การคลอดลูก

ทางเลือกของการคลอดบุตร

การคลอดลูกมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการคลอดโดยไม่ใช้ยา การผ่าคลอด การคลอดในน้ำ หรือการกระตุ้นให้เจ็บครรภ์ตลอด มาดูกันค่ะว่าแต่ละวิธีแตกต่างกันอย่างไร

คลอดตามธรรมชาติโดยไม่ใช้ยา

การบรรเทาความเจ็บปวดเป็นทางเลือกของแต่ละคน คุณแม่หลายๆ คนเลือกการคลอดที่ปราศจากการใช้ยาใดๆ ในการวางแผนการคลอดบุตร คุณแม่สามารถเลือกรับการฉีดยาหลังจากที่ลูกน้อยคลอดออกมาแล้ว เพื่อช่วยให้คลอดเอารกออกมา หรือคุณแม่อาจคลอดรกได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งคุณแม่ควรรับทราบตัวเลือกของการบรรเทาความเจ็บปวดต่างๆ เผื่อไว้ และเพื่อความยืดหยุ่นในกระบวนการคลอด ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเราต่างต้องการให้คุณแม่และลูกน้อยมีความสุข และมีสุขภาพดี โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงวิธีการหรือขั้นตอนให้มากนัก

ทางเลือกของการคลอดบุตร

การผ่าคลอด

คุณแม่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเลือกการคลอดด้วยวิธีการผ่าคลอด ซึ่งเป็นการผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อนำเอาทารกออกมา การผ่าตามแนวขวางเหนือหัวหน่าวเล็กน้อยตามแนวขอบบิกินีทำให้เกิดรอยแผล แต่ก็จะจางลงเมื่อเวลาผ่านไป การผ่าคลอดในสมัยก่อนจะใช้เฉพาะกรณีที่คุณแม่ไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้ แต่ในปัจจุบันเหตุผลของการผ่าคลอดมีหลากหลาย เช่น เพื่อเร่งการคลอดกรณีที่คุณแม่มีปัญหาในการคลอดปกติที่อาจทำให้เกิดภาวะทารกในครรภ์มีอาการผิดปกติ ภาวะรกเกาะต่ำขวางปากมดลูก สายสะดือพันคอทารก หรือทารกอยู่ในท่าก้น (Breach Position)

ทางเลือกของการคลอดบุตร

การคลอดในน้ำ

การคลอดในน้ำเป็นวิธีที่ปลอดภัยโดยการคลอดลูกในขณะที่คุณแม่อยู่ในน้ำ ซึ่งหลายๆ โรงพยาบาลได้มีการคลอดวิธีนี้เพื่อเป็นตัวเลือกสำหรับคุณแม่ ลูกน้อยจะคลอดออกมาในลักษณะที่อยู่ใต้น้ำ และจะถูกนำตัวขึ้นมาเพื่อให้หายใจ วิธีนี้อาจฟังดูแปลกสำหรับมนุษย์เราที่ไม่สามารถหายใจในน้ำได้ แต่อย่าลืมว่า ตลอดเวลาที่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ เขาก็ลอยตัวอยู่ในน้ำคร่ำตลอดเวลา ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับลูกน้อยเลย

การกระตุ้นให้เจ็บครรภ์คลอด

กระบวนการคลอดจะถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นโดยวิธีทางการแพทย์ ก่อนที่จะสามารถดำเนินการคลอดตามธรรมชาติต่อไป เหตุผลที่ต้องมีการกระตุ้นให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอด ได้แก่ ครรภ์เกินกำหนดคลอด การคลอดทารกแฝดที่มากกว่า 1 คน ภาวะความดันโลหิตสูงในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งวิธีการกระตุ้นให้เจ็บครรภ์คลอดมีดังนี้
• การเจาะถุงน้ำคร่ำ วิธีนี้จะทำให้ถุงน้ำคร่ำแตกและไหลออกช้าๆ การเจาะถุงน้ำคร่ำนี้อาจใช้ร่วมกับวิธีการกระตุ้นให้เจ็บครรภ์คลอดอื่นๆ
• การใช้ยาในกลุ่มพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ตัวเจลยาจะถูกสอดเข้าทางช่องคลอดเพื่อทำให้ผนังช่องคลอดบางลง วิธีนี้อาจใช้เดี่ยวๆ หรือร่วมกับยากลุ่ม ออกซิโตซิน (Oxytocin)
• ยากลุ่มออกซิโตซิน (Oxytocin) เป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นซึ่งทำให้เกิดการบีบตัวของมดลูก การใช้ออกซิโตซินจะใช้ในปริมาณน้อยๆ หากการกระตุ้นด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล โดยจะฉีดเข้าทางกระแสเลือด เพื่อให้เกิดการบีบรัดตัวของมดลูก

ภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลว
“หัวใจ” เปรียบเสมือนศูนย์กลางของระบบไหลเวียนเลือด ที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อหัวใจเป็นส่วนสำคัญ ทำหน้าที่บีบและคลายตัวเป็นจังหวะ และมีลิ้นหัวใจปิด-เปิด เพื่อช่วยให้เลือดไหลไปในทิศทางที่ต้องการ เลือดจะนำออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นส่งไปยังอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย

เมื่อหัวใจทำงานผิดปกติทำให้เกิด ‘ภาวะหัวใจล้มเหลว’

ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงหรือขาดความยืดหยุ่นจึงไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทำให้หัวใจไม่มีกำลังในการสูบฉีดเลือดออกหรือเติมเลือดกลับเข้าสู่หัวใจ ผลที่เกิดก็คือมีเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง

ภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิดปัญหาต่ออวัยวะและกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ที่จะไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างเพียงพอ

 

สาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจล้มเหลว (Congestive heart failure – CHF) เกิดขึ้นเมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายได้อย่างพอเพียง เมื่อหัวใจอ่อนแอหรือถูกทำลาย ความสามารถในการสูบฉีดโลหิตอาจน้อยลง ผลที่ตามมาคือมีการคั่งของโลหิตในห้องหัวใจ ปอด หรือส่วนอื่นๆ ในร่างกาย
ภาวะหัวใจล้มเหลวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างเต็มที
ความผิดปกติของหัวใจที่ยังหลงเหลืออยู่จากโรคหัวใจอื่นๆ
กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่อาจเกิดจากแอลกอฮอล์ และสารเสพติด
ความผิดปกติของหัวใจจากไวรัส หรือโดยกำเนิด
แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม ก็สามารถช่วยให้ภาวะหัวใจล้มเหลวดีขึ้นได้

 

อาการของหัวใจล้มเหลว
หายใจเข้าได้ลำบาก อาจจะเป็นตลอดเวลา เป็นขณะออกกำลังกายหรือใช้แรงมาก หรือเป็นเฉพาะในเวลากลางคืน
น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการสะสมของน้ำในร่างกายมากกว่าไขมัน
มือ เท้า หรือท้องบวม
เหนื่อยมาก
ไอแห้ง ไออย่างรุนแรงและบ่อย
นอนหลับยาก
อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ด้วยการพักผ่อน ควบคุมอาหารและการใช้ยา

 

การดูแลตัวเอง สำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

อาการเส้นเลือดหัวใจตีบ

   เจ็บแน่นหน้าอกตรงกลาง ร้าวไปไหล่ซ้ายและแขนซ้าย บางรายมีปวดร้าวขึ้นไปตามคอ อาการเป็นมากขึ้นเวลาออกแรง นั่งพักจะดีขึ้นในรายที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบมากจนตัน จะทำให้มีการขาดเลือดอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายในที่สุด ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง กระสับกระส่าย เหงื่อออกตัวเย็น ถ้านำส่งโรงพยาบาลไม่ทันก็อาจเสียชีวิตได้ จากอาการที่กล่าวมาข้างต้น หากเกิดความสงสัยว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นได้จาก 2 กรณี คือ เกิดจากการขาดเลือดเนื่องจากเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหัน

 ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคนี้สูง

  ในอดีตโรคนี้มักเจอในผู้ชายวัยกลางคนและหญิงวัยทอง แต่ปัจจุบันพบภาวะนี้ในอายุน้อยลงๆ อาจเป็นเพราะสถานการณ์ทุกวันนี้มีความเครียดสูง การแข่งขันกันมาก การเร่งรีบ พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลเร่งให้เกิดความเสื่อมของหลอดเลือดแดงเร็วขึ้น จึงไม่แปลกเลยที่พบเห็นผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันในอายุ 30 ปีกว่าๆมากขึ้น บางคนมี Heart Attack เสียชีวิตระหว่างขับรถในขณะที่อายุ 48-49 ปีเท่านั้น ปัจจัยเสี่ยงของอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ

   ปัจจัยที่แก้ไขไม่ได้
อายุเพศชายมีประวัติบิดาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจก่อน 55 ปี หรือมารดาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจก่อนอายุ 65 ปี

   ปัจจัยที่แก้ไขได้
ความดันโลหิตสูงเบาหวานไขมันสูงสูบบุหรี่อ้วนลงพุง (ผู้ชายวัดเส้นรอบสะดือ>36 นิ้วผู้หญิงวัดได้>32 นิ้ว)การไม่ออกกำลังกายบุคลิกเคร่งเครียดตลอดเวลา

อาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

   เป็นอาหารที่อ่อน ย่อยง่าย รสชาติไม่จัดจนเกินไป ควรเลือกคาร์โบไฮเดรตที่มีกากใยสูง มีส่วนประกอบของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวต่ำ (low glycemic index) และเลือกบริโภคอาหารที่มีไขมันต่ำ โดยไขมันที่รับประทานควรมีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวนอกจากนี้ ควรเพิ่มการบริโภคอาหารที่มีผัก ผลไม้ อาหารกลุ่มธัญพืช และกากใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันภาวะท้องผูก และลดการเกิดมะเร็งลำไส้ อีกทั้งไม่ควรรับประทานผลไม้และอาหารที่มีรสจัด

  K.O ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อการล้างพิษทำความสะอาดเลือด และหลอดเลือดให้เป็นเลือดที่สะอาดและไหลเวียนได้ดี รวมถึงกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด เกล็ดเลือด และปรับสมดุลของเลือดให้เหมาะสมกับร่างกาย

โรคหัวใจขาดเลือด

โรคหัวใจขาดเลือด
โรคหัวใจขาดเลือด หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหรือตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดไปเลี้ยงลดลงหรือไม่มีเลย  เป็นผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ  หากรุนแรงทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ การที่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหรือตันนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากหลอดเลือดแข็งตัวขึ้น  เนื่องจากมีไขมันสะสมในผนังด้านในของหลอดเลือด  เป็นผลให้ทางที่เลือดไหลผ่านแคบลง เลือดไหลไม่สะดวก กล้ามเนื้อหัวใจจึงได้รับเลือดน้อยกว่าปกติ  นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากเกร็ดเลือดและลิ่มเลือดอุดตันอีกด้วย

มีอาการอย่างไร
อาการที่สำคัญของภาวะหัวใจขาดเลือด คือ อาการเจ็บแน่นหน้าอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะออกแรง พักแล้วดีขึ้นโดยจะรู้สึกแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก หรือค่อนมาทางซ้าย เจ็บลึกๆ หายใจไม่สะดวก อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก ใจสั่น หน้ามืด บางรายนอกจากแน่นหน้าอกแล้ว ยังอาจเจ็บร้าวไปที่หัวไหล่ แขน หรือ คอ
ใครบ้างที่มีโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
สาเหตุของโรคหัวใจขาดเลือด มักจะเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อก็จะมีโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้มากกว่าผู้อื่น และมักมีความรุนแรง ของโรคมากกว่าผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่
1. เพศชาย หรือเพศหญิงในวัยหมดประจำเดือน โดยเพศชายมีโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือด มากกว่าเพศหญิง 3-5 เท่า
2. สูบบุหรี่
3. ไขมันในเลือดสูง (โคเลสเตอรอลรวม หรือโคเลสเตอรอลแอล ดี แอล ชนิดร้าย)
4. ไขมันโคเลสเตอรอล เอช ดีแอล (ชนิดดี) ต่ำ
5. โรคความดันโลหิตสูง
6. โรคเบาหวาน
7. อ้วนและไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
8. มีบุคลิกภาพเจ้าอารมณ์ โกรธ โมโหง่าย เครียดเป็นประจำ
9. มีประวัติโรคหัวใจขาดเลือดของคนในครอบครัว
ตรวจอย่างไร ถึงจะทราบว่าเป็นโรคนี้
แพทย์จะซักประวัติโดยละเอียด ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะพักนั้น จะช่วยวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ แต่กรณีที่หลอดเลือดหัวใจตีบน้อยคลื่นไฟฟ้าหัวใจมักจะปกติ  ซึงให้ข้อมูลได้ไม่เพียงพอจะวินิจฉัยโรค  แพทย์จะแนะนำให้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ขณะออกกำลังเพิ่มเติมเรียกว่า “ Exercise Stress Test” ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ต้องการออกซิเจนมากขึ้น เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบ ไม่สามารถนำเลือด และออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และอาจมีอาการเจ็บหน้าอกเกิดขึ้น จึงช่วยในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ นอกจากนี้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย ยังช่วยบอกความรุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และสมรรถภาพของหัวใจได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการตรวจอัลตร้าซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) เพื่อดูโครงสร้างภายในหัวใจด้วย เช่น ลิ้นหัวใจ , กล้ามเนื้อหัวใจ , เยื่อหุ้มหัวใจ
รักษาอย่างไร
โรคหัวใจขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดตีบหรืออุดตัน โรคนี้เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเป็นโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่อง แม้จะไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมโรคได้ ทางที่ดีที่สุดก็คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ขึ้น  โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นจะชะลอการเกิดโรคนี้ก่อนวัยอันควรจะเป็น หรืออาจไม่เป็นเลยก็ได้
ในผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจขาดเลือดเป็นครั้งแรก คือ มีอาการเจ็บหน้าอกเวลาออกกำลังกาย หรือเหนื่อยง่ายกว่าปกติโดยหาสาเหตุไม่ได้ ควรพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะได้วินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง พร้อมทั้งจะได้รับการรักษา และป้องกันไม่ให้โรคลุกลามไปมากขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ยังดีอยู่จะได้ทำงานเป็นปกติต่อไปได้
การรักษาโรคหัวใจขาดเลือดประกอบด้วย
1. การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต  โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่สำคัญ
2. การรักษาด้วยการใช้ยา  ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะและความรุนแรง ได้แก่

  • ยาเพื่อป้องกันการจับตัวของเกล็ดเลือดเข้ากับผนังของหลอดเลือดแดง ซึ่งมีผลทำให้เกิดการทำลายของผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบตันและอุดตันมากขึ้น
  • ยาเพื่อช่วยลดอาการเจ็บหน้าอก ลดการทำงานของหัวใจ ช่วยให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น
  • ยาเพื่อใช้สลายลิ่มเลือด ที่อุดกั้นหลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลัน เพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย จะได้ประโยชน์มากถ้าใช้ได้เร็วที่สุด หลังจากที่หลอดเลือดหัวใจมีการอุดตันอย่างเฉียบพลัน
  • ยาอื่นๆที่ใช้รักษาภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ยาขับปัสสาวะ ยาที่ใช้รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น ยาพวกนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นเท่านั้น

3.  การขยายหลอดเลือดหัวใจโดยบอลลูน เป็นวิธีการขยายหลอดเลือดหัวใจ โดยการใช้สายสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่โคนขาหรือข้อมือ เข้าไปจนถึงหลอดเลือดหัวใจที่ตีบและขยายหลอดเลือด โดยการทำบอลลูนที่ปลายของสายสวนหัวใจพองขึ้น เพื่อที่จะดันหลอดเลือดที่ตีบให้ขยายออกจะได้มีเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น
4. การรักษาโดยการผ่าตัดต่อหลอดเลือดหัวใจใหม่ โดยการใช้หลอดเลือดแดงหรือหลอดเลือดดำที่ขา มาต่อหลอดเลือดหัวใจ เพื่อเพิ่มทางเดินของเลือดที่จะมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น
จะป้องกันไม่ให้เป็นได้อย่างไร
ท่านสามารถลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ โดยการหลีกเลี่ยงหรือลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆเช่น

  • ไม่สูบบุหรี่
  • ควบคุมความดันโลหิต และเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • บริโภคอาหารไขมันต่ำ หรือรับประทานยาลดไขมันในรายที่จำเป็น
  • ควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ
  • ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ
  • ฝึกสมาธิ ทำให้จิตใจให้ผ่องใส
  • หมั่นตรวจเช็คสุขภาพของตนเองเป็นประจำ ด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี

หัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

หัวใจวาย หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เกิดจากมีการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลันและขัดขวางการไหลของเลือดจนทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้ เมื่อหัวใจขาดเลือด ผลที่ตามมาก็คือกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย

หัวใจวาย หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
  • สาเหตุการเกิดหัวใจวายหรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (หัวใจวาย)
  • ปัจจัยเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลัน(หัวใจวาย)
  • อาการนำที่สำคัญที่ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์
  • การตรวจวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลัน (หัวใจวาย)
  • แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ

https://youtu.be/_HLpe0GR9kg

โรคลิ้นหัวใจรั่ว

โรคลิ้นหัวใจรั่ว (Valve Heart Disease) เป็นโรคที่ไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก แต่จะเริ่มแสดงอาการเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นแต่มีอาการไม่รุนแรง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ตั้งแต่แรกเริ่ม โรคลิ้นหัวใจรั่วเมื่อเกิดกับใครแล้วจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง หรือรบกวนชีวิตประจำวันของคนๆ นั้น เวลาทำอะไรก็จะรู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น

โรคลิ้นหัวใจรั่ว จะแสดงอาการรุนแรงเมื่ออายุประมาณ 40 – 50 ปี ขึ้นไป ทำให้ผู้ป่วยเหนื่อยและอ่อนเพลียมากขึ้นเกือบๆ จะทุกการเคลื่อนไหว ซึ่งบางรายก็อาจเสียชีวิตได้เนื่องจากการทำงานของหัวใจล้มเหลว โรคลิ้นหัวใจรั่ว มักมีสาเหตุจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจมาแต่กำเนิด ส่งผลให้ลิ้นหัวใจเสื่อมไวกว่าคนทั่วไป โรคลิ้นหัวใจรั่วที่พบบ่อยในคนไทย คือ ลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างห้องบน และห้องล่างด้านซ้าย

โรคลิ้นหัวใจรั่ว ที่เกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิดมักไม่แสดงอาการในวัยเด็ก แต่จะเริ่มเหนื่อยง่าย ใจสั่น เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น มีผลให้ออกกำลังกายได้น้อย ทำงานได้น้อยลง หรือแม้กระทั่งบางคนเพียงเดินขึ้น เดินลงบันได 1-2 ชั้น ก็รู้สึกเหนื่อย นอนราบไม่ได้ หายใจไม่ออก เป็นต้น

 

 

สาเหตุ ของการเกิดลิ้นหัวใจรั่ว

  • มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่เป็นมาแต่กำเนิด อาจไม่มีอาการใดๆ ในวัยเด็ก หรือ ตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์
  • ลิ้นหัวใจเสื่อมตามอายุ เนื่องจากเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหว และรับแรงจากเลือดตลอดเวลา ดังนั้น จึงเกิดการเสื่อมขึ้น ลิ้นหัวใจจะหนาตัวขึ้น และเริ่มมีหินปูน (calcium) เข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อ ทำให้ปิดไม่สนิท
  • โรคหัวใจรูห์มาติค (rheumatic heart disease) เริ่มต้นจากการติดเชื้อ streptococcus ในคอ พบบ่อยในเด็ก ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านหัวใจตนเอง เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ ผลที่ตามมาคือ ลิ้นหัวใจหนาตัวขึ้นมาก เกิดลิ้นหัวใจตีบ และรั่ว โรคนี้ยังจัดเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ พบมากในผู้ป่วยเศรษฐานะต่ำ หรืออยู่ในชุมชนแออัด
  • เกิดจากการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบเป็นรู เชื้อโรคอาจมาจากช่องปาก เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด (ในผู้ติดยาเสพติด) การเจาะตามร่างกาย เช่น เจาะลิ้น เจาะอวัยวะเพศ เป็นต้น

 

 

ลักษณะอาการ

อาการของโรคลิ้นหัวใจรั่วไม่รุนแรง แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจยาวนานจนกระทั่ง 40 ปีผ่านไป จึงเริ่มแสดงอาการรุนแรงจากการที่ลิ้นหัวใจเสื่อมมากขึ้น จนทำให้ร่างกายเหนื่อย อ่อนเพลียง่ายกับทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหว บางรายที่เป็นมากอาจเสียชีวิต เนื่องจากการทำงานของหัวใจล้มเหลว

การตรวจหาลิ้นหัวใจรั่ว

การตรวโรคลิ้นหัวใจรั่วที่ให้ผลแม่นยำและเป็นมาตรฐาน จะตรวจโดยการใช้คลื่นเสียงสะท้อน หรือเครื่องอัลตราซาวด์ ส่วนใหญ่การตรวจแบบใช้เครื่องอัลตราซาวด์สามารถใช้เวลาเพียง 30 นาที ก็สามารถรู้ผลการตรวจหัวใจว่ามีความผิดปกติ หรือไม่ และสภาพการทำงานเป็นอย่างไร เช่น ทิศทางการไหลเวียนของเลือด จังหวะการสูบฉีดเลือดของหัวใจ เมื่อมีการหายใจเข้า ออก การปิดเปิดของลิ้นหัวใจ เมื่อเลือดสูบฉีดว่ามีการรั่ว หย่อนยาน หรือปูดขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้แพทย์จะแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับอาการที่ผู้ป่วยเป็นอยู่

การดูแลรักษา

สำหรับผู้ป่วยรายที่ลิ้นหัวใจรั่วมาก จนกระทั่งกล้ามเนื้อที่พยุงการปิด-เปิด ลิ้นหัวใจเกิดการหย่อนยาน ปูด หรือหนา แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าสมควรได้รับการผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจที่เกิดการชำรุด หรือไม่ ทั้งนี้ การผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจรั่ว ผลการรักษาในบางรายอาจดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติ และบางรายอาจมีการซ่อมแซมซ้ำได้เช่นกัน โดยมากแพทย์จะผ่าตัดเฉพาะในรายที่ลิ้นหัวใจชำรุดมากเท่านั้น หากชำรุดเพียงเล็กน้อย หรือปานกลาง แพทย์มักจะแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวและเฝ้าระวังติดตามอาการ เพราะการผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจมีค่าใช้จ่ายสูง และการผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจไม่สามารถรับประกันได้ทุกรายว่าจะหายเป็นปกติได้ตลอดชีวิตหลังการผ่าตัด บางรายอาจต้องมีการผ่าตัดซ่อมแซมซ้ำ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองและการดูแลตัวเองของผู้ป่วยแต่ละราย นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดซ่อมแซมบางราย หากเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกตัว หรือไตวาย ซึ่งพบได้น้อย แพทย์ก็จะแนะนำให้เปลี่ยนลิ้นหัวใจทันที การรักษาสำหรับผู้ป่วยลิ้นหัวใจเสื่อม หรือเสียมาก แพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนลิ้นหัวใจ ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบธรรมชาติที่ได้จากเนื้อเยื่อของหัวใจวัว หรือเนื้อเยื่อหัวใจหมู และลิ้นหัวใจเทียมจากสารสังเคราะห์

ทั้งนี้ การรักษาในช่วงที่ลิ้นหัวใจรั่วไม่รุนแรงมาก แพทย์มักจะแนะนำให้ป้องกันการติดเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด เช่น การหลีกเลี่ยงการทำฟันเมื่อมีแผลอักเสบในช่องปาก หรือควรแจ้งข้อมูลการเจาะตามร่างกาย เช่น ผู้ที่ชอบเจาะลิ้น อวัยวะเพศ เป็นต้น

การปฏิบัติตัวเมื่อพบว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว

โรคลิ้นหัวใจรั่ว หากเป็นระยะไม่มาก อาการที่แสดงจะเป็นปกติ ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตและมีกิจกรรมปกติของตัวเองได้เหมือนอย่างคนทั่วไป แต่ถ้าลิ้นหัวใจรั่วมาก เช่น หอบเหนื่อยมาก แม้จะทำงานเพียงเล็กน้อย ก็ต้องทำกิจกรรม หรือทำงานให้น้อยลง หรือหากเป็นมากควรงดกิจกรรม งดหรือลดการดื่มแอลกอฮอลล์ สูบบุหรี่ รวมทั้งอาหารที่มีรสเค็มจัด มันจัด เป็นต้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายแบบหักโหม มักจะอันตรายต่อผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจรั่วที่มีอาการรุนแรง เพราะอาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้ ส่วนผู้ป่วยที่ต้องการตรวจรักษาฟัน เช่น ถอนฟัน ขูดหินปูน ที่จะทำให้เกิดแผลในช่องปาก ก็ควรระมัดระวัง และควรต้องแจ้งแพทย์ที่ทำให้ทราบ เพื่อวางแผนการป้องกันการติดเชื้อ หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยที่ต้องทำการผ่าตัดใดๆ ก็ควรปฏิบัติเช่นเดียวกัน

หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันคืออะไร?

โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการอุดตัน

หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเป็นโรคที่เกิดเมื่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการอุดตัน โรคนี้เกิดจากการอุดตันในเส้นเลือด coronary ซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เนื่องจากการอุดตันของเส้นเลือดหรือการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจน้อยจะทำให้เกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อที่หัวใจ หากไม่มีเลือดไปเลี้ยงหัวใจนานๆ ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจค่อยๆ ตาย เมื่อมีลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดใดเส้นเลือดหนึ่งซึ่งก่อนหน้าที่เคยมีการตีบมาก่อน จะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจลดลงอย่างมากหรือถูกตัดออกไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ที่มีการสะสมของไขมันในเส้นเลือดแดงจะทำให้เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โดยไขมันที่สะสมนั้นเกิดจากไขมัน cholesterol และสารอื่นๆ รวมกัน เกาะอยู่ภายในเยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นใน ภาวะนี้เรียกว่า atherosclerosis หรือภาวะเส้นเลือดแดงแข็ง

หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและหัวใจหยุดเต้น

ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมักถูกสับสนกับภาวะหัวใจหยุดเต้น โดยถึงแม้ว่าหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจะสามารถทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ แต่ก็ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเกิดหัวใจหยุดเต้นขณะที่มีหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคหัวใจขาดเลือด

ความชุก

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (Centers for Diseases Control and Prevention – CDC) ได้กล่าวว่ามีประชากรสหรัฐอเมริกา 1 คนที่เกิดภาวะ หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันทุกๆ 43 วินาที และรายงานในปี 2014 ของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาก็มีการประมาณว่ามีประชากรในสหรัฐอเมริกาประมาณ 1 ล้านคนที่เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันต่อปี ซึ่ง 1 ใน 6 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเสียชีวิต โรคหัวใจจึงจัดเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่พบได้มากในกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา

ประเภทของหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันสามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มต่างๆ ตามความรุนแรง

STEMI : จัดเป็นประเภทที่รุนแรงที่สุด โดยเป็นชื่อย่อของคำว่า ST-segment elevation myocardial infarction ภาวะนี้เกิดจากการที่เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการอุดตันทั้งหมด ทำให้มีกล้ามเนื้อหัวใจส่วนมากที่ไม่มีเลือดไปเลี้ยง และกล้ามเนื้อหัวใจจะเริ่มตายลงอย่างรวดเร็ว

NSTEMI : เกิดเมื่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการตีบอย่างมาก แต่ไม่ได้ถูกอุดตันทั้งหมด NSTEMI ย่อมาจาก non-ST segment elevation myocardial infarction โรคนี้มักทำให้เกิดความเสียหายต่อหัวใจน้อยกว่าแบบแรก

Silent heart attack : ผู้ป่วยบางคนอาจเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันโดยที่มีอาการน้อยหรือไม่มีเลยได้ แต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการ แต่โรคนี้ก็ยังสามารถทำให้เกิดการทำลายกล้ามเนื้อหัวใจอย่างถาวรได้เช่นกัน

ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ภาวะแทรกซ้อนอาจเกิดได้ตามหลังจากการเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปริมาณของกล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกทำลาย ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยประกอบด้วย

 

ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ภาวะแทรกซ้อนอาจเกิดได้ตามหลังจากการเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปริมาณของกล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกทำลาย ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยประกอบด้วย

หัวใจเต้นผิดจังหวะ : ภาวะนี้เกิดจากการที่คลื่นสัญญาณไฟฟ้าที่ทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจไม่สามารถเดินทางไปทั่วหัวใจได้ปกติ ภาวะนี้อาจทำให้เกิดอาการใจสั่นหรือหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอได้

หัวใจวาย : การทำลายหัวใจจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือโรคเส้นเลือดหัวใจตีบอาจทำให้เกิดปัญหาในการสูบฉีดเลือดของหัวใจ และเมื่อหัวใจสามารถสูบฉีดเลือดออกไปได้น้อยลงและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย

ปัญหาเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ : หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันอาจทำให้เกิดการทำลายลิ้นหัวใจที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนของเลือดให้ไปในทิศทางที่เหมาะสม การเกิดปัญหากับลิ้นหัวใจจึงจะทำให้ได้ยินเสียงของหัวใจเต้นผิดปกติ

โรคซึมเศร้า : หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเป็นภาวะที่น่ากลับ เครียด และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในชีวิต มีการศึกษาทางการแพทย์ที่พบว่า ผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 5 ที่เกิดอาการซึมเศร้าภายหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

                                          

                      โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

 อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยบางรายที่เดิมมีความผิดปกติของหัวใจอยู่แล้วหรือเกิดกับคนทั่วไปที่มีหัวใจปกติก็ได้ ซึ่งสาเหตุ อาจเกิดจากการถูกไฟฟ้าช็อต การใช้สารเสพติด ยา อาหารเสริมบางชนิด รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน นอกจากนี้อาจเป็นความเสี่ยงจากอาการเจ็บป่วยโรคหัวใจอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ หรือโรคอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง

          สาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

สาเหตุที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติมีความแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย โดยการที่หัวใจจะเต้นเร็วหรือช้าลงขึ้นกับพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต ประวัติสุขภาพ และปัจจัยแวดล้อมของผู้ป่วยแต่ละราย โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้แก่
  • ความผิดปกติแต่กำเนิดหรือความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด ลิ้นหัวใจรั่ว ผนังหัวใจหนาผิดปกติ หลอดเลือดหัวใจตีบ
  • ความผิดปกติของร่างกายที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ อิเล็กโทรไลต์ในร่างกายผิดปกติ
  • ยาและสารบางชนิด เช่น ยาที่มีส่วนประกอบของแอมเฟตามีน คาเฟอีนที่อยู่ในชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม
  • ความเครียดและความวิตกกังวล

         อาการของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

    โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมักไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหา โดยมักพบภาวะนี้จากการตรวจสุขภาพหรือเมื่อป่วยด้วยโรคอื่นแล้วมาพบแพทย์ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปรากฏให้สังเกตได้ เช่น
    • วิงเวียน
    • หน้ามืด
    • ตาลาย
    • ใจสั่นบริเวณหน้าอก
    • หายใจขัด
    • เจ็บแน่นบริเวณหน้าอก
    • เป็นลม หมดสติ

      วิธีป้องกัน

      1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เช่น งดสูบุหรี่และหลีกเลี่ยงใกล้ควันบุหรี่
      2. หมั่นตรวจร่างกายเพื่อควบคุมระดับความดัน และไขมันในเลือดเป็นประจำ
      3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
      4. ดูแลสุขภาพจิตใจ ลดความเครียด ทำใจให้ผ่อนคลาย

      วิธีรักษา

      สำหรับการรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น จะเป็นการรักษาตามสาเหตุ ของโรคเนื่องจากหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ผู้ป่วยที่มี อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะจากการรับประทานยาบางชนิด แพทย์อาจ พิจารณาให้หยุดยาก่อน ในรายที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะเนื่องจากต่อมไทรอยด์ ผิดปกติ แพทย์ก็จะรักษาความผิดปกติของไทรอยด์นั้น หรือบางกรณีเกิด จากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ก็อาจต้องรักษาโดยทำบายพาส หรือใส่ ขดลวดเพื่อขยายหลอดเลือด

โรคภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลว (Congestive heart failure – CHF) เกิดขึ้นเมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายได้อย่างพอเพียง เมื่อหัวใจอ่อนแอหรือถูกทำลาย ความสามารถในการสูบฉีดโลหิตอาจน้อยลง ผลที่ตามมาคือมีการคั่งของโลหิตในห้องหัวใจ ปอด หรือส่วนอื่นๆ ในร่างกาย

                              à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ ภาวะหัวใจล้มเหลว

สถิติการเป็นโรคหัวใจ

สำหรับสถานการณ์โรคหัวใจของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน พ.ศ. 2556 มีผู้เสียชีวิต 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน อัตราการป่วยต่อประชากรทุก 1 แสนคน ในปี 2555 เท่ากับ 427 คน เพิ่มจากปี 2547 ซึ่งมีอัตราการป่วยเท่ากับ 185 คน

สาเหตุของอาการภาวะหัวใจล้มเหลว

สำหรับสถานการณ์โรคหัวใจของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน พ.ศ. 2556 มีผู้เสียชีวิต 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน อัตราการป่วยต่อประชากรทุก 1 แสนคน ในปี 2555 เท่ากับ 427 คน เพิ่มจากปี 2547 ซึ่งมีอัตราการป่วยเท่ากับ 185 คน

อาการของหัวใจล้มเหลว

  • หายใจเข้าได้ลำบาก อาจจะเป็นตลอดเวลา เป็นขณะออกกำลังกายหรือใช้แรงมาก หรือเป็นเฉพาะในเวลากลางคืน
  • น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการสะสมของน้ำในร่างกายมากกว่าไขมัน
  • มือ เท้า หรือท้องบวม
  • เหนื่อยมาก
  • ไอแห้ง ไออย่างรุนแรงและบ่อย
  • นอนหลับยาก

อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ด้วยการพักผ่อน ควบคุมอาหารและการใช้ยา

ท่านสามารถควบคุมอาการเหล่านี้ได้โดย

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

พบแพทย์เมื่อมีอาการดังกล่าวข้างต้น และรับประทานยาตามแพทย์สั่ง จะช่วยป้องกันอาการบวมน้ำและป้องกันการเพิ่มขึ้นของการหดเกร็งตัวของหัวใจ ชั่งน้ำหนักตัวและบันทึกไว้ทุกวัน ถ้าหากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหันให้รีบติดต่อหรือไปพบแพทย์โดยด่วน ควบคุมไม่ให้รับประทานอาหารที่มีโซเดียม (เกลือ) ตามที่แพทย์ของท่านได้แนะนำไว้ และพักผ่อนเมื่อรู้สึกเหนื่อย สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป

1 2 3 4 5 199