ระบบขับถ่าย

          การขับถ่ายเป็นระบบกำจัดของเสียจากร่างกาย  และช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกายให้สมบูรณ์ประกอยด้วย  ไต  ตับ  และลำไส้  เป็นต้น

            ไต  มีหน้าที่ขับสิ่งที่ร่างกายไม่ได้ใช้ออกจากร่างกาย  อยู่ด้านหลังของช่องท้อง
            ลำไส้ใหญ่  มีหน้าที่ขับกากอาหารที่เหลือจากการย่อยของระบบย่อยอาหารออกมาเป็นอุจจาระ
โครงสร้างของระบบขับถ่าย
            ไตเป็นอวัยวะที่กรองของเสียเพื่อกำจัดของเสียออกจากร่างกาย  ไตของคนมี  1  คู่  อยู่ในช่องท้องสองข้างของกระดูกสันหลังระดับเอว  มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว  ต่อจากไตทั้งสองข้างมีท่อไตทำหน้าที่ลำเลียงน้ำปัสสาวะจากไตไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ  ก่อนจะขับถ่ายออกมานอกร่างกายทางท่อปัสสาวะเป็นน้ำปัสสาวะนั่นเอง
การดูแลรักษาระบบขับถ่าย
เคี้ยวอาหารให้ละเอียด  และรับประทานอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย  คือ  อาหารที่มีกากใย  เช่น  ผัก  ผลไม้  และควรดื่มน้ำให้มาก
การกำจัดของเสียออกทางไต
            ไต  เป็นอวัยวะที่ลักษณะคล้ายถั่ว  มีขนาดประมาณ  10  กว้าง  6  เซนติเมตร  และหนาประมาณ  3  เซนติเมตร  มีสีแดงแกมน้ำตาลมีเยื่อหุ้มบางๆ  ไตมี  2  ข้างซ้ายและขวา  บริเวณด้านหลังของช่องท้อง  ใกล้กระดูกสันหลังบริเวณเอว  บริเวณส่วนที่เว้า  เป็นกรวยไต  มีหลอดไตต่อไปยังมีกระเพาะปัสสาวะ
โครงสร้างไต  ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ  2  ชั้น  หน่วยไต  ชั้นนอก  เรียกว่า  คอร์ดเทกซ์  ชั้นในเรียกว่าเมดัลลา  ภายในไตประกอบด้วย  หน่วยไต  มีลักษณะเป็นท่อขดอยู่หลอดเลือดฝอยเป็นกระจุกอยู่เต็มไปหมด
ไตเป็นอวัยวะที่ทำงานหนัก  วันหนึ่งๆ  เลือดที่หมุนเวียนในร่างกายต้องผ่านมายังไต  ประมาณในแต่ละนาทีจะมีเลือดมายังไตที่  1200  มิลลิลิตร  หรือวันละ  180  ลิตร  ไตจะขับของเสียมาในรูปของน้ำปัสสาวะ  แล้วส่งต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะ มีความจุประมาณ  500  ลูกบาศก์เซนติเมตร  ร่างกายจะรู้สึกปวดปัสสาวะเมื่อน้ำปัสสาวะไหลสู่กระเพาะปัสสาวะประมาณ  250  ลูกบาศก์เซนติเมตร  ใน  1  วัน  คนเราจะขับปัสสาวะออกมาประมาณ 1  –  1.5  ลิตร
           การกำจัดของเสียออกทางผิวหนัง  ในรูปของเหงื่อ  เหงื่อประกอบไปด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่  เหงื่อจะถูกขับออกจากร่างกายทางผิวหนัง  โดยผ่านต่อมเหงื่อซึ่งอยู่ใต้ผิวหนัง  ต่อมเหงื่อมี  2  ชนิด คือ
           1.  ต่อมเหงื่อขนาดเล็ก  มีอยู่ทั่วผิวหนังในร่างกาย  ยกเว้นท่าริมฝีปากและอวัยวะสืบพันธุ์ ต่อมเหงื่อขนาดเล็กมีการขับเหงื่อออกมาตลอดเวลา  เหงื่อที่ออกจากต่อมขนาดเล็กนี้ประกอบด้วยน้ำร้อยละ  99  สารอื่นๆ  ร้อยละ 1  ได้แก่  เกลือโซเดียม  และยูเรีย
            2.  ต่อมเหงื่อขนาดใหญ่  จะอยู่ที่บริเวณ  รักแร้  รอบหัวนม  รอบสะดือ  ช่องหูส่วนนอก  อวัยวะเพศบางส่วน  ต่อมนี้มีท่อขับถ่ายใหญ่กว่าชนิดแรกต่อมนี้จะตอบสนองทางจิตใจ  สารที่ขับถ่ายมักมีกลิ่น  ซึ่งก็คือกลิ่นตัวเหงื่อ  จะถูกลำเลียงไปตามท่อที่เปิดอยู่  ที่เรียกว่า  รูเหงื่อ

การกำจัดของเสียออกทางลำไส้ใหญ่
กากอาหารที่เหลือกจากการย่อย  จะถูกลำเลียงผ่านมาที่ลำไส้ใหญ่  โดยลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่สะสมกากอาหารและจะดูดซึม  สารอาหารที่มีประโยชน์  ต่อร่างกายได้แก่  น้ำ  แร่ธาตุ  วิตามิน  และกลูโคส  ออกจากกากอาหาร  ทำให้กากอาหารเหนียวและข้นจนเป็นก้อนแข็ง  จากนั้นลำไส้จะบีบตัวเพื่อให้กากอาหารเคลื่อนที่ไปรวมกันที่ลำไส้ตรง  และขับถ่ายสู่ภายนอกร่างกายทางทวารหนัก  ที่เรียกว่า  อุจจาระ
การกำจัดของเสียทางปอด
             ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ก๊าซและน้ำซึ่งเกิดจากการเผาผลาญอาหารภายในเซลล์จะถูกส่งเข้าสู่เลือด จากนั้นหัวใจจะสูบเลือดที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปไว้ที่ปอด  จากนั้นปอดจะทำการกรองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เก็บไว้ แล้วขับออกจากร่างกายโดยการหายใจออก
ประโยชน์ของการขับถ่ายของเสียต่อสุขภาพ
การขับถ่ายเป็นระบบกำจัดของเสียร่างกายและช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกายให้สมบูรณ์ประกอบด้วย  ไต  ตับและลำไส้  เป็นต้น
การปฏิบัติตนในการขับถ่ายของเสียให้เป็นปกติหรือกิจวัตรประจำวันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์  เราไม่ควรให้ร่างกายเกิดอาการท้องผูกเป็นเวลานานเพราะจะทำให้เกิดเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักได้
การปัสสาวะ  ถือเป็นการขับถ่ายของเสียประการหนึ่ง  ที่ร่างกายเราขับเอาน้ำเสียในร่างกายออกมาหากไม่ขับถ่ายออกมาหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานๆ  จะทำให้เกิดเป็นโรคนิ่วในไตหรือทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบและไตอักเสบได้

การดื่มน้ำ  การรับประทานผักผลไม้ทุกวัน  จะช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้สะดวกขึ้น  การดื่มน้ำและรับประทานทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ  ตลอดจนการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารเป็นประจำจะทำให้ร่างกายขับถ่ายของเสียอย่างปกติ

อ้างอิงhttp://www.bwc.ac.th/e-learning/virachai02/diges.htm

ระบบหายใจ

ระบบหายใจ

ระบบ หายใจ
มนุษย์ทุกคนต้อง หายใจเพื่อมีชีวิตอยู่ การหายใจเข้า อากาศผ่านไปตามอวัยวะของระบบหายใจตามลำดับ ดังนี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ระบบหายใจ ม 2

     » Read more

อาหารกับการดำรงชีวิต

อาหารกับการดํารงชีวิต

สารอาหารกับการดำรงชีวิต

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อาหารกับการดํารงชีวิต ม.2

อาหาร คือ สิ่งที่คนหรือสัตว์กินเข้าไปแล้วเกิดประโยชน์
    โภชนาการ หรือ โภชนวิทยา หมายถึง การศึกษาความสัมพันธ์ของอาหารกับสิ่งมีชีวิต
สารอาหาร คือ สารประกอบหรือสารเคมีที่มีอยู่ในอาหาร ซึ่งสารอาหารมี 6 ประเภท คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน
ไขมัน แร่ธาตุ วิตามิน และน้ำ
ประเภทของสารอาหาร

 

  บทของสารเคมี มี 2 ประเภท คือ
1.สารอนินทรีย์
2.สารอินทรีย์
ข.แบ่งตามการให้พลังงาน มี 2 ประเภท คือ
1.สารอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก้ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
2.สารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน ได้แก้ วิตามิน แร่ธาตุ และน้ำ

คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate)
ประกอบด้วยธาตุ 3 ชนิด ได้แก้ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน คำว่าคาร์โบไฮเดรต หมายถึง คาร์บอนที่อิ่มตัวด้วยน้ำ”หน่วยย่อยของคาร์โบไฮเดรต คือ น้ำตาลมอนอแซ็ก
คาไรต์(Monosaccharide) แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
1. น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide)เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีขนาดโมเลกุลเล็กที่
สุด และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประ โยชน์ได้เลย การเรียกชื่อมักเรียกตามจำนวน
อะตอมของคาร์บอน การจำแนกน้ำตาลมอนอแซ็กคาไรด์อาจแบ่งตามจำนวนอะตอมของ
คาร์บอน
2. โอลิโกแซ็กคาไรด์(Oligosaccharide)เป็นน้ำตาลที่เกิดจากมอนอแซ็กคาไรด์ตั้งแต่
2 ถึง 10 โมเลกุลเชื่อมต่อกันด้วยพันธะ เคมีที่เรียกว่า ไกลโคซิดิกบอนด์ โอลิโกแซ็กคาไรด์
ที่พบมากในธรรมชาติและมีความสำคัญด้านโภชนาการ ได้แก่ Disaccharide, Trisaccharide, Tetrasaccharide และPentasaccharide
3. พอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharide)   หรือไกลแคน เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว
เกิน 10 โมเลกุลขึ้นไป เชื่อมต่อกันด้วยพันธะ ไกลโคซิดิก ส่วนใหญ่ไม่ละลายน้ำ และไม่มี

โปรตีน (Protein)
เป็นอินทรียสารที่มีความสำคัญในเชิงเป็นโครงสร้างของร่างกาย ในคนเรามีโปรตีนอยู่
ประมาณ 1 ใน 7 ของน้ำหนักตัว ธาตุ ที่เป็นองค์ประกอบหลักของโปรตีน คือ C H O N และ
อาจมีกำมะถัน (S) ฟอสฟอรัส (P)เป็นองค์ประกอบ
กรดอะมิโนชนิดจำเป็น (Essential amino acid or Indispensable amino acid) เป็น
กรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถ สังเคราะห์ขึ้นมาใช้เองได้
  กรดอะมิโนชนิดไม่จำเป็น (Nonessential amino acid or Dispensable amino acid)
เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถ สังเคราะห์เองได้
 ประเภทของโปรตีน จำแนกตามคุณค่าของอาหาร แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1.โปรตีนชนิดสมบูรณ์ (Complete protein)
2.โปรตีนชนิดไม่สมบูรณ์ (Incomplete protein)
 จำแนกตามหลักชีวเคมี แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
1.โปรตีนไม่ซับซ้อน (Simple protein)
2.โปรตีนซับซ้อน (Compound protein or Comjugate protein)
แบ่งตามหน้าที่ แบ่งออกเป็น 7 ประเภทคือ
1.โปรตีนที่ทำหน้าที่ภูมิต้านทาน
2.โปรตีนที่ทำหน้าที่ขนส่ง
3.โปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นเอนไซม์
4.โปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้าง
5.โปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้าง
6.โปรตีนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว
7.โปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมน

ลิพิด (Lipids)
มีสมบัติไม่ละลายน้ำ แต่สามารถละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น เฮกเซน อีเทอร์ และคลอโร
ฟอร์ ลิพิดประกอบ ด้วย ธาตุ 3 ชนิด เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรต แต่อัตราส่วนของไฮโดรเจนต่อออกซิเจน
ไม่เท่ากับ 2:1 ลิพิดมีหลายชนิด เช่น ไขมัน น้ำมัน ฟอสโฟลิพิด ไข และสเตรอยด์

วิตามิน (Vitamin)
   วิตามิน (Vitamin) คือสารอาหารที่มีสมบัติเป็นสารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อร่างกาย ของสิ่งมีชีวิต แต่
ต้องการในปริมาณน้อย ๆ เป็น มิลลิกรัมหรือไมโครกรัมต่อวัน มีหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการเมแทบอลิ
ซึมของร่างกาย โดยเป็นสารตั้งต้นที่จะนำไปสร้างเป็นโคเอนไซม์ ซึ่งเป็นปัจจัยร่วมของเอนไซม์ในการ
เร่งปฏิกิริยาต่าง ๆ ทำให้การย่อยสลายการดูดซึม การใช้และการสร้าง คาร์โบไฮเดรต โปรตีนและ
เกลือแร่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
วิตามินที่ละลายในน้ำ
ได้แก่ B1 B2 B6 C B12
วิตามินที่ละลายได้ในไขมัน
ได้แก่ A D E K

แร่ธาตุ (Minerals)
ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ฟลูออรีน เหล็ก ทองแดง
โซเดียม โพแทสเซียม ไอโอดีน

น้ำ (Water)
น้ำเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญที่สุดพบอยู่ในอาหารทั่ว ๆ ไป
การที่จัดเอาน้ำเป็นสารอาหาร นั้น ก็เพราะว่าน้ำเป็นสารเคมีที่พบว่าน้ำ
เป็นสารเคมีที่พบเป็นส่วนประกอบของเซลล์และเนื้อเยื่อทุกชนิด
หน้าที่ของน้ำ
1.เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อทุกชนิด
2.ช่วยให้เกิดปฏิกิริยา Hydrolysis
3.ป้องกันการกระทบกระเทือน
4.ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่
5.รักษาความสมดุลของกรด-เบส และเกลือแร่
6.ช่วยขนส่งสารอาหารต่าง ๆ

» Read more

ขนาดและทิศทางของแรง

ขนาดและทิศทางของแรง

แรงและชนิดของแรง


ความหมายของแรง

แรง หมายถึง อำนาจภายนอกที่สามารถทำให้วัตถุเปลี่ยนสถานะได้ เช่นทำให้วัตถุที่อยู่นิ่งเคลื่อนที่ไป ทำให้วัตถุที่เคลื่อนที่อยู่แล้วเคลื่อนที่เร็วหรือช้าลง ทำให้วัตถุมีการเปลี่ยนทิศตลอดจนทำให้วัตถุมีการเปลี่ยนขนาดหรือรูปทรงไปจากเดิมได้แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ ที่มีทั้งขนาดและทิศทางการรวมหรือหักล้างกันของแรงจึงต้องเป็นไปตามแบบเวกเตอร์

😆

» Read more

แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

โอ่งมังกรได้ถือกำเนิดขึ้นบนแผ่นดินไทยมากว่า 80 ปีแล้ว ณ ดินแดนฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ที่ได้ชื่อว่า ดินดีเหมาะแก่การทำโอ่ง ที่จังหวัดราชบุรี เมื่อปี 2476 นาย ฮง แซ่เตี่ย และ นาย จือเหม็ง แซ่อึ้ง เป็นชาวจีนจากเมืองปั้งโคย ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย และได้พบว่า แหล่งดินที่จังหวัดราชบุรีเหมาะแก่การปั้นโอ่ง จึงหุ้นกันก่อตั้งโรงโอ่ง จนเป็นที่มาของโรงโอ่ง เก้าแซไถ่ และ เถ้าฮงไถ่ โดย โรงโอ่งเถาแซไถ่เน้นผลิตโอ่งและกระถางต้นไม้ ส่วน โรงโอ่งเถ้าฮงไถ่ เน้นเครื่องเซรามิกและเครื่องประดับตกแต่ง ปัจจุบัน ทายาทรุ่นที่ 3 คุณ พงษ์ศักดิ์   สุพานิชารภาชน์เป็นเจ้าของ

VLUU L110, M110 / Samsung L110, M110

สมัยก่อน โอ่งได้เป็นที่ต้องการอย่างแพร่หลาย เพราะ แต่ละบ้าน จำเป็นที่จะต้องมีภาชนะบรรจุน้ำ ซึ่งภาชนะส่วนใหญ่ก็จะเป็น โอ่งหรือถังไม้ พอมีการตั้งโรงงาน โอ่งก็กลายเป็นธุรกิจการค้า โดยเฉพาะสมัยสงครามโลก โอ่งที่นำเข้าจากเมืองจีนเริ่มขลาดแคลน โรงงานจึงต้องผลิตส่ง โดยโรงโอ่งสมัยนั้นจะตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เพื่อง่ายต่อการขนส่งมังกรเป็นเทพเจ้าแห่งพลังความดีงาม และชีวิต ถือเป็นสัตว์มงคลตามเทพนิยายจีน ช่างปั้นจึงเลือกนำมาปั้นเป็นลวดลายบนโอ่ง จนกลายเป็นที่มาของโอ่งมังกร ราชบุรี   การปั้นโอ่งและการวาดลายบนโอ่งนั้น มีมีบันทึกไว้เป็นตำรา อาศัยโดยการสืบทอดฝีมือผ่านการลงมือทำด้วยตนเอง อาศัยความชำนาญ

» Read more

กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาบนเปลือกโลก

การเปลี่ยนแปลงทางธรณี

 

» Read more

สารประกอบและธาตุ

44

 ในภาวะปกติ ธาตุบางชนิดดำรงอยู่สถานะของแข็ง บางชนิดเป็นของเหลว และบางชนิดเป็นก๊าซ เราแบ่งธาตุทั้งหมดออกได้เป็นสามพวกใหญ่ ๆ คือ โลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ตัวอย่าง โลหะและอโลหะที่เราพอรู้จักกันคือ

โลหะ

อโลหะ

ทองคำ
เงิน
เหล็ก
ปรอท
ตะกั่ว
สังกะสี
อะลูมิเนียม
โซเดียม
แมกนีเซียม

( ของแข็ง)
( ของแข็ง)
( ของแข็ง)
( ของเหลว)
( ของแข็ง)
( ของแข็ง)
( ของแข็ง)
( ของแข็ง)
( ของแข็ง)

ไฮโดรเจน
ไนโตรเจน
ออกซิเจน
คลอรีน
โบรมีน
ไอโอดีน
กำมะถัน
อาร์กอน
คาร์บอน

( ก๊าซ)
( ก๊าซ)
( ก๊าซ)
( ก๊าซ)
(ของเหลว)
(ของแข็ง)
( ของแข็ง)
( ก๊าซ)
( ของแข็ง)

» Read more

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี

ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นนั้นบางปฏิกิริยาเกิดขึ้นเร็ว บางปฏิกิริยาเกิดขึ้นชา ซึ่งขึ้นอยูกับปจจัย ดังต่อไปนี้

 

1.สมบัติของสารตั้งต้น

สารแต่ละชนิดมีสมบัติต่างกัน จึงมีความว่องไวต่อการเกิดปฏิกิริยาต่างกันด้วย เช่น แมกนีเซียมสามารถทำปฏิกิริยากับสารละลายกรดและเกิดเป็นแก๊สไฮโดรเจนได้อย่างรวดเร็ว แต่แมกนีเซียมจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ช้า หรือโลหะโซเดียมทำปฏิกิริยากับน้ำเย็นได้เร็วมาก ขณะที่โลหะแมกนีเซียมจะทำปฏิกิริยากับน้ำเย็นได้ช้า แต่จะเกิดเร็วขึ้นเมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำร้อน เป็นต้น

2.ความเข้มขันของสารตั้งต้น

หากสารตั้งต้นมีความเข้มข้นมาก ปฏิกิริยาจะเกิดเร็ว เนื่องจากความเข้มข้นของสารที่มากจะมีอนุภาคของสารอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น อนุภาคของสารจึงมีโอกาสชนกันแล้วเกิดปฏิกิริยาได้รวดเร็ว เช่น ปฏิกิริยาระหว่างโลหะกับกรด ถ้าใช้กรดที่มีความเข้มข้นสูงเป็นสารตั้งต้นจะทำให้โลหะถูกกัดกร่อนเร็ว

3.พื้นที่ผิวของสารตั้งต้น

พื้นที่ผิวของสารตั้งต้นจะมีผลต่อปฏิกิริยาเคมีแบบสารตั้งต้นมีสถานะเป็นของแข็งกับสารอีกชนิดหนึ่งที่มีสถานะเป็นของเหลว เนื่องจากการเพิ่มพื้นที่ผิวที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ของแข็งมีพื้นที่สัมผัสกับของเหลวมากขึ้น การเกิดปฏิกิริยาก็เร็วขึ้น เช่น การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนลงท้อง เพราะช่วยให้อาหารมีขนาดเล็กลง ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวของอาหาร ทำให้กรดและเอนไซม์ในน้ำย่อยของกระเพาะอาหารทำปฏิกิริยากับอาหารได้เร็วขึ้น

4.อุณหภูมิ

อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิสูงทำให้อะตอมหรือโมเลกุลของสารเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น การบ่มผลไม้ในภาชนะที่มีฝาปิดจะสุกเร็วกว่าผลไม้ที่ตั้งไว้ข้างนอก หรืออาหารที่ไม่ได้เก็บไว้ในตู้เย็นจะเน่าเสียได้ง่ายกว่าอาหารที่เก็บในตู้เย็น เนื่องจากในตู้เย็นมีอุณหภูมิต่ำ ซึ่งช่วยชะลอการเกิดปฏิกิริยาเคมีในอาหารได้ทำให้เน่าเสียช้าลง

5.ตัวเร่งปฏิกิริยา

ตัวเร่งปฏิกิริยา คือสารที่เติมลงไปในปฏิกิริยาแล้ว ทำให้เกิดปฏิกิริยาเกิดได้เร็วขึ้น โดยที่ตัวเร่งปฏิกิริยาอาจจะมีส่วนร่วมในการเกิดปฏิกิริยาหรือไม่ก็ได้ แต่เมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยาตัวเร่งปฏิกิริยาเหล่านี้ยังคงมีปริมาณเท่าเดิมและมีสมบัติเหมือนเดิม โดยตัวเร่งปฏิกิริยาที่พบ เช่น เอนไซม์อะไมเลสในน้ำลายที่ช่วยย่อยแป้ง เอนไซม์เพปซินในกระเพาะอาหารที่ช่วยย่อยโปรตีน เอนไซม์ไซเมสที่ใช้ในก
ระบวนการหมักน้ำตาลกลูโคสด้วยยีสต์ให้กลายเป็นเอทานอลและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

graph13st

6.ตัวหน่วงปฏิกิริยา

ตัวหน่วงปฏิกิริยา คือสารที่เติมลงไปในปฏิกิริยาแล้วทำให้ปฏิกิริยาเกิดช้าลงหรือมีผลยับยั้งปฏิกิริยา และเมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยา ตัวหน่วงปฏิกิริยายังคงมีสมบัติทางเคมีเหมือนเดิมและมีปริมาณเท่าเดิม เช่น การเติมวิตามินอีในน้ำมันพืชเพื่อป้องกันการเหม็นหืน หรือการยับยั้งการเน่าเสียของอาหารด้วยการใส่สารกันบูด

2011-01-03_130127

7. ความดัน จะมีผลทำให้สารที่เป็นแก๊สสามารถทำปฏิกิริยากันได้ดีขึ้น เนื่องจากการเพิ่มความดันจะช่วยทำให้โมเลกุลของแก๊สเข้าอยู่มาอยู่ใกล้ชิด กันมากขึ้น มีจำนวนโมเลกุลของแก๊สต่อหน่วยพื้นที่เพิ่มขึ้น จึงมีโอกาสชนกันและเกิดปฏิกิริยาเคมีมากขึ้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็คล้ายกับกรณีที่สารที่มีความเข้มข้นมากจะสามารถเกิด ปฏิกิริยาได้เร็วขึ้นนั่นเอ

สรุปสาระสำคัญ

  • ปัจจัยการเกิดปฏิกิริยา ได้แก่ สมบัติของสารตั้งต้น ความเข้มข้นของสารตั้งต้น พื้นที่ผิวของสารตั้งต้น อุณหภูมิ ตัวเร่งปฏิกิริยา และตัวหน่วงปฏิกิริยา

» Read more

โครงสร้างโลก

                     โครงสร้างของโลก

 

กำเนิดโลก

เมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว กลุ่มก๊าซในเอกภพบริเวณนี้ ได้รวมตัวกันเป็นหมอกเพลิงมีชื่อว่า “โซลาร์เนบิวลา” (Solar แปลว่า สุริยะ, Nebula แปลว่า หมอกเพลิง) แรงโน้มถ่วงทำให้กลุ่มก๊าซยุบตัวและหมุนตัวเป็นรูปจาน ใจกลางมีความร้อนสูงเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชั่น กลายเป็นดาวฤกษ์ที่ชื่อว่าดวงอาทิตย์ ส่วนวัสดุที่อยู่รอบๆ มีอุณหภูมิต่ำกว่า รวมตัวเป็นกลุ่มๆ มีมวลสารและความหนาแน่นมากขึ้นเป็นชั้นๆ และกลายเป็นดาวเคราะห์ในที่สุด

» Read more

ธาตุกัมมันตรังสีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน

กัมมันตภาพรังสีเป็นส่วนหนึ่งของโลก และอยู่คู่กับโลกตลอดมา วัตถุที่มีกัมมันตภาพรังสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีอยู่ทั้งที่เปลือกโลก ที่พื้นและที่ผนังของบ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน ในอาหารที่เรารับประทาน และในน้ำที่เราดื่ม มีก๊าซกัมมันตรังสีในอากาศที่เราหายใจ ภายในร่างกายของเรา ที่กล้ามเนื้อ กระดูกและเนื้อเยื่อ ล้วนแต่มีธาตุที่มีกัมมันตภาพรังสีตามธรรมชาติประกอบอยู่ด้วย

คนเราได้รับจากธรรมชาติตลอดเวลา ทั้งรังสีที่เกิดจากพื้นโลกและรังสีที่มาจากนอกโลก รังสีที่มาจากนอกโลกที่เราได้รับ เรียกว่า รังสีคอสมิก (cosmic rays)

เราได้รับรังสีที่มนุษย์ผลิตขึ้นเช่นกัน เช่น รังสีเอกซ์ ซึ่งเป็นรังสีที่ใช้ในการวินิจฉัยโรค และใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ฝุ่นกัมมันตรังสี (fallout) จากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ รวมทั้งวัสดุกัมมันตรังสีปริมาณเล็กน้อยที่เล็ดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อม จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็เป็นต้นกำเนิดรังสีที่คนเราได้รับเช่นกัน

กัมมันตภาพรังสี (radioactivity) เป็นคำที่ใช้เรียกการแตกตัว (disintegration) ของอะตอม คุณสมบัติของอะตอม แสดงด้วยจำนวนโปรตอนในนิวเคลียส ธาตุในธรรมชาติบางชนิดไม่เสถียร ทำให้นิวเคลียสมีการแตกตัว หรือสลายตัว (decay) ซึ่งเป็นการปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของรังสี ปรากฏการณ์นี้ เรียกว่า กัมมันตภาพรังสี และเรียกนิวเคลียสของอะตอมที่มีกัมมันตภาพรังสีว่า นิวไคลด์ (nuclei) กัมมันตรังสี การสลายตัวของกัมมันตภาพรังสี แสดงด้วยหน่วยที่เรียกว่า เบคเคอเรล (becquerels) หนึ่งเบคเคอเรล เท่ากับการปลดปล่อยรังสีออกมาหนึ่งครั้งต่อวินาที

นิวไคลด์กัมมันตรังสี (radionuclide) มีการสลายตัวด้วยอัตราจำเพาะที่มีค่าคงที่ โดยไม่มีผลกระทบเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น อุณหภูมิ หรือความดัน ช่วงเวลาที่นิวไคลด์กัมมันตรังสีสลายตัวลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง เรียกว่า ครึ่งชีวิต (half-life) ซึ่งจะแตกต่างกันในธาตุที่มีกัมมันตรังสีแต่ละชนิด โดยมีค่าตั้งแต่เศษเสี้ยวของวินาที ไปจนถึงเป็นพันล้านปี ตัวอย่างเช่น ไอโอดีน-131 (I-131) มีครึ่งชีวิต 8 วัน ขณะที่ยูเรเนียม-238 (U-238) ซึ่งปัจจุบัน มีปริมาณเล็กน้อยในโลก มีครึ่งชีวิต 4.5 พันล้านปี โปแตสเซียม-40 (K-40) ซึ่งเป็นแหล่งกัมมันตภาพรังสีหลักในร่างกายเรา มีครึ่งชีวิต 1.42 พันล้านปี

รังสีจากสิ่งแวดล้อมที่คนเราได้รับในแต่ละวัน

ชนิดของรังสี

คำว่า รังสี (radiation) เป็นคำกว้างๆ โดยรวมถึงแสงและคลื่นวิทยุด้วย แต่ในบทความนี้ จะหมายถึงเฉพาะ รังสีที่ทำให้เกิดการไอออไนซ์ (ionizing) ซึ่งหมายถึงการที่รังสีเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปในวัตถุ แล้วทำให้เกิดประจุไฟฟ้าหรือไอออน ในเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต ไอออนที่เกิดจากรังสี สามารถทำให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการทางชีววิทยาได้

รังสีมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน รังสีที่ทำให้เกิดการไอออไนซ์ โดยทั่วไปจะหมายถึง

  • รังสีอัลฟา (alpha radiation) ประกอบด้วยอนุภาคมีประจุและมีมวลมาก ปลดปล่อยออกมาจากอะตอมของธาตุหนักบางชนิด เช่น ยูเรเนียม และเรเดียม รังสีอัลฟาสามารถหยุดยั้งได้ด้วยแผ่นกระดาษ หรือเนื้อเยื่อบางๆ ที่ผิวหนังชั้นนอกของเรา แต่ถ้าวัสดุที่ให้รังสีอัลฟาเข้าไปภายในร่างกายของเรา อาจจะโดยการหายใจ การกินหรือการดื่ม สามารถที่จะเกิดปฏิกิริยาโดยตรงกับเนื้อเยื่อภายใน และอาจทำให้เกิดความเสียหายกับเซลล์ได้
  • รังสีบีต้า (beta radiation) มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับอิเล็กตรอน สามารถผ่านเข้าไปในวัตถุได้มากกว่าอนุภาคอัลฟา และสามารถผ่านตัวกลางที่เป็นน้ำได้ประมาณ 1-2 เซนติเมตร โดยทั่วไปแผ่นอลูมิเนียมความหนาไม่กี่มิลลิเมตรก็สามารถหยุดรังสีบีต้าได้
  • รังสีแกมมา (gamma rays) เป็นคลื่นแม่เหล้กไฟฟ้าเช่นเดียวกับรังสีเอกซ์ แสง และคลื่นวิทยุ รังสีแกมมาสามารถเคลื่อนที่ผ่านร่างกายคนไปได้ แต่หยุดได้ด้วยผนังคอนกรีตหรือตะกั่วหนาๆ โดยขึ้นกับพลังงานของรังสี
  • รังสีนิวตรอน (neutrons) เป็นอนุภาคไม่มีประจุ และไม่ทำให้เกิดการไอออไนซ์โดยตรง แต่สามารถทำปฏิกิริยากับอะตอมของวัตถุ แล้วทำให้เกิดรังสีอัลฟา รังสีบีต้า รังสีแกมมา หรือรังสีเอกซ์ ซึ่งทำให้เกิดการไอออไนซ์ได้ รังสีนิวตรอนสามารถผ่านวัตถุได้ดี แต่จะหยุดลงได้ด้วยคอนกรีตหนา น้ำ หรือพาราฟิน (paraffin)

เราไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้กับรังสี แต่สามารถตรวจจับ หรือวัดปริมาณได้ด้วยเครื่องมือวัดรังสี

รังสีจากการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี

ปริมาณรังสี (Radiation Dose)

เรารู้สึกร้อนเมื่อได้รับแสงแดด เนื่องจากร่างกายของเราดูดกลืนรังสีอินฟราเรดจากแสงแดด แต่รังสีอินฟราเรดไม่ทำให้เกิดการไอออไนซ์ในเนื้อเยื่อของร่างกาย แต่รังสีที่ทำให้เกิดการไอออไนซ์ สามารถทำให้เซลล์ตาย หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อการทำหน้าที่ปกติของเซลล์ ปริมาณรังสีเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้เกิดผลกระทบทางชีววิทยาได้ โดยที่เราอาจจะยังไม่รู้สึก ต่างจากรังสีอินฟราเรดที่ทำให้เกิดความร้อน

ผลทางชีววิทยาของรังสีที่ทำให้เกิดการไอออไนซ์จะแตกต่างกัน ขึ้นกับชนิดและพลังงานของรังสี ความเสี่ยงในการทำให้เกิดอันตรายทางชีววิทยา วัดได้ด้วยปริมาณของรังสีที่เนื้อเยื่อได้รับ หน่วยที่ใช้วัดปริมาณรังสีที่ดูดกลืนไว้ เรียกว่า ซีเวอร์ต (sievert : Sv) เนื่องจากปริมาณรังสีหนึ่งซีเวอร์ตเป็นหน่วยใหญ่ โดยทั่วไปจึงพบว่า มีการใช้หน่วยเป็น มิลลิซีเวอร์ต (millisievert : mSv) หรือ ไมโครซีเวอร์ต (microsievert : mSv) ซึ่งมีค่าเป็น หนึ่งในพัน หรือหนึ่งในล้านซีเวอร์ต ตัวอย่างเช่น การเอกซเรย์หน้าอกทำให้ได้รับรังสีประมาณ 0.2 mSv

ปริมาณรังสีโดยเฉลี่ย ที่เราได้รับจากธรรมชาติอยุ่ที่ประมาณ 2.4 mSv ต่อปี ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ได้เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ ในอาคารบ้านเรือนอาจจะมีธาตุกัมมันตรังสีในอากาศ ได้แก่ เรดอน (radon : Rn-222) ) โทรอน (thoron : Rn-220) และไอโซโทปรังสีอื่นที่เกิดจากการสลายตัวของเรเดียม (radium : Ra-226) และทอเรียม (thorium) ซึ่งมีอยู่ในหิน วัสดุก่อสร้าง และในดิน แหล่งกำเนิดรังสีใหญ่ที่สุดในธรรมชาติ มาจากธาตุยูเรเนียมและทอเรียม ซึ่งมีอยู่ในดินทุกแห่งทั่วโลก

ปริมาณรังสีคอสมิกที่คนเราได้รับ ส่วนใหญ่จะขึ้นกับพื้นที่หรือระดับความสูง (altitude) และต่างกันเล็กน้อยตามแนวเส้นรุ้ง (latitude) คนที่เดินทางด้วยเครื่องบิน จึงมีโอกาสที่จะได้รับรังสีคอสมิกมากขึ้น

เราได้รับรังสีที่ทำให้เกิดการไอออไนซ์จากธรรมชาติได้ 2 ทาง:

  • เราถูกล้อมรอบด้วยธาตุกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในดิน และหิน และได้รับรังสีคอสมิกจากอวกาศ ที่เข้ามายังบรรยากาศของโลก
  • เราได้รับรังสีจากธาตุกัมมันตรังสีภายในร่างกายของเราเอง ซึ่งเรานำเข้าไปในร่างกายโดยการกินอาหาร การดื่มน้ำและการสูดลมหายใจ ทำให้เรามีธาตุกัมมันตรังสีอยู่ภายในร่างกาย เช่น โปแตสเซียม-40 (K-40) คาร์บอน-14 (C-14) และเรเดียม-226 (Ra-226) ในกล้ามเนื่อ ในเลือด หรือกระดูก

แหล่งกำเนิดรังสีจากธรรมชาติที่คนเราได้รับส่วนใหญ่มาจากรังสีคอสมิก ในอากาศที่เราหายใจ จากธาตุกัมมันตรังสีภายในร่างกาย และดินกับหินจากพื้นโลก

นอกจากนั้น เรายังได้รับรังสีจากการเอกซเรย์ฟัน หรือการเอกซเรย์ทางการแพทย์ ในทางอุตสาหกรรม มีการใช้เทคนิคทางด้านนิวเคลียร์ในงานอุตสาหกรรม และผลิตสินค้า เช่น นาฬิกาข้อมือแบบพรายน้ำ เครื่องตรวจจับควัน เราอาจได้รับรังสีจากธาตุกัมมันตรังสีในฝุ่นที่เกิดจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ หรือก๊าซที่เล็ดรอดออกมาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าถ่านหิน

การป้องกันรังสี (Radiation Protection)

เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่า การได้รับรังสีที่ทำให้เกิดการไอออไนซ์ในปริมาณสูง สามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อของคนเรา เป็นเวลาหลายปี ที่นักวิทยาศาสตร์ได้ให้ความสนใจมากขึ้น เกี่ยวกับผลกระทบเมื่อได้รับรังสีปริมาณสูง ได้มีการจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญหลายคณะในทันที เพื่อพิจารณาการควบคุมการได้รับรังสี ในปี 1928 ได้มีการจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระ ในรูปขององค์กรเอกชน (non-governmental body) ชื่อ the International X-ray and Radium Protection Committee ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น the International Commission on Radiological Protection (ICRP) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการกำหนดหลักการพื้นฐาน และจัดทำข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการป้องกันรังสี

หลักการและข้อเสนอเหล่านี้ที่จัดทำขึ้น ได้ใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการออกระเบียบของรัฐในการควบคุม การได้รับรังสีของเจ้าหน้าที่ด้านรังสีและประชาชนทั่วไป มีความร่วมมือระหว่างประเทศโดยทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency : IAEA) ในการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการป้องกันรังสี (Basic Safety Standards for Radiation Protection) โดยจัดพิมพ์ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO), International Labour Organization (ILO), และ the OECD Nuclear Energy Agency (NEA) มาตรฐานเหล่านี้ได้นำไปใช้ทั่วโลก เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและการป้องกันรังสี ต่อเจ้าหน้าที่ด้านรังสีและประชาชนทั่วไป

ในปี 1955 สหประชาชาติได้มีการจัดตั้ง the UN Scientific Committee on the Effects of Atomic Radiation (UNSCEAR) เป็นหน่วยงานระหว่างรัฐบาล (intergovernmental) ทำหน้าที่รวบรวม ศึกษาและเผยแพร่ข้อมูล เกี่ยวกับระดับของรังสีที่ทำให้เกิดการไอออไนซ์ และกัมมันตภาพรังสีในสิ่งแวดล้อม ทั้งรังสีที่มีอยู่ตามธรรมชาติและที่มนุษญ์ผลิตขึ้น รวมทั้งผลของรังสีต่อผู้คนและต่อสิ่งแวดล้อม

การป้องกันรังสีนั้นใช้หลักการเดียวกันทั่วโลก โดย ICRP ได้กำหนดให้การได้รับรังสีที่สูงกว่าระดับของรังสีในธรรมชาติ จะต้องรักษาให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้ (as low as reasonably achievable) และต่ำกว่าขีดจำกัดของปริมาณรังสีที่แต่ละคนจะรับได้ (individual dose limits) ซึ่งขีดจำกัดปริมาณรังสีที่จะรับได้ของเจ้าหน้าที่ด้านรังสีเฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกิน 100 mSv ในรอบ 5 ปี ส่วนประชาชนทั่วไปไม่เกิน 5 mSv ต่อปี ขีดจำกัดของปริมาณรังสีที่รับได้นี้ มีการกำหนดขึ้นอย่างรอบคอบ โดยคิดว่าไม่มีปริมาณรังสีขีดเริ่ม (threshold dose) ที่ต่ำกว่านี้ที่จะทำให้เกิดผลกระทบจากรังสี หมายความว่า การได้รับรังสีที่สูงกว่านี้ จะทำให้เกิดผลต่อสุขภาพเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน ส่วนความสัมพันธ์นี้ สำหรับการได้รับรังสีระดับต่ำ ยังไม่มีการกำหนด

มีหลายแห่งทั่วโลกที่มีระดับของรังสีในธรรมชาติสูง ทำให้ประชาชนทั่วไปในบริเวณนั้นได้รับรังสีในแต่ละปี (annual radiation dose) สูงกว่าขีดจำกัดการได้รับรังสีที่ ICRP กำหนดไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ด้านรังสีหลายเท่า แต่จำนวนผู้คนที่ได้รับรังสีนั้น มีจำนวนน้อยเกินกว่าจะนำมาประเมินผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดขึ้นได้ แต่การที่ผลยังไม่เด่นชัด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ICRP และ IAEA ได้กำหนดให้ปริมาณรังสีที่แต่ละคนได้รับ จะต้องอยู่ในระดับต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ และจะต้องนำปริมาณรังสีที่คนกลุ่มเดียวกันนี้จะได้รับ จากต้นกำเนิดรังสีอื่นที่อาจจะได้รับในเวลาเดียวกัน มาพิจารณาร่วมกันด้วย โดยปริมาณรังสีทั้งหมดที่แต่ละคนได้รับจะต้องไม่เกินขีดจำกัดปริมาณรังสีที่กำหนด

โดยทั่วไป ปริมาณรังสีเฉลี่ยต่อปี ที่เจ้าหน้าที่ด้านรังสีได้รับจะต่ำกว่าขีดจำกัดที่กำหนด การปฏิบัติงานโดยการป้องกันรังสีที่ดี (good radiation protection practice) จะมีผลทำให้เจ้าหน้าที่ด้านรังสีได้รับรังสีต่ำ

รังสีสูงระดับไหนจึงเป็นอันตราย ?

ผลของการได้รับรังสีปริมาณสูงและมีอัตราการได้รับรังสี (dose rates) สูงนั้นมีหลักฐานที่ชัดเจนแล้ว การได้รับรังสีปริมาณมากทั่วร่างกายในเวลาสั้นๆ จะทำให้ผู้ที่ได้รับรังสีเสียชีวิตภายในไม่กี่วัน มีการศึกษาและบันทึกผลต่อสุขภาพของผู้ที่รอดชีวิต จากระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ทำให้เราทราบว่า ผลต่อสุขภาพจากการได้รับรังสี อาจจะไม่ปรากฏ นอกจากจะได้รับรังสีสูงมาก แต่มีผลอย่างอื่นอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นและตรวจพบได้มากขึ้น ในผู้ที่ได้รับรังสีในระดับปานกลาง ในกรณีที่ได้รับรังสีปริมาณที่ต่ำลง พบว่าเซลล์และเนื้อเยื่อสามารถฟื้นตัวได้

ในกรณีที่ได้รับรังสีปริมาณต่ำๆ ผลที่เกิดขึ้นยังไม่แน่นอน แต่สันนิษฐานว่า การได้รับรังสีในระดับธรรมชาติ อาจมีผลทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง แต่ก็ยังคงไม่แน่ชัด การจะหาค่าความเสี่ยงที่แน่นอนเมื่อได้รับรังสีระดับต่ำ ในทางระบาดวิทยานั้น ต้องรวบรวมตัวอย่างจากประชากรเป็นล้านคน ที่ได้รับรังสีในระดับที่สูงกว่าและต่ำกว่าด้วย และในการวิเคราะห์ผลก็มีความซับซ้อน เนื่องจากไม่มีกลุ่มควบคุม ที่ไม่มีการได้รับรังสีเลย นอกจากนั้น ในชีวิตประจำวัน รอบๆ ตัวเรา นอกจากรังสีแล้ว ยังมีสิ่งต่างๆ อีกหลายพันชนิดที่สามารถทำให้เกิดมะเร็งได้ รวมทั้งการสูบบุหรี่ การได้รับแสงอัลตร้าไวโอเลต ใยหิน สารเคมีบางชนิดในสี สารพิษจากเชื้อราในอาหาร ไวรัส หรือแม้แต่ความร้อน นอกจากในกรณีที่สามารถหาสาเหตุที่แน่นอนของมะเร็งได้เท่านั้น

มีหลักฐานจากการทดลอง โดยการศึกษาในสัตว์พบว่า การได้รับรังสีสามารถทำให้เกิดผลกระทบทางพันธุกรรมได้ แต่ในการศึกษาผู้ที่รอดชีวิตจากการะเบิดที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ กลับไม่พบสิ่งบ่งชี้เรื่องนี้ในคน ถ้าการได้รับรังสีส่งผลไปถึงลูกหลานได้ ก็ต้องมีการศึกษาการได้รับรังสีใน 2 ระดับ ที่สามารถตรวจพบได้โดยทำการวิเคราะห์อย่างระมัดระวัง ด้วยกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ ที่สามารถให้ข้อมูลทางสถิติได้ นอกจากนั้น จะต้องไม่มีปัจจัยอย่างที่จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมได้ แต่ผลเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นที่ทราบกัน จนกว่าจะเกิดผลเสียหายขึ้นมาแล้ว ตัวอย่างเช่น กรณีของยา thalidomide ที่แพทย์แนะนำให้หญิงที่ตั้งครรภ์รับประทาน เพื่อลดการแพ้ท้อง และดูเหมือนว่า การถกปัญหาในทางวิทยาศาสตร์นั้นจะไม่ได้ลงไปที่เรื่องระบาดวิทยา แต่จะเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจกลไกของโมเลกุลทางชีววิทยา

ด้วยความรู้มากมายที่รวบรวมไว้เกี่ยวกับผลกระทบของรังสี ก็ยังคงไม่ได้ข้อสรุปว่าการได้รับรังสีในระดับธรรมชาตินั้น จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพหรือไม่ แม้จะมีการพิสูจน์ โดยการได้รับรังสีที่สูงกว่าอีกเป็นเท่าตัว

ประโยชน์และความเสี่ยง (Risks and Benefits)

ในแต่ละวันเราทุกคนต่างก็ต้องพบกับความเสี่ยง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้หมดไป แต่สามารถที่จะลดลงได้ ตัวอย่างเช่น การใช้ถ่านหิน น้ำมัน และพลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตไฟฟ้า ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ถึงแม้ว่าจะเพียงเล็กน้อย โดยทั่วไป สังคมจะยอมรับความเสี่ยง ถ้าทำให้เกิดประโยชน์ พวกเราแต่ละคนต่างก็ได้รับมลพิษที่เป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง ในอุตสาหกรรมด้านนิวเคลียร์ ได้มีความพยายามเป็นอย่างมาก ที่จะลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดที่จะยอมรับได้

ในการป้องกันรังสี ได้มีการกำหนดหลักความปลอดภัย 2 ประการ

  • ประการแรก คือการกำหนดสมมติฐานว่า การได้รับรังสีที่สูงกว่าระดับธรรมชาตินั้น จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • ประการที่สอง คือการกำหนดจุดมุ่งหมาย ที่จะปกป้องคนรุ่นต่อไป ไม่ให้ได้รับผลกระทบ จากการกระทำของคนรุ่นปัจจุบัน
การใช้รังสีและเทคนิคด้านนิวเคลียร์ทางการแพทย์ อุตสาหกรรม การเกษตร พลังงาน และทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอื่นๆ ได้นำประโยชน์อย่างมากมายมาสู่สังคม การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ สำหรับการวินิจฉัยและการรักษา ได้ช่วยรักษาชีวิตมนุษย์จำนวนมาก รังสีเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษามะเร็งหลายชนิด สามในสี่ของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ในประเทศอุตสาหกรรม ได้รับประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจากเวชศาสตร์นิวเคลียร์ เช่นเดียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในด้านอื่นๆ กิจกรรมของมนุษย์ไม่มีการกระทำใดที่ไม่มีความเสี่ยง รังสีจึงควรได้รับการมองว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อคนเรา และมีอันตรายน้อยกว่าปัจจัยอย่างอื่นอีกหลายชนิด
ถอดคามจาก : Radiation in Everyday Life
เวบไซต์ : www.iaea.org
1 2