ทรัพยากรธรณี ดิน

ทรัพยากรธรณี มีส่วนสาคัญต่อความเจริญก้าวหน้าของสังคมมนุษย์เช่น ถ่าน หิน น้ามันเหล็ก ดีบุก ทองแดง ตะกั่ว เงิน ทอง มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากแร่ ธาตุเหล่านี้ โดยดัดแปลงมาเป็นเครื่องใช้เป็นอุปกรณ์ในการประกอบการงาน ใช้เป็นส่วนประกอบของสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ใช้ในกิจการด้านอุตสาหกรรม ใช้ เป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนและพลังงาน จึงนับได้ว่าทรัพยากรแร่ธาตุต่างๆ เหล่านี้ ช่วยให้มนุษย์ได้มีโอกาสอยู่ดี กินดี มีฐานะมั่นคงในทางเศรษฐกิจ

  1. 3.  ดิน(soil) หมายถึง เทหวัตถุธรรมชาติที่ปกคลุมผิวโลกเกิดจากการ แปลงสภาพหรือสลายตัวของหินแร่ธาตุและอินทรีย์วัตถุผสม คลุกเคล้ากันตามธรรมชาติรวมตัวกันเป็นชั้นบางๆเมื่อมีน้าและ อากาศที่เหมาะสมก็จะทาให้พืชเจริญเติบโตและยังชีพอยู่ได้  ส่วนประกอบของดิน ดินมีส่วนประกอบที่สาคัญอยู่ 4 ส่วน ดังนี้ คือ 1. ส่วนที่เป็นอนินทรีย์สาร ได้แก่ แร่ หิน ทราย เป็นต้น 2. ส่วนที่เป็นน้า คือ ความชื้นในดิน 3. ส่วนที่เป็นอากาศ คือ ช่องว่างระหว่างเม็ดดินที่มีอากาศแทรกอยู่ 4. ส่วนที่เป็นอินทรีย์สาร ได้แก่ ซากพืช ซากสัตว์ที่สลายตัว มากน้อย แตกต่างกันและสิ่งมีชีวิตในดิน ซึ่งทากิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ต่อพืช เช่น ไส้เดือนและแมลงในดิน เป็นต้น

  1. 4.  หน้าตัดของดิน เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในดินทาให้เกิดลักษณะ ต่างๆ ปรากฏอยู่ตั้งแต่ผิวดินลงไปถึงชั้นวัตถุต้นกาเนิดดิน ตังนั้นหน้าตัด ดินจึงเป็นลักษณะทั่วไปของดินในด้าน ปริมาณ การสะสม การสูญเสีย การแปรสภาพ และการเคลื่อนย้าย เป็นต้น  ส่วนของหน้าตัดดิน คือส่วนในแนวดิ่งตลอดชั้นดินทั้งหมด นับตั้งแต่ผิว พื้นบนสุดที่แตะกับส่วนที่เป็นอากาศ หรือในบางกรณีอาจจะเป็นส่วน ของน้าที่ไม่ลึกมากนักและไม่ถาวร จนถึงส่วนล่างสุดซึ่งโดยทั่วไปแล้ว มักเป็นส่วนที่พืชยืนต้นประจาถิ่นไม่สามารถหยั่งรากส่วนใหญ่ลงไปได้ หรือส่วนที่เป็นชั้นหินแข็ง ในหน้าตัดของดินนี้อาจแบ่งเป็นชั้นดินต่าง ๆ ออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน แทนด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวใหญ่ ได้แก่ O , A , B , C และ R

  1. 5.  วัตถุต้นกาเนิดดิน  แร่  หิน >>> หินอัคนี, หินตะกอน, หินแปร  อินทรียวัตถุ >>> ซากพืช, ซากสัตว์ ดินเกิดจากอนุภาคของหินและแร่ที่ผุพัง ผสมกับซากพืชซากสัตว์ โดยมีน้าและ อากาศแทรกอยู่ตามช่องว่างในดิน ปัจจัยในการเกิดดิน : ภูมิอากาศ สิ่งมีชีวิต ภูมิประเทศ วัตถุต้นกาเนิด เวลา

  1. 6.  เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การผุพัง สลายตัว (Weathering) เป็นสาเกตุทาให้ชั้นหินแตกเป็นหินก้อนใหญ่ๆ หิน ชั้นนี้ เมื่อถูกแสงแดดและฝนตกก็จะแตกหักและผุพังเป็นชิ้นเล็กๆต่อไป ขั้นที่ 2 ขบวนการสร้างดิน (Soil Forming Process) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการผุพัง สลายตัวของหินและ พืชจะเจริญงอกงามตามบริเวณรอยแตกของหิน แมลงเล็กๆ และ สัตว์อื่นๆ เข้ามาอาศัยตามบริเวณรอยแตกเมื่อพืชและสัตว์ตายจะสลายตัวไปเป็นฮิวมัส ขั้นที่ 3 สัตว์เล็กๆ ในดิน จะเคลื่อนที่ไปมาทาให้ฮิวมัสผสมกับเศษหินและแร่กลายเป็นดินที่ อุดมสมบูรณ์ เรียกว่า ดินชั้นบน

 

  1. 7.  จำแนกตามลักษณะของเนื้อดิน มี 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้ 1. ดินเหนียว (Clay) คือ ดินที่มีเนื้อละเอียดที่สุด ยืดหยุ่นเมื่อเปียกน้า เหนียวติดมือ ปั้นเป็นก้อนหรือ คลึงเป็นเส้นยาวได้ พังทลายได้ยาก การอุ้มน้าดี จับยึดและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารพืชได้ค่อนข้างสูง จึงมีธาตุอาหารพืชอยู่มาก 2. ดินทราย (Sand) เป็นดินที่เกาะตัวกันไม่แน่น ระบายน้าและอากาศได้ดีมาก อุ้มน้าได้น้อย พังทลาย ง่าย มีความอุดมสมบูรณ์ต่าเพราะความสามารถในการจับยึดธาตุอาหารมีน้อย พืชที่ขึ้นอยู่ใน บริเวณดินทรายจึงขาดน้าและธาตุอาหารได้ง่าย 3. ดินร่วน (Loam) คือ ดินที่มีเนื้อค่อนข้างละเอียด นุ่มมือ ยืดหยุ่นพอควร ระบายน้าได้ดีปานกลางมี แร่ธาตุอาหารพืชมากกว่าดินทรายเหมาะสาหรับใช้เพาะปลูก

 

  1. 8. เนื่องจากดินเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเพาะปลูก การเจริญเติบโตของพืช จึงขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ ต่างๆ หลายประการของดิน 1. คุณสมบัติทางกายภาพของดิน หมายถึง คุณสมบัติของดินที่เราสามารถตรวจสอบได้ด้วย การแลเห็น หรือจับต้องได้ เช่น เนื้อดิน ความโปร่งหรือแน่นทึบของดิน ความสามารถใน การอุ้มน้าของดิน และสีของดิน เป็นบางครั้งเรียกว่า คุณสมบัติทางฟิสิกส์ เนื้อดิน (Soil Texture) คุณสมบัติที่เรียกว่า เนื้อดินนั้น ได้แก่ ความเหนียว ความหยาบ หรือละเอียดของ ดิน ที่เรามีความรู้สึก เมื่อเราหยิบเอาดินที่เปียกพอหมาดๆ ขึ้นมา บี้ด้วยนิ้วหัวแม่มือกับ นิ้วชี้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่า ดินบางก้อนเหนียว บางก้อนหยาบ และสากมือนั้น เนื่องจาก อนุภาคของแร่หรืออนินทรียสารที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในดินนั้น มีขนาดต่างกัน อยู่ร่วมกัน ทั้งหยาบและละเอียด เป็นปริมาณสัดส่วนแตกต่างกันออกไปในแต่ละเนื้อดิน

 

  1. 9. ชนิดเนื้อดิน กลุ่มเนื้อดิน ๑. ดินเหนียว ๒. ดินเหนียวปนทราย ๓. ดินเหนียวปนตะกอน กลุ่มดินเหนียวที่มีอนุภาคดินเหนียวตั้งแต่ ๔๐% ขึ้นไป ๔. ดินร่วนปนดินเหนียว ๕. ดินร่วนเหนียวปน ตะกอน ๖. ดินร่วนเหนียวปนทราย กลุ่มดินค่อนข้างเหนียว หรือดินร่วนเหนียวมีอนุภาคมีอนุภาคดิน เหนียวระหว่าง ๒๐-๔๐% ๗. ดินร่วน ๘. ดินร่วนปนตะกอน ๙. ดินตะกอน กลุ่มดินร่วน มีอนุภาคดินเหนียวต่ากว่า ๓๐% ๑๐. ดินร่วนปนทราย ๑๑. ดินทรายปนดินร่วน ๑๒. ดินทราย กลุ่มดินทราย มีอนุภาคดินเหนียวต่ากว่า ๒๐% มีอนุภาคทรายมากกว่า ๔๐% ขึ้นไป

  1. 10.  สีของดิน : ดินแต่ละบริเวณจะมีสีที่แตกต่างกันไป เช่น สีดา น้าตาล เหลือง แดง หรือ สี เทา รวมถึงจุดประสีต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของแร่ที่เป็นองค์ประกอบในดิน สภาพแวดล้อมในการเกิดดิน ระยะเวลาการพัฒนา หรือวัสดุอื่นๆ ที่มีอยู่ในดิน

  1. 11.  2. คุณสมบัติทางเคมีของดิน หมายถึง คุณสมบัติของดินซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจะ ตรวจสอบได้ด้วยความรู้สึกจากการเห็นด้วยตา และสัมผัสด้วยมือ แต่จะต้องอาศัยวิธีการ วิเคราะห์ หรือกระบวนการทางเคมี เป็นเครื่องชี้บอก เช่น ความเป็นกรด-ด่างของดิน เป็น ต้น ความเป็นกรด-ด่างของดิน เราสามารถตรวจสอบได้ ปกติเรามักใช้ค่าที่เรียกว่า พีเอช หรือ pH ความหมาย ของค่าพีเอชนี้ขออธิบายดังนี้ ช่วงของพีเอชของดินโดยทั่วไป จะมีค่าอยู่ระหว่างประมาณ 3.๐-9.๐ ค่า pH 7.0 บอกถึงสภาพความเป็นกลางของดิน กล่าวคือ ดินมีตัวที่ทาให้เป็นกรด และตัวที่ทาให้เป็นด่างอยู่เป็นปริมาณเท่ากันพอดี ค่าที่ต่ากว่า 7.๐ เช่น 6.๐ บอกสภาพ ความเป็นกรดของดิน เช่นเดียวกับดินที่มี pH สูงกว่า 7.๐ ก็จะบอกสภาพความเป็นด่าง ของดิน ยิ่งมีค่าสูงกว่า ๗.๐ เท่าใด ความเป็นด่างก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น  สาหรับพืชทั่วๆไปเจริญเติบโตในช่วง pH ประมาณ 5.5-7.0
  2. 12.  3. คุณสมบัติทางด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน หมายถึง ปริมาณและชนิดของธาตุอาหาร พืช ที่จาเป็นที่มีอยู่ในดิน มีมากน้อย และเป็นสัดส่วนกันอย่างไร มากพอหรือขาดแคลนสัก เท่าใด พืชสามารถดึงดูดไปใช้เป็นประโยชน์ได้ยากหรือง่าย แบ่งเป็น กลุ่มที่ ๑ ไนโตเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม สามธาตุนี้ พืชมักต้องการเป็นปริมาณมาก แต่มักจะ มีอยู่ในดินไม่ค่อยพอกับความต้องการของพืชที่ปลูก ต้องช่วยเหลือโดยใส่ปุ๋ ยอยู่เสมอ เฉพาะ ธาตุอาหารในกลุ่มนี้เท่านั้น กลุ่มที่ ๒ แคลเซียม แมกนีเซียม และกามะถัน สามธาตุนี้ พืชต้องการมากเหมือนกัน บางธาตุก็ ไม่แพ้กลุ่มที่หนึ่ง แต่ธาตุทั้งสามนี้โดยปกติมักอยู่ในดินค่อนข้างมากเพียงพอกับความ ต้องการของพืชทั่วๆ ไป เมื่อเราใส่ปุ๋ ยสาหรับธาตุในกลุ่มที่ ๑ ธาตุในกลุ่มที่ ๒ นี้ก็มักจะติดมา ด้วยไม่มากก็น้อย ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีปัญหาเกิดการขาดหรือมีไม่พอเพียงกับความต้องการ ของพืช กลุ่มที่ ๓ เหล็ก แมงกานีส โบรอน โมลิบดินัม ทองแดง สังกะสี และคลอรีน ธาตุทั้งเจ็ดนี้ พืช โดยทั่วไปมีความต้องการเป็นปริมาณน้อยมาก เราจึงเรียกธาตุในกลุ่มที่ ๓ นี้ว่า จุลธาตุอาหาร
  3. 13. มีหลายวิธี ดังนี้  การใส่ปุ๋ ยเพื่อเพิ่มแร่ธาตุ จุดประสงค์ของการใส่ปุ๋ ยเพื่อเพิ่มเกลือแร่ให้กับดินเกลือแร่บาง ชนิดจาเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชเช่นเกลือแร่ของาตุไนโตรเจนฟอสฟอรัส โพแทสเซียมและอื่นๆนอกจากนั้นยังเป็นการเพิ่มสารอินทรีย์ในดินอาจกระทาได้โดยใช้ปุ๋ ย พืชสดใส่ปุ๋ ยคอกและปุ๋ ยหมักซึ่งปุ๋ ยอินทรีย์เหล่านี้จะช่วยให้ดินมีความสามารถอุ้มน้าได้ดี อากาศแทรกซึมได้สะดวกและลดอัตราการสูญเสียหน้าดิน  การปรับความเป็นกรด – เบสของดิน ปัจจัยที่เพิ่มความเป็นกรด – เบสของดิน ได้แก่ การเน่า เปื่อยของสารอินทรีย์ในดิน การใส่ปุ๋ ยเคมีบางชนิด การใส่ปูนขาว โดยทั่วไปเป็นเพราะ ปริมาณแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และโซเดียมที่เกาะอยู่กับเม็ดดินมากน้อย ต่างกัน จึงทาให้ดินแต่ละชนิดมีความเป็นกรด – เบส แตกต่างกัน  การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชหมุนเวียนจะเป็นวิธีการที่ทาให้มีการเพิ่มสารอินทรีย์ใน ดินเพื่อการเพิ่มคุณภาพของดิน
  4. 14.  ความสาคัญของดิน เป็นที่เกิดแห่งปัจจัยที่จาเป็นในการดารงชีวิต  แสดงอาณาเขตที่อยู่อาศัย  แหล่งปลูกพืช และที่มาของอาหาร  ที่มาของเครื่องนุ่งห่ม และยา  อื่นๆ อีกมากมาย  การใช้ประโยชน์ของดิน  ทางการเกษตร  ปลูกพืช  เลี้ยงสัตว์  ขุดบ่อเลี้ยงปลา  ทางการก่อสร้าง  สร้างที่อยู่อาศัย  สร้างถนน

 

Comments

comments

ใส่ความเห็น