ระบบหายใจ

:: การหายใจ(respiration) ::

        การหายใจ (respiration) เป็นการนำอากาศเข้าและออกจากร่างกาย ส่งผลให้แก๊สออกซิเจนทำปฏิกิริยากับสารอาหาร
ได้พลังงาน น้ำ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ กระบวนการหายใจเกิดขึ้นกับทุกเซลล์ตลอดเวลา การหายใจจำเป็นต้องอาศัย
โครงสร้าง 2 ชนิดคือ กล้ามเนื้อกะบังลม และกระดูกซี่โครง ซึ่งมีกลไกการทำงานของระบบหายใจ ดังนี้

 

:: กลไกการทำงานของระบบหายใจ ::
1. การหายใจเข้า (Inspiration) กะบังลมจะเลื่อนต่ำลง กระดูกซี่โครงจะเลื่อนสูงขึ้น ทำให้ปริมาตรของช่องอกเพิ่มขึ้น ความดันอากาศในบริเวณรอบ ๆ ปอดลดต่ำลงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายนอกจึงเคลื่อนเข้าสู่จมูก หลอดลม และไปยัง
ถุงลมปอด

2. การหายใจออก (Expiration) กะบังลมจะเลื่อนสูง กระดูกซี่โครงจะเลื่อนต่ำลง ทำให้ปริมาตรของช่องอกลดน้อยลง ความดันอากาศในบริเวณรอบ ๆ ปอดสูงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายในถุงลมปอดจึงเคลื่อนที่จากถุงลมปอดไปสู่
หลอดลมและออกทางจมูก

 สิ่งที่กำหนดอัตราการหายใจเข้าและออก คือ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด

  • ถ้าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดในเลือดต่ำจะทำให้การหายใจช้าลง เช่น การนอนหลับ
  • ถ้าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดในเลือดสูงจะทำให้การหายใจเร็วขึ้น เช่น การออกกำลังกาย
:: การหมุนเวียนของแก๊ส ::


การหมุนเวียนของแก๊ส
เป็นการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซออกซิเจน เกิดขึ้นที่บริเวณถุงลมปอด ด้วยการแพร่ของก๊าซออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย และก๊าซออกซิเจนทำปฎิกิริยากับสารอาหารในเซลล์ของร่างกาย
ทำให้ได้พลังงาน น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังสมการ

เอนไซม์
.

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างก๊าซออกซิเจนกับอาหารจะแพร่ออกจากเซลล์เข้าสู่หลอดเลือดฝอยและ
ลำเลียงไปยังปอด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่เข้าสู่หลอดลมเล็กๆ ของปอดขับออกจากร่างกายพร้อมกับลมหายใจออก


:: การไอ การจาม การหาวและการสะอึก ::

อาการที่เกี่ยวข้องกับการหายใจมีดังนี้

1. การจาม เกิดจากการหายใจเอาอากาศที่ไม่สะอาดเข้าไปในร่างกาย ร่างกายจึงพยายามขับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกมา
นอกร่างกาย โดยการหายใจเข้าลึกแล้วหายใจออกทันที

2. การหาว เกิดจากการที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมอยู่ในเลือดมากเกินไป จึงต้องขับออกจากร่างกาย โดย
การหายใจเข้ายาวและลึก เพื่อรับแก๊สออกซิเจนเข้าปอดและแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเลือด

3. การสะอึก เกิดจากกะบังลมหดตัวเป็นจังหวะๆ ขณะหดตัวอากาศจะถูกดันผ่านลงสู่ปอดทันที ทำให้สายเสียงสั่น
เกิดเสียงขึ้น

4. การไอ เป็นการหายใจอย่างรุนแรงเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในกล่องเสียงและหลอดลม ร่างกายจะมี
การหายใจเข้ายาวและหายใจออกอย่างแรง

 สารเจือปนในอากาศ

          สารอันตรายซึ่งปนเปื้อนอยู่ในอากาศมีมากมายหลายชนิด หลายรูปแบบจำแนกได้เช่น ฝุ่น ละออง ไอโลหะ และไอระเหย สารเหล่านี้อาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง  ถึงแม้ว่าร่างกายมีกลไกการป้องกันไม่ให้สารอันตรายเข้าสู่ร่างกายโดยง่าย แต่กลไกเหล่านี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น สารอันตรายซึ่งมีขนาดเล็กมาก ๆ รวมทั้งแก๊ส  และไอระเหยยังคงสามารถผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ทางระบบทางเดินหายใจ  ดังนั้น การแก้ไขหรือปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานจึงมีความสำคัญในการลดปริมาณความ เข้มข้นของสารอันตรายลงสู่ระดับที่ปลอดภัย  นอกจากนี้การป้องกันที่ผู้ปฏิบัติงาน  โดยการใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจหรือหน้ากาก ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่งใช้ควบคู่กับการปรับปรุงแก้ไขสภาพแวดล้อมในการทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจำแนกประเภทของสารอันตรายในอากาศ

สารอันตรายซึ่งปนเปื้อนอยู่ในอากาศแบ่งออกเป็น 5 ประเภท  ได้แก่

1.  ฝุ่น  หมายถึง  ของแข็งหรือเส้นใยขนาดเล็กที่เกิดจากการเลื่อยไม้ ไสไม้ ทอผ้า ปักผ้า ผสมดิน เป็นต้น

2.  ละออง  หมายถึง  หยดของเหลวที่เกิดจากการทำให้ของเหลวแตกกลายเป็นหยดเล็ก ๆ เช่น การพ่นสารกำจัดแมลง การพ่นสี  เป็นต้น

3.  ฟูมโลหะ  หมายถึง  อนุภาคของโลหะเล็กมาก ๆ พบได้ในงานเชื่อม หลอมโลหะ งานบัดกรี เป็นต้น

4.  แก๊ส  หมายถึง  สสารที่มีรูปทรงและปริมาตรไม่แน่นอน เช่น แก๊สออกซิเจน เป็นต้น

5.  ไอระเหย  หมายถึง  สสารคล้ายแก๊สเกิดจากการระเหยของสารซึ่งมีสถานะเป็นของเหลวที่ภาวะปกติ มักพบได้ในงานทาสีน้ำมันชักเงา  การทาสีเฟอร์นิเจอร์ การเขียนรูปสีน้ำมัน  เป็นต้น

กลไกการป้องกันของร่างกาย

สารอันตรายในอากาศไม่สามารถเข้าสู่ภายในร่างกายได้ง่าย  เนื่องจากระบบทางเดินหายใจมีกลไกการป้องกันที่สำคัญ 4 ขั้นตอน  ได้แก่

1.  ขนจมูก  เป็นการป้องกันขั้นแรก ทำหน้าที่ดักจับฝุ่น ละออง ฟูมโลหะขนาดใหญ่

2.  ซีเลีย  เป็นขนขนาดเล็กมากเคลื่อนไหวได้ บุอยู่ภายในระบบทางเดินหายใจทำหน้าที่ดักจับ

ฝุ่น ละออง ฟูม โลหะขนาดเล็ก พัดโบกขึ้นมาในลำคอเพื่อกำจัดออกจากระบบทางเดิน

หายใจโดยการกลืน กิน หรือไอ

3.  เยื่อเมือก  บุอยู่ทั่วไปภายในทางเดินหายใจ  เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่น

ละออง ฟูมโลหะขนาดเล็ก

4.  การไอ  เป็นการกำจัดฝุ่น  ละออง  ฟูมโลหะขนาดเล็กมาก ๆ ที่เข้ามาจนถึงบริเวณขั้วปอด ออกจากร่างกาย

ผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพ

ฝุ่น ละออง ฟูมโลหะที่มีขนาดเล็กมากจะหลุดรอดเข้าสู่ภายในปอดและตกต้างอยู่ในถุงลม หรือแพร่ผ่านผนังถุงลมเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะจำเพาะได้ สำหรับแก๊สและไอระเหยจะผ่านกลไกการป้องกันของร่างกายไปยังอวัยวะจำเพาะได้ โดยตรง  สารอันตรายเหล่านี้เมื่อตกค้างในปอดหรือเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจะก่อให้เกิด ความผิดปกติต่าง ๆ ได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ขึ้นกับคุณสมบัติของสารอันตราย ระยะเวลา และปริมาณที่ได้รับ ความต้านทานของแต่ละบุคคล อายุ และเพศ

เอกสารอ้างอิง http://www.med.cmu.ac.th/

http://forums.thaisafetywork.com/

 

Comments

comments