โครงงานวิทยาศาสตร์

 

 

 

โครงงานวิทยาศาตร์ ประเภทสิ่งประดิษฐ์

Greenhouse vegetables in the future”

โดย

                                        เด็กหญิงณัฏฐธิดา     แก้วบุญทัน  เลขที่   18

                                        เด็กหญิงแพรพิไล      ทัศศิริ         เลขที่     25

                                        เด็กหญิงสิรินุช           เนียมดวง    เลขที่   30

ชั้นมัทยมศึกษาปีที่ 2/13

ครูที่ปรึกษา

นายสราวุธ   สุธีรวงศ์

นายสามารถ  จิตจรัส

โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมการศึกษาเขต 8

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนประกอบของโครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทสิ่งประดิษฐ์

 

 

 

 

 

Greenhouse vegetables in the future”

 

 

 

โดย

เด็กหญิงณัฏฐธิดา    แก้วบุญทัน เลขที่ 18

เด็กหญิงแพรพิไล      ทัศศิริ         เลขที่ 25

เด็กหญิงสิรินุช         เนียมดวง    เลขที่ 30

ชั้นมัทยมศึกษาปีที่ 2/13

 

ครูที่ปรึกษา

นายสราวุธ   สุธีรวงศ์

นายสามารถ  จิตจรัส

 

 

 

 

 

บทคัดย่อ

ชื่อโครงงาน       :  Greenhouse vegetables in the future

ชื่อผู้ทำโครงงาน  :   เด็กหญิงณัฏฐธิดา   แก้วบุญทัน

                             :    เด็กหญิงแพรพิไล    ทัศศิริ

                             :    เด็กหญิงสิรินุช    เนียมดวง

อาจาร์ยที่ปรึกษา   :   นายสราวุธ   สุธีรวงค์

                                   นายสามารถ  จิตจรัส

โรงเรียน               :    โพธาวัฒนาเสนี อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 8

                     จากผลการดำเนินงานโครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์โรงเรือนในอนาคต Greenhouse vegetables in the future สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เป็นสิ่งประดิษฐ์ในรูปแบบโมเดล  สามารถเป็นโรงเรือนในอนาคตได้ และ โครงงานนี้ในอนาคตสามารถต่อยอดในรูปแบบที่เป็นจริงได้ เมื่อถึงอนาคตนั้นจะมีเทคโนโลยีที่เพิ่มความสะดวกสบายในอาชีพได้อีก

 

 

 

 

 

 

กิตติกรรมประกาศ

การจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทสิ่งประดิษฐ์ เรื่อง Greenhouse vegetables in the future

นี้สามารถสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี โดยคำแนะนำ ชี้แนะจากอาจารย์ สราวุธ สุธีรวงศ์  อาจารย์ที่ให้คำปรึกษาของ

โครงงานเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ในอนาคต และ อาจารย์สามารถ จิตจรัส ผู้ที่ที่ให้คำปรึกษาโครงงาน รวมถึงคำ

ชี้แนะจากคุณครูหลายท่านที่สละเวลาช่วยให้คำปรึกษา

คณะผู้จัดทำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญ

บทที่                                                                                                                                                                               หน้า

    บทคัดย่อ………………………………………………………………………………………………………………………        ก

กิตติกรรมประกาศ…………………………………………………………………………………………………………         ข

สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………………….           ค

สารบัญตาราง…………………………………………………………………………………………………..        ง

สารบัญภาพ…………………………………………………………………………………………………….          จ

1 บทนำ………………………………………………………………………………………………………….             1

     ที่มาของโครงงาน…………………………………………………………………………………………             1

     จุดมุ่งหมายของโครงงาน………………………………………………………………………………..            1

ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า………………………………………………………………………………….            2

ประโยชน์และคุณค่าของโครงงาน……………………………………………………………………             2

ระยะเวลาการดำเนินงาน……………………………………………………………………………………………….           2

2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………………………………………………        3

ความหมายของการบำบัดน้ำเสีย………………………………………………………………..          3

ประวัติต้นกก……………………………………………………………………………………         9

3 อุปกรณ์และวิธีการดำเนินงาน……………………………………………………………………        12

   ตารางอุปกรณ์…………………………………………………………………………………….              12

   วิธีการดำเนินงาน…………………………………………………………………………………        12

ภาพวิธีการดำเนินงาน……………………………………………………………………………..        13

4 ผลการดำเนินงาน…………………………………………………            14

5 สรุป  และอภิปรายผลการดำเนินงาน …………………………….             15

     บรรณานุกรม……………………………………………………            16

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญตาราง

ตารางที่                                                                                         หน้า

1  ตารางระบบบำบัดน้ำธรรมชาติ                                     4

2   ตารางอุปกรณ์                                                                         12

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญภาพ

ภาพที่                                                                                                     หน้าที่

1  ภาพโครงการวิจัยแหลมผักเบี้ย                                                          3

2  ภาพที่ใช้หญ้าต้นกกเป็นการบำบัดน้ำเสีย                                          4

3  ภาพระบบการบำบัดน้ำสี่บ่อ                                                              5

4  ภาพการบำบัดน้ำโดยอาศัยป่าชายเลน                                                 6

5  ภาพรูปต้นกก                                                                                      10

6   ภาพวิธีการดำเนินงาน                                                                        13

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 1

บทนำ

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

ในปัจจุบันเทคโนโลยีต่างเข้ามามีบทบาทในการประกอบอาชีพทางด้าน การเกษตร  การเกษตรที่ทำเกี่ยวการสร้างสถานที่เพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรจึงรับเทคโนโลยีใหม่ๆในการทำโรงเรือนในรูปแบบต่างๆซึ่งเราจะนำมาเชื่อมโยงกับโครงงานการพัฒนาในชื่อของโครงงาน Greenhouse vegetables in the future ซึ่งมีฐานข้อมูลมาการคิดค้นประดิษฐ์โรงเรือนในอนาคตในรูปแบบที่เกิดจากการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับผู้ที่สนใจในด้านการคิดค้น

จากเหตุผลดังกล่าวเราจึงคิดค้นรูปแบบโรงเรือนปลูกผักในอนาคตแบบที่เป็นโมเดลแบบจำลองของโรงเรือนที่ได้คิดค้นขึ้นมีลักษณะโดยหลังคาเป็นแบบกักเก็บความร้อนและความชื้นในรูปแบบของอุณหภูมิห้องและมีวงจรการหมุนเวียนบำบัดน้ำแบบการพึ่งธรรมชาติโดยการบำบัดเราโดยรับแนวคิดจาก

โครงการในพระราชดำริแหลมผักเบี้ยของ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙”ที่มีระบบบำบัดน้ำมาจากธรรมชาติโดยใช้ระบบพืชและหญ้ากรองน้ำเสีย หรือ Plant and Grass Filtration ซึ่งคำว่า plant และ grass แปลว่าพืชและหญ้า การบัดบัดน้ำเสียแบบนี้ใช้พืชและหญ้าเป็นตัวกรองน้ำเสีย คำว่า filtrate แปลว่ากรอง ดังนั้น คำว่า filtration จึงแปลว่าการกรอง ซึ่งแปลงหรือบ่อจะเก็บกักน้ำเสีย และปลูกธูปฤาษี กกกลม และหญ้าแฝกอินโดนีเซีย หรือปลูกหญ้าอาหารสัตว์ พืชเหล่านี้มีคุณสมบัติกรองและดูดซับของเสียที่อยู่ในน้ำที่สะอาดแล้วเข้าสู่บ่อกักเก็บน้ำของโรงเรือนและนำมาใช้และหลังจากการใช้ต้นกกเราสามนำต้นกกมาทำการจักรสานและสามารถทำให้เกิดมูลค่าทางการค้าอีกด้วย

จุดมุ่งหมายของโครงงาน

1.เพื่อประดิษฐ์  โรงเรือนในอนาคต และมีหลังคาที่เปิด-ปิดได้

2.เพื่อที่จะได้เห็นคุณค่าของการบำบัดน้ำแบบธรรมชาติ

3.เป็นแนวทางการศึกษาและนำไปพัฒนาในดียิ่งขึ้นไป

ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า

ประดิษฐ์โรงเรือนในอนาคต และ ระบบบำบัดน้ำธรรมชาติ

ประโยชน์และคุณค่าของโครงงาน

     1.เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นในอนาคต

2.เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถนำธรรมชาติมาเกี่ยวข้อง

3.เป็นนาวทางความคิดให้กลับผู้อื่นต่อไปได้

ระยะเวลาการในการดำเนินงาน

      ระหว่างวันที่ 16 มกราคม – 16 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

        ความหมายของการบำบัดน้ำเสีย

การบำบัดน้ำเสีย  หมายถึง  การกำจัดหรือทำลายสิ่งปนเปื้อนในน้ำเสียให้หมดไป หรือเหลือน้อยที่สุดให้ได้มาตรฐานที่กำหนดและไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม น้ำเสียจากแหล่งต่างกันจะมีคุณสมบัติ
ไม่เหมือนกันดังนั้นกระบวนการบำบัดน้ำจึงมีหลายวิธี

โครงงานวิจัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙

 

 

 

 

 

 

ตารางที่ 1

ระบบการบำบัดน้ำเสียชุมชน ได้แบ่งเทคโนโลยีการบำบัดออกเป็น 4 ระบบ ดังนี้

 

1 ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย (Lagoon Treatment)

 

3 ระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม (Constructed Wetland)

 

2 ระบบพืชและหญ้ากรองน้ำเสีย (Plant and Grass Filtration)

 

4 ระบบแปลงพืชป่าชายเลน (Mangrove Forest Filtration)

 

  1. ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย (Lagoon Treatment)

เป็นระบบที่อาศัยการกักพักน้ำเสียไว้ในระยะเวลาที่เหมาะสมกับปริมาณความสกปรกของน้ำ การเติมออกซิเจนด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอน และสาหร่าย อาศัยแรงลมช่วยในการพลิกน้ำเติมอากาศ การย่อยสลายสารอินทรีย์ด้วยจุลินทรีย์ และระยะเวลากักพักน้ำจะช่วยฆ่าเชื้อโรค ระบบบ่อบำบัดน้ำเสียของโครงการฯ ประกอบด้วย ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย 3 ประเภท จำนวน 5 บ่อ ในการออกแบบโดยการสร้างบ่อดิน 3 ประเภท ความลาดชัน 1:1000 ต่อต้นแบบอนุกรม ให้น้ำเสียเติมเต็มทุกวันแล้วปล่อยน้ำดีไหลผ่านข้ามสู่บ่อถัดไป

ประเภทที่ 2 บ่อผึ่ง มีจำนวน 3 บ่อหรือตามความจำเป็นของขนาดพื้นที่ บ่อนี้จะสาหร่ายจะเจริญเติบโตและสังเคราะห์แสงให้ออกซิเจนเพิ่มพลังแก่จุลินทรีย์กัดกินอาหารของเสียที่อยู่ในน้ำ บ่อนี้น้ำเสียจะถูกบำบัด 85 – 90 % จึงต้องหาทางให้อากาศถ่ายเทได้ดีในบ่อนี้

ประเภทที่ 3 บ่อปรับสภาพ 1 บ่อ เป็นบ่อบำบัดแบบใช้อากาศ ความลึก 1.7 เมตร ทำหน้าที่ปรับแต่งปรับสภาพ เพื่อกำจัดสาหร่าย น้ำที่พ้นบ่อนี้ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้ปลอดภัย  บ่อบำบัดน้ำเสียนี้  ยังทดลองเลี้ยงปลาได้ พบว่าปลาเจริญเติบโตได้ดีและบริโภคปลอดภัย เช่น ปลานิล ปลา

การก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียแต่ละประเภทแต่ละบ่อ จะต้องเชื่อมต่ออย่างเป็นอนุกรม สามารถรองรับปริมาณน้ำเสียสูงสุดได้ 10,000ลูกบาศก์เมตร/วัน  โดยน้ำเสียจะถูกลำเลียงจากเทศบาลเมืองเพชรบุรีเข้าสู่บ่อตกตะกอน แล้วผ่านไปยังบ่อผึ่ง 1 2 และ 3 ตามลำดับ จากนั้นเข้าสู่บ่อปรับสภาพคุณภาพน้ำเป็นขั้นสุดท้าย ทั้งนี้น้ำเสียแต่ละบ่อ จะไหลล้นผ่านอาคารระบายน้ำด้านบนและเชื่อมต่อกันทางตอนล่างของบ่อถัดไปเป็นลำดับ สำหรับระบบนี้มีประสิทธิภาพการบำบัดเทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสีย

หลักการ : โดยใช้บ่อดิน  3 -5 บ่อ เป็นบ่อบำบัดน้ำเสีย โดยการเปิดน้ำเสียเข้าพักไว้ในเวลาที่เหมาะสมตามค่าความสกปรกของน้ำเสีย  แล้วปล่อยให้ระบบทำลายความสกปรกด้วยจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ ทำงานกำจัดความสกปรก  โดยอาศัยกลไกให้สาหร่ายสังเคราะห์แสงเพิ่มออกซิเจน ( O?)  ในน้ำให้จุลินทรีย์เติมพลังเพื่อกัดกินอินทรีย์สารในความสกปรก และสายลมพัดช่วยเติมอากาศออกซิเจน ( O?) ในน้ำช่วยลดอุณหภูมิของน้ำ  น้ำระเหยไปกับสายลมช่วยให้น้ำเย็นลง

ระบบนี้ใช้หลักการบำบัดน้ำเสียโดยอาศัยกลไกให้สาหร่ายสังเคราะห์แสงเพื่อให้ออกซิเจนแก่จุลินทรีย์สำหรับการหายใจและย่อยสลายกัดกินของเสีย โดยมีลมพัดช่วยเติมอากาศลดอุณหภูมิและแสงแดดเป็นตัวช่วยฆ่าเชื้อโรคอีกทางหนึ่ง ระบบนี้เหมาะสำหรับเมืองในเขตร้อน เช่น ประเทศไทยลดความสกปรกในรูปของบีโอดีได้ถึงร้อยละ 85-90

ข้อแนะนำ ประโยชน์จากตะกอนยังสามารถนำไปปลูกพืชกินใบได้ กินผล และกินหัวได้ ยกเว้นแต่บ่อที่ 1  ตะกอนหนักสามารถนำไปใช้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับได้เท่านั้น  และควรตากบ่อระยะ 2 – 3 ปี และปาดขี้ตะกอนเลนหน้าบ่อออกด้วย

ข้อจำกัดของระบบนี้ ใช้พื้นที่มาก ระยะเวลาบำบัดตากผึ่งมีระยะเวลา และอาจให้งบประมาณมากในการพักบำรุงบ่อทั้งหมด

2 ระบบพืชและหญ้ากรองน้ำเสีย (Plant and Grass Filtration)

เป็นระบบที่ให้พืชช่วยดูดซับธาตุอาหารจากการย่อยสลายสารอินทรีย์เป็นสารอนินทรีย์ที่พืชต้องการของจุลินทรีย์ในดิน การปลดปล่อยออกซิเจนจากกระบวนการสังเคราะห์แสงจากระบบราก สาหร่าย และแพลงค์ตอน โดยการปล่อยให้น้ำเสียไหลผ่านแปลงพืชหรือหญ้า โดยน้ำเสียจะไหลผ่านผิวดินและต้นพืชหรือหญ้าเป็นระยะทางอย่างน้อย 50 เมตร ระดับความสูงของน้ำเสียที่กักขังบริเวณท้ายแปลงเท่ากับ30 เซนติเมตร สำหรับระยะเวลาเก็บกักที่เหมาะสม คือ ขังน้ำเสียไว้ 5 วัน แล้วปล่อยให้แห้ง 2วัน เพื่อให้จุลินทรีย์ได้พักตัว สำหรับพืชและหญ้าที่ใช้ในการบำบัดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ หญ้าอาหารสัตว์ ได้แก่ หญ้าคาล์ลา หญ้าโคสครอส และหญ้าสตาร์ พืชทั่วไป ได้แก่ ธูปฤาษี กกกลม(กกจันทบูร) และหญ้าแฝกพันธุ์อินโดนีเซีย เมื่อครบระยะเวลา 45 วัน (ยกเว้นธูปฤาษี 90 วัน) จะตัดพืชและหญ้าเหล่านั้นออก เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ ซึ่งหญ้าเหล่านี้นำไปใช้ในการเลี้ยงสัตว์ได้ เนื่องจากการปนเปื้อนของมลสารไม่เกินมาตรฐานสำหรับสัตว์ ส่วนพืชทั่วไปนำไปใช้ในการจักสานได้เป็นอย่างดี

สำหรับแปลงบำบัดที่แหลมผักเบี้ย มีความยาวประมาณ 100 เมตร ในการปล่อยน้ำเสียไหลผ่าน ค่อยข้างเป็นแปลงที่ยาว ใช้พื้นที่มาก น้ำจะไหลได้ต้องเป็นทางลาด จากการสอบถามน้ำจะดีขึ้นในระยะ 60 เมตร ก็สามารถปล่อยสู่ลำรางสาธารณะได้

หลักการ : ระบบนี้ให้พืชกึ่งบกกึ่งน้ำ คือ รากอยู่ในน้ำลำต้นอยู่บนบก  เช่น  ธูปฤษี  กกกลม เป็นต้น  รวมถึงพืชหญ้าต่างๆที่เป็นอาหารสัตว์และหญ้าทั่วไป ด้วยการดึงออกซิเจน (O?)  ผ่านใบพืชสู่ลำต้นและดินรากเพื่อเพิ่มออกซิเจน( O?) ให้กับจุลินทรีย์บริเวณรอบๆรากพืชโดยให้ดินเป็นตัวกรองของเสีย และจุลินทรีย์ในดินทำหน้าที่ย่อยของเสีย  ของเสียที่ย่อยแล้วพืชจะดูดเอาไปเป็นอาหารเจริญเติบโตต่อไป ทำให้ของเสียเปลี่ยนเป็นมวลชีวภาพ น้ำจะมีคุณภาพดีและสามารถระบายสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้การบำบัดน้ำเสียด้วย

ระบบนี้อาศัยหลักการใช้ดินเป็นตัวกรองของเสียและจุลินทรีย์ ในดินทำหน้าที่เป็นตัวย่อยของเสีย ของเสียที่ย่อยแล้วพืชจะเป็นตัวดูดเอาไปใช้ในการเติบโต ทำให้ของเสียเปลี่ยนเป็นมวลชีวภาพ น้ำเสียที่ผ่านระบบจะมีคุณภาพดีและสามารถระบายสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้

ข้อจำกัดในระบบนี้ ต้องมีบุคลากรค่อยดูแลสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการตัดเกี่ยวหญ้า และใช้พื้นที่มาก และมีระยะทางในการไหลไปจนน้ำเสียเป็นน้ำดีปล่อยสู่ธรรมชาติได้ ต้องคอยปรับแต่งความลาดเทให้ได้ขนาด 1: 1,000 ในกำหนดเวลา และพักบ่ออีกเป็นระยะหนึ่ง

3 ระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม (Constructed Wetland)

เป็นระบบที่ใช้หลักการและกลไกในการบำบัดน้ำเสียเช่นเดียวกับระบบพืชและหญ้ากรอง จะแตกต่างกันที่วิธีการ กล่าวคือ การปล่อยให้น้ำเสียขังในแปลงพืชน้ำ ที่ระดับความสูง 30 เซนติเมตรจากพื้นแปลง โดยให้น้ำเสียมีระยะเวลากักพักอย่างน้อย 1 วัน ใช้การเติมน้ำเสียใหม่ลงสู่ระบบให้ได้ระดับ 30 เซนติเมตร ซึ่งเท่ากับปริมาณน้ำเสียที่สูญหายไปโดยกระบวนการระเหยในแต่ละวัน

อีกวิธีการหนึ่งคือ การเติมน้ำเสียใหม่ลงสู่ระบบอย่างต่อเนื่องตลอดวัน โดยที่อัตราความเร็วของน้ำเสียเท่ากับปริมาณน้ำเสียใหม่ที่สามารถผลักดันไล่น้ำเสียเก่าออกจากระบบหมดในเวลา 1 วัน สำหรับพืชที่ใช้ในการบำบัดคือ ธูปฤาษี และกกกลม (กกจันทบูร) เมื่อครบระยะเวลาจะตัดพืชเหล่านั้นออก เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ ระยะเวลาที่เหมาะสม คือ ต้องตัดใน 90 วันสำหรับธูปฤาษี และ ตัดใน 45 วันสำหรับกกกลม (กกจันทบูร) พืชเหล่านี้นำไปใช้ในการจักสาน เยื่อกระดาษ และเชื้อเพลิงเขียวได้

หลักการ : ระบบนี้คล้ายกับระบบที่ 2 คือใช้พืชหรือหญ้ากรองน้ำเสีย เป็นระบบเติมออกซิเจน (O?) ในดินจากใบสู่รากเช่นเดียวกับระบบที่ 2)  แต่ต่างที่การกักน้ำเสียให้ขังอยู่ที่แปลงพืชให้น้ำเสียเกิดการระเหยและปล่อยน้ำเสียใหม่ให้ผลักดันน้ำเสียเก่าออกไปจากระบบ พืชน้ำโดยทั่วไปมีความสามารถในการปรับตัวอยู่ในสภาพน้ำขังได้โดยการดึงเอาออกซิเจนจากอากาศ ส่งผ่านระบบเนื้อเยื่อในส่วนลำต้นลงสู่ระบบลำต้นใต้ดินและราก ซึ่งอากาศในส่วนนี้จะปลดปล่อยออกไปสู่บริเวณรอบรากพืชทำให้จุลินทรีย์ในดินสามารถย่อยของเสียที่ถูกดินกรองได้แล้วเปลี่ยนไปเป็นสารที่พืชรวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

ข้อจำกัดของระบบนี้ ต้องใช้บุคลากรในการดูแลจำนวนมาก และต้องดูแลตัดแต่งพืชที่ใช้ในการบำบัดตามระยะเวลา ที่กำหนด และใช้พื้นที่ค่อยข้างมาก เพื่อให้พอกับปริมาณน้ำเสีย

 

4 ระบบแปลงพืชป่าชายเลน (Mangrove Forest Filtration)

เป็นระบบเทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียตามแนวพระราชดำรินั้น พระองค์ทรงต้องการให้เป็นเทคโนโลยีที่ง่าย สะดวกและเป็นวิธีการที่อาศัยธรรมชาติให้ช่วยเหลือธรรมชาติด้วยกันเอง โดยอาศัยการเจือจางน้ำเสียด้วยน้ำทะเล การผสมน้ำเร่งการตกตะกอน การกักน้ำเสียที่ผสมกับน้ำทะเล ระบบรากของพืชป่าชายเลนช่วยในการเติมออกซิเจนให้กับน้ำเสีย กรองหรือฟอกน้ำให้สะอาดขึ้น

นอกจากนี้พืชป่าชายเลนจะดูดซับอาหารและสิ่งปนเปื้อนที่มีอยู่ในน้ำเสีย ทั้งยังช่วยการทำงานของจุลินทรีย์ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ อันเป็นการใช้ประโยชน์จากพืชป่าชายเลนอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่หลบภัย แหล่งอาหาร แหล่งอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำ เป็นการลดค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงานบำบัดน้ำเสียที่ไม่ต้องลงทุนสูงเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีตามแนวพระราชดำริด้วยการบำบัดน้ำเสียด้วยระบบแปลงพืชป่าชายเลน เป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่อาศัยหลักการ ที่ให้ธรรมชาติช่วยเหลือธรรมชาติ ด้วยการเก็บกักน้ำเสียในแปลงป่าชายเลน และการเจือจางด้วยน้ำทะเลในระยะเวลาที่น้ำทะเลขึ้น อาศัยการปลดปล่อยออกซิเจนของพืชที่ได้จากการสังเคราะห์แสง กระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ของจุลินทรีย์ในดิน การดูดซึมสารอาหารของพืชเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต และการกรองสิ่งปนเปื้อนของพืชป่าชายเลนและดินร่วมกัน  สำหรับสัดส่วนในการผสมระหว่างน้ำเสียและน้ำทะเลจะมีสัดส่วนมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับค่าเฉลี่ยความสกปรกของน้ำเสียในรูปบีโอดี ที่ตรวจวัดได้

รูปแบบเทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียด้วยระบบแปลงพืชป่าชายเลน ที่โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาขึ้น ยึดหลักการตามแนวพระราชดำริ โดยการทำแปลงเพื่อกักเก็บน้ำทะเลและน้ำเสียที่รวบรวมได้จากชุมชน และปลูกป่าชายเลนด้วยพันธุ์ไม้ 2 ชนิด คือ ต้นโกงกาง และต้นแสม ช่วยในการบำบัดน้ำเสีย อาศัยการเจือจางระหว่างน้ำทะเลกับน้ำเสีย การเร่งตกตะกอนของสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ระยะเวลาการกักพักของน้ำ ระบบรากของพืชป่าชายเลนช่วยการปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนให้กับน้ำเสีย และช่วยในการย่อยสลายสารอินทรีย์ โดยจุลินทรีย์ในดิน เพื่อให้การบำบัดน้ำเสียมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจะมีการกักน้ำทะเลที่เข้าสู่แปลงในช่วงเวลาที่น้ำขึ้นสูงสุดในรอบวัน (การขึ้นลง ปกติของน้ำทะเลจะมีการขึ้นลงวันละ 2 ครั้ง) ทำการเก็บกักและเพื่อหาสัดส่วน ปริมาณการให้น้ำเสียในการบำบัด เมื่อเติมน้ำเสียตามสัดส่วนแล้วปล่อยให้น้ำผสมมีการกักพักไว้ระยะเวลาหนึ่ง (ตั้งแต่ช่วงเวลาที่น้ำขึ้นครั้งแรก จนกระทั่งถึงเวลาน้ำลงครั้งที่สองในรอบวัน) จึงระบายน้ำฝนที่ผ่านการผสม (น้ำที่ผ่านการบำบัด) ออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติต่อไป

หลักการ : ระบบนี้อาศัยตามแบบธรรมชาติตามการขึ้นลงของน้ำทะเลในแต่ละวัน  โดยการกักน้ำเสียกับน้ำทะเลเข้าด้วยกันในระยะเวลาหนึ่ง  หรือให้มีการตกตะกอนของน้ำเสีย  ใช้หลักการเจือจางระหว่างน้ำเสียกับน้ำทะเล โดยใช้พันธุ์ไม้โกงกางใบใหญ่และแสม  ซึ่งเป็นพืชป่าชายเลนที่มีคุณสมบัติคล้ายพืชน้ำ  สามารถดำรงชีพอยู่ในสภาวะน้ำท่วมขังได้

โดยมีรากปรับตัวตามสภาพน้ำและดิน ในการทำงานของระบบธรรมชาตินี้  เกิดจากการส่งผ่านออกซิเจนจากการสังเคราะห์แสงของใบ ส่งต่อโดยระบบรากพืชให้กับจุลินทรีย์ในดิน เพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์และสาหร่ายในน้ำ รวมทั้งการกรองน้ำเสียของดิน การเจือจางของน้ำระหว่างน้ำเสียกับน้ำทะเลในช่วงเวลาน้ำขึ้นน้ำลง

หลังจากการบำบัดน้ำเสียและปล่อยน้ำดีลงสู่ทะเลทำให้ป่าชายเลนถูกปลูกขึ้น ทำให้แผ่นดินงอกโดยน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจะมีอินทรียวัตถุ  ธาตุอาหาร  แพรงตอน  จึงเหมาะสมที่สิ่งมีชีวิตนำไปใช้ประโยชน์  ช่วยให้สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์ชายฝั่งดีขึ้น  สัตว์ทะเลมาวางไข่มากขึ้น  ทำให้พื้นที่กลายเป็นแหล่งทำมาหากิน  สร้างอาชีพสร้างรายได้กับชาวบ้านเพิ่มมากขึ้น  นำความอุดมสมบูรณ์ความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืนสู่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

 

 

 

ประวัติต้นธูปฤๅษี

ธูปฤๅษี ชื่อวิทยาศาสตร์: Typha angustifolia หรือกกช้าง ชื่ออื่นๆ คือ กกธูป หญ้าสลาบหลวง เฟื้อ ปรือ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่เป็นไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง อายุหลายปี มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรปและอเมริกา

  ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ธูปฤๅษีเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ตั้งตรง สูง 1.5-3 เมตรเหง้ากลม แทงหน่อขึ้นเป็นระยะสั้นๆ ใบเดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียว ใบเป็นรูปแถบแบน กว้าง 1-2 เซนติเมตร ยาว 2 เมตร ใบแตกสลับกันเป็นสองแถวด้านข้าง มีกาบใบ แผ่นใบด้านบนโค้งเล็กน้อย ส่วนด้านล่างแบน ช่อดอกเป็นสีน้ำตาล ช่อดอกรูปทรงกระบอก แยกเพศบนก้านเดียวกัน ก้านช่อดอกกลม แข็ง ช่วงดอกเพศผู้อยู่ที่ปลายช่อ ยาว 8-40 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร มีใบประดับ 1-3 ใบ แต่จะหลุดร่วงไป ช่วงดอกเพศเมียอยู่ด้านล่าง ยาว 5-30 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร มักแยกออกจากส่วนดอกเพศผู้ด้วยส่วนก้านช่อดอกที่เป็นหมันที่ยาว 2.5-7 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็ก ไม่มีกลีบดอกและกลีบเลี้ยง เกสรเพศผู้ส่วนมากมี 3 อัน มีขนล้อมรอบ ก้านเกสรเพศผู้สั้น อับเรณูยาว 1.5-2 มิลลิเมตร ดอกเพศเมียมีใบประดับย่อยรูปเส้นด้าย รังไข่รูปกระสวย ก้านรังไข่เรียว ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร มีขนยาวสีขาว ก้านเกสรเพศเมียยาว 1-1.5 มิลลิเมตร มีขนแต่สั้นกว่าบนก้านรังไข่ ยอดเกสรรูปใบหอก ผลมีขนาดเล็ก รูปรี เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5-3 เซนติเมตร ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ดอกมีจำนวนมาก ติดกันแน่น สีน้ำตาล ลักษณะคล้ายธูปดอกใหญ่ ก้านช่อดอกกลม แข็ง ดอกแยกเพศ แบ่งเป็นตอนเห็นได้ชัด กลุ่มดอกเพศผู้อยู่ปลายก้าน รูปทรงกระบอก กลุ่มดอกเพศเมียรูปทรงกระบอกเช่นกันแต่ใหญ่กว่ากลุ่มดอกเพศผู้ ดอกแก่จะแตกเห็นเป็นขนขาวฟู ผลเล็กมาก เมื่อแก่แตกตามยาว

  การขยายพันธุ์

โดยการที่เมล็ดปลิวไปตามลม เมล็ดมีขนอ่อนนุ่ม มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วโลกในเขตร้อนและเขตอบอุ่น สำหรับประเทศไทยพบในทุกภูมิภาค ขึ้นตามพื้นที่ชุ่มน้ำ พบได้ทั่วไป สามารถควบคุมการขยายพันธุ์ได้โดยวิธีเขตกรรม (cultural control) การไถพรวน เตรียมดิน เตรียมพื้นที่ปลูกพืชในขณะเดียวกันก็เป็นการกำจัดวัชพืชไปพร้อม ๆ กัน การไถพรวนควรกระทำสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อไถพรวนแล้ว ตากแดดทิ้งไว้ให้เศษของธูปฤาษีแห้งตาย แต่เมล็ดจะสามารถงอกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งได้ จึงทำให้ทำการพรวนดินอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกำจัดเมล็ดวัชพืชที่งอกขึ้นมาในภายหลัง หรือโดยการออกกฎหมายควบคุมวัชพืช (legislative control) โดยการห้ามนำเข้าธูปฤาษี หรือสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีเมล็ดธูปฤาษีปะปนมา

ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น

ธูปฤๅษีจัดเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้ามาแพร่ระบาดรุกรานจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศในประเทศไทย มีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศไทยทั่วทุกภาค พบในที่ลุ่มทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ผลเสียที่เกิดจากธูปฤาษีต่อสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดน้ำเสียในแหล่งน้ำต่าง ๆ ส่งเกินเหม็นไปรอบ ๆ สร้างความรำคาญแก่ผู้สัญจร และผู้อยู่อาศัยบริเวณนั้น ขึ้นอย่างหนาแน่นปกคลุมเนื้อที่ได้มาก ทำให้มีลักษณะเป็นที่รก และสกปรกทำให้สัตว์มีพิษเข้าไปอาศัยอยู่ได้ เป็นแหล่งหลบซ่อนอาศัยของโรค แมลง และศัตรูพืช แย่งน้ำและอาหารจากพืชปลูก ทำให้ผลผลิตและคุณภาพผลผลิตลดลง นอกจากนี้ ยังทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน รากและซากธูปฤาษีทับถมกันแน่น สัตว์น้ำไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ และเมื่อทับถมไปนาน ๆ จะทำให้เกิดน้ำเสีย น้ำเน่า ขาดออกซิเจน สัตว์น้ำก็จะตาย และเนื่องจากธูปฤๅษีขึ้นปกคลุมอยู่อย่างแน่นทึบ ทำให้พรรณพืชดั้งเดิม เช่น กกและหญ้าหลายชนิด ไม้ล้มลุก รวมทั้งไม้พุ่มที่ขึ้นตามริมน้ำหรือที่ชื้นแฉะขาดแสงไม่สามารถแข่งขันได้และค่อย ๆ สูญหายไปจากพื้นที่

 

โครงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อกับการบำบัดน้ำเสียของต้นธูปฤๅษี

โครงการวิจัย “การบำบัดน้ำเสียจากโรงงานฟอกย้อมด้วยต้นธูปฤาษี” โดย น.ส.สุมล นิลรัตน์นิศากร มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรีนักศึกษาปริญญาเอกจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE)และโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) เป็นการวิจัยเพื่อคัดเลือกหาพืชที่มีศักยภาพและประสิทธิภาพใช้ในการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางชีวภาพ และจากการสังเกตแหล่งน้ำธรรมชาติหลายแห่ง ทำให้พบว่า ต้นธูปฤาษีเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี แม้อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำเสียตามชุมชน หรือตามบริเวณแหล่งน้ำหน้าโรงงาน เช่น โรงงานฟอกย้อม จึงได้ทดลองคัดเลือกนำต้นธูปฤาษีมาทดสอบบำบัดน้ำเสียจากโรงงานฟอกย้อม ที่มีปัญหาเรื่องค่าความเป็นด่างสูง และมีลักษณะสีที่ไม่พึงประสงค์ของน้ำเสีย
น.ส.สุมล กล่าวถึงขั้นตอนการฟอกย้อมผ้าในโรงงานว่า โดยปกติจะมีการลงแป้ง การเติมสารเคมีพวกเกลือโซเดียมซัลเฟต และโซเดียมคาร์บอร์เนตลงไป เพื่อปรับสภาพผ้าให้มีการย้อมสีที่ติดทนนาน ทำให้น้ำเสียมีสภาวะความเป็นพิษสูง โดยคุณภาพน้ำที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานฟอกย้อมจะมีลักษณะความเป็นด่าง และความเค็มสูง และเป็นน้ำเสียที่มีลักษณะสีที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งสีเหล่านี้จะมีความเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นพืชและสัตว์ ทั้งนี้ จากการทดลองปลูกพืชหลายชนิดในน้ำเสียจากโรงงานฟอกย้อม พบว่า ต้นธูปฤาษีมีความสามารถที่จะเจริญเติบโตและยังทำให้น้ำเสียในบริเวณนั้นมีคุณภาพดีขึ้นได้
“โดยทั่วไปน้ำเสียที่ปล่อยจากโรงงานฟอกย้อมจะมีความเป็นด่างสูงประมาณ 10-11 เมื่อมีการทดสอบการบำบัดน้ำเสียโดยต้นธูปฤาษี พบว่ามีความสามารถในการลดค่าพีเอชให้ลดลงเหลือเพียง 7-8 ซึ่งเป็นสภาพที่ใกล้ความเป็นกลางมาก นอกจากนี้ ลักษณะสีที่ไม่พึงประสงค์ที่ถูกปล่อยออกจากโรงงานหลังจากผ่านการบำบัดแล้ว จะเห็นว่า น้ำที่เคยมีสีแดงหรือสีน้ำตาลแดงจะมีลักษณะจางลง จึงสรุปได้ว่า ต้นธูปฤาษีมีศักยภาพในการลดค่าความเป็นกรดด่างของน้ำ และสามารถปรับเปลี่ยนสีน้ำจากสีไม่พึงประสงค์ให้จางลง และลดความเป็นพิษในน้ำได้ นอกจากนี้ ยังพบว่าธูปฤาษีมีความสามารถในการเจริญเติบโตในน้ำที่มีความเป็นเกลือสูงอีกด้วย”น.ส.สุมล กล่าว
ทั้งนี้ จากการศึกษาโครงสร้างภายในของต้นธูปฤาษี ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดน้ำและธาตุอาหารดีเปรียบดังเซลล์ฟองน้ำ (Spongy Cell) เมื่อทำการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ SEM-EDX และXRD พบว่าภายในมีองค์ประกอบของหมู่ซิลิกอน และหมู่แคลเซียมปะปนอยู่ ซึ่งอาจเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องในกลไกการดูดซับสี และจากการวิเคราะห์องค์ประกอบของสีจากน้ำที่ผ่านการบำบัด สามารถอธิบายได้ว่า ต้นธูปฤาษีจะเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของสีที่มีขนาดใหญ่ให้เล็กลง และคาดว่าจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ ภายในดินจะสามารถย่อยสลายโมเลกุลของสีให้หมดได้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 3

อุปกรณ์ และ วิธีการดำเนินงาน

1.อุปกรณ์

ตารางที่ 2 อุปกรณ์ที่ใช้การดำเนินงาน

ลำดับที่ รายการ จำนวน

1

ไม้อัดF4

1 อัน

2

ขดลวด

1 ขด

3

ไม้บรรทัด

1 อัน

4

ดินสอ

1 แท่ง

5

ปากกาเคมี

1 ด้าม

6

ดินเหนียว

1 ถุง

7

กระดาษร้อยปอน

1 แผ่น

8

กระดาษสา

2 แผ่น

9

กระดาษลัง

1 แผ่น

10

กาวแท่ง

1 ชุด

11

ไม้ไอศกรีม

2 แพ็ค

12

กรรไกร

1 อัน

13

ปืนยิงกาว

1 อัน

14

หญ้าจริง

8 ต้น

 

2 วิธีการดำเนินงาน

  • ประชุมวางแผนการดำเนินงาน
  • ออกแบบโมเดล
  • โครงสร้างโมเดลทั้งหมด

 

 

 

 

ขั้นตอนการทำโมเดล

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 4

ผลการดำเนินงาน

 

     ในรูปแบบโครงสร้าง ประกอบไปด้วยดังนี้

         โครงสร้างภายนอกโรงเรือนประกอบไปด้วย 

1)  บ่อน้ำใช้

2)  บ่อพักน้ำ

3)  แหล่งบำบัดน้ำธรรมชาติที่ประกอบไปด้วยต้นกก

โครงสร้างภายในโรงเรือน ประกอบไปด้วย

โครงสร้างภายในเป็นอาคาร 2 ชั้น

  • ชั้นบนเป็นโครงสร้างครึ่งหนึ่งของหกเหลี่ยม ประกอบกับการเปิดปิดหลังคาชั้นบนเพื่อที่จะให้แสงรอดผ่านเมื่อแสงรอดผ่านจะมีแผ่นกระดาษสาสีดำใช้แทนกระจกดำกรองแสงที่รับมาแต่อุณหภูมิผ่านและมีกระใสที่ใช้กระดาษสาสีขาวแทนกระจกใสทำหน้าที่ให้แสงรอดผ่านเพื่อที่จะให้พืชผักสามารถสังเคราะห์แสงได้
  • ชั้นล่างเป็นโครงสร้างครึ่งหนึ่งของหกเหลี่ยม ประกอบไปด้วยภายในมีที่เพาะปลูก และมี่ท่อส่งน้ำและท่อนำใช้มีไฟปรับอุณหภูมิในตอนกลางคืน

 

หมายเหตุ :โครงสร้างนี้หลังคาเปิดยังไม่คงที่จึงทำให้ไม่สามรถเปิดปิดได้แต่ทำได้เพียงเปิดหนังคาไว้ให้ดู         ดังภาพแสดงหลังคา

 

 

 

 

บทที่ 5

สรุป อภิปรายผลการดำเนินงาน

สรุปผลการดำเนินงาน

       จากการดำเนินการงานในโครงงานสิ่งประดิษฐ์ เรื่องโรงเรือนการเพาะปลูกในอนาคตGreenhouse vegetables in the future” สรุปผลตามจุดมุ่งหมายของโครงงานดังนี้

1.เพื่อประดิษฐ์  โรงเรือนในอนาคต และ สามารถเปิด-ปิดได้

2.เพื่อที่จะได้เห็นคุณค่าของการบำบัดน้ำแบบธรรมชาติ

3.เป็นแนวทางการศึกษาและนำไปพัฒนาในดียิ่งขึ้นไป

      อภิปรายผลการดำเนินงาน

      จากผลการประดิษฐ์โรงเรือนการเพาะปลูกในอนาคตGreenhouse vegetables in the future”เราสามารถออกแบบสร้างโรงเรือนการเพาะปลูกในอนาคตดั่งรูปแบบโมเดล และ ต้องขออภัยในการประสบปัญหา คือ หลังคาไม่สามารถเปิด-ปิดได้  เราต้องขออภัย

    ประโยชน์และคุณค่าของโครงงาน

1.เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นในอนาคต

2.เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถนำธรรมชาติมาเกี่ยวข้อง

3.เป็นนาวทางความคิดให้กลับผู้อื่นต่อไปได้

   ข้อเสนอแนะ

     1.ในอนาคตถ้าหากเราได้ทำโครงงานนี้อีกเราจะประดิษฐ์โมเดลในโครงสร้างที่สมบรูณ์แบบมากกว่านี้

นอกจากนี้จะเพิ่มความหลากหลายของเทคโนโลยียิ่งขึ้นไปอีก

 

บรรณานุกรม

 

http://naiyana16.blogspot.com/2008/01/oxidation-pond-sedimental-pond-and.html

http://km.rdpb.go.th/Knowledge/View/76

 

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9490000088288

สเปรย์ไล่เเมลง

ชื่อเรื่อง สเปรย์ไล่แมลงสาบ

ผู้วิจัย      ด.ญ.ภัทรวดี  สุวรรณพงษ์

ด.ญ.ปณิดา    สิงห์วิชัย

ด.ญ.อุษา        ทองศาตร

สังกัด โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

ปีการศึกษา 2559

บทคัดย่อ

 

เนื่องจากในปัจจุบันมีแมลงสาบจำนวนมากมายที่มาสร้างรังใกล้ถิ่นที่อยู่อาศัยของประชาชน สร้างความเดือดร้อนความสกปรก และนำพาหะโรคมาให้ให้ประชาชนเป็นจำนวนมาก

จึงต้องมีการคิดค้นอุปกรณ์ที่ช่วยไล่แมลงสาบ เพื่อความปลอดภัยและความสะอาดแก่ประชาชน

ผู้จัดทำจึงได้คิดค้นอุปกรณ์สเปรย์ไล่แมลงสาบขึ้นมา เพื่อกำจัดแมลงสาบ และพาหะนำโรคต่างๆ ให้หมดไปจากชุมชนของเรา ด้วยวัสดุอุปกรณ์เหลือใช้รอบตัว

นอกจากจะช่วยกำจัดแมลงสาบแล้วยังเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในบ้านอีกด้วย

ที่มาและความสำคัญ

           

   เนื่องจากแม่ของผู้จัดทำให้ผู้จัดทำไปช่วยแม่ยกของในห้องเก็บของ  เมื่อเข้าไปยกของออกมา  ผู้จัดทำสังเกตเห็นว่ามีแมลงสาบอยู่ใต้ของเหล่านั้นเป็นจำนวนมาก ผู้จัดทำจึงต้องการไล่แมลงสาบออกไป

              คณะผู้จัดทำจึงได้ลองค้นหาวิธีการไล่แมลงสาบในอินเตอร์เน็ตจึงพบว่า  การนำแตงกวามาไล่แมลงสาบนั้นเห็นผลได้ดีที่สุด  คณะผู้จัดทำเลยลองทำตาม โดยการนำแตงกวาไปปั่น แล้วนำไปกรองเอากากออก จากนั้นนำพริกไทใส่ลงไป  จากนั้นนำไปใส่ขวดแล้วทดลองฉีดบริเวณห้องเก็บของ ผ่านไป 5 วันก็ไม่พบแมลงสาบอีกเลย

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อกำจัดแมลงสาบด้วยพืชผักสวนครัว
  2. เพื่อใช้ทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาทำสารกำจัดปลวกอย่างปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่าย

ระยะเวลาการศึกษา

6 วัน

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1.ได้สเปรย์ที่สามารถใช้งานได้จริง มีคุณภาพ

2.ได้อุปกรณ์ที่ทำเองมีต้นทุนต่ำ

อุปกรณ์การทดอง

 

ตอนที่ 1 การประดิษฐ์สเปรย์ไล่แมลงสาบ

น้ำของสเปรย์

1.แตงกวา

2.น้ำสะอาด

3.พริกไทยเม็ด

4.กรอง

5.หม้อ

วิธีทำ

1.นำแตงกวามาหันเป็นชิ้นเล็ก

2.นำแตงกวาที่หันแล้วใส่ไปในโถปันของเครื่อง และ นำน้ำสะอาดเติมลงไปนิดหน่อย พอประมาณ จากนั้นปั่นให้ละเอียดที่สุด

3.เมื่อเราปันเสร็จแล้วให้นำน้ำแตงกวาที่ได้ไปกรองเอากากออก

4.นำเมล็ดพริกไทยที่เตรียมไว้มาบดให้ละเอียด

5.นำพริกไทยที่ได้ใส่ลงไปในน้ำแตงกวาที่เรากรองเรียบร้อยแล้ว และกรองเม็ดพริกไทยออกให้หมด กรองซ้ำๆหลายๆรอบเพื่อให้เราได้น้ำที่ดีไม่มีเศษผงต่างๆและว่างทิ้งไว้เพื่อให้น้ำตกตะกอน หลังจากนั้นก็ตักน้ำใส่ในภาชนะหรือขวดสเปรย์ตามที่ต้องการ

ผลการทดลอง

 

จากการประดิษฐ์สเปรย์ไล่แมลงสาบ ได้ผลการทดลองดังรูป

 

วัน ผลการทดลองที่ได้
วันที่ 1 เมื่อนำไปฉีดบริเวณต่างๆ หรือเห็นแมลงสาบแล้วฉีดใส่มัน ผลปรากฏว่าแมลงสาบหนีละอองของสเปรย์
วันที่ 2 เมื่อนำไปฉีดที่เดิมอีกรอบและทิ้งไว้ซักพักเราก็ไปสำรวจบริเวณต่างที่ไดฉีดไว้นั้น บริเวณกันดูสะอาดตาขึ้นเรื่อยๆ ไม่เหมือนวันแรกๆ
วันที่ 3 เมื่อไปสำรวจอีกครั้งหรือมองตามบริเวณต่างๆภายในบ้าน เรานั้นมองไม่เห็นแมลงสาบเลย และข้างของเครื่องใช้ก็ไม่เสียหาย
วันที่ 4  

ข้าวของเครื่องใช้ไม่เสียหายเหมือนแต่ก่อนและบริเวณบ้านดูสะอาดตาขึ้นต่างจากเดิมเพราะแมลงสาบเลยหายตัวไปจากบริเวณบ้านเรานั้นฉีดทุกวัน

วันที่ 5 เราไม่พบแมลงสาบเลย เพราะสเปรย์สามารถไล่แมลงสาบได้  บางระยะจึงทำให้ระยะแรกๆนั้นเราจะไม่พบแมลงสาบเลย

» Read more

โครงงานเรื่อง เรื่องเสื้อชูชีพจากกล่องน้ำผลไม้ ขวดน้ำและกล่องต่างๆ

โครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทสิ่งประดิษฐ์

เรื่องเสื้อชูชีพจากกล่องน้ำผลไม้ ขวดน้ำและกล่องต่างๆ

 

จัดทำโดย

  เด็กหญิงปวันรัตน์     บังชะฎา ชั้นม.2/12  เลขที่32

   เด็กหญิงรดาพัชร      เย็นใส     ชั้นม.2/12  เลขที่36

   เด็กหญิงอุทัยวรรณ   รอดจำปา ชั้นม.2/12 เลขที่48

 

ครูที่ปรึกษา

ครูรังสิมา อุณหะ

 

โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

อำเภอโพธาราม  จังหวัดราชบุรี

» Read more

โครงงานเรื่อง สมุนไพรไล่เเมลงโดยต้นฝรั่ง

รายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภททดลอง

เรื่อง สมุนไพรไล่เเมลงโดยต้นฝรั่ง

โดย

เด็กหญิง จิราทร จ้ำเหล่             เลขที่13 ชั้น ม 2/12

เด็กหญิง ดารัตน์ สุวรรณประเสริฐ เลขที่21 ชั้น   ม2/12

เด็กหญิง ศศินภา ศรีกุตา            เลขที่40 ชั้น   ม2/12

ครูที่ปรึกษาโครงงาน

อาจารย์  รังสิมา อุณหะ

โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8

อำเภอ โพธาราม          จังหวัดราชบุรี

รายงานนี้เป็นส่วนประกอบของโครงงานวิทยาศาสตร์

ประเภททดลอง ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น » Read more

เรื่อง การเปรียบเทียบสารเพื่อชะลอการเกิดสีของเเอปเปิ้ล

รายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภททดลอง

เรื่อง ทดลองปริมาณและความเข้มข้นของสาร เพื่อชะลอการเกิดสีของแอปเปิ้ล

โดย

เด็กหญิงกมลชนก        เวียนงาม           ม.2/12       เลขที่ 7

เด็กหญิงกัญญารัตน์     ไพนรินทร์        ม.2/12       เลขที่ 10

เด็กหญิงชาลิสา            พรหมโพธิน     ม.2/12       เลขที่ 17

ครูที่ปรึกษาโครงงาน

นาย สราวุธ   สุธีรวงศ์

นางสาว รังสิมา อุณหะ

โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8

อำเภอ โพธาราม          จังหวัดราชบุรี

» Read more

ี้

กิจกรรม 5.1 เขียนเค้าโครงวิทยาศาสตร์

ชื่อโครงงาน เปลี่ยนสีใบไม้เป็นเส้นใยสีสวยย้อมจากสีธรรมชาติ
รายชื่อผู้ทำโครงงาน ด.ญ.ศศิวิมล  แป้นกลัด
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา  อาจารย์ สราวุธ  สุธีรวงศ์
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

ในชุมชนของเรามีพืชพรรณธรรมชาติหรือต้นไม้อยู่มากมายหลากหลายชนิดแตกต่างกัน บ้างก็มีรูปทรงที่แปลกไม่คุ้นตา ใบไม้ส่วนใหญ่มีสีเขียวหรืออาจมีสีอื่นบ้างตามธรรมชาติ จากการศึกษาเอกสารจะเปลี่ยนใบไม้ลอกเป็นเส้นใย จะได้เส้นใยที่สวยงามตามลักษณะใบไม้นั้นแล้วนำมาย้อมหลากหลายสีสัน ด้วยสีจากเคมีหรือจากสีผสมอาหาร ผู้จัดทำจึงคิดว่า ถ้าเรานำเส้นใยใบไม้มาย้อมสีโดยนำสีที่ได้จากธรรมชาติ คือ ขมิ้น ลูกหม่อน อัญชัน ใบเตยและกระเจี๊ยบ นำมาย้อมให้เกิดสีสันสวยงาม

จุดประสงค์ของโครงงาน

1.เพื่อรู้ว่าสีที่ได้จากธรรมชาติจะย้อมติดเส้นใยใบไม้ได้ดีกว่าหรือน้อยกว่าสีทางเคมี
2.เพื่อให้ได้เส้นใยใบไม้ที่มีสีสันสวยงามจากธรรมชาติ แล้วนำมาตกแต่งบ้านได้

สมมติฐานของการทำโครงงาน

สีที่ได้จากธรรมชาติจะติดเส้นใยใยไม้ได้ดีกว่าสีทางเคมี

ขอบเขตของการทำโครงงาน

1.ศึกษาความยาวนานของสีจากธรรมชาติที่ติดบนเส้นใยใบไม้
2.ศึกษาความเป็นกรดที่ทำให้เปลือกใบไม้ลอกออกเหลือแต่เส้นใยใบไม้

วิธีการดำเนินงาน

วัสดุอุปกรณ์
– โซเดียมคาร์บอเนต หรือ โซดาซักผ้า
– ผงซักฟอก
– หม้อและทัพพี
– สีจากธรรมชาติ ได้แก่ ขมิ้น หม่อน อัญชัญ ใบเตย กระเจี๊ยบ
– พู่กัน

ขั้นตอนการดำเนินงาน

1).น้ำ 6 ถ้วยเทลงไปในหม้อ
2).เติมโซเดียมคาร์บอเนตหรือโซดา 1 ถ้วย
3).ใส่ใบไม้ลงไปรอประมาณ 3 ชั่วโมงเทน้ำเก่าออกและใส่น้ำใหม่เข้าไป 2 ถ้วย
4).ใส่ผงซักฟอกไป วางทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง
5).นำไปล้างน้ำอาจใช้มือช่วยขัดๆเบาๆพักไว้จนเหลือแต่เส้นใย
6).นำขมิ้น หม่อน อัญชัญ ใบเตยและกระเจี๊ยบมาคั้นใส่ถ้วยไว้
7).นำใบไม้ในข้อ 5 มาแช่หรืออาจใช้ผู้กันช่วยทาสี

ประโยชน์จากโครงงาน

ทำให้เรารู้ว่าสีจากธรรมชาติจากขมิ้น หม่อน อัญชัญ ใบเตยและกระเจี๊ยบ ก็สามารถนำมาย้อมสีใบไม้ได้ให้ได้สีสันที่สวยงามได้เหมือนกัน และจากการทำโครงงานนี้เราก็จะได้เส้นใยใบไม้สีสันสวยงามที่นำมาใช้เป็นของตกแต่งบ้านหรือห้องนอนได้ อาจ

โครงงานวิทยาศาสตร์

โคลงงานวิทยาศาสตร์

โคลงงานวิทยาศาสตร์

รายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทสิ่งประดิษฐ์

เรื่อง

ไม้แขวนเสื้อแสนง่าย

โดย

เด็กชาย กิตตินันท์                พันศรี                      เลขที 2

เด็กชาย สันติ                         สุรกิจ                     เลขที่ 11

เด็กชาย ภราดร                     ดวงแก้ว                 เลขที่ 15

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/13

 

ครูที่ปรึกษา

อาจารย์สราวุธ สุธีรวงศ์

อาจารย์สามารถ จิตจรัส

โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8

รายงานนี้เป็นส่วนประกอบของโครงงานวิชาวิทยาศาสตร์

ประเภทสิ่งประดิษฐ์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

สารบัญ

บทคัดย่อ……………………………………………………………………………………………………………………………………ก

กิตกรรมประกาศ……………………………………………………………………………………………………………………………ข

คำนำ…………………………………………………………………………………………………………………………………………ค

บทที่ 1 บทนำ.…….………………………………………………………………………………………………………………………1

ความเป็นมา…………………………………………………………………………………………………………………………1

วัตถุประสงค์…………………………………………………………………………………………………………………………1

สมมุติฐาน……………………………………………………………………………………………………………………………1

ขอบเขตการศึกษา…………………………………………………………………………………………………………………2

บทที่2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง………………………………………………………………………………………………………………3

วิธีการทำ………………………………………………………………………………………………………………………………3

บทที่3 วัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนการดำเนินงาน………………………………………………………………………………………4

วัสดุอุปกรณ์………………………………………………………………………………………………………………………….4

ขั้นตอนการดำเนินงาน…………………………………………………………………………………………………………….4

บทที่4 ผลการศึกษา…………………………………………………………………………………………………………………….5

ประโยชน์การทำไม้แขวนเสื้อ……………………………………………………………………………………………………………5

บทที่5 สรุป อภิปราย และ ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………………………6

สรุป……………………………………………………………………………………………………………………………………..6

ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………………………………………………….6

 

บทคัดย่อ

ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ชี้แนวทางในการดำเนินชีวิต ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร์มหาภูมิพลอดุลยเดช

มีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มีหลักการ 3 ห่วง 2 เงื่อน คือ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน บนเงื่อนไข ความรู้ และ คุณธรรม

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง ไม้แขวนจากไม้อัด เป็นการนำวัสดุที่เหลือทิ้งกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์อีกครั้ง และ ช่วยลดการใช้ทรัพยากรป่าไม้ โดยนำไม้อัดหรือไม้ที่ไม่ใช้นำมาทำเป็นไม้แขวนเสื้อ

            

กิตติกรรมประกาศ

การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ในครั้งนี้อาจไม่สำเร็จผลถึง 100% แต่ก็ได้คำแนะนำจากคุณครูผู้สอนใน โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี จังหวัดราชบุรี ซึ่งคณะผู้จัดทำก็ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

ขอขอบพระคุณ คุณครูสราวุธ สุรธีรวงศ์ ที่ให้คำปรึกษาและช่วยคอยบอก และ คอยแนะนำวิธี

คำนำ

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาโครงงานวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการทำโคมไฟฟ้าจากขวดน้ำ ซึ่งคณะผู้จัดทำได้จัดทำขึ้นเพื่อให้ครูสราวุธ สุธีรวงศ์ นักเรียน และผู้สนใจได้ใช้เป็นเอกสารอ่านเพิ่มเติม

คณะผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยให้กีบผู้ที่สนใจ ไม้แขวนเสื้อ ซึ่งทำให้ทราบถึงวิธีการและทำ ประโยชน์อีกมากมาย ที่ได้วิเคราะห์ให้ผู้อ่านได้นำมาใช้ประโยชน์ได้ต่อไปหากมีข้อบกพร่องประการใด ผู้จัดทำขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

บทที่1

บทนำ

ความเป็นมาของโครงงาน

ไม้แขวนเสื้อ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการตากผ้าให้แห้งอีกอย่างหนึ่ง ในปัจจุบันไม้แขวนนั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นมาหลายแบบไม่ว่าจะเป็นแบบที่ใช้แขวนผ้าที่มีขนาดใหญ่กว่าผ้าอื่นๆหรือแบบที่ใช้ไว้กันเสื้อตกหรือโดนลมพัดไป ซึ่ง ไม้แขวนแต่ละชนิดนั้นทำมาจากวัสดุที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก พลาสติก หรือแม้กระทั่งไม้ ซึ่งการใช้สิ่งประดิษฐ์ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ทรัพยากร ป่าไม้ และ แร่ธาตุ ในปริมาณมากอยู่พอควรและราคาก็แพงตามวัสดุที่ทำ แต่ไม้แขวนเสื้อนั้นสามารถประดิษฐ์ขึ้นมาใช้ได้เอง โดยนำวัสดุที่เหลือใช้ภายในบ้านเช่น โต๊ะจากไม้อัดที่พังหรือไม่ใช้งาน

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

        ในโครงงานนี้จะกล่าวถึงวีธีการที่ใช้ในชีวิตประจำวันให้สะดวกขึ้นโดยในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีการตากผ้าโดยการใช้ไม้แขวนเสื้อในสมัยก่อนการตากผ้าโดยการใช้ไม้แขวนเสื้อนั้นเป็นวีที่ค่อนข้างช้าและไม่ทันเวลา(สำหรับผู้ที่มีงานอื่น)กลุ่มเราจึงได้นำไม้แขวนเสื้อมาประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่โดยสามารถใช้ได้สะดวกรวดเร็วและประหยัดเวลาในการตากเสื้อผ้าได้

วัตถุประสงค์

1.เพื่อการศึกษาขั้นตอนในการทำไม้แขวนเสื้อจากไม้อัดที่เหลือใช้

2.เพื่อให้เกิดประสบการณ์ในการทำงานและช่วยเสริมสร้างความคิด

3.เพื่อใช้เวลาว่างให้ก่อประโยชน์

4.เพื่อเสริมสร้างรายได้และนำมาประยุกต์เป็นอาชีพ

สมมุติฐาน

1.ไม้แขวนจะมีประสิทธิภาพมากหรือน้อยกว่าไม้แขวนที่เขานำมาขายในตลาด

2.ถ้าไม้แขวนจากไม้อัดมีผลต่อความเร็วในการแห้งไหมและมันขึ้นอยู่กับการทำหรือไม่

ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า

ในการทำไม้แขวนนั้นเพื่อเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์จากการประดิษฐ์และเพื่อให้ใช้ทรัพยากรป่าไม้หรือสิ่งของที่เหลือใช้

วิธีการดำเนินงาน

  1. ออกแบบผลิตภัณฑ์
  2. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องการ
  3. ลงมือปฏิบัติงาน
  4. ทดลองใช้จากตนเองก่อนนำไปให้คนอื่นทดลองใช้
  5. จัดทำโครงงาน
  6. นำเสนอโครงงาน

บทที่2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ตั้งแต่คนเราเริ่มรุจักสวมใส่เสื้อผ้าก็จะคิดหาวิการเก็บเสื้อผ้า   ตอนแรกก็ใช้วิธีแขวนไว้กับตะขอหรือไม่ก้อวางไว้ในลิ้นชักในกล่อง ในตู้ หรือสมัยก่อนจิงๆก้อวางไว้ในมุมถั้า คือ ยังไม่มีรูปแบบในการเก็บ
จนกระทั่งราวๆปีพ.ศ.2393มนุย์จึงรุจักใช้ไม้แขวนเสื้อ   นักวิชาการบางคนเชื่อว่าไม้แขวนเสื้อยุคแรกซึ่งทำจากไม้จิงๆ   เป็นผลงานการประดิษฐ์ของ โธมัส เจฟเฟอร์สัน  ประธานาธิบอดีคนที่3ของสหรัฐอเมริกา
กล่าวกันว่า   เมื่อว่างจากการร่างคำประกาศอิสรภาพ   หรือเมื่อหมดงานบริหารประเทศในแต่ละวันแล้ว   เจฟเฟอร์สันจะพักผ่อนอยู่กับการคิดของใช้ที่มีประโยชน์เล่น เป็นงานอดิเรก รวมไปถึงไม้แขวนเสื้อด้วย
เมื่อแฟชั่นการแต่งกายเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ทำให้รูปแบบไม้แขวนเสื้อต้องพัฒนาตามในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่ถ่างรอยจีบรอบเอวกระโปรงบาน   ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในสมัยนั้น   นักประดิษฐ์จึงต้องสร้างระบบสปริงเพื่อยึดสายรัดเอวให้ยืดหยุ่นได้   ทำให้กระโปรงเข้ารูป   รอยจีบคงที่
ช่วงต้นยุค 1900 ไม้แขวนเสื้อกว่า100รูปแบบทั่วโลก มีหลากหลายลักษณะมีทั้งทำจากลวดเหล็ก ไม้และผ้า แต่ในปี1903(พ.ศ. 2446)พนักงานคนหนึ่งของบริษัททิมเบอร์เลค แอนด์ ซันส์ ไวร์ แอนด์โนเวนตี ในเมืองแจ๊คสัน รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ได้ออกแบบและเปลี่ยนรูปแบบไม่แขวนเสื้อโค้ทใหม่
อัลเบิร์ต เจ.พาร์กเฮาส์ คือ พนักงานคนนั้น เขาได้ยินเสียงบ่นจากเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับตะขอแขวนเสื้อคลุมกันหนาวในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าบริษัทจนเบื่อ ใครมาถึงทีหลังก้อไม่มีตะขอให้แขวนเสื้อ จึงจำเป็นต้องกองทิ้งไว้บนพื้น
เมื่อสุดจะทนเข้าจริงๆในเช้าวันหนึ่งพาร์กเฮาส์จึงเก็บเอาเศษลวดที่ทิ้งอยู่เกลื่อนโรงงานมาทำเป็นที่แขวนเสื้อให้เพื่อนๆ

 

บทที่3

วัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนการดำเนินงาน

วัสดุอุปกรณ์

  1. ไม้อัดที่เหลือใช้
  2. เลื่อยฉลุ
  3. น็อต
  4. ไขควง
  5. ดินสอ
  6. สี (ตามที่ต้องการ)

ขั้นตอนการดำเนินงาน

  1. แบ่งหน้าที่การดำเนินงาน
  2. ตรวจค้นข้อมูลที่พอจะนำมาทำได้
  3. รวบรวมข้อมูลที่ทำได้จริง
  4. จำทำเป็นสมุดเล่ม
  5. จัดทำเป็นโครงงาน

วิธีทำ

  1. ขั้นตอนแรกนำดินสอมาวาดโครงแบบที่ต้องการบนไม้อัด
  2. นำเลื่อยฉลุมาเลื่อยตามเส้นดินสอที่ขีดโครงแบบไว้
  3. หาจุดกลางที่ใช้ไขควงไขน็อตลงไปให้ใช้ได้
  4. ทดลองใช้งานว่าใช้ได้ไหมก่อนที่จะทาสีถ้าได้ก็เสร็จสมบูรณ์

บทที่4

ผลการศึกษา

การประดิษฐ์ไม้แขวนเสื้อจากไม้อัดหรือไม่ใช้มีดังนี้

  1. การประดิษฐ์ไม้แขวนเสื้อครั้งนี้ได้จากการนำวัสดุที่เหลือใช้ให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง
  2. เกิดความสามัคคีและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
  3. เน้นการนำมาใช้ใหม่จนเกิดประโยชน์สูงสุด
  4. ช่วยลดในการใช้ทรัพยากรป่าไม้ที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

บทที่5

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

สรุป

จากการทำโครงงานนี้ผู้จัดทำโครงงานได้รับความรู้และประสบผลสำเร็จดังนี้

  1. รู้จักขั้นตอนการทำไม้แขวนเสื้อ
  2. มีประสบการณ์ในการทำมาก่อน
  3. สามารถนำสิ่งของใช้อย่างรู้คุณค่า
  4. มีประสบการณ์ด้านการขาย

ข้อเสนอแนะ

 

โครงงานเรื่อง ทดลองปริมาณและความเข้มข้นของสาร เพื่อชะลอการเกิดสีของแอปเปิ้ล

เรื่อง   ทดลองปริมาณและความเข้มข้นของสาร เพื่อชะลอการเกิดสีของแอปเปิ้ล

โดย    1. เด็กหญิงกมนชนก     เวียงนาม

  1. เด็กหญิงชาลิสา         พรหมโพธิน
  2. เด็กหญิงกัญญารัตน์  ไพนรินทร์

ครูที่ปรึกษา      1. นายสราวุธ   สุธีรวงศ์

  1.                 นางสาวรังสิมา อุณหะ

» Read more

เรื่อง การสำรวจดอกไม้ศพ

 

ชื่อโครงงาน การสำรวจดอกไม้ศพ

จัดทำโดย

เด็กหญิง อุทัยวรรณ รอดจำปา ชั้นม.2/12 เลขที่48

อาจารย์ที่ปรึกษา นางสาวรังสิมา อุณหะ

ที่มาและความสำคัญ

จากพืชตระกูล “บัวผุด” (Rafflesia) พบขึ้นอยู่บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ลำพังตัวช่อดอกแทงยอดตั้งขึ้นไปกว่า 3 เมตร เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นเหม็น
          กลีบของดอกไม้ศพด้านนอกเป็นสีเขียว ส่วนด้านในเป็นสีแดงอมม่วง มีช่อดอกสูงชะลูดห่อหุ้มเกสร กล่าวกันว่ากลิ่นของดอก Amorphophallus titanum คล้ายกับเนื้อเน่า แต่กลับเป็นกลิ่นหอมยั่วน้ำลายแมลงเต่าที่ชอบกินของเน่าและแมลงวันให้มาช่วยผสมเกสร กลีบดอกสีแดงเข้มยังช่วยลวงตาให้สัตว์นึกว่าเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่น่าตอมด้วย
ดอกไม้ชนิดนี้มีคุณสมบัติสามารถย่อยสลายกลิ่นเหม็นสาบของคนได้ดี โดยเฉพาะในช่วงตอนเย็นที่เป็นเวลาที่ดอกไม้ชนิดนี้จะทำหน้าที่ได้ดี  ดอกไม้นี้มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว จะสูงขึ้นประมาณ 10 เซนติเมตรต่อวัน และจะมีความสูงที่สูดที่ประมาณ 1-3 เมตร และดอกไม้ชนิดนี้ก็มีแนวโน้มที่ใกล้จะสูญพันธุ์เราเลยต้องการสำรวจเพื่อความรู้และได้ศึกษาไปในตัว

จุดประสงค์

เราจะได้ความรู้ในเรื่องการสูญพันธุ์ของดอกไม้ศพ

สมมติฐานของการทำโครงงาน

สมมติฐานว่าดอกไม้ศพอาจจะสูญพันธุ์ไปแล้ว

ขอบเขตของการทำโครงงาน

ศึกษาตามบ้านเรือนต่างๆที่นิยมชอบปลูกดอกไม้นาๆชนิด

วิธีการดำเนินงาน

วัสดุอุปกรณ์

1. สมุดปากกาเพื่อเอาไว้จด

2.โทรศัพท์มือถือเอาไว้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

ขั้นตอนการดำเนินการ

เดินทางไปสำรวจตามบ้านเรือนต่างๆว่ามีดอกไม้พันธุ์นี้อยู่รึเปล่า พอสำรวจอย่างพอใจและได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วก็ทำการสรุปผล

แผนปฎิบัติงาน

เมื่อสำรวจเสร็จจึงนำมาบันทึกผล

ประโยชน์จากโครงงานนี้

ได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับดอกไม้พันธุ์นี้ และได้พบปะพูดคุยกับผู้อื่นอย่างสนุกสนาน

เอกสารอ้างอิง

http://scpl441g3.exteen.com/20100930/entry-5

โครงงานเรื่อง เสื้อชูชีพจากขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้

ชื่อโครงงาน เสื้อชูชีพจากขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้

รายชื่อคณะผู้ทำโครงงาน

เด็กหญิงรดาพัชร  เย็นใส

ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา

นางสาวรังสิมา อุณหะ

บทที่1

ที่มาและความสำคัญ

ในปัจจุบันความนิยมการใช้กล่อง ขวด เครื่องดื่มมีเป็นจำนวนมากเนื่องจากใช้งานง่าย สะดวกและราคาถูก ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะทำให้เกิดขยะมูลฝอยพลาสติก ซึ่งเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและมีผลต่อสุขภาพอนามัย ขยะมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปีเพราะสาเหตุจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม นับเป็นปัญหาที่สำคัญของชุมชนซึ่งต้องแก้ไข การกำจัดขยะโดยการเอาไปเผา ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมลพิษ เกิดแก็สภาวะเรือนกระจก หรือภาวะโลกร้อน
ซึ่งการแก้ปัญหาอีกวิธีหนึ่งของพวกเราก็คือการนำกล่องน้ำผลไม้ กล่องนม ขวดน้ำ วัตถุเหลือใช้นำมาทำเป็นเสื้อชูชีพ เพื่อลดปัญหาขยะ จำพวกขวดพลาสติก กล่องน้ำ นมต่างๆ ภายในบ้านและชุมชนโรงเรียน และยังเป็นการช่วยลดโลกร้อน

วัตถุประสงค์โครงงาน

1.เพื่อประดิษฐ์เสื้อชูชีพจากขวดน้ำ กล่องนม น้ำผลไม้

2.เพื่อลดปริมาณขยะ

3.เพื่อฝึกสมาธิความคิดสร้างสรรค์

ปัญหาที่ต้องการทราบ

ขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้ที่ใช้หมดแล้ว สามารถนำมาประดิษฐ์ดัดแปลง ลดปัญหาการเกิดภาะวะโลกร้อนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำเสื้อชูชีพได้

ขอบเขตของโครงงาน

1.ระยะเวลาในการศึกษา เดือน

2.วัสดุอุปกรณืที่ใช้ดำเนินโครงงาน

3.ขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้

4.ดินสอ,กรรไกล,ไม้บรรทัด,ปากกา

5.คัดเตอร์ ,เข็ม,ด้าย,กระสอบ

บทที่2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

โครงงานการประดิษฐ์เสื้อชูชีพจากขวดนม ขวดน้ำ กล่องน้ำผลไม้ ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1.การประดิษฐ์

2.กล่องนม ขวดน้ำ กล่องน้ำผลไม้

1.การประดิษฐ์

ความหมายของงานประดิษฐ์ งานประดิษฐ์ หมายถึง สิ่งที่จัดทำขึ้น โดยใช้ความคิด สร้างสรรค์ให้เกิดความประณีต สวยงาม น่าสนใจ เพื่อประโยชน์ที่พึงประสงค์

2.กล่องนม ขวดน้ำ กล่องน้ำผลไม้

กล่อง หมายถึงบรรจุภัณฑ์ชนิดหนึ่ง ปกติจะมีรูปทรงเป็นทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก แต่ก็อาจพบในรูปทรงอื่นได้ กล่องทั่วไปทำจากกระดาษ ไม้ หรือพลาสติก เป็นต้น สามารถเปิดได้โดยการยก ดึง หรือเลื่อนฝาด้านบน และปิดผนึกได้ด้วยเทปกาว แม่กุญแจ หรือตะปู กล่องเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ถ่ายทอดรูปแบบมาจากหีบโดยตรง กล่องบางชนิดได้รับการตกแต่งจนสามารถใช้เป็นเครื่องเรือนภายในบ้านได้

กล่องประเภทต่างๆ[แก้]

กล่องกระดาษลูกฟูก (cardboard box) ทำจากกระดาษลูกฟูก ใช้สำหรับบรรจุสินค้าจำนวนมาก

กล่องกระดาษแข็ง (carton) ทำจากกระดาษแข็ง ใช้สำหรับห่อสินค้าแต่ละชิ้น มีการพิมพ์ฉลากบนกล่อง

ลัง (crate) มีความหมายคล้ายกับกล่องไม้ ใช้กับการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ บางคนก็เรียกกล่องกระดาษลูกฟูกว่าลัง

กล่องเครื่องมือ กล่องหรือหีบสำหรับใส่อุปกรณ์ช่าง

กล่องฟิวส์ กล่องบรรจุสะพานไฟและฟิวส์ภายในบ้าน

กล่องดำ เครื่องมือบันทึกข้อมูลการขับเคลื่อนของยานพาหนะ ใช้เพื่อช่วยสืบหาสาเหตุของอุบัติเหตุ

กล่องอาหารกลางวัน (lunch box) กล่องสำหรับบรรจุอาหารมื้อกลางวันสำหรับพนักงาน คล้ายกับปิ่นโต

กล่อง(รับ)จดหมาย (letter box) หรือตู้(รับ)จดหมาย ใช้สำหรับรับจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์

กล่องแพนโดรา (Pandora’s box) กล่องที่บรรจุความชั่วร้ายตามความเชื่อของชาวกรีก

ผลต่อสิ่งแวดล้อม

ขยะมูลฝอยนั้น นับวันจะเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนของประชากร ถ้าหากไม่มีการกำจัดขยะมูลฝอยให้ถูกต้อง และเหมาะสมแล้ว ปัญหาความสกปรกต่างๆ ที่เกิดจากขยะมูลฝอย จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้ามองกันอย่างผิวเผินแล้ว ขยะมูลฝอยนั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อมนุษย์มากนัก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อมนุษย์ ยังอยู่ในขั้นที่ไม่รุนแรงมากนัก ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ชัดเจนเท่าไร แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขยะมูลฝอยจะก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก และจะมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ด้วย ทั้งโดยทางตรง และทางอ้อม ทั้งนี้เนื่องจาก

1.ขยะมูลฝอย เป็นแหล่งอาหาร และแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงนำโรค เช่น แมลงวัน แมลงสาบ ยุง ฯลฯ และเป็นที่ซุกซ่อนของหนูและสัตว์อื่นๆ

2.ขยะมูลฝอย ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น และก่อให้เกิดความรำคาญ

3.ขยะมูลฝอยที่ทิ้งเกลื่อนกลาด ถูกลมพัดกระจัดกระจายไปตกอยู่ตามพื้น ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นสกปรก ขาดความสวยงาม เป็นที่รังเกียจแก่ผู้พบเห็น และผู้ที่อาศัยบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่ตกอยู่ หรือถูกทิ้งลงในคูคลอง หรือทางระบายน้ำ จะไปสกัดกั้นการไหลของน้ำ ทำให้แหล่งน้ำสกปรก และเกิดการเน่าเสีย

4.น้ำเสียที่เกิดจากกองขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ เป็นน้ำเสียที่มีความสกปรกสูงมาก ซึ่งมีทั้งสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ เชื้อโรค และสารพิษต่างๆ เจือปนอยู่ เมื่อน้ำเสียจากกองขยะมูลฝอย ไหลไปตามพื้นดินบริเวณใด ก็จะทำให้บริเวณนั้น เกิดความสกปรก และความเสื่อมโทรมของพื้นดิน และอาจเปลี่ยนสภาพ ทำให้ดินมีคุณสมบัติเป็นดินด่าง หรือดินกรดได้ ในกรณีที่น้ำเสียจากกองขยะมูลฝอย ไหลลงสู่แหล่งน้ำ ก็จะทำให้คุณภาพน้ำเสียไป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำผิวดิน หรือแหล่งน้ำใต้ดินก็ตาม ล้วนเป็นอันตรายต่อผู้ใช้น้ำ และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในแหล่งน้ำ น้ำที่สกปรกมาก หรือมีสารพิษเจือปนอยู่ ก็อาจทำให้สัตว์น้ำตายในเวลาอันสั้น นอกจากนั้นสิ่งสกปรกต่างๆ ที่เจือปนในน้ำ ก็จะส่งผลต่อระบบนิเวศของน้ำ ทำให้สัตว์น้ำที่มีค่าบางชนิดสูญพันธุ์ไป นอกจากนี้น้ำที่มีสิ่งสกปรกเจือปน ย่อมไม่เหมาะแก่การอุปโภค บริโภค แม้จะนำไปปรับปรุงคุณภาพแล้วก็ตาม เช่น การทำระบบน้ำประปา ซึ่งก็ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำมากขึ้น

  1. ชิ้นส่วนของขยะมูลฝอย ทำให้เกิดมลพิษแก่อากาศ ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ในเขตชุมชน หรือที่กองทิ้งไว้ในแหล่งกำจัด ซึ่งไม่มีการฝังกลบ หรือขณะที่ทำการเก็บขน โดยพาหนะที่ไม่มีการปกปิดอย่างมิดชิด ขยะมูลฝอยเหล่านั้นส่งกลิ่นเหม็นน่ารังเกียจออกมา เศษขยะมูลฝอยจะสามารถปลิวไปในอากาศ ทำให้เกิดความสกปรกแก่บรรยากาศ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ และทำความสกปรกให้กับบริเวณข้างเคียงได้

นอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้นานๆ จะมีก๊าซที่เกิดจากการหมักขึ้น ได้แก่ ก๊าซชีวภาพ ซึ่งติดไฟ หรือเกิดระเบิดขึ้นได้ และก๊าซไข่เน่า (ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์) ซึ่งมีกลิ่นเหม็น

บทที่3

วิธีดำเนินการศึกษา

วิธีดำเนินการศึกษา มีวิธีดังนี้

1.รวมกลุ่มและกำหนดหัวข้อในการทำโครงงาน

2.ค้นคว้าเอกสารตำรา

3.ออกแบบผลิตภัณฑ์จากขวดพลาสติก จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินงาน

4.ลงมือปฏิบัติตามโครงงาน โดยนำขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้

5.เขียนรายงานพร้อมสรุป และอภิปรายผล

บทที่4

ผลการศึกษาและอธิปรายผล

การประดิษฐ์เสื้อชูชีพจากขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้สามารถทำได้ง่าย เนื่องจากขวดน้ำ กล่องน้ำผลไม้มีราคาถูก หาง่าย โดยไม่ค่อยเสียค่าใช้จ่ายมากนัก และการประดิษฐ์ไม่ยากเท่าไหร่ มีความช่วยลดปริมาณขยะ ลดภายะโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจก และสามารถนำมาใช้ได้ในการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาน้ำท่วม จมน้ำ และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุเหลือใช้อีกด้วย

บทที่5

สรุปผล   ประโยชน์   ข้อเสนอแนะ

สรุปผล

จากการประดิษฐ์เสื้อชูชีพจากขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้ สรุปได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์ในการนำกล่องต่างๆมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดภาวะขยะมูลฝอย ภาวะโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจก และสามารถนำมาใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยปัญหาน้ำท่วม จมน้ำได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน

1.ฝึกความคิดสร้างสรรค์

2.ฝึกการทำงานเป็นทีม

3.ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

4.รู้จักวางแผนการทำงาน

5.ฝึกการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี

6.ฝึกสมาธิ

7.ลดปัญหาการเกิดภาวะโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจก

ปัญหาในการดำเนินงาน

1.การทำเสื้อชูชีพ ซึ่งจัดทรงได้ยาก

2.ขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้บางชนิดมีความหนามากทำให้ตัดค่อนข้างลำบาก

 

 

การแก้ไขปํญหา

1.พยายามในการตัดทำเสื้อชูชีพจากกระสอบ

2.ใช้อุปกรณ์ในการตัดให้เหมาะสมกับขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้

ข้อเสนอแนะ

1.ควรใช้วัสดุธรรมชาติมาแทนขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้ในการใช้เพื่อเป็นการลดขยะจากขวดพลาสติก เป็นการลดปัยหามลพิษ

2.ควรนำขวดน้ำ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้ไปใช้ประโยชน์ในด้สนอื่นๆอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1 2 3 19