หลักฐานและข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

หลักฐานและข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

วิวัฒนาการ : Evolution

วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเป็นการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยจากสิ่งมีชีวิตแบบดั้งเดิมสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันไปจากเดิมทั้งด้านรูปร่าง ส่วนประกอบพฤติกรรม การดํารงชีพ และลักษณะอื่นๆ อันเป็นผลมาจากการ เปลี่ยนแปลง ทางด้านกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตแต่ละหน่วยไม่ก่อให้เกิดวิวัฒนาการ ทั้งนี้เพราะวิวัฒนาการจะเกิดขึ้นได้ในระดับ ประชากร ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน สามารถผสมพันธุ์กัน ได้ให้กําเนิดลูกหลานที่เหมือนบรรพบุรุษได้ ดังนั้นประชากร จึงถือได้ว่าเป็นหน่วยสําคัญของการวิวัฒนาการ

หลักฐานที่สนับสนุนการเกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

1.หลักฐานซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิต หลักฐานดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตหรือหลักฐานทางธรณีวิทยา(geological evidence) เป็นหลักฐานซากพืชซากสัตว์ในชั้นหินต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่า ซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (fossil) วิชาที่ศึกษาซากเหล่านี้เรียกว่า บรรพชีวินวิทยา (paleontology)

2.หลักฐานกายวิภาคเปรียบเทียบ การศึกษาเปรียบเทียบของโครงสร้างต่างๆในตัวเต็มวัย กำเนิด หน้าที่ และการทำงานของกลุ่มสิ่งมีชีวิตต่างๆ ได้แก่ Homologous structure และ Analogous structure

– Homologous structure

โครงสร้างมาจากจุดกำเนิดเดียวกันแต่ทำหน้าที่ต่างกัน วิวัฒนาการของโครงสร้างนี้เรียกว่า Homology การที่มีจุดกำเนิดเดียวกันแสดงว่าสิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในเชิงวิวัฒนาการ (มีบรรพบุรุษร่วมกัน)

แผนภาพเปรียบเทียบ Homologous structure ของระยางคู่หน้าในสัตว์มีกระดูกสันหลังซึ่งจะแตกต่างกันในขนาด รูปร่างและหน้าที่    แต่มีแบบแผนของโครงสร้างคล้ายคลึงกัน (สังเกตลักษณะกระดูกชิ้นต่างๆที่มีสีเดียว มาจากจุดกำเนิดเดียวกัน)

– Analogous structure

โครงสร้างของสิ่งมีชีวิตที่มาจากจุดกำเนิดต่างกันแต่ทำหน้าที่เหมือนกัน เรียกวิวัฒนาการของโครงสร้างนี้ว่า Analogy ในเชิงวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้ไม่มีความสัมพันธ์กันทางบรรพบุรุษ

แผนภาพเปรียบเทียบ ปีกนก ปีกแมลง โครงสร้างมาจากจุดกำเนิดต่างกัน แต่นำไปใช้ในการบินเช่นเดียวกัน

3.หลักฐานจากคัพภะวิทยาเปรียบเทียบ

ในบางกรณีที่ไม่สามารถ ศึกษากายวิภาคเปรียบเทียบในระยะตัวเต็มวัยได้ แต่เมื่อศึกษาการเจริญเติบโตในระยะเอ็มบริโอแล้ว พบว่าใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนการเกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตได้  จากการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอของสัตว์มีกระดูกสันหลังระยะแรกๆ จะเห็นว่ามี อวัยวะบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน เช่น ช่องเหงือก(gill slit) และหาง เป็น ต้น ความคล้ายคลึงกันของการเจริญเติบโตในระยะเอ็มบริโอนี้อาจเป็นไปได้ว่า สัตว์มีกระดูกสันหลังเหล่านี้ต่างมีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน แต่มีการปรับเปลี่ยนรูปร่างอันเป็นผลมาจากการวิวัฒนาการเพื่อให้เหมาะสมต่อการ ดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

4.หลักฐานด้านชีววิทยาระดับโมเลกุล

ในปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ก้าวหน้าไปมาก นับตั้งแต่ที่เมนเดลได้จุดประกายการศึกษาสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต และจุดเปลี่ยนสำคัญที่เจมส์ วัตสัน (James Watson) และฟรานซิส คริก (Francis Crick) ได้ค้นพบโครงสร้างสามมิติของดีเอ็นเอ ในปี พ.ศ.2496 ความรู้ทางพันธุศาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการศึกษาสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอก็ก้าวหน้านับแต่นั้นมา สิ่งมีชีวิตพื้นฐานทุกชนิดมีดีเอ็นเอเป็นสารพันธุกรรม (ยกเว้นไวรัสบางชนิด) ความเหมือนหรือความแตกต่างของลำดับเบสในดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดสามารถใช้บ่งชี้ถึงความใกล้ชิดกันทางวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตได้ กล่าวคือสิ่งมีชีวิตที่มีความใกล้ชิดกันเชิงวิวัฒนาการจะมีความเหมือนกันของดีเอ็นเอมากกว่าสิ่งมีชีวิตกลุ่มอื่น และเนื่องจากโปรตีนเป็นผลิตภัณฑ์จากรหัสของดีเอ็นเอ

ตัวอย่าง: การศึกษาลำดับกรดอะมิโนของ คน ลิงซีรัส  หนู  ไก่  กบ  ปลาปากกลม พบว่าลำดับกรดอะมิโนคนกับลิงซีรัสใกล้เคียงกันแสดงว่าคนและลิงซีรัสมีวิวัฒนาการจากบรรพบุรุษเดียวกัน

 

5.หลักฐานทางชีวภูมิศาสตร์

ภูมิอากาศและภูมิประเทศเป็นตัวกําหนดที่ทําให้ มีการกระจายของพืช และสัตว์แตกต่างกันไปโดยอยู่กับความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมนั้นๆ สิ่งกีดขวางต่างๆ เช่น ภูเขา ทะเลทราย ทะเลมหาสมุทรเป็นผลให้มีการแบ่งแยกและเกิดสปีชีส์ในที่สุด เช่น การเกิดสปีชีส์ของกุ้งที่ต่างกัน

 

6.สปีชีส์ จากเดิมที่มีเพียงสปีชีส์เดียว แต่การเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนขยับของแผ่นทวีป ทำให้กุ้งเหล่านี้ถูกแยกจากกัน โดยสภาพทางภูมิศาสตร์ และต่างก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเมื่อเวลาผ่านไป ลักษณะความแตกต่าง จึงเพิ่มขึ้นเรื่อยจนไม่อาจผสมพันธุ์กันได้อีก

เกิดเป็นกุ้งต่างสปีชีส์ขึ้น

 

แหล่งที่มา :

https://sites.google.com/site/evolution00life/evolution-introduct/evolution4

http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/BP1/Program/chapter2/p1.html

http://biologyevolution3.blogspot.com/2012/02/evolution-3-2-1.html

 

 

 

 

 

 

 

เด็กในหลอดแก้ว

การปฏิสนธิภายนอกร่างกาย หรือการทำเด็กหลอดแก้ว หรือที่เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ว่า IVF (In-vitro Fertilization) เป็นการนำไข่และอสุจิมาผสมกันให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการ จากนั้นจึงจะนำไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว (ตัวอ่อน) ย้ายกลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ต่อไป

วิธีการนี้เหมาะกับใครบ้าง

  • คู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่อุดตันหรือท่อนำไข่ถูกทำลาย
  • คู่สมรสที่ฝายชายมีปัญหาเกี่ยวกับเชื้ออสุจิ ได้แก่ มีจำนวนอสุจิน้อย อสุจิเคลื่อนที่ได้ไม่ดี
  • คู่สมรสที่ยังไม่ทราบสาเหตุของการมีบุตรยาก และพยายามมีบุตรมามากกว่า 3 ปี
  • คู่สมรสที่ได้ใช้วิธีกระตุ้นการตกไข่และการผสมเทียมโดยการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง (Intrauterine Insemination: IUI) มาแล้วแต่ยังไม่ตั้งครรภ์

ขั้นตอนในการทำเด็กหลอดแก้ว

    1. แพทย์จะเลือกเก็บไข่ที่สมบูรณ์จากรังไข่โดยใช้เข็มดูดผ่านทางช่องคลอด โดยอาศัยเครื่องอัลตราซาวนด์ ซึ่งจำเป็นต้องให้ยาสลบเพื่อป้องกันความเจ็บปวด ใช้เวลาเก็บไข่ประมาณ 30 นาที หลังการเก็บไข่ ฝ่ายหญิงจะได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนชนิดสอดช่องคลอดหรือฉีดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูก
    2. ไข่และอสุจิจะถูกผสมกันในห้องปฏิบัติการเลี้ยงและควบคุมคุณภาพตัวอ่อน จากนั้นติดตามดูไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิใน 2 วันต่อมา
    3. ในวันถัดมา ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิจะกลายเป็นตัวอ่อน พร้อมที่จะย้ายเข้าโพรงมดลูกซึ่งมักจะทำในวันที่ 3-5 หลังวันเก็บไข่ ซึ่งขั้นตอนของการย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูกไม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหารก่อนมาโรงพยาบาล ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ และใช้เวลาประมาณ 30 นาที

เทคโนโลยีที่ช่วยให้มีบุตร

เด็กหลอดแก้ว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เด็กหลอดแก้ว

     เด็กหลอดแก้วคืออะไร

เด็กหลอดแก้ว คือ คือ เทคโนโลยีที่ช่วยในการปฎิสนธิระหว่างไข่และสเปิร์มที่ภายนอกร่างกาย เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาภาวะการมีบุตรยาก ด้วยการนำไข่ออกมาจากร่างกายของฝ่ายผู้หญิงและนำเอาสเปิร์มของฝ่ายผู้ชาย มาทำการปฏิสนธิกันภายในภาชนะบรรจุของเหลว เสร็จแล้วจึงนำไข่ที่มีการปฏิสนธิแล้ว หรือ ตัวอ่อนเอ็มบริโอ(Embryo) ใส่เข้าไปยังมดลูกของฝ่ายผู้หญิง เพื่อทำให้การตั้งครรภ์นั้นสมบูรณ์

» Read more

การปฏิสนธิภายนอกร่างกายหรือการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)

การปฏิสนธิภายนอกร่างกายหรือการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)

การปฏิสนธิภายนอกร่างกาย หรือการทำเด็กหลอดแก้ว หรือที่เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ว่า IVF (In-vitro Fertilization) เป็นการนำไข่และอสุจิมาผสมกันให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการ จากนั้นจึงจะนำไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว (ตัวอ่อน) ย้ายกลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ต่อไป
 
 

» Read more

เทคโนโลยีที่ช่วยให้มีบุตร

เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

1.การคัดเลือกเชื้ออสุจิ ฉีดผสมเทียม (Intrauterine insemination : IUI)
เป็นการฉีดตัวอสุจิที่ได้รับการเตรียม และคัดเลือกตัวอสุจิที่แข็งแรง รูปร่างดี ในปริมาณที่มากพอเข้าสู่โพรงมดลูก โดยการฉีดผ่านสายยาง ที่สอดผ่านปากมดลูก เข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อช่วยให้อสุจิมีโอกาสพบกับไข่ได้ง่ายขึ้น

วิธีนี้เป็นการรักษาภาวะมีบุตรยากที่ไม่ยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายไม่สูง และมีโอกาสในการตั้งครรภ์พอสมควร อย่างไรก็ตามผลการรักษาจะดีหรือไม่ อยู่ทีการคัดเลือกกลุ่มคู่สมรสที่เหมาะสมในการรักษา ซึ่งควรจะเป็นคู่สมรสที่อายุไม่มาก ไม่มีปัญหาเรื่องท่อนำไข่อุดตัน หรือมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่แบบรุนแรง หรือฝ่ายชายที่มีภาวะปกติไม่มาก

» Read more

การผสมเทียม

        การผสมเทียม หมายถึง การใช้เครื่องมือฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปภายในอวัยวะสืบพันธ์ของสตรีในช่วงที่มีการตกไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิระหว่างตัวอสุจิกับไข่ของสตรีนั้นเชื้ออสุจิอาจเป็นของสามีหรือของผู้บริจาค ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง           การผสมเทียมมักทำในกรณีที่น้ำเชื้ออสุจิของฝ่ายชายมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน มีปัญหาเกี่ยวกับการร่วมเพศหลั่งอสุจิใน    ช่องคลอดฝ่ายหญิงไม่ได้ น้ำอสุจิย้อนกลับเข้าไปในเพาะปัสสาวะ มีภูมิต้านทานต่อตัวอสุจิในมูกที่ปากมดลูก ปากมดลูกแคบมาก

เป็นต้น

           วิธีทำการผสมเทียมมีหลายวิธี แต่วิธีที่นิยมแพร่หลายและมีอัตราความสำเร็จในเกณฑ์ดีคือการฉีดเชื้อแบคทีเรียและสารต่างๆออก และคัดเฉพาะเชื้ออสุจิที่แข็งแรง การผสมเทียมนี้เป็นวิธีที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยผลของการผสมเทียมพบว่าอัตราตั้งครรภ์จะมีประมาณร้อยละ 10-20 ต่อรอบเดือน ซึ่งโดยปกติการผสมเทียมมักจะประสบผลสำเร็จภายใน 3-6 รอบเดือนของการรักษา ถ้ายังไม่ตั้งครรภ์ควรจะประเมิณหาสาเหตุซ้ำเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

โรคหัวใจขาดเลือด

โรคหัวใจขาดเลือด

หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหรือตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดไปเลี้ยงลดลงหรือไม่มีเลย  เป็นผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ  หากรุนแรงทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ การที่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหรือตันนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากหลอดเลือดแข็งตัวขึ้น  เนื่องจากมีไขมันสะสมในผนังด้านในของหลอดเลือด  เป็นผลให้ทางที่เลือดไหลผ่านแคบลง เลือดไหลไม่สะดวก กล้ามเนื้อหัวใจจึงได้รับเลือดน้อยกว่าปกติ  นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากเกร็ดเลือดและลิ่มเลือดอุดตันอีกด้วย

อาการที่สำคัญของภาวะหัวใจขาดเลือด

» Read more

การทำเด็กหลอดแก้ว

Image result for การทำเด็กหลอดแก้ว

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ทางเลือกสำหรับผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก

1. การกระตุ้นไข่

แพทย์จะตรวจเลือดเพื่อดูฮอร์โมน (AMH) และอัลตราซาวด์ เพื่อตรวจดูความพร้อมก่อนกระตุ้น ในวันที่ 2-3 ของประจำเดือน และทำการสั่งยาฉีดทางหน้าท้องทุกวันเพื่อกระตุ้นไข่ของท่าน โดยจะใช้เวลา 10 – 12 วัน โดยประมาณ

2. การเฝ้าสังเกตอาการ

ท่านจำเป็นจะต้องเข้ารับการตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ เพื่อสังเกตผลของการฉีดยากระตุ้นไข่ เพื่อประเมินภาวะตอบสนองของร่างกายและแพทย์อาจมีการปรับขนาดของยาอย่างเหมาะสมเพื่อให้มีประสิทธิภาพ

3. ไข่ที่เจริญสมบูรณ์

เมื่อแพทย์พิจารณาขนาดไข่ของท่านเหมาะสมในการใช้งาน ท่านจะได้รับการฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ไข่ตก 35-37 ชั่วโมงก่อนการเก็บไข่

4. การเก็บไข่

ขั้นตอนในการเก็บใข่จะกระทำในห้องผ่าตัด โดยท่านจะได้รับยาและสารน้ำทางหลอดเลือดดำ หลังจากที่ท่านได้รับยาสลบอ่อน ๆ แล้วแพทย์จะทำการเก็บไข่ทางช่องคลอดควบคู่ไปกับการดูภาพอัลตราซาวด์ โดยใช้เวลาในการเก็บประมาณ 15 นาที และหลังจากนั้นท่านจะต้องนอนพักเพื่อสังเกตอาการในห้องฟักฟื้น ใช้เวลาโดยรวมประมาณ 3 ชั่วโมง

5. การเก็บสเปิร์ม

ในวันที่เก็บไข่ ฝ่ายชายจะต้องทำการเก็บสเปิร์มเพื่อใช้ในการปฎิสนธิ หากฝ่ายชายไม่สะดวกสามารถใช้สเปิร์มแช่แข็ง

6. การปฏิสนธิ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงตัวอ่อนจะทำการคัดเลือกสเปิร์มที่แข็งแรง เพื่อปฏิสนธิกับไข่ในห้องทดลอง

7. รายงานตัวอ่อน

ท่านจะได้รับรายงานตัวอ่อน พร้อมคำอธิบายจากผู้ดูแลในวันถัดไป

8. การย้ายตัวอ่อน

  • การย้ายตัวอ่อนรอบสด แพทย์จะให้ยาเตรียมมดลูกเพื่อทำการใส่ตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกของท่านประมาณ 2 ถึง 5 วันหลังเก็บไข่
  • การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ แพทย์จะแนะนำให้ท่านแช่แข็งตัวอ่อน
    เพื่อให้มดลูกได้พักประมาณ 2-3 เดือนหลังจากการกระตุ้นไข่ แพทย์จะให้ยาเตรียมมดลูก และวางแผนการใส่ตัวอ่อนรอบแช่แข็งให้ท่าน

9. การแช่แข็งตัวอ่อน

ท่านสามารถทำการแช่แข็งตัวอ่อนที่เหลืออยู่เพื่อนำไปใช้ในการทำเด็กหลอดแก้วในอนาคตได้

10. การตรวจการตั้งครรภ์

ประมาณ 10 วันหลังการย้ายตัวอ่อน ท่านสามารถทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจการตั้งครรภ์ได้

  • หากผลลัพธ์เป็นบวก แพทย์จะให้คำแนะนำในการใช้ยาต่อเนื่องหรือการปฏิบัติตัว ท่านสามารถฝากครรภ์และคลอดธรรมชาติเหมือนการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติได้
  • หากผลลัพธ์เป็นลบ ท่านจะได้รับการตรวจสอบหาสาเหตุและแนวทางการรักษาเพื่อเพิ่มโอกาสในครั้งต่อไป

หมายเหตุ;

สามีและภรรยา จะต้องได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาภาวะติดเชื้อตามมาตรฐานของห้องปฏิบัตการตัวอ่อน


ขั้นตอนแนะนำการเตรียมตัว

1. เข้ารับการปรึกษากับผู้ให้คำปรึกษาด้านการทำเด็กหลอดแก้วของเรา

ท่านสามารถติดต่อขอลงนัดได้ที่ 02 252 3833 หรือที่เว็บไซต์ของเรา www.safefertilitycenter.com
ในการพบกันครั้งแรก ผู้ดูแลส่วนตัวของท่านจะทำการสอบถามถึงประวัติการรักษาที่เกี่ยวข้องกับการทำเด็กหลอดแก้ว และอธิบายถึงกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วให้ท่านทราบและเข้าใจ ทั้งนี้ การทำเด็กหลอดแก้วไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับทุกคู่สมรสเสมอไป ยังมีวิธีการอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถนำไปสู่การตั้งครรภ์ได้ด้วยเช่นกัน

2. ลงทะเบียนและกรอกประวัติการรักษาเบื้องต้น

หากท่านตัดสินใจที่จะทำเด็กหลอดแก้วกับเรา ผู้ดูแลจะนำแบบฟอร์มลงทะเบียนให้ท่านกรอกและส่งคืน โดยในการมาคลินิกครั้งแรกท่านจำเป็นจะต้องเข้ารับการการตรวจ ดังนี้

  • การเจาะเลือดของทั้งคู่สามีภรรยา
  • การสแกนอัลตราซาวด์ของฝ่ายภรรยา
  • การตรวจผลสเปิร์มของฝ่ายสามี

3. ลงนัดกับ เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ เซ็นเตอร์

เมื่อท่านทำการติดต่อกับผู้ดูแลส่วนตัวของท่าน ทางผู้ดูแลจะทำการจัดตารางนัดหมายให้ท่านพร้อมกับการให้คำปรึกษาและการชำระเงินต่างๆ

4. ลงนามในหนังสือยินยอม

ท่านจำเป็นจะต้องลงนามในหนังสือยินยอม เพื่อเป็นการอนุญาตให้ทางคลินิกดำเนินการทำเด็กหลอดแก้ว

5. ยืนยันแผนการรักษากับผู้ดูแลของท่าน

เมื่อท่านได้รับผลการตรวจของท่านแล้ว ทางผู้ดูแลจะนัดพบท่านในลำดับถัดไป เพื่อยืนยันแผนการรักษาการทำเด็กหลอดแก้ว

6. เริ่มกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว


เซฟ เฟอร์ทิลี้ตี้ เซ็นเตอร์ เราเข้าใจว่าการที่จะเริ่มต้นการรักษานั้น มันเป็นเวลาที่เคร่งเครียดและน่ากังวลมากแค่ไหนสำหรับทั้งคุณและคู่ของคุณ

ดังนั้น การเข้ามาพูดคุยปรึกษากันครั้งแรกที่ เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ เซ็นเตอร์ นั้นเราตั้งใจที่จะให้การเข้ามาในครั้งนี้เป็นการเข้ามาที่ทำให้คุณได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เป็นการปรึกษาที่มีประสิทธิภาพและเฉพาะแต่ละบุคคล เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธภาพที่สุดด้วยการดูแลที่ทำให้ในระหว่างการเข้ามาปรึกษาครั้งแรก

คุณจะได้รับการแนะนำทีมผู้เชี่ยวชาญที่จะได้รับมอบหมายให้ดูแลคุณ โดยทีมผู้ดูแลนี้จะสื่อสารกันในทีมรวมทั้งสื่อสารกับคุณตลอดระหว่างการรักษา เพื่อให้แน่ใจว่าทุกรายละเอียดของคุณได้รับการพิจารณา รวมถึงคำถามและความกังวลของคุณนั้นได้รับการตอบสนอง จากนั้นคุณจะได้พบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผู้ซึ่งจะทบทวนประวัติการรักษาของคุณและวินิจฉัยจากข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งแพทย์อาจจะทำการอัลตราซาวนด์เพื่อให้มองเห็นรังไข่และมดลูกของคุณ แล้วคุณจะได้พบกับพยาบาลที่จะคอยดูแลคุณ โดยพยาบาลจะทำตรวจสอบและให้การแนะนำ รวมทั้งวางแผนการรักษาเพื่อช่วยให้คุณสามารถวางแผนตารางเวลาในการรักษาได้

จุดประสงค์ของเรา

เพื่อให้การปรึกษาและการรักษาด้านภาวะมีบุตรยากที่ เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ เซ็นเตอร์ ของคุณนั้นประสบผลสำเร็จเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยให้ข้อมูลและผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ หนทางที่ดีที่สุดในการหาคำตอบที่คุณกำลังมองหาอยู่นั้น คือการให้ข้อมูลกับทีมผู้ดูแลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เกี่ยวกับประวัติการรักษาและผลจากการรักษาที่ผ่านมาของคุณ

 

การทำกิ๊ฟท์ และเด็กหลอดแก้ว

ทำกิ๊ฟท์และเด็กหลอดแก้ว - มีบุตรอย่างปลอดภัยและได้ผล | โรงพยาบาลกรุงเทพ

การทำกิ๊ฟท์

สิ่งที่แตกต่างกันตรงช่วงนี้ คือ ถ้าทำกิ๊ฟท์จะ เป็นการนำเอาไข่และอสุจิที่เตรียมด้วยน้ำยาแล้ว ใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ ดังนั้นผู้ป่วยจะต้องเข้าห้องผ่าตัด ดมยาสลบ และกรีดแผลเล็ก ๆ ที่หน้าท้อง 3 ตำแหน่ง เอากล้องส่องเข้าไปในช่องท้อง แล้วเอาไข่เก็บอสุจิใส่ใน catheter สอดเข้าไปในท่อนำไข่ และฉีดไข่กับอสุจิไว้ตำแหน่งประมาณกึ่งกลางของท่อนำไข่ ผู้ป่วยจะต้องนอนโรงพยาบาล 1 คืน จึงจะกลับบ้านได้

เด็กหลอดแก้ว

ในวิธีการนี้จะเจาะเก็บไข่ออกมาทางช่องคลอด ผู้ป่วยนอนพัก 1 – 2 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้ แพทย์จะนำไข่ที่ได้ใส่รวมกับอสุจิของสามีที่เตรียมด้วยน้ำยาแล้ว นำเข้าไปเลี้ยงใน incubator ซึ่งเป็นตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน ที่มีอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส วันรุ่งขึ้นจะนำออกมาตรวจดู หากมีการปฏิสนธิก็เลี้ยงต่อ ประมาณ 3 วัน เมื่อตัวอ่อนอยู่ในระยะ 6 – 8   เซลล์ ก็นำมาใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูกผ่านทางช่องคลอด หรือจะเลี้ยง 5 วัน จนตัวอ่อนอยู่ในระยะ blastocyst แล้วค่อยใส่กลับก็ได้   ผู้ป่วยนอนพักประมาณ 2 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้ไม่ต้องนอนในโรงพยาบาล หลังใส่ตัวอ่อนแพทย์จะให้ยาฮอร์โมน อาจเป็นยาฉีดหรือยาสอดช่องคลอด เพื่อให้เยื่อบุโพรงมดลูกเหมาะแก่การฝังตัว หลังใส่ตัวอ่อนประมาณ 12 วัน แพทย์จะนัดมาเจาะเลือดตรวจดูว่ามีการตั้งครรภ์หรือไม่

ในช่วงแรกของการรักษาด้วยเทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ หรือประมาณสิบกว่าปีก่อน มักนิยมทำกิ๊ฟท์มากกว่าเพราะอัตราการตั้งครรภ์สูงกว่า(ประมาณ 30% ต่อ 15%) แต่ต่อมาเมื่อห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนและน้ำยาต่างๆ มีการพัฒนามากขึ้น อัตราการตั้งครรภ์ของทั้ง 2 วิธีใกล้เคียงกัน คือประมาณ 30 % ต่อรอบการรักษา ดังนั้น ปัจจุบันจึง มักทำวิธีเด็กหลอดแก้วเพื่อจะได้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการดมยาผ่าตัดเหมือนวิธี กิ๊ฟท์ และไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาล ทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลดลง

โรคปอดบวม

โรคปอดบวมคืออาการที่เนื้อเยื่อปอดอักเสบหรือบวมเนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส มีแบคทีเรีย 3 หรือ 4 ชนิดที่มักทำให้เราเป็นโรคปอดบวม แต่ที่พบได้บ่อยที่สุดคือสเตรปโตค็อกคัสนิวโมเนีย เด็กๆ มักจะเป็นโรคปอดบวมจากไวรัสมากกว่า บางครั้ง จุลินทรีย์อื่นๆ เช่น รา ยีสต์ หรือสัตว์เซลล์เดียวก็อาจทำให้เป็นโรคปอดบวมได้เช่นกัน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคปอดบวม

ทุกคนเป็นโรคปอดบวมได้ทั้งนั้น แต่คนบางกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

เด็กทารกและเด็กในวัยหัดเดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกที่คลอดก่อนกำหนด

คนที่เพิ่งติดเชื้อไวรัส เช่น หวัดหรือไข้หวัด

คนที่สูบบุหรี่

คนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง (ระยะยาว)

คนที่ต้องกดระบบภูมิคุ้มกันเอาไว้

คนที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

ผู้ป่วยในโรงพยาบาล

สัญญาณแและอาการของโรคปอดบวมมีอะไรบ้าง

อาการทั่วไป ได้แก่ ไอ เป็นไข้ เหงื่อออก หนาวสั่น ไม่อยากอาหาร และรู้สึกไม่สบายตัว ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหัวและปวดเมื่อยตามตัว นอกจากนี้ คุณจะมีเสมหะ (เสลด) ร่วมด้วย เสมหะอาจจะเป็นสีเหลือง/เขียว และอาจมีเลือดปน คุณอาจจะหายใจลำบาก หายใจหอบถี่ และแน่นหน้าอก และอาจปวดแปลบหน้าอกด้านข้างถ้าติดเชื้อที่เยื่อหุ้มปอด (เนื้อเยื่อที่อยู่ระหว่างปอดกับผนังหน้าอก) แพทย์อาจจะได้ยินเสียงแซมหายใจในหน้าอกเมื่อตรวจด้วยหูฟัง

โรคปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสจะใช้เวลาหลายวันกว่าจะแสดงอาการ ส่วนโรคปอดบวมที่เกิดจากแบคทีเรียจะแสดงอาการอย่างรวดเร็ว มักจะใช้เวลาแค่วันเดียว

ในเด็กและทารก อาการจะไม่ค่อยเจาะจงเท่าผู้ใหญ่ โดยอาจจะไม่มีสัญญาณบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาติดเชื้อในช่องอก โดยทั่วไปแล้ว พวกเขาจะมีไข้สูง รู้สึกไม่สบายตัว เซื่องซึม เหนื่อยล้า หายใจเสียงดัง ไม่ค่อยรับประทานอาหาร และหายใจโดยมีเสียงคราง

ผิวหนัง ริมฝีปาก และโคนเล็บจะมีสีขุ่นหรือเป็นสีม่วง ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่าปอดไม่สามารถส่งออกซิเจนไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรไปพบแพทย์ทันที

สัญญาณแและอาการของโรคปอดบวมมีอะไรบ้าง

อาการทั่วไป ได้แก่ ไอ เป็นไข้ เหงื่อออก หนาวสั่น ไม่อยากอาหาร และรู้สึกไม่สบายตัว ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหัวและปวดเมื่อยตามตัว นอกจากนี้ คุณจะมีเสมหะ (เสลด) ร่วมด้วย เสมหะอาจจะเป็นสีเหลือง/เขียว และอาจมีเลือดปน คุณอาจจะหายใจลำบาก หายใจหอบถี่ และแน่นหน้าอก และอาจปวดแปลบหน้าอกด้านข้างถ้าติดเชื้อที่เยื่อหุ้มปอด (เนื้อเยื่อที่อยู่ระหว่างปอดกับผนังหน้าอก) แพทย์อาจจะได้ยินเสียงแซมหายใจในหน้าอกเมื่อตรวจด้วยหูฟัง

โรคปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสจะใช้เวลาหลายวันกว่าจะแสดงอาการ ส่วนโรคปอดบวมที่เกิดจากแบคทีเรียจะแสดงอาการอย่างรวดเร็ว มักจะใช้เวลาแค่วันเดียว

ในเด็กและทารก อาการจะไม่ค่อยเจาะจงเท่าผู้ใหญ่ โดยอาจจะไม่มีสัญญาณบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาติดเชื้อในช่องอก โดยทั่วไปแล้ว พวกเขาจะมีไข้สูง รู้สึกไม่สบายตัว เซื่องซึม เหนื่อยล้า หายใจเสียงดัง ไม่ค่อยรับประทานอาหาร และหายใจโดยมีเสียงคราง

ผิวหนัง ริมฝีปาก และโคนเล็บจะมีสีขุ่นหรือเป็นสีม่วง ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่าปอดไม่สามารถส่งออกซิเจนไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรไปพบแพทย์ทันที

1 2 3 4 387