เด็กหลอดแก้ว

➡ เด็กหลอดแก้ว (IVF: In Vitro Fertilization) เป็นวิธีการทางเลือกที่ใช้รักษาภาวะมีบุตรยากแบบปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ด้วยการนำไข่ของฝ่ายหญิงและอสุจิของฝ่ายชายไปผสมในภาชนะในห้องปฏิบัติการ เมื่อเกิดการปฏิสนธิแล้ว แพทย์จึงนำตัวอ่อน (Embryo) ใส่กลับเข้าไปให้ฝังตัวภายในมดลูกของฝ่ายหญิงจนเกิดการตั้งครรภ์

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว 💡 

สำหรับขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว อาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละคลินิกหรือสถานพยาบาลนั้นๆ แต่ก็สามารถสรุปเป็นขั้นตอนหลักๆ ได้ดังนี้

ควบคุมรอบเดือนให้ประจำเดือนมาปกติ จากนั้นแพทย์จะฉีดยากระตุ้นการตกไข่ ซึ่งต้องฉีดต่อเนื่องเป็นประจำประมาณ 10-12 วัน
ตรวจสอบความคืบหน้าของการกระตุ้นการตกไข่ และฉีดฮอร์โมนเข็มสุดท้ายก่อนเก็บไข่ประมาณ 34-38 ชั่วโมง
เก็บไข่ โดยแพทย์จะดูดไข่ออกจากช่องคลอด ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ซึ่งระหว่างนั้นแพทย์ก็จะให้ยาสลบหรือยาชาแก่ผู้ป่วย
แพทย์นำไข่และสเปิร์มที่ได้ไปทำการปฏิสนธิกันในห้องปฏิบัติการ พร้อมกับฉีดยาฮอร์โมนให้กับฝ่ายหญิงเพื่อเตรียมมดลูกให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์
เมื่อตัวอ่อนมีความแข็งแรงพอแล้ว แพทย์จะนัดเพื่อฉีดตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูก เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

ข้อจำกัดของการทำเด็กหลอดแก้ว

ผู้ที่มีมดลูกไม่แข็งแรงหรือมดลูกทำงานผิดปกติ จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพร้ายแรงและจะเป็นอันตรายหากตั้งครรภ์

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

การทำเด็กหลอดแก้วอาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นกับว่าที่คุณแม่หลังจากถ่ายฝากตัวอ่อนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีความเสี่ยงที่มักจะเกิดขึ้นมากที่สุดดังนี้

1.รังไข่บวม เนื่องจากได้รับฮอร์โมนกระตุ้นมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด หายใจลำบากและอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วงได้

2.ตั้งครรภ์นอกมดลูก เพราะไข่เข้าไปฝังตัวอยู่ในท่อนำไข่แทนที่จะเป็นมดลูก ซึ่งภาวะนี้เด็กจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และต้องผ่าเอาเด็กออก

3.เกิดความเครียด เนื่องจากการทำเด็กหลอดแก้วส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกายและจิตใจหลายอย่าง ต้องอาศัยกำลังใจจากคนรอบข้างและการบำบัดเป็นหลัก

4.ได้รับผลข้างเคียงจากยา ผู้ทำอาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาในขณะถ่ายฝากตัวอ่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหัว กระสับกระส่าย ร้อนวูบวาบและอารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย

5.เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะทำให้ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยมาก และอาจมีปัญหาเรื่องการหายใจ เพราะปอดยังพัฒนาไม่เต็มที่

6.เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน อาจมีภาวะแทรกซ้อนในขั้นตอนการเก็บไข่ เช่น การติดเชื้อ เกิดแผลในมดลูกและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ได้

7.มีโอกาสตั้งครรภ์แฝด ซึ่งหากสุขภาพของคุณแม่ไม่แข็งแรง ก็อาจทำให้คลอดก่อนกำหนดหรือทารกมีน้ำหนักตัวน้อยได้ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีการถ่ายฝากตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว

» Read more

หัวใจเต้นผิดจังหวะ

โดยปกติหัวใจจะเต้นด้วยอัตรา 60 – 100 ครั้ง/นาที ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หมายถึง ภาวะหัวใจเต้นเร็ว หรือช้ากว่าปกติ อาจเกิดจากความผิดปกติของการกำเนิดกระแสไฟฟ้าหัวใจ การนำไฟฟ้าหัวใจ หรือทั้ง 2 อย่างร่วมกัน พบได้จากโรคหัวใจหลายชนิดทั้งที่พบพยาธิสภาพ เช่น ลิ้นหัวใจผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หรือหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และไม่พบพยาธิสภาพ เช่น ไฟฟ้าหัวใจลัดวงจร

 

อาการของภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

ผู้ป่วยอาจมีอาการใจสั่น หน้ามืด เจ็บหน้าอก อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เป็นลมหมดสติ หรือหัวใจวาย ขึ้นกับอัตราเร็ว ระยะเวลาที่เกิด รวมทั้งพยาธิสภาพของหัวใจ อาการที่เกิดกับผู้ป่วยอาจทำให้เกิดความวิตกกังวล หรือกลัวจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้
บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำว่าอาการทั้งหมดเกิดจากความเครียด และได้รับยาคลายความวิตกกังวลหรือยานอนหลับมารับประทานเป็นระยะเวลานาน โดยอาการของผู้ป่วยไม่ดีขึ้น จนมีความรู้สึกว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ ปัจจุบันการตรวจวินิจจัยทางการแพทย์ดีขึ้นสามารถค้นหาสาเหตุและให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมได้ดีกว่าเดิมมาก

การดูแลเอาใจใส่เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง

ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ได้แก่ ความเครียด  ความวิตกกังวล  ความมุ่งมั่นจนเกินไป  การพักผ่อนไม่พอเพียง  การออกกำลังกายหักโหม  การสูบบุหรี่  ดื่มน้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลมที่มีสารคาเฟอีน  แอลกอฮอล์  การรับประทานยาหรือฉีดยาที่กระตุ้นหัวใจ

การวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ

การวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดปกติชนิดใด และมีพยาธิสภาพของหัวใจร่วมด้วยหรือไม่  แพทย์มักจะตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง การเดินบนสายพาน (โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติเกิดขึ้นขณะออกกำลังกาย) การติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจผ่านทางโทรศัพท์ และการกระตุ้นหัวใจในห้องปฏิบัติการ
การกระตุ้นหัวใจในห้องปฏิบัติการ ปัจจุบันนำมาใช้หาสาเหตุในผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีความผิดปกติที่หัวใจห้องบน  ความผิดปกติของการนำไฟฟ้าที่หัวใจห้องล่าง  หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ  ผู้ป่วยที่รอดจากการปฏิบัติการกู้ชีพ  และในผู้ป่วยที่เป็นลมหมดสติบ่อยๆโดยหาสาเหตุไม่ได้

ทำไมต้องรักษา

ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติส่วนหนึ่งจะไม่มีอาการ ทำให้ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น อันจะทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวประสบปัญหายุ่งยากในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่อัมพาตจนถึงเสียชีวิต
ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติที่พบมากที่สุด คือ หัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ ชนิดที่เรียกว่า Atrial fibrillation ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดอัมพาตได้สูงถึง 10-15 % ต่อปี เนื่องจากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหัวใจจากการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะหลุดลอยออกไปอุดหลอดเลือดสมอง เกิดภาวะหัวใจอ่อนกำลังอันเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สูงขึ้นเมื่อพบร่วมกับโรคเบาหวาน หลอดเลือดหัวใจอุดตัน จึงเห็นได้ว่าในระยะยาวเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้วจะเป็นการยากที่จะรักษาให้ผู้ป่วยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีเหมือนเดิม

 

โรคหัวใจ

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

การวินิจฉัย การรักษา และการดูแลเด็ก หัวใจผิดปกติแต่กำเนิด

     โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดคืออะไร

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เกิดจากความผิดปกติของขั้นตอนการสร้างหัวใจตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา พบโรคนี้ในทารกแรกเกิดมีชีวิตถึง 8 ใน 1,000 คน ในจำนวนนี้ ร้อยละ 50 ไม่มีอาการ ที่เหลือมีอาการเขียว หรือ หัวใจวายร่วมด้วยอย่างละเท่า ๆ กัน ที่ อาจเสียชีวิตก่อนเกิด บางรายเริ่มมีอาการ หรือ ตรวจพบตั้งแต่แรกเกิด หรือ ตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติในสัปดาห์แรก บางรายตรวจพบเมื่ออกจากโรงพยาบาลหลังคลอด หรือ มีอาการหลังอายุ 1-2 เดือน หรือ หลังจากนั้น

» Read more

โรคหลอดเลือดหัวใจ ตีบ-ตัน

โรคหลอดเลือดหัวใจ

 

โรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) หมายถึง โรคที่เกิดจากหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ (coronary artery) ตีบหรือตัน

 

การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่เกิดจากไขมันและเนื้อเยื่อสะสมในผนังของหลอดเลือด ทำให้เยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในตำแหน่งนั้นหนาตัวขึ้น ทำให้หลอดเลือดมีการตีบแคบลง ทำให้เลือดซึ่งนำออกซิเจนไหลผ่านได้น้อยลง ส่งผลให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งจะทำให้มีอาการเจ็บหน้าอกเกิดขึ้น หากเกิดการอุดตันของหลอดเลือดเฉียบพลันซึ่งมักเกิดจากคราบไขมันที่สะสมอยู่ที่ผนังของหลอดเลือดชั้นในแตกออกและกลายเป็นลิ่มเลือดจะส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันอันนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ หรือเสียชีวิตกะทันหันได้

 

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

    • ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ได้แก่
      • ประวัติครอบครัว หากมีบุคคลในครอบครัว เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ก็มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น
      • อายุ เมื่ออายุมากขึ้นเกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดเพิ่มขึ้น
      • เพศ ผู้ชายมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้มากกว่าผู้หญิง แต่ในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วมีโอกาสเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจใกล้เคียงกับผู้ชาย

 

  • ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ จากการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทย ครั้งที่ 4 พ.ศ.2551-2552 พบว่าปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมีสาเหตุจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้องโดยอาจมีปัจจัยเสี่ยงเดียวหรือหลายปัจจัยเสี่ยงรวมกันก็ได้ ดังนี้
    • น้ำหนักเกินและอ้วน การปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การมีดัชนีมวลกายที่มากขึ้น เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้คนในประเทศเอเชียควรมีค่าดัชนีมวลกายมาตรฐานไม่เกิน 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
    • กลุ่มอาการที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วนร่วมกับปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นๆ หรือเรียกว่ากลุ่มอาการเมตาโบลิก (metabolic syndrome หรือ insulin resistance) สามารถวินิจฉัยได้เมื่อมีคุณสมบัติ 3 ข้อใน 5 ข้อดังนี้ (1) มีภาวะอ้วนลงพุง จุดตัดของภาวะอ้วนลงพุงใช้การวัดเส้นรอบเอวในผู้หญิงและผู้ชาย เท่ากับ 80 และ 90 เซนติเมตรตามลำดับ (2) มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือมีความดันโลหิตสูงกว่าหรือเท่ากับ 130/85 มิลลิเมตรปรอท (3) เป็นโรคเบาหวานหรือมีระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหารและเครื่องดื่ม 8 ชั่วโมงขึ้นไปสูงกว่าหรือเท่ากับ 110 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (4) มีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดหลังงดอาหารและเครื่องดื่ม 12 ชั่วโมงขึ้นไปสูงกว่าหรือเท่ากับ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือเป็นผู้ที่รับประทานยาลดไขมันอยู่แล้ว (5) ระดับของเอชดีแอลคอเลสเตอรอล (HDL-C) หรือไขมันดีในเลือดน้อยกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย หรือน้อยกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง
    • ภาวะความดันโลหิตสูง มีเกณฑ์ในการวินิจฉัย คือ มีค่าสูงกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท โดยภาวะความดันโลหิตสูงจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้พบว่าการรับประทานเกลือโซเดียมมากเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความดันโลหิตสูงเพิ่มมากขึ้นด้วย
    • ความเครียด ปัจจัยทางด้านความเครียด 5 ประการที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ สภาพจิตใจที่โศกเศร้ามีความเครียดเรื้อรังเป็นเวลานานติดต่อกันและยังไม่สามารถจัดการกับสาเหตุของความเครียดนั้นได้ ภาวะเก็บกดด้านอารมณ์ ความรู้สึกไม่เป็นมิตร ขาดการเชื่อมสัมพันธ์และแรงสนับสนุนทางสังคมและครอบครัว และคิดว่าตนเองมีปมด้อยด้านฐานะเศรษฐกิจและสถานะทางสังคม
    • ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังส่งผลให้เกิดการเสื่อมของหลอดเลือดทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ทำให้เซลล์เยื่อบุภายในหลอดเลือดทำงานผิดปกติ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งซึ่งทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเสื่อมสภาพและถูกทำลาย และก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตามมาได้
    • ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ คือ ระดับไขมันในเลือดที่ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแดงตีบตัน ระดับไขมันในเลือดที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ไม่เป็นโรคหรือไม่มีปัจจัยเสี่ยงด้านไขมันผิดปกติและควรใช้เป็นค่าสำหรับควบคุมตัวเองในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ คือ ระดับคอเลสเตอรอลรวมน้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (LDL-C) หรือไขมันตัวร้ายน้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เอชดีแอลคอเลสเตอรอล (HDL-C) หรือไขมันตัวดีมากกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง และมากกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และระดับไตรกลีเซอไรด์น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
    • การไม่ออกกำลังกาย พบว่าการไม่มีกิจกรรมทางกายหรือการไม่ออกกำลังกายจะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า
    • การรับประทานผักและผลไม้ในแต่ละวันน้อยเกินไป พบว่าปัจจุบันนี้คนเรารับประทานอาหารที่มีรสหวาน อาหารที่มีไขมันและแคลอรีสูง แต่รับประทานผักและผลไม้น้อย ซึ่งเป็นผลก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้
    • การสูบบุหรี่ หมายความถึงผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่จากผู้อื่น (ผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง) ผู้ที่บริโภคยาสูบแบบไม่มีควัน เช่น ยาฉุน ยาเส้น รวมถึงผู้ที่เคยสูบบุหรี่ติดต่อกันมาเป็นเวลานานและเพิ่งหยุดสูบได้ไม่นาน พบว่าผู้สูบบุหรี่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2.4 เท่า เนื่องจากสารพิษในบุหรี่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค เช่น นิโคตินมีผลทำให้เกิดการทำลายเยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในของหลอดเลือดแดง คาร์บอนมอนอกไซด์จะทำลายคุณสมบัติในการเป็นพาหนะนำออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยเป็นผลให้หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น ไฮโดรเจนไซยาไนด์ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็ง นอกจากนี้ควันบุหรี่ยังทำให้เกล็ดเลือดเกาะกันมากขึ้น ทำให้เลือดจับกันเป็นก้อนได้ง่ายขึ้น ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งเสริมให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบหรืออุดตันเฉียบพลันได้ในทันที

 

 

อาการนำที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์

  • อาการเจ็บเค้นอกที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคหัวใจขาดเลือด คือ อาการเจ็บหนักๆ เหมือนมีอะไรมาทับหรือรัดบริเวณกลางหน้าอกหรือใต้กระดูกกลางหน้าอก อาจมีร้าวไปบริเวณคอ กราม ไหล่ และแขนทั้ง 2 ข้างโดยเฉพาะข้างซ้าย เป็นมากขณะออกแรง เป็นนานครั้งละ 2-3 นาที เมื่อนั่งพักหรืออมยาขยายหลอดเลือดใต้ลิ้นอาการจะทุเลาลง
  • มีอาการเหนื่อยง่ายขณะออกแรงหรือออกกำลังกายที่เกิดขึ้นเฉียบพลันภายใน 1–2 สัปดาห์ หรือที่เกิดขึ้นเรื้อรังเกินกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป
  • มาด้วยอาการเหนื่อย หายใจหอบนอนราบไม่ได้ แน่นอึดอัด หายใจเข้าไม่เต็มปอด อาจมีอาการเจ็บเค้นอกร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ อาการอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเป็นๆ หายๆ มาเป็นเวลานาน
  • มีอาการหน้ามืดเวียนศีรษะ เป็นลม ร่วมกับอาการแน่นหน้าอก ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากมีความดันโลหิตต่ำเฉียบพลัน
  • อาการหมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น

 

 

การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • การตรวจร่างกายและการซักประวัติ เช่น ประวัติในครอบครัว ประวัติการสูบบุหรี่ การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย โรคประจำตัว เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ทราบว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจหรือไม่
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ ได้แก่
    • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram)
    • การถ่ายภาพรังสีของทรวงอก (chest X-ray)
    • การตรวจระดับเอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจในเลือด (cardiac enzyme test)
    • การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (exercise stress test)
    • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiogram)
    • การตรวจวินิจฉัยโรคของหลอดเลือดหัวใจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (computed tomographic angiography)
    • การสวนหัวใจหรือการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ (cardiac catheterization or coronary angiogram)

 

แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ

 

การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจที่ดีที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ดังนี้

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ควรบริโภคอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการใช้พลังงานในแต่ละวันของแต่ละบุคคลเพื่อให้เกิดความสมดุลของพลังงานในร่างกาย

กลุ่มอายุ

พลังงานที่ต้องการต่อวัน (กิโลแคลอรี)

เด็กอายุ 6-13 ปี

หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี

ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

1,600

วัยรุ่นหญิง-ชาย อายุ 14- 25 ปี

ชายวัยทำงานอายุ 25- 60 ปี

2,000

หญิง-ชายที่ต้องการใช้พลังงานมาก เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักกีฬา

2,400

ทั้งนี้ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันและแคลอรีต่ำ หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ ไขมันอิ่มตัวและไขมันไม่อิ่มตัวชนิดทรานส์ ลดเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล เน้นการบริโภคผักและผลไม้หลากสีให้มากขึ้น โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคผักและผลไม้ในปริมาณไม่ต่ำกว่า 600 กรัมต่อวัน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเค็มจัด (ปริมาณเกลือโซเดียมที่ควรได้รับไม่ควรเกินวันละ 2,400 มิลลิกรัม นั่นคือเกลือแกงไม่เกิน 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสถั่วเหลืองไม่เกิน 1½-2 ช้อนโต๊ะ) อาหารขยะ อาหารจานด่วน และอาหารสำเร็จรูป

 

  • หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือเพิ่มกิจกรรมทางกาย การมีกิจกรรมทางกายหรือออกกำลังกายอย่างเพียงพอ หมายถึง การมีกิจกรรมทางกายตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไป คือการออกแรงหรือออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายหายใจแรงขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้นปานกลาง ออกแรงกายต่อเนื่องเป็นเวลาตั้งแต่ 10 นาทีขึ้นไปในแต่ละครั้ง อาจเป็นกิจกรรมที่เดินไปมาในที่ทำงาน การทำงานบ้าน ทำครัว ถือของเบาๆ ไม่หนักเกินไป รวมถึงกิจกรรมจากการทำงาน กิจกรรมจากการเดินทางในชีวิตประจำวัน หรือกิจกรรมยามว่างก็ได้
  • หยุดสูบบุหรี่ พบว่าการหยุดสูบบุรี่เพียง 20 นาที ความดันโลหิตจะลดลงสู่ระดับปกติ การหยุดสูบอย่างน้อย 10 ปีจะมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดใกล้เคียงกับคนที่ไม่สูบบุหรี่ และการหยุดสูบติดต่อกันนานมากกว่า 15 ปี ความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจจะลดลงเหลือเท่ากับคนที่ไม่สูบบุหรี่
  • ลดความเครียด วิธีการจัดการความเครียดที่ดีที่สุด คือ การเลือกวิธีที่ตนเองชอบและพึงพอใจ เช่น การออกกำลังกาย การฝึกโยคะ การเจริญสมาธิ ส่งเสริมการได้รับความรักความอบอุ่นจากครอบครัว ส่งเสริมให้บุคคลมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนหรือในที่ทำงาน

 

เทคโนโลยีที่ช่วยให้มีบุตร

การทำกิ๊ฟท์ (GIFT)

หลักการทำกิฟท์
คือการนำไข่และอสุจิมารวมกัน แล้วฉีดเข้าท่อนำไข่ โดยผ่านทางปลาย
ของท่อให้มีการปฏิสนธิ การแบ่งตัวของตัวอ่อนและการฝังตัวเกิดขึ้นเอง
ตามธรรมชาติ

ขั้นตอนการทำกิฟท์
1. การกระตุ้นรังไข่ จะเริ่มทำเมื่อมีรอบเดือนมาโดยให้ยากระตุ้น ซึ่ง
อาจเป็นชนิดรับประทาน ฉีด หรือพ่นเข้าจมูก และอื่นๆ โดยแพทย์จะ
พิจารณาเป็นรายๆ ไป ระยะที่ให้ยากระตุ้นรังไข่นั้น ส่วนมากนาน
ประมาณ 7 ถึง 10 วัน และสามารถตรวจดูการตอบสนองของรังไข่
ได้ด้วยการตรวจอัลตร้าซาวด์เป็นหลัก รวมทั้งการตรวจเลือดดูระดับ
ฮอร์โมนร่วมด้วย จนเมื่อได้ไข่ที่มีขนาดใหญ่จำนวนมากพอแล้วจะ
กระตุ้นการตกไข่โดยการฉีด hCG จนผ่านไปประมาณ 34-36 ชั่วโมง
ก็จะทำการเจาะไข่

2. การเจาะไข่ ทำได้โดยใช้เข็มเจาะถุงไข่แล้วดูดเอาไข่ภายในถุง
ออกมา วิธีที่นิยมในปัจจุบันมี 2 วิธีคือ
2.1 การเจาะผ่านทางผนังหน้าท้อง โดยการอาศัยกล้องตรวจ
ช่องท้อง ซึ่งสามารถเห็นรังไข่ได้ชัดเจน แล้วใช้เข็มเจาะดูด
ไข่โดยตรง
2.2 การเจาะผ่านผนังช่องคลอด โดยการอาศัยเครื่องอัลตร้า
ซาวด์ ซึ่งมีเข็มเจาะและดูดไข่ติดอยู่ที่หัวตรวจทางช่องคลอด

3. การย้ายเซลล์ไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่ ส่วนใหญ่มักใช้การส่องกล้อง
ทางหน้าท้อง (Laparoscopy) เป็นวิธีหลัก โดยไข่ที่ถูกเลือกไว้แล้ว
จะถูกดูดเข้ามาในสายยางที่ใช้สำหรับการย้ายเซลล์สืบพันธุ์เข้าท่อนำ
ไข่ รวมกับเชื้ออสุจิที่เตรียมไว้ สำหรับวิธีการอื่นๆ อาจทำโดยการผ่า
ตัดทางหน้าท้องเป็นแผลเล็กๆ แล้วนำท่อนำไข่ขึ้นมา จากนั้นจึงฉีด
ไข่และอสุจิที่เตรียมไว้เข้าท่อนำไข่โดยตรง แต่วิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมมาก
นักในปัจจุบัน

4. การให้ฮอร์โมนในระยะหลังการทำกิฟท์ โดยแพทย์จะให้ฮอร์โมนช่วย
ในการฝังตัวของตัวอ่อน

5. การทดสอบการตั้งครรภ์ โดยการตรวจระดับ hCG ในกระแสเลือด
ประมาณ 12 วันหลังจากการทำกิฟท์

การทำเด็กหลอดแก้วที่ประสบความสำเร็จ

อัตราการเกิดที่มาจากความสำเร็จในการตั้งครรภ์จากเด็กหลอดแก้วในกลุ่มผู้หญิงอายุ 34 ปีลงมา อยู่ที่ 30-40% ในการถ่ายฝากตัวอ่อนครั้งแรก และอัตราการเกิดลดต่ำลงมากในกลุ่มผู้หญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี

การทำเด็กหลอดแก้วที่ไม่ประสบความสำเร็จ

สำหรับผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว ควรเว้นช่วงหลาย ๆ เดือนเพื่อพักฟื้นสภาพร่างกายและจิตใจ ก่อนจะคิดเรื่องการมีบุตรและพยายามใหม่อีกครั้ง ระหว่างนี้ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงสาเหตุที่ทำให้การตั้งครรภ์ล้มเหลว เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการประสบความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้ว และหากยังต้องการมีบุตร ควรเลือกวิธีการที่เหมาะสมต่อไป โดยผู้ป่วยและคู่ครองควรพูดคุยปรึกษากันถึงความพร้อมทางสภาพร่างกายและจิตใจก่อนจะดำเนินการขั้นตอนใดต่อไป ส่วนด้านสภาพจิตใจ ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ นักบำบัด หรือเข้าร่วมกลุ่มบำบัด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และให้กำลังใจซึ่งกันและกันได้เช่นเดียวกัน

ความเสี่ยงจากการทำเด็กหลอดแก้ว

  • ความเครียด การทำเด็กหลอดแก้วส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และสภาวะทางการเงินของผู้ป่วย จึงเป็นเหตุทำให้เกิดความเครียดได้ ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรพูดคุยและได้รับกำลังใจจากทั้งครอบครัว บุคคลใกล้ชิด และสามารถเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักบำบัดได้เช่นกัน โดยแพทย์หรือนักบำบัดอาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มบำบัด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และให้กำลังใจซึ่งกันและกันในกลุ่มผู้ที่ทำเด็กหลอดแก้วเช่นเดียวกัน
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาในระหว่างกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วและการถ่ายฝากตัวอ่อน เช่น ปวดหัว ร้อนวูบวาบ กระสับกระส่าย รู้สึกไม่ดี หงุดหงิด
  • อาการรังไข่ตอบสนองต่อการกระตุ้นมากเกินไป เนื่องจากได้รับฮอร์โมนกระตุ้นที่เกี่ยวกับการตั้งงครรภ์ (Human Chorionic Gonadotropin: HCG) มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้รังไข่บวมและสร้างความเจ็บปวดได้ โดยจะมีอาการแสดง เช่น ปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง เป็นต้น
  • ตั้งครรภ์ลูกแฝด ในบางรายที่มีการถ่ายฝากตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว ตัวอ่อนทั้งหมดอาจฝังตัวที่ผนังมดลูกและตั้งครรภ์ลูกแฝดได้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้เป็นแม่ที่ต้องอุ้มท้องลูก 2 คน และเสี่ยงต่อภาวะที่เด็กเกิดมามีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยไปด้วย
  • คลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย มีความเสี่ยงที่เด็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วอาจคลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย
  • แท้งลูก อัตราการแท้งลูกของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เด็กหลอดแก้วอยู่ที่ 15-25% โดยอัตราจะแปรผันเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ที่ตั้งครรภ์
  • ภาวะแทรกซ้อนจากกระบวนการเก็บไข่ ในขั้นตอนการเก็บไข่ ทั้งการใช้ยาสลบ ยาชา หรือที่แพทย์ต้องใช้เข็มดูดเอาไข่ออกมาอาจทำให้เกิดแผล มีเลือดไหล เกิดการติดเชื้อ หรือสร้างความเสียหายต่อลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ และเส้นเลือดในบริเวณใกล้เคียงได้
  • ตั้งครรภ์นอกมดลูก ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วอาจไปฝังตัวที่บริเวณท่อนำไข่แทนที่จะฝังตัวและเจริญเติบโตภายในมดลูก ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ โดยมีความเสี่ยงที่จะเกิดการตั้งครรภ์ในลักษณะนี้เพียง 2-5% เท่านั้น
  • พิการแต่กำเนิด เป็นผลที่เกิดจากความเสี่ยงที่ผู้เป็นแม่ตั้งครรภ์เมื่อมีอายุมาก แต่ยังไม่มีงานวิจัยสนับสนุนว่าการทำเด็กหลอดแก้วจะเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะพิการแต่กำเนิดมากขึ้น

 

IVF หรือการทำเด็กในหลอดแก้ว

IVF หรือการทำเด็กหลอดแก้ว คืออะไร

IVF (In – vitro Fertilization) หรือการทำเด็กหลอดแก้ว ก็คือการนำไข่ของฝ่ายหญิงกับอสุจิของฝ่ายชายมาผสมกันนอกร่างกาย เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นจึงจะนำกลับคืนเข้าสู่มดลูก เพื่อให้เจริญเติบโตอยู่ในครรภ์ของฝ่ายหญิงตามปกติต่อไป โดยจากขั้นตอนที่ขณะผสมต้องนำไข่และอสุจิผสมกันในหลอดทดลองที่มีลักษณะเป็นแก้ว จึงเป็นที่มาของการเรียกเด็กที่เกิดจากการผสมและปฏิสนธิแบบนี้ว่า “เด็กหลอดแก้ว”

 

IVF หรือการทำเด็กหลอดแก้วคืออะไร วิธีการทำงาน ข้อดี ข้อเสีย ข้อควรระวัง เหมาะกับใคร วิธีการดูแลตัวเองก่อนและหลัง

 

การทำเด็กหลอดแก้วเหมาะกับใครบ้าง

  • เหมาะกับคู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่อุดตันหรือถูกทำลาย
  • ฝ่ายชายเชื้ออสุจิมีจำนวนน้อย ไม่แข็งแรง หรือเคลื่อนที่ไม่ดี
  • คู่สมรสที่พยายามมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติมาแล้ว 3 ปี แต่ยังคงไม่สามารถมีบุตรได้โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คู่สมรสที่ได้รับการทำด้วยวิธี IUI มาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ

 

 

ขั้นตอนในการทำเด็กหลอดแก้ว

  1. ฝ่ายหญิงจะต้องควบคุมให้ประจำเดือนมาตามปกติ จากนั้นแพทย์จะฉีดยากระตุ้นไข่ให้ฝ่ายหญิงประมาณ 10 – 12 วัน อย่างต่อเนื่อง
  2. ดูผลของการตกไข่และทำการฉีดฮอร์โมนก่อนไข่ตกประมาณ 34 – 38 ชั่วโมง
  3. แพทย์จะทำการวางยาสลบ เพื่อทำการดูดไข่ออกจากฝ่ายหญิงด้วยการใช้เข็มดูดผ่านทางช่องคลอด โดยใช้การอัลตราซาวด์ร่วมด้วย ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที เมื่อเก็บไข่เสร็จเรียบร้อย แพทย์จะรักษาฝ่ายหญิงด้วยการใช้ฮอร์โมนสอดหรือฉีดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเตรียมตัวฝ่ายหญิงให้พร้อมสำหรับการย้ายตัวอ่อนที่ผสมแล้วเข้ามาเพื่อการตั้งครรภ์ต่อไป
  4. นำไข่ที่ได้มาผสมกับอสุจิ พร้อมทั้งเลี้ยงและควบคุมคุณภาพภายในห้องปฏิบัติการ
  5. ไข่และอสุจิที่ผสมกันแล้วจะกลายเป็นตัวอ่อน และพร้อมย้ายเข้าโพรงมดลูกภายใน 3 – 5 วัน หลังการเก็บไข่ ซึ่งขั้นตอนนี้ฝ่ายหญิงไม่ต้องงดอาหารหรือน้ำ และไม่ต้องดมยาสลบ โดยใช้เวลา 30 นาที ก็เสร็จเรียบร้อย
  6. เมื่อฝ่ายหญิงได้รับตัวอ่อนให้เข้าไปฝังในโพรงมดลูกแล้ว จะต้องกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจการตั้งครรภ์ภายใน 12 – 14 วัน และแพทย์จะยังคงให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนต่อไปอีก 8 – 10 สัปดาห์ เพื่อป้องกันภาวะการแท้ง

 

การเตรียมตัวก่อนการทำเด็กหลอดแก้ว

สามีภรรยาจะต้องไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและรับทราบถึงข้อจำกัด รวมทั้งรับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ก่อน โดยถ้าเป็นฝ่ายหญิงจะต้องมีการตรวจร่างกายอย่างเช่นการทำงานของรังไข่และคัดกรองภาวะติดเชื้อ ส่วนฝ่ายชายจะต้องตรวจดูคุณภาพของอสุจิ

 

การเตรียมตัวหลังการทำเด็กหลอดแก้ว

  • ภายใน 3 – 4 วัน หลังการทำเด็กหลอดแก้ว ฝ่ายหญิงควรพักผ่อนมากๆ และไม่ควรทำงานหนัก เช่น การยกของหนัก การออกกำลังกายหนักๆ หรือการเดินทางไกล
  • ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์และงดการสวนล้างช่องคลอด
  • ไม่รับประทานยานอกเหนือจากแพทย์สั่ง และควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง มีเลือดออก หรือมีตกขาวมากผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์ที่ดูแลทันที

 

ราคาของการทำเด็กหลอดแก้ว

การทำเด็กหลอดแก้วยังคงมีราคาค่อนข้างแพง ในการทำต่อครั้งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 100,000 – 300,000 บาท โดยมีสถานที่ให้บริการของรัฐ เช่น รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.ศิริราช สำหรับโรงพยาบาลของเอกชน เช่น รพ.บำรุงราษฎร์ รพ. สมิติเวช

การทำ IVF หรือการทำเด็กหลอดแก้วเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ส่งผลให้คู่สมรสสามารถสมหวังได้บุตรตามปรารถนา แต่ทั้งนี้ฝ่ายหญิงก็ควรทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่เครียด หรือไม่กังวลจนมากเกินไป โดยพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมให้การฝังของตัวอ่อนเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และลดความผิดปกติต่างๆ พร้อมจะเจริญเป็นลูกน้อยที่แข็งแรงต่อไป

เนื่องด้วยในปัจจุบัน คู่แต่งงานส่วนใหญ่มักจะเจอกับปัญหามีบุตรยาก สุขภาพไม่แข็งแรงจึงไม่สามารถมีบุตรได้ ทำให้เกิดเทคโนโลยีการทำเด็กหลอดแก้วขึ้นมา นั่นก็เพื่อช่วยให้คู่รักที่มีบุตรยากสามารถมีบุตรได้อย่างง่ายดายมากขึ้น โดยอาศัยการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ก่อนจะนำตัวอ่อนที่ปฏิสนธิเรียบร้อยแล้วใส่กลับเข้าไปภายในร่างกายของผู้หญิง เพื่อการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์แบบนั่นเอง และเพื่อความเข้าใจที่ถ่องแท้มากขึ้น เราจะมาทำความรู้จักกับนวัตกรรมการทำเด็กหลอดแก้วกันดังนี้

เด็กหลอดแก้ว คืออะไร?

เด็กหลอดแก้ว ก็คือเด็กที่เกิดจากการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ซึ่งไม่ใช่วิธีทางธรรมชาติ โดยที่มาของคำว่าเด็กหลอดแก้วนั้น เกิดจากการที่ขั้นตอนในการปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มและเซลล์ไข่ จะต้องทำในหลอดทดลองที่มีลักษณะเป็นหลอดแก้ว จึงถูกเรียกว่าเด็กหลอดแก้วนั่นเอง และเนื่องจากเป็นวิธีที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงทำให้ผู้คนที่มีบุตรยาก นิยมหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีด้วยการทำเด็กหลอดแก้วมากขึ้น

ปัจจัยพิจารณาในการทำเด็กหลอดแก้ว

อย่างไรก็ตามการทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ด้วย ซึ่งผู้ที่จะทำเด็กหลอดแก้วจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในภาวะมีบุตรยากจริงๆ และมีสุขภาพที่แข็งแรงมากพอที่จะตั้งครรภ์ได้ โดยมีปัจจัยที่ทางแพทย์จะทำการพิจารณา ดังนี้

พิจารณาฝ่ายชาย

1.ฝ่ายชายมีความผิดปกติของเชื้ออสุจิหรือคุณภาพของตัวอสุจิต่ำมาก จึงไม่สามารถมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติได้ แต่อย่างไรก็ตามหากเชื้ออสุจิของฝ่ายชายไม่แข็งแรง การทำเด็กหลอดแก้วก็อาจไม่ได้ผลเช่นกัน

2.มีปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ จึงไม่สามารถมีบุตรได้หรือมีโอกาสที่จะมีบุตรน้อยมาก

โฆษณาจาก HonestDocs

เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

พิจารณาฝ่ายหญิง

1.ระบบท่อนำไข่มีความผิดปกติ เช่น ท่อนำไข่อุดตัน เคยผ่าตัดมาก่อนและเคยเกิดการกระทบกระเทือนที่ทำให้ท่อนำไข่เกิดความเสียหาย เป็นต้น จึงทำให้มีบุตรยากและบางรายก็อาจมีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติอีกด้วย

2.ฮอร์โมนเพศผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง ส่วนใหญ่จะมีอาการประจำเดือนขาดร่วมด้วย (แต่ไม่ตั้งครรภ์)

3.พยายามจะมีบุตรมาแล้วมากกว่า 3 ปี โดยไม่ได้ป้องกันด้วยวิธีใดเลย แต่ก็ไม่ตั้งครรภ์

4.มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือไม่ เพื่อจะได้หาหนทางแก้ปัญหาไม่ให้ลูกที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วมีความผิดปกติทางพันธุกรรมไปด้วย

5.ช่วงอายุของผู้ทำเด็กหลอดแก้ว โดยส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้วได้สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากว่ามีปัจจัยร้ายแรงที่ทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้จริงๆ เช่น รังไข่เสื่อมก่อนวัย เคยทำหมันด้วยการผูกท่อนำไข่หรือกำลังอยู่ในระหว่างเจ็บป่วยที่ส่งผลให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เป็นต้น

ภาวะหัวใจล้มเหลว

           ภาวะหัวใจล้มเหลว

 

 

 

ภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของการทำงานของหัวใจ โดยอาจเกิดจากมีความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ของหัวใจ ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายหรือรับเลือดกลับเข้าสู่หัวใจได้ตามปกติ

ชนิดของภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถแบ่งได้หลายชนิด แต่หากใช้การแบ่งตามระยะเวลาที่มีอาการสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (acute heart failure) เป็นภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการเกิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็วหรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการคงที่แต่กลับแย่ลงในเวลาไม่นาน
  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ( chronic heart failure) พบได้ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันมาก่อนหรือไม่ก็ได้ แต่ในขณะที่ทำการวินิจฉัยผู้ป่วยมีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวและ/หรือมีการทำงานที่ผิดปกติไปของหัวใจคงอยู่เป็นเวลานาน

อาการของภาวะหัวใจล้มเหลว

 

 

ภาวะหัวใจล้มเหลวทำให้เกิดอาการหรืออาการแสดงที่เกิดจากการที่เลือดออกจากหัวใจไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และอาการที่เกิดจากภาวะคั่งของน้ำและเกลือ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • อาการหายใจเหนื่อย เป็นอาการสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลว โดยอาจมีอาการเหนื่อยในขณะที่ออกแรง อาการเหนื่อย/หายใจไม่สะดวกในขณะนอนราบ บางครั้งจะมีอาการไอในขณะนอนราบด้วย หรือในขณะนอนหลับต้องตื่นขึ้นเนื่องจากมีอาการหายใจไม่สะดวกซึ่งเป็นอาการจำเพาะสำหรับภาวะหัวใจล้มเหลว
  • อ่อนเพลีย เกิดจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายลดลง ทำให้ความสามารถในการทนต่อการทำกิจกรรมหรือความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆ ของร่างกายลดลง
  • มีอาการบวมจากภาวะคั่งน้ำและเกลือ เช่น ที่เท้าและขามีลักษณะบวม กดบุ๋ม มีน้ำคั่งในปอดและอวัยวะภายใน เช่น มีตับ ม้ามโต มีน้ำในช่องท้อง ทำให้มีอาการท้องบวม ท้องโตขึ้น แน่นอึดอัด

 

ปัจจัยที่อาจทำให้ภาวะหัวใจล้มเหลวแย่ลง

  • สาเหตุจากหัวใจ เช่น หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ หัวใจเต้นช้าเกินไป กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคลิ้นหัวใจ เป็นต้น
  • สาเหตุอื่นๆ เช่น ขาดการควบคุมและดูแลในเรื่องเกลือ น้ำ และยา ได้รับยาที่มีฤทธิ์เป็นพิษต่อหัวใจ ภาวะติดเชื้อ การบริโภคแอลกอฮอล์มากเกินควร การทำงานของไตผิดปกติ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ภาวะโลหิตจาง
  • รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ
  • รับประทานยาที่ทำให้น้ำและเกลือคั่ง หรือยาที่กดการทำงานของหัวใจ
  • รับประทานอาหารเค็มเกินไป

 

การวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลว

แนวทางการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว

การรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวจะต้องพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัย เช่น สาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลว ความรุนแรงของโรค ระยะของโรค โรคอื่นๆ ที่พบร่วม เป็นต้น โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย การรักษามีเป้าหมายเพื่อลดอาการของผู้ป่วยและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยเน้นที่การยับยั้งหรือชะลอการเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินโรค เช่น

  • การรักษาด้วยยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต ยาเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ ยากลุ่มลดการกระตุ้นระบบนิวโรฮอร์โมน ยาขยายหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น
  • การใช้เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติชนิดฝังในร่างกาย การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวรชนิดที่ทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายและขวาบีบตัวพร้อมกัน ร่วมหรือไม่ร่วมกับเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติชนิดฝังในร่างกาย
  • การผ่าตัดใส่เครื่องช่วยการสูบฉีดเลือดของหัวใจ
  • การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ การผ่าตัดลิ้นหัวใจรั่ว

การดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว

  • เรียนรู้อาการต่างๆ ของภาวะคั่งน้ำและเกลือ ได้แก่ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น บวม เหนื่อย นอนราบไม่ได้หรือต้องลุกขึ้นมานั่งหอบตอนกลางคืน หากมีอาการต้องแจ้งแพทย์และพยาบาลที่ให้การดูแลรักษา
  • ชั่งน้ำหนักตัวเองและบันทึกทุกวันหรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งในตอนเช้า ภายหลังเข้าห้องน้ำขับถ่ายแล้ว และต้องชั่งก่อนรับประทานอาหารเช้า เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวมากกว่า 1 กิโลกรัมจากเดิมภายใน 1-2 วัน (หรือ 2 กิโลกรัมภายใน 3 วัน) แสดงถึงภาวะคั่งน้ำและเกลือแล้ว
  • จำกัดการรับประทานเกลือโซเดียม (2-3 กรัมต่อวัน) ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม อาหารกระป๋อง และของหมักดอง และไม่เติม เกลือ น้ำปลา หรือซีอิ๊วลงไปเพิ่ม ควรจำกัดปริมาณน้ำดื่มตามแผนการรักษา
  • ในกรณีที่มีน้ำหนักตัวมาก ควรลดน้ำหนัก เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น กรณีที่มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อึดอัดแน่นท้อง มีน้ำหนักลดมากกว่า 5 กิโลกรัมในเวลา 6 เดือนหรือ BMI น้อยกว่า 22 กิโลกรัม/ตารางเมตร ควรรับประทานอาหารย่อยง่ายครั้งละไม่มากแต่บ่อยๆ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดสารอาหาร
  • งดสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวัน หรืองดอย่างเด็ดขาด เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลกดการทำงานของหัวใจและทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม
  • หมั่นออกกำลังกายที่พอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ คือ การเดินบนทางราบ โดยเริ่มทีละน้อยๆ จาก 2-5 นาทีต่อวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์แล้วเพิ่มเป็น 5-10 นาทีต่อวัน หรือเข้าสู่โปรแกรมการฟื้นฟูหัวใจด้วยการออกกำลังกาย หากมีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย รู้สึกไม่สุขสบายควรงดออกกำลังกาย
  • สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้หากเดินขึ้นบันได 1 ชั้น (8-10 ขั้น) ได้โดยไม่มีอาการหอบเหนื่อยหรือหยุดเดินกลางคัน เนื่องจากอาจมีอาการทรุดหนักลงได้หลังมีเพศสัมพันธ์
  • รับประทานยารักษาอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติใดๆ ที่เป็นอาการข้างเคียงของยาต้องปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดรับประทานยาทุกครั้ง หากซื้อยารับประทานจากร้านยาต้องปรึกษาแพทย์ถึงผลข้างเคียงของยาต่อหัวใจ ไต หรือปฏิกิริยาร่วมกับยาอื่นที่ใช้รักษาอยู่
  • ลดความเครียดด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ออกกำลังกายที่พอเหมาะ การทำสมาธิ
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไกลที่ต้องนั่งเป็นระยะเวลานาน ผู้ป่วยไม่ควรเดินทางคนเดียว หากภาวะหัวใจล้มเหลวมีอาการแย่ลงมากไม่ควรเดินทางโดยสารเครื่องบิน
  • ควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีในกรณีไม่มีข้อห้าม
  • มาตรวจและพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

เด็กหลอดแก้ว

เด็กหลอดแก้ว

ในวิธีการนี้จะเจาะเก็บไข่ออกมาทางช่องคลอด ผู้ป่วยนอนพัก 1 – 2 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้ แพทย์จะนำไข่ที่ได้ใส่รวมกับอสุจิของสามีที่เตรียมด้วยน้ำยาแล้ว นำเข้าไปเลี้ยงใน incubator ซึ่งเป็นตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน ที่มีอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส วันรุ่งขึ้นจะนำออกมาตรวจดู หากมีการปฏิสนธิก็เลี้ยงต่อ ประมาณ 3 วัน เมื่อตัวอ่อนอยู่ในระยะ 6 – 8   เซลล์ ก็นำมาใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูกผ่านทางช่องคลอด หรือจะเลี้ยง 5 วัน จนตัวอ่อนอยู่ในระยะ blastocyst แล้วค่อยใส่กลับก็ได้   ผู้ป่วยนอนพักประมาณ 2 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้ไม่ต้องนอนในโรงพยาบาล หลังใส่ตัวอ่อนแพทย์จะให้ยาฮอร์โมน อาจเป็นยาฉีดหรือยาสอดช่องคลอด เพื่อให้เยื่อบุโพรงมดลูกเหมาะแก่การฝังตัว หลังใส่ตัวอ่อนประมาณ 12 วัน แพทย์จะนัดมาเจาะเลือดตรวจดูว่ามีการตั้งครรภ์หรือไม่

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ทํากิ๊ฟลูกแฝด 

ในช่วงแรกของการรักษาด้วยเทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ หรือประมาณสิบกว่าปีก่อน มักนิยมทำกิ๊ฟท์มากกว่าเพราะอัตราการตั้งครรภ์สูงกว่า(ประมาณ 30% ต่อ 15%) แต่ต่อมาเมื่อห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนและน้ำยาต่างๆ มีการพัฒนามากขึ้น อัตราการตั้งครรภ์ของทั้ง 2 วิธีใกล้เคียงกัน คือประมาณ 30 % ต่อรอบการรักษา ดังนั้น ปัจจุบันจึง มักทำวิธีเด็กหลอดแก้วเพื่อจะได้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการดมยาผ่าตัดเหมือนวิธี กิ๊ฟท์ และไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาล ทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลดลง

เด็กหลอดแก้ว

เด็กหลอดแก้ว คืออะไร

เด็กหลอดแก้ว ก็คือเด็กที่เกิดจากการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ซึ่งไม่ใช่วิธีทางธรรมชาติ โดยที่มาของคำว่าเด็กหลอดแก้วนั้น เกิดจากการที่ขั้นตอนในการปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มและเซลล์ไข่ จะต้องทำในหลอดทดลองที่มีลักษณะเป็นหลอดแก้ว จึงถูกเรียกว่าเด็กหลอดแก้วนั่นเอง และเนื่องจากเป็นวิธีที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงทำให้ผู้คนที่มีบุตรยาก นิยมหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีด้วยการทำเด็กหลอดแก้วมากขึ้น

ปัจจัยพิจารณาในการทำเด็กหลอดแก้ว

อย่างไรก็ตามการทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ด้วย ซึ่งผู้ที่จะทำเด็กหลอดแก้วจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในภาวะมีบุตรยากจริงๆ และมีสุขภาพที่แข็งแรงมากพอที่จะตั้งครรภ์ได้ โดยมีปัจจัยที่ทางแพทย์จะทำการพิจารณา ดังนี้

พิจารณาฝ่ายชาย

1.ฝ่ายชายมีความผิดปกติของเชื้ออสุจิหรือคุณภาพของตัวอสุจิต่ำมาก จึงไม่สามารถมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติได้ แต่อย่างไรก็ตามหากเชื้ออสุจิของฝ่ายชายไม่แข็งแรง การทำเด็กหลอดแก้วก็อาจไม่ได้ผลเช่นกัน

2.มีปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ จึงไม่สามารถมีบุตรได้หรือมีโอกาสที่จะมีบุตรน้อยมาก

Medicine delivery 01

พิจารณาฝ่ายหญิง

1.ระบบท่อนำไข่มีความผิดปกติ เช่น ท่อนำไข่อุดตัน เคยผ่าตัดมาก่อนและเคยเกิดการกระทบกระเทือนที่ทำให้ท่อนำไข่เกิดความเสียหาย เป็นต้น จึงทำให้มีบุตรยากและบางรายก็อาจมีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติอีกด้วย

2.ฮอร์โมนเพศผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง ส่วนใหญ่จะมีอาการประจำเดือนขาดร่วมด้วย (แต่ไม่ตั้งครรภ์)

3.พยายามจะมีบุตรมาแล้วมากกว่า 3 ปี โดยไม่ได้ป้องกันด้วยวิธีใดเลย แต่ก็ไม่ตั้งครรภ์

4.มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือไม่ เพื่อจะได้หาหนทางแก้ปัญหาไม่ให้ลูกที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วมีความผิดปกติทางพันธุกรรมไปด้วย

5.ช่วงอายุของผู้ทำเด็กหลอดแก้ว โดยส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้วได้สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากว่ามีปัจจัยร้ายแรงที่ทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้จริงๆ เช่น รังไข่เสื่อมก่อนวัย เคยทำหมันด้วยการผูกท่อนำไข่หรือกำลังอยู่ในระหว่างเจ็บป่วยที่ส่งผลให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เป็นต้น

ควรเตรียมตัวก่อนทำเด็กหลอดแก้วอย่างไรบ้าง?

ก่อนทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการไปพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและตรวจวินิจฉัยปัจจัยต่างๆ ว่าสามารถทำเด็กหลอดแก้วได้หรือไม่ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจทดสอบการทำงานของรังไข่ ตรวจคัดกรองภาวะติดเชื้อ ทดสอบโพรงมดลูก วิเคราะห์คุณภาพและความผิดปกติของน้ำอสุจิ รวมถึงการทดสอบถ่ายฝากตัวอ่อน โดยหากผ่านการทดสอบเหล่านี้ก็จะสามารถทำเด็กหลอดแก้วได้ ขั้นตอนต่อไปก็คือ เตรียมตัวตามที่แพทย์แนะนำและเตรียมเงินค่ารักษา ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 100,000-300,000 บาทต่อครั้งเลยทีเดียว

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว

สำหรับขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว อาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละคลินิกหรือสถานพยาบาลนั้นๆ แต่ก็สามารถสรุปเป็นขั้นตอนหลักๆ ได้ดังนี้

  • ควบคุมรอบเดือนให้ประจำเดือนมาปกติ จากนั้นแพทย์จะฉีดยากระตุ้นการตกไข่ ซึ่งต้องฉีดต่อเนื่องเป็นประจำประมาณ 10-12 วัน
  • ตรวจสอบความคืบหน้าของการกระตุ้นการตกไข่ และฉีดฮอร์โมนเข็มสุดท้ายก่อนเก็บไข่ประมาณ 34-38 ชั่วโมง
  • เก็บไข่ โดยแพทย์จะดูดไข่ออกจากช่องคลอด ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ซึ่งระหว่างนั้นแพทย์ก็จะให้ยาสลบหรือยาชาแก่ผู้ป่วย
  • แพทย์นำไข่และสเปิร์มที่ได้ไปทำการปฏิสนธิกันในห้องปฏิบัติการ พร้อมกับฉีดยาฮอร์โมนให้กับฝ่ายหญิงเพื่อเตรียมมดลูกให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์
  • เมื่อตัวอ่อนมีความแข็งแรงพอแล้ว แพทย์จะนัดเพื่อฉีดตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูก เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

ระยะเวลาและโอกาสในการทำสำเร็จ

ระยะเวลาในการทำเด็กหลอดแก้วจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ ซึ่งมีโอกาสสำเร็จอยู่ที่ 15-35 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับสุขภาพของว่าที่คุณแม่และปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง นอกจากนี้การทำเด็กหลอดแก้วก็มีโอกาสที่เด็กจะไม่แข็งแรงและอาจเกิดความพิการได้ไม่ต่างจากการตั้งครรภ์ธรรมดาเช่นกัน

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

การทำเด็กหลอดแก้วอาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นกับว่าที่คุณแม่หลังจากถ่ายฝากตัวอ่อนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีความเสี่ยงที่มักจะเกิดขึ้นมากที่สุดดังนี้

1.รังไข่บวม เนื่องจากได้รับฮอร์โมนกระตุ้นมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด หายใจลำบากและอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วงได้

2.ตั้งครรภ์นอกมดลูก เพราะไข่เข้าไปฝังตัวอยู่ในท่อนำไข่แทนที่จะเป็นมดลูก ซึ่งภาวะนี้เด็กจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และต้องผ่าเอาเด็กออก

3.เกิดความเครียด เนื่องจากการทำเด็กหลอดแก้วส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกายและจิตใจหลายอย่าง ต้องอาศัยกำลังใจจากคนรอบข้างและการบำบัดเป็นหลัก

4.ได้รับผลข้างเคียงจากยา ผู้ทำอาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาในขณะถ่ายฝากตัวอ่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหัว กระสับกระส่าย ร้อนวูบวาบและอารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย

5.เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะทำให้ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยมาก และอาจมีปัญหาเรื่องการหายใจ เพราะปอดยังพัฒนาไม่เต็มที่

6.เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน อาจมีภาวะแทรกซ้อนในขั้นตอนการเก็บไข่ เช่น การติดเชื้อ เกิดแผลในมดลูกและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ได้

7.มีโอกาสตั้งครรภ์แฝด ซึ่งหากสุขภาพของคุณแม่ไม่แข็งแรง ก็อาจทำให้คลอดก่อนกำหนดหรือทารกมีน้ำหนักตัวน้อยได้ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีการถ่ายฝากตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว

การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นนวัตกรรมที่มีความทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่มีบุตรยากสามารถมีบุตรได้อย่างที่ต้องการ เพียงนำสเปิร์มของฝ่ายชายและเซลล์ไข่ของฝ่ายหญิงมาปฏิสนธิกันภายนอกร่างกาย ก่อนจะนำกลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิงเพื่อการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติต่อไป แต่อย่างไรก็ตามการทำเด็กหลอดแก้วก็อาจเกิดความผิดพลาดและมีความเสี่ยงเช่นกัน ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อนทำ และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเสมอ

1 2 3 4 385