแต่กำเนิด หรือลิ้นหัวใจรั่วแต่กำเนิดได้

ในบางรายมีลักษณะ ความพิการแบบซับซ้อน” เช่น โรคที่เรียกว่า “Tetralogy of Fallot” (ประกอบด้วยความผิดปกติ คือ ผนังกั้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจตีบ ภาวะตัวเขียว หลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าคล่อมผนังหัวใจ) ทำให้การรักษายุ่งยากขึ้น

อาการที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ แตกต่างไปตามชนิดของความพิการ มีตั้งแต่ตัวเล็กไม่เจริญเติบโต ทางเดินหายใจอักเสบง่าย หรือมีอาการหอบเหนื่อย ไปจนถึงชนิดผิวพรรณตัวเขียวและชนิดผิวพรรณตัวไม่เขียว

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่พบบ่อยที่สุด คือ ผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว (Ventricular Septal Defect)

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ส่วนใหญ่รักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัด

แต่ในปัจจุบัน กลุ่มที่ผนังกั้นหัวใจรั่ว มีวิธีการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Closure device สอดเข้าทางขาคล้ายการสวนหัวใจ เข้าไปปิดบริเวณที่รั่วได้ ทั้งนี้ต้องขึ้นกับขนาดและตำแหน่งที่ผิดปกติด้วย

หัวใจขาดเลือด

หัวใจขาดเลือด (Heart Attack) หรือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน คือภาวะที่หัวใจขาดเลือดและออกซิเจนที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจเนื่องจากหลอดเลือดหัวใจถูกปิดกั้นจากคราบพลัค (Plaque) จนทำให้กล้ามเนื้อที่หัวใจเสื่อมสภาพและตายลง

หัวใจขาดเลือด

โดยโรคนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  • ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจมีลักษณะ ST Segment (ST Segment Elevation Myocardial Infarction – STEMI) เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลัน จนทำให้เกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง หากไม่ได้รับการรักษาโดยเร็ว จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันแบบรุนแรงได้
  • ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดไม่พบ ST Segment Elevation (Non-ST Segment Elevation Myocardial Infarction – NSTEMI) เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจแบบเฉียบพลัน ซึ่งหากมีอาการติดต่อกันนานกว่า 30 นาที จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ แต่ถ้าอาการไม่รุนแรง อาจเกิดเพียงภาวะเจ็บหน้าอกชนิดไม่คงที่ (Unstable Angina) เท่านั้น

อาการหัวใจขาดเลือด

อาการที่มักพบได้ในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้แก่

  • รู้สึกแน่นและเจ็บหน้าอก ผู้ป่วยจะมีอาการแน่น รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบ หรือมีแรงดันจำนวนมากที่บริเวณกลางอกหรือที่อกข้างซ้าย โดยอาการอาจจะเกิดขึ้นไม่กี่นาทีแล้วก็หาย แต่จากนั้นก็อาจจะกลับมาเป็นอีก นอกจากนี้ผู้ป่วยยังอาจรู้สึกเหมือนแสบร้อนกลางอก หรืออาหารไม่ย่อยได้อีกด้วย อาการเจ็บหน้าอกมักจะเกิดขึ้นรุนแรง บางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อยคล้ายกับอาหารไม่ย่อย ขณะที่ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกใด ๆ ได้เช่นกัน
  • รู้สึกอึดอัดที่หน้าอกหรือลิ้นปี่ นอกจากรู้สึกแน่นที่หน้าอกแล้ว ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าอาการแน่นแล่นไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายท่อนบนด้านซ้าย ได้แก่ บริเวณกราม คอ หลังหน้าท้อง และแขน แต่บางรายก็อาจมีอาการจุกเสียดแน่นทั้ง 2 ซีกของร่างกายส่วนบนได้
  • หายใจถี่ ๆ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการหายใจสั้นที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกของตนเอง หรืออาจเกิดขึ้นขณะที่รู้สึกเจ็บและแน่นหน้าอก โดยอาการนี้อาจเกิดขึ้นจากหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งมีสาเหตุเนื่องจากอาการแน่นหน้าอกและหายใจได้ลำบาก ดังนี้

  • วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
  • เหงื่อออกขณะที่ร่างกายเย็น
  • รู้สึกวิตกกังวลมากผิดปกติ
  • ไอ หรือหายใจมีเสียง
  • มีอาการเหนื่อยมากผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุ

สาเหตุของหัวใจขาดเลือด

โรคนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งทำให้เลือดที่จะไหลเวียนไปยังหัวใจถูกขัดขวาง และเมื่อหัวใจไม่ได้รับเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงอย่างเหมาะสม กล้ามเนื้อหัวใจก็จะเสื่อมสภาพและเริ่มตาย หากไม่ได้รับการรักษาจนความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้าง หัวใจก็จะหยุดเต้นและเสียชีวิตในที่สุด โดยสาเหตุที่ทำให้เลือดไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงหัวใจได้อย่างเพียงพอ ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โดยคราบพลัคที่เกิดขึ้นภายในหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เมื่อสะสมมาก ๆ เข้าก็จะอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจโคโรนารี และทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด
  • ภาวะหลอดเลือดหัวใจหดตัวอย่างรุนแรง (Coronary Artery Spasm) เป็นสาเหตุที่พบได้ไม่บ่อยนัก เกิดขึ้นจากการที่หลอดเลือดหัวใจโคโรนารีเกิดการหดตัวอย่างรุนแรงจนทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังหัวใจถูกตัดขาด ทั้งนี้ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดของภาวะดังกล่าว แต่ก็พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติด ความเครียด หรืออาการเจ็บปวด การอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็นมาก และการสูบบุหรี่
  • ภาวะขาดออกซิเจนในเลือด (Hypoxia) เป็นสาเหตุที่พบได้ไม่บ่อยนัก โดยเมื่อระดับออกซิเจนในเลือดลดลงเนื่องจากได้รับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป ก็จะทำให้หัวใจไม่ได้รับเลือดที่มีออกซิเจนอย่างเต็มที่ กล้ามเนื้อหัวใจก็จะเสียหาย และเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในที่สุด

นอกจากนี้โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันก็ยังอาจเกิดขึ้นได้หากผู้ป่วยมีความเสี่ยงสุขภาพ โดยความเสี่ยงนั้นแบ่งออกได้เป็น ความเสี่ยงคงที่ ความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงได้ และความเสี่ยงอื่น ๆ

ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น

  • อายุ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  • เพศ ผู้ชายเป็นเพศที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่า แต่ก็สามารถเกิดในผู้หญิงได้ด้วยเช่นกัน
  • พันธุกรรม หากมีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นโรคหัวใจ ก็จะยิ่งเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงได้ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการรับประทานอาหารอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดได้มากขึ้น แต่ความเสี่ยงก็สามารถลดลงได้หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ความเสี่ยงเหล่านี้ได้แก่

  • การสูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมากขึ้น การเลิกสูบบุหรี่จะช่วยให้ความเสี่ยงลดลง
  • ภาวะคอเลสเตอรอลสูง หากมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีสูง ก็จะเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแดงแข็ง และทำให้หลอดเลือดหัวใจอุดตันได้
  • ความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจยิ่งทำงานหนักขึ้นเมื่อเกิดโรคความดันโลหิตสูง และทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจนเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจวาย และโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน การรับประทานอาหารที่ดีต่อร่างกาย และการรักษาอย่างต่อเนื่องในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจะทำให้ความเสี่ยงลดลงได้
  • การไม่ออกกำลังกาย จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจที่เป็นสาเหตุของหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน แต่ถ้าหากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่เหมาะสมก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่าง ๆ ได้
  • โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกิน จะทำให้ร่างกายเกิดการสะสมไขมันในร่างกายมากผิดปกติ จนก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคหัวใจ การควบคุมน้ำหนักจะช่วยให้ความเสี่ยงลดลงได้
  • โรคเบาหวาน หากผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับนำ้ตาลในเลือดไม่ดี จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นหัวใจ และความเสี่ยงจะยิ่งมากขึ้นหากผู้ป่วยมีโรคอ้วน สามารถลดความเสี่ยงได้หากควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

ความเสี่ยงอื่น ๆ เป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ และสามารถส่งผลให้เป็นโรคหัวใจวาย แต่ถ้าหากหลีกเลี่ยงก็สามารถขจัดความเสี่ยงเหล่านี้ออกไปได้

  • ความเครียด สามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคหัวใจ เนื่องจากความเครียดสามารถนำมาสู่พฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ หรือการใช้สารเสพติดต่าง ๆ
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะมีการแนะนำว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสมช่วยบำรุงหัวใจได้ แต่หากดื่มมากไปก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ อีกทั้งยังไม่แนะนำให้ผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ หรือผู้ที่ดื่มอยู่แล้วดื่มเพื่อบำรุงหัวใจ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้
  • อาหาร ถือเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด เพราะอาหารสามารถส่งผลต่อปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ระดับคอเลสเตอรอล ความดันโลหิต โรคเบาหวาน และโรคอ้วน ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะและมีสารอาหารครบถ้วนในปริมาณที่พอเหมาะ

โรคหัวใจขาดเลือด

โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการอุดตัน

หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเป็นโรคที่เกิดเมื่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการอุดตัน โรคนี้เกิดจากการอุดตันในเส้นเลือด coronary ซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เนื่องจากการอุดตันของเส้นเลือดหรือการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจน้อยจะทำให้เกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อที่หัวใจ หากไม่มีเลือดไปเลี้ยงหัวใจนานๆ ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจค่อยๆ ตาย เมื่อมีลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดใดเส้นเลือดหนึ่งซึ่งก่อนหน้าที่เคยมีการตีบมาก่อน จะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจลดลงอย่างมากหรือถูกตัดออกไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ที่มีการสะสมของไขมันในเส้นเลือดแดงจะทำให้เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โดยไขมันที่สะสมนั้นเกิดจากไขมัน cholesterol และสารอื่นๆ รวมกัน เกาะอยู่ภายในเยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นใน ภาวะนี้เรียกว่า atherosclerosis หรือภาวะเส้นเลือดแดงแข็ง

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคหัวใจขาดเลือด

การหักเหของแสงและการใช้ประโยชน์

เมื่อแสงเดินทางมากระทบวัตถุแสงจะสะท้อนกลับไปยังตัวกลางเรียกว่าการสะท้อน หรือหักเหเมื่อเดินทางผ่านตัวกลางเรียกว่าการหักเห ในบทนี้เรามาเรียนรู้ธรรมชาติของแสงเมื่อมันเดินทางมากระทบวัตถุกัน

» Read more

การสะท้อนของแสงและภาพที่เกิดจากการสะท้อน

การสะท้อนของแสง

การสะท้อนแสงเป็นปรากฏการณ์ที่แสงตกกระทบกับตัวกลาง แล้วสะท้อนกลับสู่ตัวกลางเดิม ซึ่งปริมาณและทิศทางของการสะท้อนของแสงขึ้นอยู่กับพื้นผิวของตัวกลางที่ตกกระทบ

  • การสะท้อนแสงบนพื้นผิวเรียบ เมื่อแสงตกกระทบพื้นผิววัตถุที่เรียบ แสงจะสะท้อนอย่างเป็นระเบียบ การสะท้อนบนพื้นผิวหน้าที่เรียบ เรียกว่า การสะท้อนแบบสม่ำเสมอ
  • การสะท้อนแสงบนพื้นผิวขรุขระ เมื่อแสงตกกระทบวัตถุผิวขรุขระ แสงจะสะท้อนอย่างไม่เป็นระเบียบ

» Read more

นัยน์ตากับการมองเห็น

ตาและการมองเห็น

นักเรียนอาจสงสัยว่าสมองสามารถแปลความรู้สึกได้อย่างไรกระแสประสาทมาจากอวัยวะรับความรู้สึกชนิดใดก็ตามเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าทางเคมีทั้งสิ้น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสมองแปลสัญญาณเหล่านี้อย่างไร แต่ที่สมองแปลความรู้สึกได้แตกต่างกันนั้น เกิดจากสมองมีบริเวณจำเพราะหน้าที่รับกระแสประสาทจากอวัยวะรับความรู้สึกชนิดต่างๆกัน  นักเรียนทราบไหมว่าอวัยวะรับความรู้สึกรับความรู้สึกได้อย่างไร

การมองเห็นวัตถุ เกิดจากการที่แสงไปตกกระทบสิ่งต่างๆ แล้วเกิดการสะท้อนเข้าสู่ตาเรา และผ่านเข้ามาในลูกตา ไปทำให้เกิดภาพบนจอ (Retina) ที่อยู่ด้านหลังของลูก ข้อมูลของวัตถุที่มองเห็นจะส่งขึ้นไปสู่สมองตามเส้นประสาท (optic nerve) สมองจะแปลข้อมูลเป็นภาพของวัตถุนั้น  

» Read more

1 2 3 4 5 200