โครงงาน เรื่อง สารป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญ

ชื่อโครงงาน  :  สารป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญ

รายชื่อผู้จัดทำ  :  ด.ญ.วิไลพร    อึ่งไพร

อาจารย์ที่ปรึกษา  :  อาจารย์สราวุธ    สุธีรวงศ์

บทคัดย่อ :  โครงงาน เรื่อง สารป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญ เป็นโครงงานวิทยาศาสตร์  ที่จัดทำขึ้นเพื่อนำสารจากธรรมชาติมาช่วยชะลอการเกิดตะไคร่น้ำหรืออาจเทียบเท่าหยุดการเกิดตะไคร่น้ำที่บนมากในกลุ่มคนที่มีใจรักการจัดสวน และสิ่งหนึ่งที่มักควบคู่กับการจัดสวนคืออิฐมอญ  มักเกิดปัญหาการเกิด ตะไคร่น้ำ สารธรรมชาติที่ได้มาจากพืชที่หาได้ทั่วไป  เช่น ใบกล้วย  ใบบอน เป็นต้น โดยมีกระบวนการศึกษาประสิทธิภาพของสารว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด เหมาะกับค่าใช้จ่ายหรือไม่  และระยะเวลาที่ศึกษา  พบว่า  น้ำจากพืชที่ได้คัดเลือกมามีสารผสมพอที่จะใช้ในการทดลองได้ เมื่อนำมาผสมผสานในปริมาณอัตราส่วนจนเกิดเป็นน้ำยาสารเคมียับยั้งการเกิดตะไคร่น้ำ ในระยะเวลาตามลำดับ

บทที่1

บทนำ

ที่มาและความสำคัญ  :   จากการที่ได้สังเกต  แล้วพบว่า  อิฐมอญที่ใช้ทำการก่อสร้างโดยทั่วไป  เช่น  การสร้างกำแพง , บ่อน้ำ , อาคารบ้านเรือนต่างๆ ฯลฯ มักมีกลุ่มตะไคร่น้ำสีเขียวๆเกาะจับอยู่  ซึ่งบางทีปล่อยไว้นานๆไปก็ล้างไม่ออก  ซึ่งทำให้บดบังทัศนียภาพต่อผู้ที่ได้พบเห็น เพราะ ทำให้อาคารบ้านเรือนดูเก่า ทุรดโทรม , ตะไคร่น้ำมีความลื่น  ถ้าไปเกิดบนพื้นทางเดินก็อาจทำให้เราลื่นล้มได้  และรากของตะไคร่น้ำก็อาจจะมีผลต่อความแข็งแรงของอิฐ   ทางกลุ่มได้ทำดารศึกษา  ค้นคว้า  เกี่ยวกับสารที่ใช้ป้องกันตะไคร่น้ำที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป ก็พบว่า มีแต่สารเคมีที่สังเคราะห์ขึ้นมา  เช่น  สารไทเทเนียมได้ออกไซด์ , สารส้ม , ปูนขาว เป็นต้น ( สารพวกนี้มักนิยมใช้ในอ่างเลี้ยงปลา ) ดังนั้นจึงอยากที่จะทำการศึกษา ค้นคว้า และทดลองสกัดสารจากธรรมชาติ    ที่มีองค์ประกอบทางเคมีมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสารเคมีที่ใช้กำจัดตะไคร่น้ำในอ่างเลี้ยงปลา  ออกมาว่าจะสามารถใช้ป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐได้หรือไม่และถ้าได้ สารสกัดจากธรรมชาติชนิดไหนจะป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐได้ดีกว่ากัน  เพื่อที่จะได้สารจากธรรมชาติที่ใช้ป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญ  ที่มีราคาถูกกว่าสารเคมีตามท้องตลาดทั่วไป  ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและไม่เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

 

จุดประสงค์ของโครงงาน  :

  1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญ และค้นคว้าวิธีป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำ
  2. เพื่อทำการทดลองชนิดของสารจากธรรมชาติ ที่สามารถป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญได้
  3. เพื่อนำสารสกัดจากธรรมชาติที่ได้ ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

สมมติฐาน  :

สารที่สกัดจากธรรมชาติสามารถใช้ป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐได้  มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับสารเคมีที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป  และสามารถลดมลภาวะของสารเคมีที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อมได้

ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง : ตัวแปรต้น     =>สารต่างๆที่สกัดจากธรรมชาติ  ได้แก่  ใบกล้วย  ใบบอน  ใบน้อยหน่า   และพืชพันธุ์อื่นๆ

ตัวแปรตาม       =>  การยับยั้งการเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญ

ตัวแปรควบคุม   =>ปริมาณสารสกัดจากธรรมชาติ , ขนาดของอิฐ , ถังน้ำที่ใช้ในการแช่อิฐ , ปริมาณน้ำในถังน้ำ , ชนิดของอิฐ

ขอบเขตในการทำโครงงาน :  1. เลือกปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน  โดยผู้จัดทำได้เลือกปัญหา  การเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญ  และคิดอยากจะแก้ปัญหานั้น

2. ศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสารที่ใช้ป้องกันตะไคร่น้ำ  และศึกษาถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญ

3. นำข้อมูลที่ได้ไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาในแนวทางทำโครงงาน

4. ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพืชพันธุ์ธรรมชาติที่สามารถป้องกันตะไคร่น้ำได้  แล้วนำมาเคลือบอิฐ   ทำการทดลองว่าสารจากธรรมชาติสามารถป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำได้หรือไม่

นิยามเชิงปฏิบัติการ : ตะไคร่น้ำ  หมายถึง  สาหร่ายเซลล์เดียวซึ่งเกาะยึดในพื้นที่ที่มีน้ำไหล เพราะน้ำที่ไหลมีทั้งออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และสารอาหารไหลเวียนดี แสงดี สาหร่ายพวกนี้จะมายึดเกาะ กลายเป็นผืนเขียว ๆ

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ :

  1. ได้รู้ถึงสภาพสิ่งแวดล้อมที่ทำให้อิฐมอญเกิดตะไคร่น้ำ และรู้วิธีแก้ไข
  2. ได้สารสกัดจากธรรมชาติที่สามารถป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญได้ดีที่สุดและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
  3. ระบุปัจจัยที่ทำให้พืชที่นำมาทดลองนั้น สามารถยับยั้งการเกิดตะไคร่น้ำได้

บทที่ 2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

 1. กล้วย   ชื่อไทย  กล้วย

ชื่อสามัญ   Bananas

ชื่อพฤกษศาสตร์  Musa cultivars and hybrids

ชื่อวงศ์  MUSACEAE

แหล่งกำเนิดและการกระจายพันธุ์   เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์   พืชไม่มีเนื้อไม้อายุหลายปี มีเหง้า ยอดใหม่เจริญขึ้นเหนือดิน เรียกว่า ลำต้นเทียม ใบเดี่ยว เรียงเวียน แผ่นใบขนาดใหญ่รูปขอบขนาน ช่อดอกออกเพียงช่อเดียวต่อหนึ่งลำต้นเทียม เป็นช่อเชิงลดประกอบ ดอกมีประมาณ 5-15 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมี 12-20 ดอก เรียงเป็นสองแถวอยู่ภายใต้ใบประดับรูปไข่ปลายแหลมสีแดง ดอกเพศผู้อยู่ที่ปลายช่อ เรียกว่า “ปลี” กลางช่อบางครั้งเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกเพศเมียที่โคนช่อเจริญเป็นผลได้โดยไม่มีการผสม รังไข่ใต้วงกลีบ ผลแบบกล้วย ไม่มีเมล็ด ผลแต่ละกลุ่มเรียกว่า “หวี” ผลทั้งช่อเรียกว่า “เครือ”

ผลผลิตและผลิตภัณฑ์   ผลสุก กินสดเป็นผลไม้ แปรรูป (ดูกล้วย) ผลอ่อน ปลี และแกนลำต้นเทียมกินเป็นผัก กาบด้านนอกของลำต้นเทียมใช้ทำเชือก ใบใช้ห่อของ ผลสุกและผลอ่อนกินเป็นยา

                                                                                                                               

2.บอน ชื่อไทย   บอน

ชื่อวิทยาศาสตร์  Colocasia esculenta Schott.

ชื่อวงศ์  ARACEAE

แหล่งที่พบ  สามารถพบทุกภาค

ลักษณะทางพฤกศาสตร์  ต้น  ไม้ล้มลุกมีลำต้น (เหง้า) อยู่ใต้ดินมีอายุหลายปี ขึ้นเป็นกลุ่มหลายต้นเรียงรายตามที่ลุ่มริมน้ำ สูงประมาณ 70-120 ซม. ลำต้นใต้ดิน ประกอบไปด้วยหัวกลางและหัวย่อย อยู่รอบๆ หัวใหญ่

ใบ  ใบมีรูปร่างคล้ายรูปหัวใจหรือคล้ายโล่ ปลายแหลมฐานใบเว้าแหลม ใบกว้าง 20-35 ซม. ยาว 35-40 ซม. หน้าใบเขียวเรียบไม่เปียกน้ำเพราะผิวใบเคลือบด้วยไข (wax) หลังใบสีขาวนวลมีเส้นใบชัดเจน แต่ละกอมี 7-9 ใบ ก้านใบยาวออกจากต้นใต้ดิน ก้านใบยึดกับด้านล่างของใบ ก้านใบยาว 30-90 ซม.

ดอก  ออกจากลำต้นใต้ดินเป็นช่อยาว มีกาบสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองนวลหุ้มอยู่ ยาว 26 ซม. มีดอกเป็นกระเปาะสีเขียวเป็นแท่งอยู่ตรงกลาง มีกลิ่นหอมต่อมาจะกลายเป็นผลเล็กๆ จำนวนมากประกอบไปด้วยหัวกลางและหัวย่อย อยู่รอบๆหัวใหญ่

ประโยชน์ (โดยย่อ) หัวใต้ดิน รับประทานได้ ใช้เป็นยาระบาย ห้ามเลือด น้ำคั้นจากก้านใบเป็นยานวด แก้ฟกช้ำ ลำต้นบดใช้พอกแผลรวมทั้งแผลจากงูกัด   ลำต้นใช้ทำอาหาร เช่นแกงบอน ส่วนของบอนที่นำมาแกงคือยอดอ่อน หรือใบอ่อนของบอนที่อยู่ใกล้โคนต้นใช้บอนพันธุ์สีเขียวสด ไม่มีสีขาวเคลือบอยู่ตามก้านและใบ ซึ่งเรียกว่า บอนหวาน ส่วนชนิดที่มีสีซีดกว่า และนวลขาวกว่า เรียกว่า บอนคัน ไม่นิยมนำมาแก   

บทที่ 3

อุปกรณ์และวิธีการทดลอง

วัสดุอุปกรณ์และสารเคมีที่ใช้ :

วัสดุอุปกรณ์  1.อิฐมอญ 4-6 ก้อน  2. ขันน้ำใส่น้ำ  3.ตะเเกรง  4.กระป๋องน้ำ

    

      รูปภาพที่ 1  อิฐมอญ

      

รูปภาพที่ 2 ขันน้ำใส่น้ำ

    รูปภาพี่ 3 ตะเเกรง

  

     รูปที่  4  กระป๋องน้ำ

 

สารเคมี  1.พืชที่จะนำมาใช้ในการสกัด เช่น ใบกล้วย ใบบอน อื่นๆ   2. น้ำเปล่า เพื่อผสมสารสกัดธรรมชาติชนิดละ 1 แก้ว

วิธีการทดลอง : 1. – นำอิฐมอญไปแช่ในน้ำสะอาด ปล่อยทิ้งไว้จนอิฐเกิดตะไคร่น้ำ  สังเกตและบันทึกผล

                                – นำอิฐมอญไปแช่ในสารเคมีที่ใช้กำจัดตะไคร่น้ำ  แล้วนำไปแช่น้ำจนเกิดตะไคร่น้ำ  สังเกตและบันทึกผล

2.นำใบพืชที่จะใช้ในการทดลอง ไปปั่นในเครื่องปั่นน้ำผลไม้ ( แยกกันปั่น ) เสร็จแล้วเทลงที่ตะแกรงเพื่อที่จะแยกเอาน้ำสกัด

 

3. นำอิฐมอญแต่ละก้อนไปแช่ในน้ำสารสกัดแต่ละชนิด เป็นเวลา 1 ชม. แล้วตากทิ้งไว้ให้แห้งเป็นเวลา 1 คืน

4. นำอิฐที่แช่น้ำสกัดทั้งหมด แช่ในน้ำสะอาด ( แยกกันแช่ ) แล้วสังเกตและบันทึกผลว่าอิฐที่แช่สารสกัดชนิดไหนป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำได้ดีกว่ากัน

5.บันทึกผลการทดลอง สรุปและอภิปรายผลการทดลอง

แผนปฏิบัติงาน :

การเลือกโครงงาน  20 ตุุลาคม พ.ศ 2557

การเขียนโครงงาน  21-24  ตุลาคม พ.ศ.2557

การลงมือทำ  25-30  ตุลาคม  พ.ศ.2557

การเขียนรายงานผล  3-17 พฤศจิกายน พ.ศ.2557

 

บทที่  4

ผลการทดลอง

จากการศึกษาได้ผลการทดลองดังต่อไปนี้

สัปดาห์ที่ 1  หลังจากใช้สารเคมีจากธรรมชาติเทราดลงบริเวณที่เกิดตะไคร่น้ำ  แล้วพบว่ามีปริมาณค่อนข้างลดลงเล็กน้อย

สัปดาห์ที่ 2  ตะไคร่น้ำเริ่มลดลงเพิ่มมากขึ้นจากเดิม  และเริ่มมีสีเขียวอ่อนลง

สัปดาร์ที่  3   ตะไคร่น้ำเริ่มเฉาลงเรื่อย จนตาย

 บทที่ 5

สรุปและอภิปรายผลการทดลอง

สรุปผลการทดลอง  : ภายใน 2 สัปดาห์ สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตะไคร่น้ำที่มีปริมาณการเกิดที่ลดลง  ส่วนที่เกิดเเล้วก็เริ่มเฉาตาย ซึ่งสารป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญจากธรรมชาติสามารถใช้งานได้จริง สังเกตได้จากปริมาณตะไคร่น้ำ

อภิปรายผลการทดลอง : สารป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญ จากการที่ได้สังเกตผลการทดลอง  แล้วพบว่ามีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับสารเคมีที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป  และสามารถลดมลภาวะของสารเคมีที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อมได้  และมีประสิทะิภาพเหมาะกับการใช้จ่ายที่เสียไป

ข้อเสนอเเนะ :  เพื่อจะมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดควรใช้สารป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญในเดือนที่มีอากาศร้อยหรือฤดูแล้ง  เพราะมีอากาศร้อนการเจริญเติบโตของตะไคร่น้ำเป็นได้ช้า

บทที่ 6

บรรณานุกรม

บรรณานุกรม : 1 . จักรพันธ์ แสงใส. “การเกิดตะไคร่น้ำบนอิฐมอญ” [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://lms.sompoy.ac.th/

2 .  “ ตะไคร่น้ำ คือ ” [ออนไลน์] . เข้าถึงได้จาก : http://th.wikipedia.org/

 

 

Comments

comments