อาหารและสารอาหาร

      อาหารและสารอาหาร

IMG_0255

 

1.  อาหาร

       อาหาร หมายถึง สิ่งที่เรารับประทานเข้าไปแล้วทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆ ไม่ทำให้เกิดโทษ เช่น เนื้อสัตว์ ข้าว แป้ง ผัก ผลไม้ นม ฯลฯ ยกเว้นยารักษาโรค

ความสำคัญของอาหาร

          อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นต่อชีวิต  ที่ช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโต  แข็งแรง  สมบูรณ์  สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆได้

ประโยชน์ของอาหาร

     อาหารที่เรารับประทานเข้าไป  เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้
1. ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต  ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ  สมอง  กระดูก  ผิวหนัง  เป็นต้น
2. ให้พลังงานและความอบอุ่นต่อร่างกายในการทำกิจกรรมต่าง ๆ  เช่น  การเดิน  การเล่นกีฬาการทำงานบ้าน  การใช้ความคิด
3. ช่วยซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่สึกหรอ
4. สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายในการต้านทานโรคต่างๆ ทำให้คนเราไม่เจ็บป่วยง่ายๆ  ช่วยทำให้การทำงานของอวัยวะภายในร่างกายทำงานเป็นปกติ

การจำแนกสารอาหารตามหลักโภชนาการ สามารถแบ่งได้เป็น 5 หมู่ คือ

1 คาร์โบไฮเดรท

2 โปรตีน

3 ไขมัน

4 เกลือแร่

5 วิตามิน

718147-topic-ix-0

 

2.  สารอาหาร

สารอาหาร หมายถึง สารที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในอาหาร ที่รับประทานเข้าไปในร่างกายแล้วร่างกายนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิตของร่างกาย เช่น ให้พลังงานในการดำรงชีวิต เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อ ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ประโยชน์ของสารอาหาร  สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในอาหารมีประโยชน์  ดังนี้

1.ให้พลังงานแก่ร่างกาย  ทำให้ทำงานได้และให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

2.ป้องกันและต้านทานโรค

3.สร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอ  และทำให้ร่างกายเจริญเติบโต

4.ช่วยให้ระบบต่างๆ  ในร่างกายทำงานเป็นปกติ

การแบ่งสารอาหารโดยใช้เกณฑ์การให้พลังงานของสารอาหาร จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

  • กลุ่มสารอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรท โปรตีน และไขมัน
  • กลุ่มสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน ได้แก่ เกลือแร่ และ วิตามิน

2.1  สารอาหารที่ให้พลังงาน

2.1.1  คาร์โบไฮเดรต ( carbohydrate)

อาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรต   อาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตมีอยู่ ๕ ประเภท คือ ธัญพืช ผลไม้ ผัก นม ขนมหวานและน้ำหวานชนิดต่างๆ แม้ว่าโปรตีนและไขมันให้กำลังงานได้เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรตก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด ผู้ใหญ่แต่ละคนควรกินคาร์โบไฮเดรตไม่ต่ำกว่า  ๕๐-๑๐๐ กรัม เพื่อหลีกเลี่ยงผลร้ายจากการเผาผลาญโปรตีนและไขมัน ถ้าจะให้ดีร้อยละ ๕๐ ของกำลังงานที่ได้รับในแต่ละวันควรด้มาจากคาร์โบไฮเดรต

องค์ประกอบทางเคมี  คือ สารอินทรีย์ที่ประกอบด้วยธาตุ C, H และ O อัตราส่วนโดยอะตอมของ H : O = 2:1 เช่น C3H6O3 /C6H12O6 /(C6H10O5)n

       ประเภทของคาร์โบไฮเดรต

คาร์โบไฮเดรตสามารถจำแนกตามสมบัติทางกายภาพและ ทางเคมี ได้ 2 พวก คือ

    • พวกที่เป็นน้ำตาล
    • พวกที่ไม่ใช่น้ำตาล (แป้ง และเซลลูโลส)

คาร์โบไฮเดรตสามารถจำแนกตามขนาดโมเลกุล สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

1.น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว หรือ โมโนแซ็กคาไรด์ (monosaccharide) จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะดูดซึมจากลำไส้ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านการย่อย ที่พบทั่วไปมีคาร์บอน 6 อะตอม  ตัวอย่างของน้ำตาลประเภทนี้ได้แก่ กลูโคส (glucose), ฟรักโทส (fructose), กาแล็กโทส (galactose) และทั้งกลูโคสและฟรักโทสต่างก็เป็นน้ำตาลที่พบได้ในผัก ผลไม้ และน้ำผึ้ง น้ำตาลส่วนใหญ่ที่พบในเลือด คือ กลูโคส ซึ่งเป็นตัวให้พลังงานที่สำคัญแก่ร่างกาย

 

2.น้ำตาลโมเลกุลคู่ หรือ ไดแซ็กคาไรด์ (disaccharide) จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ประกอบไปด้วยน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ตัวมารวมกัน น้ำตาลชนิดนี้เมื่อรับประทานเข้าไป น้ำย่อยในลำไส้เล็กจะย่อยออกเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อน ร่างกายจึงจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่สำคัญทางด้านอาคาร คือ แล็กโทส (lactose) ที่ประกอบด้วยกลูโคสและกาแล็กโทส และซูโครส (sucrose) ที่ประกอบด้วยกลูโคสและฟรักโทส, และมอลโทส (maltose)

 

3. น้ำตาลโมเลกุลใหญ่ หรือ โพลีแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลใหญ่และมีสูตรโครงสร้างที่ซับซ้อน ซึ่งประกอบไปด้วยน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวจำนวนมากกว่า 10 หน่วยขึ้นไปมารวมตัวกันอยู่ โดยเชื่อมต่อกันด้วยพันธะไกลโคซิติกชนิดต่างๆ โพลีแซ็กคาไรด์ที่สำคัญทางอาหาร คือ แป้ง (starch), ไกลโคเจน (glycogen), เซลลูโลส (cellulose), ไคติน (chitin), ลิกนิน (lignin), เพกติน (pectin), อินนูลิน (inulin), เฮปาริน (heparin) ฯลฯ โดยไกลโคเจนจะพบได้ในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์ ส่วนแป้งและเซลลูโลสจะพบได้ในพืช แม้ว่าทั้งแป้ง ไกลโคเจน และเซลลูโลสจะประกอบไปด้วยกลูโคสเหมือนกัน แต่ลักษณะของการเรียงตัวของกลูโคสจะต่างกัน ทำให้สูตรโครงสร้างต่างกัน และเฉพาะแป้งและไกลโคเจนเท่านั้นที่น้ำย่อยในลำไส้สามารถย่อยได้

imagefructose

 ประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรต

  1. ช่วยให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวเพื่อทำงานหรือประกอบกิจกรรมต่างๆ ได้ (คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม จะให้พลังงาน 4 แคลอรี่)
  2. คาร์โบไฮเดรตจัดเป็นส่วนประกอบของสารที่ทำหน้าที่สำคัญในร่างกายหลายชนิด เช่น สารจำพวกไกลโคโปตีน (glycoprotein), ไกลโคไลปิด (glycolipid), กรดนิวคลิอิค (nucleic acid) เป็นต้น
  3. คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งงานที่เรียกว่าโพลีแซ็กคาไรด์สะสม (Storage polysaccharide) เช่น ไกลโคเจนและแป้ง ซึ่งเป็นเสมือนแหล่งเสบียงที่เก็บตุนพลังงานไว้ เมื่อร่างกายต้องการใช้พลังงานก็จะถูกย่อยให้เป็นกลูโคสเพื่อใช้เผาผลาญให้ได้พลังงานต่อไป
  4. คาร์โบไฮเดรตมีความจำเป็นต่อการช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายให้เป็นไปตามปกติ หากร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอร่างกายจะเผาผลาญไขมันเป็นพลังงานมากขึ้น ทำให้เกิดสารประเภทคีโทนมาคั่ง (ketone bodies) ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
  5. คาร์โบไฮเดรตจะช่วยสงวนคุณค่าของโปรตีนไว้ไม่ให้เผาผลาญเป็นพลังงาน หากได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตเพียงพอ
  6. คาร์โบไฮเดรตที่เหลือใช้จากการเปลี่ยนไปเป็นพลังงานและสร้างไกลโคเจน ร่างกายจะนำไปใช้ในการสังเคราะห์ไขมันและกรดอะมิโน
  7. การทำงานของสมองจะต้องพึ่งกลูโคส (glucose) ซึ่งเป็นตัวให้พลังงานที่สำคัญ
  8. กรดกลูคูโรนิก (glucuronic acid) (อนุพันธ์ของกลูโคส) มีหน้าที่เปลี่ยนสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายเมื่อผ่านไปที่ตับ ทำให้มีพิษลดลงและอยู่ในสภาพที่ร่างกายจะสามารถขับถ่ายออกมาได้
  9. ช่วยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของผนังเซลล์ในแบคทีเรีย เซลล์พืชและสัตว์ เช่น ไคตินในกระดองปู วุ้นในสาหร่ายทะเล และยังทำหน้าที่ทางชีวภาพอื่นๆ เช่น เฮปาริน จะช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น
  10. อาหารจำพวกธัญพืชนอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังเป็นแหล่งที่ให้โปรตีน เกลือแร่ และวิตามินอีกด้วย

2.1.2  โปรตีน (Protein)

อาหารที่ให้โปรตีน

พืชสังเคราะห์โปรตีนได้จากไนโตรเจน ส่วนคนและสัตว์ชั้นสูงอาศัยกรดแอมิโนที่ได้รับจากอาหาร แหล่งอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพดีและสำคัญของมนุษย์และสัตว์ ได้แก่ เนื้อสัตว์ (meat) น้ำนม (milk) ไข่ (egg) ถั่ว (legume) เช่น ถั่วเหลือง เมล็ดธัญพืช (cereal grain) นอกจากนี้ จุลินทรีย์ เช่น ยีสต์ สาหร่ายเห็ด หนอน แมลงที่กินได้ก็เป็นแหล่งของโปรตีนที่ดี

องค์ประกอบทางเคมี

โปรตีน คือ สารชีวโมเลกุลประเภทสารอินทรีย์ที่ประกอบด้วยธาตุ คาร์บอน(C), ไฮโดรเจน(H), ออกซิเจน(O), ไนโตรเจน(N )เป็นองค์ประกอบสำคันอกจากนั้นยังมีธาตุอื่น ๆ เช่น S, P, Fe, Zn ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของโปรตีน โปรตีน เป็นสารพวกพอลิเมอร์ ประกอบด้วยกรดอะมิโนจำนวนมากมาย

กรดอะมิโน (Amino acid) คือ หน่วยเล็กๆของ โปรตีน ถ้าไม่มีกรดอะมิโนก็จะไม่มีโปรตีน

ชนิดกรดอะมิโน  ในคนพบประมาณ 20 ชนิด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

กรดอะมิโนจำเป็น  ร่างกายต้องการสังเคราะห์ขึ้นไม่ได้ต้องได้รับจากอาหาร เช่น ไลชีน, วาลีน, ไอโชลิวชีน,ทรีโอนีน  เป็นต้น

กรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น  ร่างกายสังเคราะห์ได้เอง  เช่น  ชีสเทอีน,อาร์จินิน,กลูตามีน,เซรีน เป็นต้น

 

ประโยชน์ของโปรตีน

  1. ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย
  2. ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอภายในร่างกาย
  3. ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกายในกรณีร่างกายขาดพลังงาน
  4. ช่วยสร้างน้ำย่อย ฮอร์โมน และน้ำนม รวมไปถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วย
  5. ช่วยรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด เนื้อเยื่อ และเซลล์ต่างๆในร่างกาย รวมไปถึงความเป็นกรดด่างของร่างกายด้วย
  6. ช่วยกระตุ้นการผลิตกลูโคส จากนั้นกลูโคสจะเดินทางไปที่ตับ และทำให้ร่างกายของเรารู้สึกอิ่ม ก่อนจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่าหยุดรับประทานอาหารได้แล้ว

2.1.3  ไขมัน (Fat)

อาหารที่ให้ไขมัน

น้ำมัน กะทิ เนย น้ำมันจากพืชและสัตว์

องค์ประกอบทางเคมี

ไขมันเป็นสารอินทรีย์ ประกอบด้วยหน่วยย่อย 2 ชนิด คือ กลีเซอรอล(Glycerol) และ กรดไขมัน (Fatty acid) โดยทั่วไปไขมันจะมีธาตุคาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) เป็นองค์ประกอบ  ไขมันที่พบมากที่สุดสัตว์และพืช คือ ไขมันที่เรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเกิดจากกลีเซอรอล 1 โมเลกุลกับกรดไขมัน 3 โมเลกุล

ไขมันสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ 

1. กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty Acids) คือเป็นไขมันเต็มตัวแล้ว คือ ธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจนและออกซิเจนจับกันเป็นลูกโซ่โดยสมบูรณ์ และไม่มีช่องว่างเหลือที่จะทำปฏิกิริยากับสารใดๆ ในร่างกายได้ ดังนั้น ไขมันชนิดนี้จะอยู่ในรูปของแข็งในอุณหภูมิปกติ ไขมันจำพวกนี้จะพบมากใน ไขมันสัตว์ เช่น เนื้อหมู วัว และไขมันจากกะทิ มะพร้าว เนย ไข่แดงและอื่นๆ

2. กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acids) คือไขมันที่ธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจนและออกซิเจน จับกันยังไม่สมบูรณ์ นั่นคือ ยังมีช่องว่างในลูกโซ่เหลืออยู่ และพร้อมที่จะทำปฏิกิริยาและจับกับสารอื่นๆ ในร่างกายได้และพร้อมจะเปลี่ยนแปรสภาพเป็นสารอื่นๆ ได้ พบมากในน้ำมันปลาแซลมอน น้ำมันเมล็ดพันธุ์บอเรจ น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส น้ำมันจมูกข้าวสาลี และอื่นๆ

ประโยชน์ของไขมัน

1. ไขมันเป็นอาหารสำคัญที่มีความจำเป็นต่อร่างกายและเป็น 1 ในอาหาร 5 หมู่ ที่มีประโยชน์ นอกเหนือจากโปรตีน คาร์โบไฮเดรท วิตามินและเกลือแร่
2. ไขมันช่วยในการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมัน
(Fat soluble Vitamins) เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย
3. ไขมันให้พลังงานแก่ร่างกายที่สูงที่สุดคือ 9 แคลอรี่ต่อ 1 กรัมของไขมัน ช่วยทำให้ร่างกายมีพลังงานที่จะทำงานและประกอบกิจวัตรประจำวัยได้ตามปกติ
4. ไขมันช่วยปกป้องและกันความร้อน รวมทั้งคอยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ โดยทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อน
(Thermal Insulator) ของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังและอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกาย
5.ไขมันช่วยเป็นเสมือนกันชนให้ร่างกาย คือช่วยป้องกันการกระเทือนของอวัยวะภายในร่างกาย ที่เกิดจากแรงกระแทกหรือการเคลื่อนไหวอย่างแรงของร่างกาย ซึ่งคอยป้องกันการบาดเจ็บของอวัยวะภายในร่างกาย
6. ไขมันเป็นส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อประสาทนั่นคือ เส้นประสาทของคนเราจะมีไขมันเป็นส่วนประกอบในอัตราที่สูง โดยเฉพาะจะหุ้มเส้นประสาท ช่วยในการป้องกันเส้นประสาทให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อถูกสั่งจากสมองไปยังกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
7. ไขมันเมื่อรวมกับโปรตีนก็คือ ไลโปโปรตีน
(Lipoproteins) จะเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะผนังเซลล์และไมโตคอนเดรีย ส่วนนี้มีประโยชน์สำหรับคนเรามาก เพราะร่างกายของเราประกอบเป็นตัวตนด้วยเซลล์หลายๆ ล้านเซลล์ และเซลล์ของร่างกายเรา จะผลิตทุกวันเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ นั่นคือ ถ้าขาดไขมัน ผนังเซลล์ของร่างกายเราก็จะอ่อนแอ เซลล์ที่ตายไปก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้

fats

 

2.2  สารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน

2.2.1  วิตามิน (Vitamin)

วิตามินเป็นสารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก  แต่มีโครงสร้างค่อนข้างซับซ้อนจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต ซึ่งร่างกายต้องการน้อยมากแต่ถ้าขาดไปจะทำให้ร่างกายผิดปกติ  วิตามินมีหน้าที่ควบคุมการทำงานต่างๆ ในร่างกายให้เป็นปกติ  โดยมีบทบาทในปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ทำงานร่วมกันเอนไซม์  วิตามินส่วนใหญ่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเองไม่ได้ ต้องได้รับจากการรับประทานอาหารที่มีวิตามินหรือสารตั้งต้นในการสังเคราะห์วิตามิน

วิตามินจำแนกตามสมบัติการละลาย  ได้ 2 กลุ่ม คือ

1.วิตามินที่ละลายในน้ำมัน (Fat-soluble vitamin) ได้เเก่  วิตามินเอ ดี อี และเค

2.วิตามินที่ละลายในน้ำ (Water-soluble vitamins)  ได้เเก่  บี1,บี2,บี3,บี6,บี12 และวิตามิน 16

1370363603

 

 2.2.2 แร่ธาตุ (Mineral) 

องค์ประกอบทางเคมี

แร่ธาตุเป็นสารอินทรีย์  โดยร่างกายจะได้รับมาพร้อมกับอาหารและเครื่องดื่มในลักษณะของไอออนที่ละลายน้ำได้

ความสำคัญของแร่ธาตุ

1.เกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์ประสาท

2.รักษาสมดุลของสารละลายและน้ำในร่างกาย

3.เป็นส่วนประกอบหลักของเนื้อเยื่อต่างๆ และโปรตีนหลายชนิก

4.เป็นส่วนประกอบหลักของสารละลายภายนอกและภายในเซลล์

2.2.3  น้ำ (Water)

องค์ประกอบทางเคมี

น้ำเป็นสารอาหารประเภทอนินทรีย์ ประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจน(H) และธาตุออกวิเจน (O) มีสูตรโมเลกุล คือ H2O

ความต้องการน้ำของร่างกาย

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำประมาณร้อยละ 60-70 ของน้ำหนักตัว   น้ำที่ร่างกายได้รับมาจากน้ำ  เครื่องดื่ม  อาหาร  และผักผลไม้ ซึ่งบางชนิดที่มีน้ำมากกว่าร้อยละ 90 เช่น  กะหล่ำปลี มะเขือเทศ แตงโม โดยทั่วไปผู้ใหญ่ควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร หรือประมาณ 6-8 แก้ว

  1. เป็นส่วนประกอบที่มีมากที่สุดในร่างกาย มีอยู่ 2 ใน 3 ของน้ำหนักตัว โดยส่วนประกอบของส่วนต่างๆ ในร่างกาย เช่น เลือด น้ำเหลือง ตับ ไต เนื้อ
  2. ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่
  3. เป็นสารที่ช่วยให้กระบวนการทางเคมีในร่างกายดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เช่น การย่อยอาหาร ทั้งประเภทคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ได้อาหารที่มีโมเลกุลขนาดเล็กลงที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้
  4. ช่วยในการลำเลียงสารต่างๆ ในร่างกาย เช่น การลำเลียงอาหาร การไหลเวียนของเลือด และยังช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย เช่น ปัสสาวะ เหงื่อ

5.มีความเกี่ยวข้องกับสมดุลของความเข้มข้นของสารละลายในร่างกาย

6.ช่วยในการขับถ่ายกากอาหารและของเสีย เช่น การขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ

2.2.3  น้ำ

 องค์ประกอบทางเคมี

น้ำเป็นสารอาหารประเภทอนินทรีย์  ประกอบด้วยธาตุไนโตรเจน (H) และธาตุออกซิเจน (O) มีสูตรโมเลกุล คือ H2O

แหล่งอาหารและความต้องการน้ำของร่างกาย

น้ำมีมากกว่าร้อยละ 90 ส่วนมากร่างกายได้รับมาจาก เครื่องดื่ม อาหาร และผักผลไม้ เช่น มะเขือเทศ  แตงโม  กะหล่ำปลี เป็นต้น ร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำประมาณร้อยละ 60-70 ของน้ำหนักตัว  โดยผู้ใหญ่ควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร หรือประมาณ 6-8 แก้ว   ถ้าร่างกายรับน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ จะทำให้เกิดอาการท้องร่วง  อาเจียน ได้

ความสำคัญของน้ำ

1.เป็นส่วนประกอบของ ของเหลวภายในและภายนอกเซลล์

2.ช่วยลำเลียงสารต่างๆ เช่น อาหาร แก๊ส เป็นต้น

3.มีความเกี่ยวข้องกับความสมดุลของความเข้มข้นของสารละลายในร่างกาย

4.ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

5.ช่วยในการขับถ่ายกากอาหารและของเสีย

 

การตรวจสอบสารอาหาร

1.  การตรวจสอบแป้ง จะใช้สารละลายไอโอดันหยดลงบนอาหารที่ต้องการทดสอบ ถ้าอาหารที่ทดสอบมีแป้งเป็นส่วนประกอบจะเปลี่ยนสีของสารละลายไอโอดีนจากสี น้ำตาลเป็นสีม่วงเข้มเกือบดำ หรือม่วงแกมน้ำเงิน

รูปที่ 1.  การตรวจสอบแป้ง

2.  การทดสอบน้ำตาล จะใช้สารละลายเบเนดิกต์หยดลงไปในอาหาร แล้วนำไปต้มในน้ำเดือด ถ้าเกิดตะกอนสีส้ม สีเหลือง หรือสีอิฐ แสดงว่าอาหารนั้นมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ

รูปที่ 2  การตรวจสอบน้ำตาล

3.  การตรวจสอบหาไขมัน เป็นการตรวจสอบที่สามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเหมือนกับวิธีการตรวจสอบสารอาหารประเภทอื่น คือการนำอาหารไปแตะหรือถูกับกระดาษสีขาว แล้วให้แสงส่องผ่าน ถ้ากระดาษเป็นมันและมีลักษณะโปร่งแสงแสดงว่าอาหารนั้นมีไขมันอยู่

รูปที่  3  การตรวจสอบไขมัน

4.  การตรวจสอบหาโปรตีน จะใช้การทดสอบที่เรียกว่า การทดสอบไบยูเร็ต คือการเติมสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ และสารประกอบคอปเปอร์ซัลเฟตลงในอาหาร ถ้าสีของสารละลายเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีม่วง หรือสีชมพูอมม่วง หรือสีน้ำเงิน แสดงว่าอาหารนั้นมีโปรตีน

 

รูปที่ 4  การตรวจสอบโปรตีน

5.  การตรวจสอบวิตามินซี  ด้วยสารละลายไอโอดีนผสมกับน้ำแป้งนั้น เนื่องจากว่าวิตามินซีนั้นเป็นสารจำพวกให้อิเล็กตรอน โดยใช้น้ำแป้งเป็น indicator เมื่อวิตามินซีถูกออกซิไดซ์ (สูญเสียอิเล็กตรอน) แล้ว วิตามินซีจะเป็นตัวแยกสารสีน้ำเงินเข้มที่เป็นปฏิกิริยาระหว่างไอโอดีนกับน้ำแป้งสุกนั้นออกมา ทำให้สีน้ำเงินนั้นจางหายไป

 

รูปที่  5  การตวจสอบวิตามิน

 ความต้องการสารอาหารและพลังงานของร่างกายในแต่ละวัย

1.  ความต้องสารอาหารในเพศชายมีมากกว่าเพศหญิง

2.ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน

2.1  วัย

2.2  สภาพร่างกาย

เครื่องมือที่ใช้หาพลังงานในอาหาร

 

 

 

แหล่งอ้างอิง : http://frynn.com

http://thunyalak.wordpress.com/

http://www.vistra.co.th

Comments

comments