แร่

แร่ เป็นสารอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ประกอบด้วยอะตอมของธาตุ 1 ชนิด หรือตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป เรียงประกอบกันเป็นรูปผลึก (ดังนั้นแร่จึงมีสถานะเป็นของแข็งเท่านั้น) ตัวอย่างเช่น เพชร เป็นแร่ซึ่งประกอบด้วยอะตอมของธาตุคาร์บอน  แร่ควอตซ์ประกอบด้วยอะตอมของธาตุซิลิกอนและธาตุออกซิเจน  เนื่องจากแร่จึงมีองค์ประกอบทางเคมีคงที่ จึงมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์เฉพาะตัว เช่น มีลักษณ รูปร่าง สี ความวาว ความแข็ง รอยแยก และผิวแตก เป็นต้น  มนุษย์จึงนำแร่มาใช้ประโยชน์ต่างๆ กัน

ประเภทของแร่แร่เป็นทรัพยากรที่มนุษย์ นำมาใช้ประโยชน์มากมาย แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ1. แร่โลหะ เป็นแร่ที่มีความเหนียว เป็นตัวทนความร้อน และไฟฟ้าได้ดีหลอมตัวได้ และมีความทึบแสง ได้แก่ แร่ดีบุก เหล็ก แมงกานีส ทองแดง ตะกั่ว อลูมิเนียม แมกนีเซียม ทองคำ เงิน วุลแฟรม ฯลฯ2. แร่อโลหะ เป็นแร่ที่ไม่เป็นตัวนำความร้อนมีลักษณะโปร่งแสง เปราะแตกหักง่าย ได้แก่ ฟลูออไรท์ ฟอสเฟส หิน ทราย เกลือ กำมะถัน โปแตสเซียม แคลเซียม ดินขาว ฯลฯ3. แร่พลังงาน หรือแร่เชื้อเพลิงเป็นแร่ที่สำคัญถูกนำมาใช้มากเกิดจากซากสิ่งมีชีวิตในอดีต ได้แก่ ถ่านหิน น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ

ประโยชน์แร่1. ประโยชน์ทางด้านความมั่นคง และมั่งคั่งของประเทศ ประเทศที่มีแร่ธาตุต่าง ๆ มากมายและสามารถนำไปใช้แปรรูปเป็นผลผลิตต่าง ๆ ที่ทำประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่น ด้านอาวุธ ด้านอุตสาหกรรม2. ประโยชน์ด้านความเป็นอยู่ของมนุษย์นำแร่ธาตุต่าง ๆ มาสร้างขึ้นเป็นภาชนะใช้สอยพาหนะที่ช่วยในการคมนาคม อาคารบ้านเรือน ก๊าซหุงต้ม พลังงานไฟฟ้า3. ประโยชน์ด้านการสร้างงานแก่ประชาชน ทำให้ประชาชนมีรายได้จากการขุดแร่ ไปจนถึงแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไปสู่ผู้บริโภคนอกจากนี้ แร่ธาตุชนิดต่าง ๆ มีคุณสมบัติลักษณะต่างกัน จึงมีประโยชน์แตกต่างกัน เช่น แร่วุลแฟรม นำมาทำไส้หลอดไฟฟ้า ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องแก้ว แร่พลวงนำมาใช้ทำตัวพิมพ์หนังสือ ทำสี แบตเตอรี่ รัตนชาติ เป็นแร่ที่มีลักษณะสีสันสวยงาม นำมาใช้ทำเครื่องประดับต่าง ๆ มากมายปัญหาทรัพยากรแร่1. ปัญหาสิ่งแวดล้อมบริเวณที่ทำเหมืองแร่แล้วทำให้สภาพดินไม่อุดมสมบูรณ์ สกปรกพื้นที่ขรุขระมีหลุมบ่อมากมายจึงถูกปล่อยทิ้งใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่2. ปัญหาการใช้แร่ธาตุบางประเภทเป็นจำนวนมาก เช่น แร่เหล็กถูกนำมาใช้มากและแพร่หลายที่สุด ถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม ดีบุก ฯลฯ3. ปัญหาการใช้แร่ไม่คุ้มค่า ได้แก่ พวกแร่ที่ใช้แล้วยังเหลืออยู่ ยังสามารถนำกลับไปใช้อีก เช่น เหล็ก ส่วนแร่ที่นำไปใช้แล้วหมดไป เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ เราจึงต้องใช้อย่างคุ้มค่า และประหยัด

การทำเหมืองแร่

การอนุรักษ์แร่ธาตุดังได้กล่าวมาแล้วถึงทรัพยากรแร่ธาตุในปัจจุบันซึ่งกำลังประสบปัญหาหากไม่มีการป้องกันแก้ไข ดังนั้นการอนุรักษ์แร่ธาตุจึงเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยได้ดังต่อไปนี้1. การใช้แร่ธาตุอย่างประหยัด ในการทำเหมืองแร่บางอย่างนั้นบางทีทรัพยากรแร่ธาตุที่ได้มาอาจมีหลายชนิด ดังนั้นจึงควรจะพยายามใช้ให้คุ้มค่าทุกชนิด อย่างประหยัดและลดการสูญเปล่า2. การสำรวจแหล่งแร่ ควรมีการเร่งรัดการสำรวจทรัพยากรแร่ธาตุให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อประโยชน์ในการวางแผนการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า3. การใช้แร่ชนิดอื่นทดแทน พยายามหาแร่ธาตุอื่น ๆ มาใช้ทดแทนแร่ที่ใช้กันมาก อาทิการใช้อลูมิเนียมแทนเหล็ก4. นำแร่ที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีก เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ควรมีการนำแร่ที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีก อาทิ ภาชนะเครื่องใช้ที่เป็นอลูมิเนียมบางอย่างที่หมดสภาพการใช้แล้วสามารถนำกลับมาหลอมใช้ใหม่ได้อีก

1   แร่เหล็ก  เป็นแร่โลหะที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากที่สุด  เพราะเป็นแร่ที่มีความแข็งแกร่งมาก

img2.gif

                  2.  แร่เงิน    มักพบอยู่ในสายแร่ที่มักปนอยู่กับแร่ทองแดง  มีลักษณะเป็นเส้นฝอยทำเครื่องประดับเงิน
3
 แร่กาลีนา   เป็นแร่ตะกั่วปนกำมะถัน  ผิวมีสีน้ำเงินเผาได้กลิ่นกำมะถัน  เมื่อสลายในกรดดินประสิวจะได้    ก๊าซไข่เน่า  ใช้ถลุงเอาตะกั่ว
4
 แร่ทองแดง    มักจะพบแร่เงินปนอยู่ด้วยด้วยเป็นแร่ที่มีสีน้ำตาลแดงโดยตรง  ทองแดงเมื่อนำมาผสมกับทองจะเป็นนาก  และนำมาผสมกับสังกะสีเป็นทองเหลือง

img3.gif

 

                  5  แร่ทองคำ     มักไม่พบเป็นทองคำบริสุทธิ์   อาจพบอยู่กับแร่ชนิดอื่น   เช่น  แร่เงิน  แร่ทองแดง   เป็นต้น  ส่วนใหญ่พบเป็นเม็ดหรือก้อนสีเหลืองเข้ม  ถ้ามีแร่อื่นปนอยู่จะมีสีเหลืองอ่อน  บางครั้งพบในสายแร่ที่ปนอยู่ในหินเขี้ยวหนุมานและพบอยู่ในแร่ไพไรต์
6.
แร่ดีบุก   มีลักษณะเป็นก้อนผลึก  มีเนื้อแน่นลักษณะค่อนข้างแข็ง  มีสีน้ำตาลหรือสีดำเมื่อนำมาถลุงแล้วสามารถนำไปตีแผ่เป็นแผ่นบางๆ  ใช้สำหรับห่ออาหาร  บุหรี่   และ ผลิตภัณฑ์  อื่นๆ อีกมากมาย  เพื่อป้องกันไม่ให้ความชื้นเข้าไปข้างใน

                  7. แร่อะลูมิเนียม    ในเปลือกโลกมีอะลูเนียมมากเป็นอับดับสามโดยน้ำหนัก  ส่วนมากมักอยุ่ร่วมเป็นสารประกอบกับพวกหินเป็นโลหะเบานำความร้อนและไฟฟ้าได้ดีปัจจุบันได้จากการถลุงแร่บอกไซต์  ซึ่งพบอยู่ในแร่ชนิดต่างๆ
8.  
แร่แมงกานีส       เป็นแร่สีเทาหรือสีดำเหมือนเหล็ก  พบในสายแร่ร่วมกับหินอัคนี  และหินแกรนิต   นำไปใช้ในการถลุงเหล็กเป็นโลหะผสมเหล็กเพื่อให้ได้เหล็กกล้า
9.
แร่แมกนีเซียม   อาจมีแร่แมงกานีสปนอยู่ด้วยเป็นโลหะเบาสีขาวอ่อนและเหนียว   มักพบในลักษณะเป็นสายแร่ใช้ในอุตสาหกรรมถลุงโลหะ
10.
 แร่ทองคำขาว    มักพบลักษณะเป็นเม็ดและเกล็ดสีเทาเงินวาว  ส่วนใหญ่เป็นทองคำขาวไม่ปฏิกิริยากับสาร
ประกอบเกือบทั้งหมดยกเว้นกรดกัดทองและเบสแก่ทนความร้อนสูง
11.
แร่ตะกั่ว  พบมากในรูปของสารตะกั่วและกำมะถัน ( PbS ) ที่มีชื่อว่า แร่กาลีน่า มักพบอยู่ร่วมกับแร่สังกะสี แร่เหล็ก แร่พลวง และแร่ฟลูออไรด์ แร่ตะกั่วนำมาใช้ทำแบตเตอรี่ ทำตะกั่วแผ่น ตะกั่วบัดกรี ตัวพิมพ์สำหรับพิมพ์หนังสือ ทำกระสุนปืน ใช้เป็นตัวป้องกันกัมมันตรังสีรั่วไหลออกจากโรงงานการผลิตอุปกรณ์หรือโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ พบมากในประเทศสหรัฐอเมริกา สวีเดน พม่า ออสเตรเลีย และไทย ในประเทศไทยพบที่จังหวัดกาญจนบุรี แพร่ ยะลา

 

ทรัพยากรเรื่อง แหล่งน้ำ

   น้ำจัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดสิ้นเช่นเดียวทรัพยากรดิน อากาศ เป็นต้น (Non-exhausting หรือ Inexhaustible natural resources) เมื่อน้ำนั้นเป็นน้ำที่อยู่ในวัฎจักร (Water in cycle) ซึ่งจะหมุนเวียนเปลียนไปจากสภาพหนึ่งเป็นอีกสภาพหนึ่งเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด ขณะเดียวถ้าน้ำนั้นเป็นน้ำที่อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง (Water in place) หมายถึง น้ำที่อยู่ในที่เฉพาะแห่งที่เราเห็นหรือใช้อยู่ทุกวัน เช่น น้ำในภาชนะ เมื่อใช้แล้วก็จะหมดไป แต่เราสามารถหามาทดแทนใหม่ได้ จัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วทดแทนได้ (Renewable natural resources)

Nace (1960) แบ่งน้ำในโลกไว้ ดังนี้
• น้ำเค็มหรือน้ำทะเล ร้อยละ 97.137
• น้ำจืด ร้อยละ 2.863

สำหรับปริมาณน้ำจืดที่มีในโลก สามารถแบ่งได้ดังนี้
• น้ำแข็งตามขั้วโลกและหิมะที่จับอยู่ตามยอดภูเขาสูง ร้อยละ 2.240
• น้ำภายใต้พื้นดิน เช่น น้ำใต้ดิน ความชื้นในดิน ร้อยละ 0.612
• น้ำตามหนอง บึง และทะเลสาป ร้อยละ 0.009
• น้ำในแม่น้ำลำคลองต่างๆ ร้อยละ 0.001
• น้ำในบรรยากาศ ร้อยละ 0.001

    อย่างไรก็ตาม ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่สำคัญที่ควรรู้จัก ได้แก่
อุทกวิทยา (Hydrology) เป็นศาสตร์ที่อธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง การหมุนเวียน การกระจายของน้ำ ตลอดจนคุณสมบัติทางด้านกายภาพและทางด้านเคมีที่มีต่อสภาวะแวดล้อม รวมทั้งความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกนี้
อุตุนิยมวิทยา (Meteorology) เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศหรือการพยากรณ์ ซึ่งจะมีผลต่อ energy input ต่างๆในแหล่งน้ำไปด้วย

    2.3 แหล่งน้ำ
ประเภทของแหล่งน้ำสามารถจำแนกตามระดับความเค็มได้ 3 ลักษณะ คือ แหล่งน้ำจืด แหล่งน้ำกร่อย และแหล่งน้ำเค็ม ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
    2.3.1 แหล่งน้ำจืด (Freshwater habitat)
    ความหมายของแหล่งน้ำจืด
แหล่งน้ำจืด คือ แหล่งน้ำที่มีความเค็ม ไม่เกิน 0.5 %o (คิดจำนวนเกลือเป็นหน่วยต่อน้ำ 1000 ส่วน โดยน้ำหนัก) ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับแหล่งน้ำจืด คือ ชลธีวิทยา (Limnology) เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยลักษณะของน้ำในแผ่นดิน เช่น ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำธาร รวมทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในแหล่งน้ำ สำหรับการศึกษาทางด้านลักษณะของแหล่งน้ำ เป็นการศึกษาทั้งคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์
การแบ่งเขตแหล่งน้ำจืด
การแบ่งเขตแหล่งน้ำจืดสามารถจำแนกโดยใช้สิ่งรองรับหรือสิ่งที่ใช้ยึดเกาะ (Substrate) ดังนี้
1) เขตชายฝั่ง (Littoral zone) ระยะจากผิวน้ำลงมาถึงสิ่งรองรับระดับ 2 เมตร เป็นเขตที่แสงแดดส่องถึงพื้นดิน บริเวณนี้จะมีพรรณไม้เกิดขึ้นจำนวนมาก สิ่งมีชีวิตที่พบในบริเวณนี้มีมากชนิดเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงตัวและหาอาหาร
2) Sublittoral zone เป็นบริเวณถัดลงมาจากเขตแรกในระดับ 6-8 เมตร เป็นเขตที่ได้รับแสงน้อยกว่าเขตแรก มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่แต่ไม่มีมากเท่ากลุ่มสัตว์หน้าดิน (Benttic fauna)
3) Inflalittoral zone เป็นเขตที่ถัดลงมาจากเขต 2 ลงมาในระดับ 10 เมตร จะมีแสงบ้าง แต่แสงไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตที่พบเป็นกลุ่มหอย (Aquatic mollusk) และสัตว์หน้าดิน
4) เขตกลางน้ำ (Limnetic zone) เป็นเขตผิวหน้าน้ำที่อยู่ถัดออกไปจากเขตชายฝั่ง เป็นบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง ความลึกของชั้นน้ำนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณแสงที่ส่องลงในน้ำได้เพียงใด บริเวณนี้เราอาจเรียกว่า Open water สิ่งมีชีวิตกลุ่มเนกตอน (Nekton) สามารถอยู่อาศัยและเจริญเติบโตได้ดี
5) เขตน้ำลึก (Profundal zone) เป็นบริเวณที่อยู่ลึกลงมาจากเขตที่ 1 ถึง 4 เป็นเขตที่แสงแดดส่องไม่ถึง ในเขตนี้จะไม่มีพืชสีเขียวหรือแพลงก์ตอนพืชในเขตนี้ สัตว์ที่พบตามพื้นท้องน้ำบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกกินซากเน่าเปื่อยเป็นอาหาร (Detritus)

ประเภทของแหล่งน้ำจืด
แหล่งน้ำจืดสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
   1) แหล่งน้ำนิ่ง (Lentic or Standing water) เป็นแหล่งน้ำปิด (Closed water body)     ที่อาจมีทางติดต่อกับแม่น้ำ ลำธาร หรือบริเวณที่มีน้ำท่วมถึง ในบางแห่งแหล่งน้ำปิดอาจได้รับน้ำจากน้ำฝนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่บางแห่งก็ได้รับน้ำจากการท่วมท้นของแม่น้ำและการไหลลงมาโดยลำธารหลายสาย แหล่งน้ำนิ่งจะไม่มีการขึ้นลงของน้ำ โดยน้ำจะเคลื่อนที่ได้ส่วนใหญ่เกิดจากกระแสลม แหล่งน้ำนิ่งที่สำคัญ ได้แก่ ทะเลสาบ บึง หนอง บ่อ แหล่งน้ำท่วม อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น

    • ทะเลสาบ(Lake)
    เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมีเขตกลางน้ำและเขตน้ำลึกมากกว่าเขตชายฝั่ง ส่วนใหญ่มีทางน้ำไหลเข้าได้ จะมีน้ำอยู่ตลอดปีและมีระดับแตกต่างกันไม่มากนัก ทะเลสาปมีรูปร่างที่ไม่แน่นอน ทะเลสาปน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ ทะเลสาปสุพีเรียในประเทศสหรัฐอเมริกา มีพื้นที่ผิวน้ำถึง 31,800 ตารางไมล์ ลึก 1,333 ฟุต สำหรับทะเลสาปที่ลึกที่สุด ได้แก่ ทะเลสาปไบคาล ในไซบีเรียตอนใต้ มีพื้นที่ 21,150 ตารางไมล์ ลึก 5,700 ฟุต ประเภทของทะเลสาปเมื่อแบ่งตามความอุดมสมบูรณ์และอุณหภูมิของแหล่งน้ำ สามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1. Eutrophic lake เป็นทะเลสาปที่มีความอุดมสมบูรณ์มากเนื่องจากมีผลผลิตเบื้องต้นมาก ลักษณะของทะเลสาปประเภทนี้ เป็นทะเลสาปที่มีอายุมาก เกิดขึ้นมานาน ความลึกของทะเลสาปไม่มาก น้ำมีสารอินทรีย์มาก ทำให้มีผลผลิตเบื้องต้นมาก อุณหภูมิน้ำไม่เย็น และไม่ค่อยมีการแบ่งชั้นของน้ำ เช่น Great Lake ในอเมริกา
2. Oligotrophic lake เป็นทะเลสาปที่มีความอุดมสมบูรณ์น้อย คือ ให้ผลผลิตเบื้องต้นน้อย ลักษณะของทะเลสาปประเภทนี้ เป็นทะเลสาปที่เกิดขึ้นมาไม่นาน มีอายุน้อย ลักษณะชายฝั่งมีความลาดชันสูง ทะเลสาปมีความลึกมาก น้ำส่วนใหญ่เป็นน้ำเย็น มีการแบ่งชั้นของน้ำเป็นน้ำชั้นบน (Epilimnion) มีปริมาณน้อยกว่าน้ำชั้นล่าง (Hypolimnion) เช่น ทะเลสาปสุพีเรีย ในประเทศสหรัฐอเมริกา

    • บึง (Swamp)
    เป็นแหล่งน้ำขนาดกลางหรือใหญ่ที่เป็นที่ลุ่ม (Low Land) มีน้ำท่วมขังตลอดปี มีความลึกพอประมาณ ลักษณะชายฝั่งเป็นที่ราบมีพรรณไม้พุ่มหรือต้นไม้ขึ้นอยู่รอบๆ ตัวอย่างบึงในปะเทศไทย ได้แก่ บึงบอระเพ็ด ในจังหวัดนครสวรรค์ ทะเลสาปสงขลาในจังหวัดสงขลา กว๊านพะเยา ในจังหวัดพะเยา

    • หนอง(Marsh)
    เป็นแหล่งน้ำตื้นๆที่มีความลาดชันของชายฝั่งน้อย ไม่มีเขตน้ำลึกเลย ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มน้ำท่วม ไม่มีทางน้ำไหลเข้าออก ในฤดูฝนพื้นที่จะกลายเป็นพื้นน้ำกว้างใหญ่ แต่ในฤดูแล้ง ปริมาณน้ำอาจลดลงมาก จนตื้นเขินไปทั้งหมด บริเวณรอบๆหนองน้ำจะมีพืชล้มลุกขึ้นอยู่โดยรอบ ตัวอย่าง ได้แก่ หนองหาร ในจังหวัดสกลนคร

    • บ่อ (Pond)
เป็นแหล่งน้ำขนาดเล็กที่ถูกสร้างโดยมนุษย์ ทำให้ชายฝั่งมีความลาดชันสูง ความลึกไม่มาก เป็นแหล่งน้ำที่ไม่มีทางน้ำเข้า ปริมาณน้ำจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล วัตถุประสงค์ของการสร้างบ่อแตกต่างกันออกไป เช่น สำหรับการอุปโภคบริโภค การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น

 

   • แหล่งน้ำท่วม (Flood Plains)
หมายถึง บริเวณที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำ คลอง หนอง บึง เมื่อถึงฤดูฝน น้ำจะหลากท่วมบริเวณเหล่านี้เป็นพื้นน้ำกว้างใหญ่ หรือเป็นแนวแคบขนานไปกับลำน้ำ ตัวอย่าง ที่ราบภาคกลางจังหวัดอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ปทุมธานี

   • อ่างเก็บน้ำ (Reservoir)
เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยการสร้างเขื่อนปิดกั้นทางเดินของน้ำ ทำให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนถูกยกขึ้นมาสูงตามระดับความสูงของเขื่อน ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนจำนวนมากนี้จะท่วมพื้นดินที่ต่ำตามลักษณะภูมิประเทศ ปัจจุบันสามารถจัดประเภทของอ่างเก็บน้ำออกเป็น 4 ประเภท ตามวัตถุประสงค์หลักของการใช้งานดังนี้
     1. Flood control reservoir สร้างเพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นราบ ท้องทุ่ง ไร่นา บ้านเมืองที่อยู่อาศัยของคนในชุมชน เช่น เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท
    2. Storage reservoir สร้างเพื่อเก็บกักน้ำไว้ในการชลประมานและการอุปโภคบริโภค ตัวอย่าง อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี
3. Hydro-electric reservoir สร้างเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ตัวอย่าง เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนบางลาง จ.ยะลา เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี
   4. Multipurpose reservoir สร้างเพื่อใช้งานหลายๆอย่าง เช่น ผลิตกะแสไฟฟ้า การชลประทาน การป้องกันน้ำท่วม การประมง เป็นต้น ตัวอย่าง เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนแก่นกระจาน จ.เพชรบุรี เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี


2) แหล่งน้ำไหล (Lotic or Running water)


ลักษณะของแหล่งน้ำไหล ได้แก่ แม่น้ำ ลำธาร คลอง คู เป็นต้น โดยต้นน้ำอาจมีขนาดเล็กและจะค่อยๆใหญ่ขึ้นในช่วงตอนปลายน้ำ สำหรับแหล่งน้ำไหลสามารถแบ่งเขตได้ 2 เขตหลัก คือ

    1. เขตน้ำไหลเชี่ยว(Rapid zone) บริเวณนี้มักตื้น พื้นล่างของแหล่งน้ำจะสะอาด เพราะกระแสน้ำพัดพาตะกอนไปหมด พืชที่ขึ้นในบริเวณนี้เป็นกลุ่มสาหร่าย (Algae) ซึ่งยึดเกาะแน่นกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด ลำต้นหรือใบสามารถลู่ไปตามกระแสน้ำได้
   2. เขตน้ำไหลเอื่อย (Pool zone) บริเวณนี้มักลึก กระแสน้ำไหลช้าๆ พื้นล่างของแหล่งน้ำมีตะกอนทับถมกันอยู่ พืชที่ขึ้นในบริเวณนี้ จะมีรากหยั่งลึกไม่แน่นหนา
ประเภทของแหล่งน้ำไหลที่สำคัญ มีลักษณะดังนี้

    • แม่น้ำ
แม่น้ำ (River) หมายถึง ธารน้ำขนาดใหญ่ที่มีมวลน้ำไหลตลอดปีจากที่สูงลงสูที่ต่ำ หรือจากต้นน้ำไปสู่ปลายน้ำคือทะเล แม่น้ำและลำธารเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญที่เกิดเองตามธรรมชาติ เปรียบเสมือนถนนหรือช่องทางให้น้ำไหลผ่านจากที่หนึ่งไปสู่แหล่งน้ำที่ต่ำกว่าตามแรงดึงดูดของโลก และท้ายสุดก็จะไหลกลับไปสู่ทะเลและมหาสมุทร แม่น้ำมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนของหลังคารับน้ำ(Watershed area) ส่วนของลำธาร(Stream) และส่วนของแม่น้ำ (River) ลักษณะของลำธารที่พบมีอยู่ 3 ลักษณะคือ
1. ลำธารที่มีน้ำตลอดปี (permanent stream) ลำธารนี้ในฤดูฝนจะได้รับน้ำจาก overland run off ส่วนในฤดูแล้งจะได้น้ำหล่อเลี้ยงจากน้ำใต้ดิน
2. ลำธารที่มีน้ำบางฤดู (Intermittent stream) เป็นลำธารที่มีน้ำในช่วงฤดูฝนเท่านั้น ลักษณะพื้นลำธารเป็นดินทราย กรวด อยู่ในเขตป่าละเมาะ
3. ลำธารที่ขาดบางตอน (Interupted stream) เป็นลำธารที่มีบางช่วงที่น้ำจะไหลวกลงสู่ใต้ดินทำให้ลำธารขาดหายไปแล้วไปเปิดเป็นลำธารบนพื้นดินอีกในบริเวณ เป็นลำธารที่อยู่ในทะเลทราย

    •ลุ่มน้ำหรือระบบแม่น้ำ (River system)
      คือ แม่น้ำทั้งสายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปากน้ำที่ไหลลงสู่ทะเล รวมทั้งลำธารสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำ หลังคารับน้ำ ที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง หนอง บึง ที่มีทางน้ำติดถึงแม่น้ำหรือถูกน้ำท่วมได้ในฤดูหลากน้ำ ในประเทศไทยมีลุ่มน้ำมากมาย โดยมีลุ่มน้ำประธานทั้งหมด 25 ลุ่มน้ำ ดังนี้ (เรียงตามพื้นที่มากไปน้อย)
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ทั้งหมด 176,599 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัด ลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องได้แก่ โขง ชี มูล (ชี มูล ไหลลงสู่แม่น้ำโขง
– ภาคเหนือ มีพื้นที่ทั้งหมด 128,450 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 16 จังหวัด ลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องได้แก่ ได้แก่ สาละวน กก ปิง วัง ยม น่าน (ปิง วัง ยม น่าน จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำภาคกลางแล้วไหลออกทะเลในอ่าวไทย ในเขตภาคเหนือตอนบน คือ ลุ่มน้ำกก ซึ่งจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง)
– ภาคกลาง มีพื้นที่ทั้งหมด 98,476 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 19 จังหวัด ลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องได้แก่ คือ เจ้าพระยา สะแกกรัง ป่าสัก ท่าจีน แม่กลอง เพชรบุรี ชายฝั่งทะเลตะวันตก (ลุ่มน้ำป่าสัก สะแกกรัง ไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา บางปะกง ลุ่มน้ำแม่กลอง ก่อนไหลลงสู่อ่าวไทยตอนใน)
– ภาคใต้ มีพื้นที่ทั้งหมด 72,102 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัด ลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องได้แก่ แม่น้ำสายสั้นๆ เช่น แม่น้ำตาปี ปัตตานี ทะเลสาปสงขลา ภาคใต้ฝั่งทะเลตะวันออก ภาคใต้ฝั่งทะเลตะวันตก
– ภาคตะวันออก มีพื้นที่ทั้งหมด 36,480 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด ลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องได้แก่ ปราจีนบุรี บางปะกง โตนเลสาป ชายฝั่งทะเลตะวันออก (แม่น้ำสายสั้นๆ เช่น แม่น้ำเวฬุ)

    • คู คลอง
คู คลอง เป็นทางน้ำที่เกิดจากการขุดของมนุษย์ เช่น คลองแสนแสบ คลองดำเนินสะดวก เป็นต้น

2.3.2 แหล่งน้ำกร่อย (Brackishwater habitat)
      ความหมายของแหล่งน้ำกร่อย
       แหล่งน้ำกร่อย หมายถึง บริเวณที่เป็นเขตติดต่อระหว่างทะเลและแม่น้ำ หรือบริเวณปากแม่น้ำ ทำให้มีการผสมกันระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็ม อาจจัดเป็นแหล่งน้ำชายฝั่งกึ่งปิด (Semi-closed) ความเค็มของแหล่งน้ำกร่อยอยู่ระหว่าง 0.5-30 %o
 การแบ่งเขตแหล่งน้ำกร่อย
การแบ่งเขตบริเวณปากแม่น้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำกร่อย สามารถจัดแบ่ง ได้ 2 แบบ ดังนี้
    • แบ่งตามระดับเขตความเค็มของน้ำได้ 3 เขต คือ
1. Tidal river zone เป็นเขตส่วนบนของแหล่งน้ำกร่อย ซึ่งจะยังคงอยู่ในแม่น้ำ ความเค็มของน้ำทะเลยังคงเข้าไปไม่ถึงเต็มที่ ทั้งส่วนใหญ่ยังเป็นน้ำจืดแต่จะมีการขึ้นลงของน้ำจากอิทธิพลของน้ำทะเล เช่น จังหวัดนนทบุรีของแม่น้ำเจ้าพระยา
2. Mixing zone เป็นบริเวณที่มีการผสมกันของน้ำจืดและน้ำทะเลอย่างเต็มที่ทำให้คุณสมบัติทางเคมี ฟิสิกส์ เปลี่ยนแปลงไป เช่น บริเวณ กรุงเทพมหานครและ จังหวัดสมุทรปราการ ของแม่น้ำเจ้าพระยา
3. Neaeshore turbid zone เป็นเขตที่อยู่ถัดจาก Mixing zone ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ชายฝั่งทะเลบริเวณน้ำลงต่ำสุดของน้ำจืดที่ไหลไปถึง เช่น บริเวณปากน้ำสมุทรปราการ
    • แบ่งตามระดับการขึ้นลงของน้ำ สามารถแบ่งเขตได้ 3 เขตใหญ่ คือ
  1. พื้นที่น้ำท่วมไม่ถึง (Upland)
เป็นเขตที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงจึงไม่ได้อิทธิพลของน้ำทะเลโดยตรง แต่จะมีพรรณไม้เป็นไม้ใหญ่หรือไม้พุ่ม (shrub) เกิดขึ้น ซึ่งเป็นไม้ที่ปรับตัวได้กับสภาพแวดล้อมทางชายฝั่งทะเล เช่น ต้นสนทะเล โพธิ์ทะเล เป็นต้น
  2. พื้นที่เขตน้ำท่วม (Tidal-marsh) เป็นบริเวณพื้นดินที่น้ำขึ้นสูงสุดท่วมถึงจนถึงเขตน้ำลงต่ำสุดในสภาวะปกติและจะโผล่พ้นน้ำ ในเขตนี้พื้นดินเป็นโคลนตมเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นพื้นที่ด้านบนที่อยู่ติดต่อกับ upland บริเวณนี้มีพรรณไม้ชายเลนเกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น โกงกาง แสม จาก ลำพู เป็นต้น แต่บางเขตซึ่งเป็นเขตที่อยู่ระหว่างน้ำขึ้นลงสูงสุดต่ำสุด มีความลาดเอียงน้อยมากไม่มีพรรณไม้เกิดขึ้น จะเป็นที่อยู่ของสัตว์จำพวกปูและหอยหลายชนิด เช่น ปูแสม ปูก้ามดาบ หอยแครง เป็นต้น และอาจพบปลาตีนรวมอยู่ด้วย
  3. พื้นที่มีน้ำท่วมตลอด (Sub tidal)
เป็นพื้นที่ที่อยู่ใต้น้ำตลอดเวลาแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะปกติของน้ำลงต่ำสุด (Normal low tide) ลักษณะพื้นดินก็เป็นโคลนตม อาจมีสาหร่ายทะเลหรือหญ้าทะเลเกิดขึ้น มีสัตว์น้ำทั้งพวกขุดรูอยู่และพวกว่ายไปมาตามการขึ้นลงของน้ำ เช่น ลูกกุ้งแชบ๊วย ลูกปลากระบอก ลูกปลากุเรา เป็นต้น

ประเภทของปากแม่น้ำ
การจำแนกประเภทของปากแม่น้ำ จำแนกตามหลักการระเหยของน้ำ ได้ดังนี้
    1. ปากแม่น้ำชนิดบวก (Positive estuary)
คือ ปากแม่น้ำที่มีการไหลเข้ามาของน้ำจืดมากกว่าการระเหยของน้ำออกไปจากบริเวณปากแม่น้ำ ปากแม่น้ำชนิดนี้น้ำจืดจะถูกถ่ายเทออกไปจากบริเวณปากแม่น้ำในช่วงน้ำขึ้นน้ำลง
    2. ปากแม่น้ำชนิดเป็นกลาง (Neutral estuary)
คือ ปากแม่น้ำที่มีการไหลเข้ามาของน้ำจืดเท่ากับจำนวนน้ำที่ระเหยออกไปจากบริเวณปากแม่น้ำ ปากแม่น้ำชนิดนี้จะไม่มีการถ่ายเข้าหรือถ่ายออกสู่ทะเล
    3. ปากแม่น้ำชนิดลบ (Negative estuary)
ปากแม่น้ำที่มีการระเหยของน้ำมีปริมาณมากกว่าน้ำจืดที่ไหลเข้ามา ปากแม่น้ำชนิดนี้จะมีความเค็มมากกว่าความเค็มปกติของน้ำทะเล

ระบบนิเวศน์น้ำกร่อย ที่สำคัญที่ควรรู้จัก
    • ชะวากทะเล (Estuaries)
คือ ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของธรรมชาติที่เกิดจากการผสมกันระหว่างน้ำจืดกับน้ำเค็ม สถานที่ที่จะพบชะวากทะเล คือ ปากแม่น้ำ อ่าว และบริเวณชายเลน สิ่งมีชีวิตที่พบในบริเวณนี้จะมีความสามารถในการปรับตัวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของน้ำ ซึ่งขึ้นและลงประจำวัน การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำ ความเค็มของน้ำ และความเข้มข้นของตะกอนที่ถูกพัดพามาก

    • ดินดอนสามเหลี่ยม (Deltas) ระบบนิเวศแบบดินดอนสามเหลี่ยมที่เกิดจากการทับถมของตะกอนที่น้ำในแม่น้ำพัดพามาก เมื่อถึงปากน้ำความเร็วของกระแสน้ำในแม่น้ำจะลดลงเป็นโอกาสให้ตะกอนที่มากับน้ำเริ่มทับถม ถ้าหากปริมาณของสารวัตถุและแร่ธาตุต่างๆที่น้ำพัดพามามีจำนวนมาก และอิทธิพลของคลื่นลมมีจำกัด การทับถมของตะกอนจะทำให้เกิดเป็นที่ราบที่มีความสูงพ้นระดับน้ำขึ้นมา เมื่ออัตราการทับถมสูงกว่าอัตราการกัดเซาะและพังทลายโดยคลื่นลม ดินดอนสามเหลี่ยมจะขยายกว้างมากยิ่งขึ้น

    • ป่าชายเลน (Mangrove forest, Intertidal forest)
คือ สังคมพืชที่เป็นพวกต้นไม้ หรือไม้พุ่มที่ขึ้นตามชายฝั่งทะเลหรือปากแม่น้ำที่มีความเค็มของน้ำท่วมถึง เป็นบริเวณแหล่งน้ำกร่อยที่มีความอุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่ง ป่าชายเลนจะพบอยู่ทั่วไปทางชายฝั่งทะเล บริเวณปากแม่น้ำ หรืออ่าว ที่มีลักษณะพื้นเป็นดินโคลน หรือทรายปะปนโคลน พันธุ์ไม้ป่าชายเลนที่พบ ได้แก่ สกุลโกงกาง สกุลโปร่ง สกุลแสม แต่บางครั้งเนื่องจากพบสกุลไม้โกงกางมากกว่าพืชสกุลอื่น จึงเรียกชื่อว่า “ป่าโกงกาง” (ความรู้เพิ่มเติม พื้นที่ป่าชายเลนของโลกมีทั้งหมดประมาณ 113,428,089 ไร่ (ปี 1987) ประเทศที่มีพื้นที่ป่าชายเลนมากที่สุดทั้งในโซนเอเซียเขตร้อนและในโลก คือ อินโดนีเซีย มีพื้นที่ 26,568,818 ไร่) ป่าชายเลนในประเทศไทยกระจัดกระจายตามชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ จากข้อมูลปี พ.ศ.2539 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด 1,047,390 ไร่

 แหล่งน้ำเค็ม (Marine water)

ความหมายของแหล่งน้ำเค็ม
แหล่งน้ำเค็ม หมายถึง แหล่งน้ำที่มีความเค็มมากกว่า 30 %o ได้แก่ ทะเลและมหาสมุทร ค่าความเค็มเฉลี่ยของมหาสมุทรทั้งหมด คือ 34.72 %o วิชาที่เกี่ยวข้อง คือ Oceanography หรือ สมุทรศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยน้ำเค็ม (Salt water) หรือ วิชาที่ว่าด้วยศาสตร์แขนงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่กับห้วงมหาสมุทร ศาสตร์แขนงต่างๆ ได้แก่ สมุทรศาสตร์สกายะ สมุทรศาสตร์เคมี สมุทรศาสตร์ธรณี และสมุทรศาสตร์ชีวภาพ
    -สมุทรศาสตร์สกายะ (Physical oceanography)
เป็นการศึกษาขบวนการทางกายภาพต่างๆ เช่น กระแสน้ำ คลื่นในมหาสมุทร การเปลี่ยนแปลงของระดับอุณหภูมิในบริเวณต่างๆของมหาสมุทร เป็นต้น
    -สมุทรศาสตร์เคมี(Chemical oceanography)
เป็นการศึกษาองค์ประกอบทางเคมี ปัจจัยและสาเหตุที่ทำให้องค์ประกอบทางเคมีของมหาสมุทรเปลี่ยนไป เป็นต้น
    -สมุทรศาสตร์ธรณี (Geological oceanography) เป็นการศึกษาจุดกำเนิดของพื้นก้นสมุทรโครงสร้างและชั้นดินตะกอนและพื้นของท้องมหาสมุทร เป็นต้น
– สมุทรศาสตร์ชีวภาพ (Biological oceanography)
เป็นการศึกษาสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร รูปร่าง การแพร่กระจาย ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างๆ เป็นต้น

        น้ำทะเล เป็นน้ำเค็ม หรือมีเกลือเป็นสารละลายประกอบอยู่ องค์ประกอบของน้ำทะเล ประกอบด้วย คลอรีน 55% โซเดียม 31% โดยน้ำหนัก ธาตุสำคัญอื่นๆ ได้แก่ โบรมีน คาร์บอน สตรอนเดียม โบลอน ซิลิคอน และฟลูออรีน
มหาสมุทร ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก มีอยู่ 4 แห่ง คือ
• มหาสมุทรแปซิฟิกเป็นมหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุด มีพื้นที่ถึง 180 ล้านตารางกิโลเมตร อยู่ระหว่างทวีปเอเซียกับทวีปอเมริกา
• มหาสมุทรแอตแลนติก เป็นมหาสมุทรที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 มีพื้นที่ถึง 107 ล้านตารางกิโลเมตร อยู่ระหว่างทวีปอเมริกากับทวีปยุโรป
• มหาสมุทรอินเดีย เป็นมหาสมุทรที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 มีพื้นที่ 74 ล้านตารางกิโลเมตร อยู่ตอนใต้ของทวีปเอเซีย
• มหาสมุทรอาร์กติก เป็นมหาสมุทรที่เล็กที่สุด อยู่ตอนเหนือของทวีปยุโรป
ในการศึกษาเกี่ยวกับแหล่งน้ำเค็ม ขบวนการหนึ่งที่เกิดขึ้นและน่าสนใจ คือ ขบวนการ up-welling หมายถึง การหมุนเวียนของมวลน้ำทะเล เกิดจากกระแลลมน้ำทะเลและความหนาแน่นของน้ำ นำเอาธาตุอาหาร ที่อยู่ใต้พื้นท้องน้ำขึ้นมาบนชั้นผิวน้ำธาตุอาหารเหล่านี้จะใช้สังเคราะห์แสงและสร้างเป็นอาหาร

การแบ่งเขตในทะเล (Zonation of the sea)
การแบ่งเขตในทะเลสามารถแบ่งในลักษณะกว้างๆ ได้เป็น 2 ส่วน คือ
ก. ส่วนพื้นท้องน้ำ (benthic)
พื้นท้องน้ำของทะเลจะกล่าวคือ ลักษณะของพื้นที่รองรับ (Substratum) ตั้งแต่บริเวณฝั่งที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงจนถึงเขตที่ลึกที่สุดซึ่งแบ่งได้เป็น 4 เขต ดังนี้
1) เขตชายฝั่งทวีป (Continental shelf) เป็นเขตชายฝั่งทะเลเริ่มตั้งแต่บริเวณที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึง ไปจนถึงพื้นที่บริเวณที่ๆมีความลาดชัน(slope)มาก บริเวณนี้ แสงแดดส่องถึงพื้นน้ำ ความลึกของเขตนี้อยู่ระหว่าง 0-200 เมตร เป็นเขตที่มีความสมบูรณ์มากกว่าเขตอื่นๆ แบ่งเป็นเขตย่อยได้ดังนี้
– เขตริมทะเล (Supra-tidal zone) เป็นเขตที่อยู่เหนือบริเวณที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุด (high tide) น้ำทะเลจึงท่วมไม่ถึงเขตนี้ พืช-สัตว์ไม่ได้รับอิทธิพลของน้ำทะเลโดยตรง แต่อาจได้รับอิทธิพลจากไอความชื้นของน้ำทะเลเท่านั้น
– เขตชายทะเล (Intertidal zone) เป็นเขตชายฝั่งทะเลที่อยู่ระหว่างน้ำทะเลขึ้นสูงสุดและน้ำทะเลลงต่ำสุด (Hing tide and low tide) เขตนี้บางพื้นที่กว้าง บางพื้นที่แคบ ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ พืชและสัตว์จะต้องปรับตัวเองมากที่สุดจึงต้องมีคุณสมบัติหรือลักษณะพิเศษเฉพาะเพื่อปรับตัวเองในด้านการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ความชื้น ความเค็ม หรือแรงกระแทกของคลื่น ทราย เป็นต้น
– เขตใต้น้ำ (Sub-tidal zone) เขตนี้อยู่ต่ำจากเขตชายทะเลลงมา มีน้ำท่วมอยู่โดยตลอด บางพื้นที่มีความกว้างมาก เขตนี้นับว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด การปรับตัวของพืชและสัตว์มีน้อยกว่าเขตชายทะเล ในบางแห่งมีที่กำบังคลื่น-ลม ทำให้ลดความเสียดทานลงได้ เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึงและอยู่ใกล้ชายฝั่งทำให้ได้รับแร่ธาตุอาหารมาก จึงมีการสร้างอาหารโดยในกลุ่มผู้ผลิตเบื้องต้น (Primary producer) ได้มากที่สุด จึงมีพืชและสัตว์อยู่อาศัยบริเวณนี้มาก
  2) เขตไหล่ทวีป (Continental slope) เป็นบริเวณที่อยู่ถัดจากเขตชายฝั่งทวีปโดยเริ่มจากเขตที่มีความลาดชัน (Slpoe) เพิ่มขึ้นจากแนวเดิม ความลึกเริ่มตั้งแต่ระดับประมาณ 200 เมตรลงไปจนถึงประมาณ 4,000 เมตร
3) เขตพื้นมหาสมุทร (Abyssal plain) เป็นเขตที่ราบกว้างใหญ่ คล้ายท้องกะทะ มีความชันไม่มากนัก อยู่ถัดจากเขตไหล่ทวีป ระดับความลึกของพื้นที่ราบนี้ตั้งแต่ 4,000 เมตร ไปจนถึง 6,000 เมตร พื้นที่มีบางแห่งที่เป็นเสมือนภูเขาบนพื้นราบ บริเวณนี้ไม่มีแสงสว่าง สิ่งมีชีวิตมีอยู่อย่างเบาบางสัตว์ที่พบได้แก่ Chinoderms, Polychaetes และ Bryozoa เป็นต้น
4) เขตหุบเหว (Trenches zone or Hadal zone) หรือ สะดือทะเล ลึกลงมาจากระดับ 6,000 เมตร เป็นเขตที่ไม่มีแสงสว่างและสิ่งมีชีวิตมีน้อยกว่าเขตอื่นๆ

ข. ส่วนที่เป็นน้ำ (Pel
agic)
ในส่วนที่เป็นน้ำแบ่งได้เป็น 2 เขตตามแนวราบ (Horizontal approach) คือ
1) เขตชายฝั่งทะเล (Coastal sea or Neritic zone) เป็นเขตตั้งแต่ชายฝั่งออกไป เป็นบริเวณที่มีแร่ธาตุอาหารสมบูรณ์ซึ่งได้รับจากแม่น้ำและแผ่นดินมีแสงแดดส่องถึงพื้นท้องน้ำ ซึ่งมีความลึกไม่เกิน 200 เมตร อยู่เหนือพื้นดินบริเวณชายฝั่งทวีป อาหารปฐมภูมิ (Primary production) จึงเกิดขึ้นในบริเวณนี้อย่างมาก เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ทุกขนาด ทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ทะเลวัยอ่อนจะพัฒนาและเจริญเติบโตในบริเวณนี้ได้อย่างดี
 2) เขตทะเลเปิด (Open sea) หรือมหาสมุทร (Oceanic zone) เป็นบริเวณที่อยู่ถัดจากเขตทะเลชายฝั่งออกไป ตั้งแต่เขตเหนือบริเวณไหล่ทวีปออกไปนอกชายฝั่ง ในเขตนี้สามารถแบ่งเป็นเขตย่อยได้     3 เขต โดยใช้แสงแดดเป็นปัจจัยแบ่งคือ
2.1 Euphotic zone เป็นบริเวณที่ได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ ทำให้เขตนี้มีขบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งในน้ำทะเลมีความลึกประมาณ 200 เมตร อยู่ในเขตเดียวกับ Continental shelf
2.2 Dysphotic zone เป็นบริเวณที่ลึกถัดลงมาจากเขตที่ 1 จนถึงความลึก 1000 เมตร ปริมาณแสงและอุณหภูมิจะน้อยกว่าในเขตที่ 1 ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสังเคราะห์แสง
2.3 Aphotic zone คือ บริเวณที่แสงแดดส่องลงไปไม่ถึง ซึ่งอยู่ลึกลงไปจากเขตที่ 2 ในเขตนี้จะไม่มีการสังเคราะห์แสง และสิ่งมีชีวิตจึงมีจำนวนน้อย

หากแบ่งตามสิ่งมีชีวิต สามารถแบ่งส่วนที่เป็นน้ำนี้ได้ 4 เขต คือ
1) Epipelagic zone เป็นบริเวณที่ลึกจากผิวน้ำลงไปจนถึงระดับ 200 เมตร สิ่งมีชีวิตในเขตนี้เรียกว่า Epipelagic organism
2) Mesopelagic zone เป็นบริเวณที่ลึกลงมาจากระดับ 200 เมตร จนถึง 1000 เมตร สิ่งมีชีวิตในเขตนี้เรียกว่า Mesopelagic organism
3) Bethypelagic zone เป็นบริเวณที่อยู่ถัดลงมาจากระดับ 1000 เมตร ถึง 4000 เมตร สิ่งมีชีวิตในเขตนี้เรียกว่า Bethypelagic organism
4) Abyssalpelagic zone เป็นบริเวณที่อยู่ในระดับ 4000-6000 เมตร สิ่งมีชีวิตในเขตนี้เรียกว่า Abyssalpelagic organism

ลักษณะที่อยู่อาศัยของสัตว์ หรือลักษณะของพื้นดิน(Substratum) ที่สำคัญ ได้แก่
1) หาดทราย (sandy beach) ลักษณะของ substratum เป็นทรายตลอด ตัวอย่างเช่น หาดบางแสน หาดพัทยา หาดหัวหิน เป็นต้น ลักษณะหาดมักอยู่ชายฝั่งทะเลที่เป็นอ่าวเปิดกว้าง ได้รับคลื่นลมอย่างสม่ำเสมอ หาดทรายโดยทั่วไปจะมีความลาดชันไม่มาก
2) หาดหิน (rocky shore) ลักษณะหาดมี substratum เป็นก้อนขนาดต่างๆ อาจมีทรายปนอยู่บ้าง พื้นที่เหนือเขตน้ำทะเลสูงสุดมักเป็นภูเขา ที่ตั้งของหาดชนิดนี้จะอยู่ในเขตทะเลเปิดที่รับคลื่นลมแรงตลอดเวลา ความลาดชันของเขตน้ำขึ้น-น้ำลงสูงสุดที่มี substratum เป็นก้อนหินขนาดใหญ่จะมีความลาดชันสูง ถ้าเป็นก้อนหินขนาดเล็กจะมีความลาดชันน้อย ตัวอย่างเช่น หาดที่เกาะหินงาม เป็นต้น
    3) หาดโคลน (muddy flat) ลักษณะพื้นท้องน้ำเป็นเลนหรือโคลน มักจะอยู่บริเวณอ่าวเกือบปิดหรือบริเวณที่มีคลื่นลมไม่มาก เช่น บริเวณปากคลองหรือแม่น้ำมีตะกอนแขวนลอยสูง ความลาดชันน้อย ลักษณะภูมิประเทศเช่นเดียวกันกับป่าชายเลนแต่มีบริเวณเล็กกว่าและมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านความเค็มไม่มาก เช่น บริเวณอ่าวที่เขาสามมุก อ่าวที่หมู่บ้านตลาดนาเกลือพัทยา และหาดปากพารา เป็นต้น
เนื่องด้วยแหล่งน้ำเค็มเป็นระบบนิเวศน์ขนาดใหญ่ที่ประกอบสังคมและขุมขนของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายและมากมาย การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลจึงมีมากมายและนับว่ามีความสำคัญมากขึ้น

อย่างไรก็ตามสามารถสรุปลักษณะการใช้ประโยชน์ที่สำคัญได้ดังนี้
1) การทำประมง ผลผลิตสัตว์น้ำของประเทศที่มีชายฝั่งทะเล ส่วนใหญ่ได้มาจากการทำการประมงทะเล การทำการประมงก่อให้เกิดรายได้กับชาวประมง เกิดการจ้างงาน และนำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศ เป็นต้น
2) การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำทะเล โดยมีหลักการ คือ ใช้พลังงานซึ่งเกิดขึ้นจากการไหลเวียนของกระแสน้ำขึ้นน้ำลงเป็นตัวฉุดลากกังหันเทอไบน์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้ากำลังสูง มักนิยมทำบริเวณปากอ่าวหรือปากน้ำกร่อย เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำทะเลในสหภาพโซเวียตและฝรั่งเศส
3) การทำน้ำจืดจากน้ำทะเล เป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อภูมิภาคที่แห้งแล้งกันดารแต่มีอาณาเขตติดทะเล เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลางโดยใช้พลังงานความร้อนจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นตัวกลั่นน้ำทะเล นอกจากนี้ ยังได้เกลือแร่ที่ได้จากการระเหยน้ำออกจากน้ำทะเล

https://www.youtube.com/watch?v=gsQdX4uRpR4

ทรัพยากรเรื่อง เชื้อเพลิง

เชื้อเพลิง คือวัสดุใดๆ ที่นำไปเผาไหม้หรือแปรเปลี่ยนเพื่อนำมาซึ่งพลังงาน [1] เชื้อเพลิงจะปลดปล่อยพลังงานผ่านปฏิกิริยาทางเคมีเช่นการเผาไหม้ หรือปฏิกิริยานิวเคลียร์เช่นการแตกตัวหรือการรวมตัวของนิวเคลียส อย่างใดอย่างหนึ่ง คุณสมบัติสำคัญของเชื้อเพลิงที่มีประโยชน์คือพลังงานที่มีอยู่สามารถถูกบรรจุและปลดปล่อยได้ตามต้องการ และการปลดปล่อยนั้นถูกควบคุมในทางใดทางหนึ่งเพื่อให้สามารถใช้สร้างงานทางวิศวกรรมได้

สิ่งมีชีวิตที่มีคาร์บอนเป็นพื้นฐาน (carbon-based life) ทุกชนิด คือตั้งแต่จุลชีพไปจนถึงสัตว์รวมทั้งมนุษย์ ใช้เชื้อเพลิงเป็นแหล่งพลังงาน เซลล์ต่างๆ จะต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า เมแทบอลิซึม (metabolism) ซึ่งดึงเอาพลังงานออกมาจากอาหารหรือแสงอาทิตย์ในรูปแบบที่สามารถใช้ในการดำรงชีวิต [2] นอกจากนั้นมนุษย์ใช้เทคนิคที่หลากหลายเพื่อแปรเปลี่ยนพลังงานรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งการสร้างพลังงานก็เพื่อจุดประสงค์ที่มากไปกว่าพลังงานในร่างกายมนุษย์ การใช้พลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกจากเชื้อเพลิงมีตั้งแต่ การทำความร้อนเพื่อการปรุงอาหาร การผลิตไฟฟ้า หรือแม้แต่การเพิ่มแสนยานุภาพของอาวุธ

ต้นกำเนิดพลังงาน

เชื้อเพลิงทั้งหมดที่ทราบกันอยู่ในปัจจุบันได้รับพลังงานมาจากต้นกำเนิดในปริมาณเล็กน้อย พลังงานทางเคมีส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นจากสิ่งมีชีวิต อาทิเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (fossil fuel) ซึ่งเกิดจากการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ผ่านการสังเคราะห์แสง และพลังงานแสงอาทิตย์ถูกสร้างขึ้นโดยการหลอมรวมทางนิวเคลียร์ที่แกนของดวงอาทิตย์ ไอโซโทปกัมมันตรังสีที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ถูกสร้างขึ้นจากการระเบิดของซูเปอร์โนวา

เชื้อเพลิงเคมี

เชื้อเพลิงเคมีคือวัสดุที่ให้พลังงานจากการกระตุ้นจากวัสดุที่อยู่โดยรอบ วิธีหนึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือกระบวนการออกซิเดชัน วัสดุเหล่านี้เป็นเชื้อเพลิงชนิดแรกที่มนุษย์ใช้ และยังคงเป็นเชื้อเพลิงประเภทหลักที่ใช้ในทุกวันนี้

เชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) สามารถเป็นได้ทั้งของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส ประกอบขึ้นหรือแปรเปลี่ยนมาจากมวลชีวภาพ (biomass) มวลชีวภาพสามารถนำมาใช้ได้โดยตรงผ่านการให้ความร้อนหรือการส่งกำลัง ซึ่งรู้จักกันในชื่อ เชื้อเพลิงมวลชีวภาพ (biomass fuel) เชื้อเพลิงชีวภาพสามารถผลิตขึ้นได้จากแหล่งคาร์บอนที่สามารถเติมเต็มได้อย่างรวดเร็วเช่นพืช พืชหลายชนิดและวัสดุที่ได้จากพืชถูกใช้สำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในโรงงาน

เชื้อเพลิงที่มนุษย์ในยุคเริ่มแรกนักสันนิษฐานกันว่าเป็นไม้ โดยมีหลักฐานแสดงให้เห็นถึงการก่อไฟซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ 1.5 ล้านปีก่อนพบที่ Swartkrans ประเทศแอฟริกาใต้ แต่ก็ไม่ทราบว่าสปีชีส์ใดที่เป็นผู้ริเริ่มการใช้ไฟ เพราะทั้ง Australopithecus และ Homo ก็ถูกขุดพบในแหล่งดังกล่าว [3] ไม้ก็ยังคงเป็นเชื้อเพลิงอย่างหนึ่งจนกระทั่งปัจจุบัน แม้ว่าแหล่งพลังงานอื่นๆ จะเข้ามาแทนที่ในหลายจุดประสงค์ ไม้มีความหนาแน่นของพลังงานประมาณ 10–20 เมกะจูลต่อกิโลกรัม [4]

เมื่อเร็วๆ นี้ เชื้อเพลิงชีวภาพได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับยานยนต์ เช่นแก๊สโซฮอล์ เป็นต้น แต่ก็มีการโต้เถียงในวงกว้างเกี่ยวกับความเพียงพอของคาร์บอนที่มีอยู่ในเชื้อเพลิงชนิดนี้

เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์

เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (fossil fuel) คือสารไฮโดรคาร์บอน ซึ่งโดยหลักคือถ่านหินและปิโตรเลียม (ปิโตรเลียมเหลวหรือแก๊สธรรมชาติ) เกิดจากการแปรสภาพของซากพืชและสัตว์ [5] ที่ทับถมกันในชั้นเปลือกโลกเป็นเวลานานหลายร้อยล้านปีภายใต้ความร้อนและความดัน

ทรัพยากรธรณี หิน

หิน (Rocks) คือมวลของแข็งที่ประกอบไปด้วยแร่ชนิดเดียวกันหรือ หลายชนิดรวมตัวกันอยู่ตามธรรมชาติเปลือกโลกส่วนใหญ่มักเป็ นแร่ ตระกูลซิลิเกตนอกจากนั้นยังมีแร่ตระกูลคาร์บอเนตเนื่องจากบรรยากาศ โลกในอดีตส่วนใหญ่เป็ นคาร์บอนไดออกไซด์น้าฝนได้ละลาย คาร์บอนไดออกไซด์บนบรรยากาศลงมาสะสมบนพื้นดินและมหาสมุทร สิ่งมีชีวิตอาศัยคาร์บอนสร้างธาตุอาหารและร่างกายแพลงตอนบางชนิด อาศัยซิลิกาสร้างเปลือกเมื่อตายลงทับถมกันเป็นตะกอน

1.ประเภทของหิน  นักธรณีวิทยาแบ่งหินออกเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะการเกิด คือ · หินอัคนี · หินตะกอน · หินแปร วัฏจักรหิน (Rock cycle)  เมื่อหินหนืดร้อนภายในโลก (Magma) และ หินหนืดร้อนบนพื้นผิวโลก (Lava) เย็นตัวลงกลายเป็น หินอัคนี ลมฟ้ าอากาศ น้า และแสงแดด ทาให้หินผุพัง สึกกร่อนเป็นตะกอน ทับถมกันเป็นเวลานานหลายล้านปี แรงดันและปฏิกิริยาเคมี ทาให้เกิดการรวมตัวเป็น หินตะกอน หรือ หินชั้น การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก และความร้อนจากแมนเทิลข้างล่าง ทาให้เกิดการแปรสภาพเป็น หิน แปร กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นวงรอบเรียกว่า วัฏจักรหิน (Rock cycle) อย่างไรก็ตามกระบวนการไม่จาเป็นต้องเรียงลาดับ หินอัคนี หินชั้น และหิน แปร การเปลี่ยนแปลงประเภทหินอาจเกิดขึ้นย้อนกลับไปมาได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัย แวดล้อม

 1.1 หินอัคนี (Igneous rocks) เป็นหินที่เกิดจากการแข็งตัวของหินหนืด (Magma) จาก ชั้นแมนเทิลที่โผล่ขึ้นมา เราแบ่งหินอัคนีตามแหล่งที่มาออกเป็น 2 ประเภท คือ  หินอัคนีแทรกซอน (Intrusive igneous rocks) เป็นหินที่เกิดจากหินหนืดที่เย็นตัวลง ภายในเปลือกโลกอย่างช้าๆ ทาให้ผลึกแร่มีขนาดใหญ่ และเนื้อหยาบ เช่น หินแกรนิต หินไดออไรต์ และหินแกรโบร  หินอัคนีพุ (Extrusive ingneous rocks) บางทีเรียกว่า หินภูเขาไฟ เป็นหินหนืดที่เกิด จากลาวาบนพื้นผิวโลกเย็นตัวอย่างรวดเร็ว ทาให้ผลึกมีขนาดเล็ก และเนื้อละเอียด เช่น หินบะซอลต์ หินไรออไรต์ และหินแอนดีไซต์

แร่ประกอบหินแกรนิต ฮอร์นเบรนด์ (สีดำ) เฟลด์สปำร์ (สีขำวขุ่น) ควอรตซ์ (สีเทำใส)

1.2หินตะกอน หรือ หินชั้น (Sedimentary rocks) เป็น หินที่ถูกแสงแดด ลมฟ้ าอากาศ และ น้า หรือ ถูกกระแทก แล้วแตกเป็นก้อนเล็กๆ หรือผุกร่อน เสื่อมสภาพลง เศษหินที่ผุพังทั้ง อนุภาคใหญ่และเล็กถูกพัดพาไปสะสมอัดตัวกัน เป็นชั้นๆ เกิดความกดดันและปฏิกิริยา เคมีจนกลับกลายเป็นหินอีกครั้ง ซึ่งปัจจัยที่ทาให้เกิดหินตะกอนหรือหินชั้น คือ การผุพัง (Weathering) การกร่อน (Erosion) และการพัดพา (Transportation)

1.3หินแปร คือ หินที่แปรสภาพไปจากโดยการกระทาของความร้อน แรงดัน และปฏิกิริยาเคมี หินแปรบางชนิดยัง แสดงเค้าเดิม บางชนิดผิดไปจากเดิมมากจนต้องอาศัยดูรายละเอียดของเนื้อใน หรือสภาพสิ่งแวดล้อม จึงจะทราบที่มา อย่างไรก็ตามหินแปรชนิดหนึ่งๆ จะมีองค์ประกอบเดียวกันกับหินต้นกาเนิด แต่อาจจะ มีการตกผลึกของแร่ใหม่ เช่น หินชนวนแปรมาจากหินดินดาน หินอ่อนแปรมาจากหินปูน เป็นต้น หิน แปรส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระดับลึกใต้เปลือกโลกหลายกิโลเมตร ที่ซึ่งมีความดันสูงและอยู่ใกล้กลับหิน หนืดร้อน แต่การแปรสภาพในบริเวณใกล้พื้นผิวโลกเนื่องจากสิ่งแวดล้อมโดยรอบก็คงมี นักธรณีวิทยา แบ่งการแปรสภาพออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. การแปรสภาพสัมผัส เป็นการแปรสภาพเพราะความร้อน เกิดขึ้น ณ บริเวณที่หินหนืดหรือลาวาแทรก ดันขึ้นมาสัมผัสกับหินท้องที่ 2. การแปรสภาพบริเวณไพศาล เป็นการแปรสภาพของหินซึ่งเกิดเป็นบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลเนื่องจาก อุณหภูมิและความกดดัน มักจะมี ริ่วขนาน (Foliation) จนแลดูเป็นแถบลายสลับสี บิดย้วยแบบลูกคลื่น ซึ่งพบในหินชีสต์ หินไนส์ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการการตกผลึกใหม่ของแร่ในหิน ทั้งนี้ริ้วขนานอาจจะ แยกออกได้เป็นแผ่นๆ และมีผิวหน้าเรียบเนียน เช่น หินชนวน

เเหล่งน้ำ

แหล่งน้ำ

ภาพที่ 1 โลก ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน

        แม้ว่าพื้นผิว 2 ใน 3 ส่วนของโลกปกคลุมไปด้วยน้ำ  แต่น้ำจืดที่สามารถนำมาใช้ในการดำรงชีวิตของมนุษย์กลับมีไม่ถึง 1%  ถ้าหากสมมติว่าน้ำในโลกทั้งหมดเท่ากับ 100 ลิตร จะมีน้ำทะเล 97 ลิตร  น้ำแข็งเกือบ 3 ลิตร  ส่วนน้ำจืดที่เราสามารถใช้บริโภคอุปโภคได้มีเพียง 3 มิลลิลิตร ดังภาพที่ 2  ด้วยเหตุนี้น้ำจึงเป็นทรัพยากรที่ล้ำค่า และขาดแคลนง่าย 

ภาพที่ 2 เปรียบเทียบแหล่งน้ำบนโลก

        แม้ว่าปริมาณน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในทะเลและมหาสมุทร แต่น้ำก็มีอยู่ในทุกหนแห่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ลำคลอง น้ำใต้ดิน น้ำในบรรยากาศ รวมทั้งเมฆหมอกและหยาดน้ำฟ้า ดังข้อมูลในตารางที่ 1  นอกจากนั้นร่างกายมนุษย์มีองค์ประกอบเป็นน้ำร้อยละ 65  ร่างกายของสัตว์น้ำบางชนิด เช่น แมงกะพรุน มีองค์ประกอบเป็นน้ำร้อยละ 98  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า น้ำคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิต 
ตารางที่ 1 แหล่งน้ำบนโลก
มหาสมุทร 97.2 % ทะเลสาบน้ำเค็ม 0.008 %
ธารน้ำแข็ง 2.15 % ความชื้นของดิน 0.005 %
น้ำใต้ดิน 0.62 % แม่น้ำ ลำธาร 0.00001 %
ทะเลสาบน้ำจืด 0.009 % บรรยากาศ 0.001 %

น้ำผิวดิน 

        แหล่งน้ำที่เรารู้จักและใช้ประโยชน์กันมากที่สุดคือ “น้ำผิวดิน” (Surface water)  น้ำผิวดินมีทั้งน้ำเค็มและน้ำจืด  แหล่งน้ำผิวดินที่เป็นน้ำจืดได้แก่ ทะเลสาบน้ำจืด แม่น้ำ ลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง  เนื่องจากภูมิประเทศของพื้นผิวโลกไม่ราบเรียบเสมอกัน พื้นผิวของโลกแต่ละแห่งมีความแข็งแรงทนทานไม่เหมือนกัน  แรงโน้มถ่วงทำให้น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ น้ำมีสมบัติเป็นตัวทำละลายที่ดีจึงสามารถกัดเซาะพื้นผิวโลกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ

        การกัดเซาะของน้ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่องน้ำเปลี่ยนแปลงขนาด รูปร่าง และทิศทางการไหล เมื่อฝนตก หยดน้ำจะรวมตัวกันแล้วไหลทำให้เกิดร่องน้ำ ร่องน้ำเล็กๆ ไหลมารวมกันเป็น “ธารน้ำ” (Stream)  เมื่อกระแสน้ำในธารน้ำไหลอย่างต่อเนื่องก็จะกัดเซาะพื้นผิวและพัดพาตะกอนขนาดต่างๆ ไปกับกระแสน้ำ ธารน้ำจึงมีขนาดใหญ่และยาวขึ้นจนกลายเป็น แม่น้ำ (River) ความเร็วของกระแสน้ำขึ้นอยู่กับความลาดชันของพื้นที่ ถ้าพื้นที่มีความลาดชันมากกระแสน้ำจะเคลื่อนที่เร็ว แต่ถ้าหากพื้นที่มีความลาดชันน้อยกระแสน้ำก็จะเคลื่อนที่ช้า  นอกจากนั้นความเร็วของกระแสน้ำยังขึ้นอยู่กับพื้นที่หน้าตัด เข่น เมื่อกระแสน้ำไหลผ่านช่องเขาแคบๆ ก็จะเคลื่อนที่เร็ว  เมื่อกระแสน้ำพบความที่ราบกว้างใหญ่ เช่น บึง หรือทะเลสาบ กระแสน้ำจะหยุดนิ่งทำให้ตะกอนที่น้ำพัดพามาก็จะตกทับถมใต้ท้องน้ำ ดังเราจะพบว่า อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนที่มีอายุมากมักมีความตื้นเขินและเก็บกักน้ำได้น้อยลง  อย่างไรก็ตามปริมาณของน้ำผิวดินขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ปริมาณน้ำฝน เนื้อดิน การใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรน้ำ  

ภาพที่ 3 ภาคตัดขวางของแม่น้ำ

น้ำใต้ดิน 

        หากไม่นับธารน้ำแข็งขั้วโลกแล้ว “น้ำบาดาล” (Ground water) เป็นแหล่งน้ำจืดที่มีปริมาณมากที่สุดบนโลกของเรา  น้ำบาดาลเกิดขึ้นจากการไหลซึมของน้ำผิวดิน  ในเนื้อดินมีรูพรุน (Pore) สำหรับอากาศและน้ำ เช่น ดินเหนียวมีรูพรุนขนาดเล็ก น้ำไหลผ่านได้ยาก  ดินทรายมีรูพรุนขนาดใหญ่ น้ำไหลผ่านได้ง่าย  เมื่อพื้นผิวดินเกิดความชื้นหรือมีฝนตก เม็ดดินจะเก็บน้ำไว้ในรูพรุนไว้จนกระทั่งดินอิ่มตัวด้วยน้ำ ไม่สามารถเก็บน้ำได้มากกว่านี้แล้ว น้ำส่วนหนึ่งจะไหลบ่าไปตามพื้นผิว (Run off) น้ำอีกส่วนหนึ่งจะไหลซึมลงสู่ชั้นดินเบื้องล่าง (Infiltration)  ใต้ชั้นดินลึกลงไปจะเป็นชั้นหินตะกอนเนื้อหยาบที่สามารถเก็บกักน้ำบาดาลไว้ได้เรียกว่า “ชั้นหินอุ้มน้ำ” (Aquifer)  ซึ่งเป็นหินทราย กรวด ตะกอนทราย จึงมีสมบัติยอมให้น้ำซึมผ่านโดยง่าย เนื่องจากช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างอนุภาคตะกอน จึงเก็บกักน้ำได้เป็นปริมาณมากจนกลายเป็นแหล่งน้ำบาดาล  ใต้ชั้นหินอุ้มน้ำลงไปเป็นชั้นหินตะกอนเนื้อละเอียด เช่น หินดินดานหรือทรายแป้งซึ่งไม่ยอมให้น้ำซึมผ่านได้  ในบางแห่งที่ชั้นหินอุ้มน้ำถูกขนาบด้วยชั้นหินเนื้อละเอียดก็จะเกิดแรงดันน้ำ ถ้าเราเจาะบ่อบาดาลลงไปตรงบริเวณดังกล่าง แรงดันภายในจะดันน้ำให้มีระดับสูงขึ้น หรือไหลล้นปากบ่อออกมา  และเนื่องจากชั้นหินมีความลาดเอียง น้ำในดินจึงไหลจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำ แรงดันของน้ำใต้ดินจึงมักทำให้เกิด “น้ำพุ” (Spring) ในบริเวณที่ราบต่ำ ดังภาพที่ 4

ภาพที่ 4 ภาคตัดขวางของแหล่งน้ำใต้ดิน 

            อย่างไรก็ตามน้ำบาดาลทำให้เกิดแรงดันภายใต้พื้นผิว ซึ่งช่วยรับน้ำหนักที่กดทับจากด้านบน แต่ถ้าหากเราสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้เป็นปริมาณมาก เกินกว่าที่น้ำจากธรรมชาติจะไหลมาแทนที่ช่องว่างระหว่างอนุภาคตะกอนของชั้นหินอุ้มน้ำได้ทัน ก็จะส่งผลให้ระดับน้ำใต้ดินลดลงอย่างรวดเร็ว โพรงที่ว่างที่เกิดขึ้นจะทำให้แผ่นดินที่อยู่ด้านบนทรุดตัวลงมากลายเป็น หลุมยุบ (Sinkhole) ซึ่งถ้าเกิดขึ้นในเขตชุมชน ก็จะสร้างความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้าง และเกิดอันตรายต่อชีวิต 

ทรัพยากรเรื่อง แร่

แร่ (อังกฤษ: Mineral) เป็นธาตุหรือสารประกอบทางเคมีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ด้วยกระบวนการทางอนินทรีย์ ส่วนใหญ่เป็นของแข็ง มีโครงสร้างภายในที่เป็นระเบียบ มีสูตรเคมีและสมบัติอื่น ๆ ที่แน่นอนคงที่หรืออาจเปลี่ยนแปลงได้ในวงจำกัด

แร่แบ่งตามองค์ประกอบทางเคมี

  1. แร่ธาตุธรรมชาติ (Native elements) มักจะอยู่รวมตัวกันเป็นสารประกอบ แต่บางชนิดอยู่กันเดี่ยว ๆ ในรูปธาตุธรรมชาติ แบ่งได้เป็น
    1. โลหะ ได้แก่ เงิน ทองแดง ทองคำ ทองคำขาว
    2. อโลหะ ได้แก่ กำมะถัน แกรไฟต์ เพชร
  2. ซัลไฟด์ (sulphides) แร่กลุ่มนี้ เป็นสารเริ่มต้นของโลหะผสม แร่ซัลไฟด์มักเกิดเป็นสายแร่ จากหินหนืดที่เย็นลงในอุณหภูมิต่าง ๆ กัน ดังนั้น จึงหลอมง่าย และ อับแสง
  3. ซัลโฟซอล (sulphosalt) ในโครงสร้างผลึกแร่เดียวกันประกอบด้วยธาตุโลหะหรือกึ่งโลหะ และทำตัวเหมือนโลหะ ได้แก่พวก ตะกั่ว พลวง
  4. ออกไซด์ ออกไซด์เชิงช้อน และไฮดรอกไซด์ (Oxides, Multiple Oxides and Hydroxides) เป็นธาตุที่มีจำนวนมากและหายาก แต่ธาตุที่มีประโยชน์นั้นมีน้อย ประกอบอยู่ในหินแปร และ หินอัคนี เป็นธาตุที่ทนทานและแข็งแรง จึงมีค่าทางเศรษฐกิจมาก เช่น เหล็ก (ฮีมาไทต์ แมกนีไทต์ )
  5. เฮไลด์ (Halides) ประกอบอยู่ด้วยธาตุหมู่ฮาโลเจน (ธาตุหมู่ 7) ตัวอย่างเช่น Atacamite, Fluorite
  6. ซัลเฟต (sulphates) สามารถจำแนกได้เป็นสองชนิด คือ
    1. Anhydrous sulphates คือไม่มีส่วนประกอบของน้ำ ได้แก่ anhydrite และ barite
    2. Hydrous sulphates and Basic sulphates คือ มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ Bloedite, Chalcanthite, Melanterite และ ยิปซัม
  7. ทังสเตต และ โมลิบเดต (Tungststes and Molybdates) เป็นสินแร่ที่มีสีสันสวยงาม คือซีไลท์ ซึ่งเมื่ออยู่ในอัลต้าไวโอเลตจะได้สีขาวนวลฟ้า และวุลฟีไนท์ มีสีส้ม
  8. ฟอสเฟต อาร์เซเนต และวาเนเดต เป็นแร่ที่หาได้ยาก ซึ่งมีฟอสเฟสเป็นส่วนประกอบ ที่น่าสนใจได้แก่กลุ่ม ฟอสเฟส อาเซเนต และ วาเนเตต
  9. ซิลิเกต (Silicates) เป็นแร่ที่เกิดจากการรวมตัวของ ซิลิกอนและ ออกซิเจน และยังมีสารอื่นประกอบ ทำให้เกิดลักษณะต่างๆกันหลายชนิด ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ชนิด คือ
    1. นีโซซิลิเกต (Nesosilicate)
    2. โซโรซิลิเกต (Sorosilicate)
    3. ไซโคลซิลิเกต (Cyclosilicate)
    4. ไอโนซิลิเกต (Inosilicate)
    5. ฟิลโลซิลิเกต (Phyllosilicate)
    6. เทกโทซิลิเกต (Tectsilicate)

เชื่อเพลิง

เชื้อเพลิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ไม้ เชื้อเพลิงชนิดหนึ่ง

เชื้อเพลิง คือวัสดุใดๆ ที่นำไปเผาไหม้หรือแปรเปลี่ยนเพื่อนำมาซึ่งพลังงาน [1] เชื้อเพลิงจะปลดปล่อยพลังงานผ่านปฏิกิริยาทางเคมีเช่นการเผาไหม้ หรือปฏิกิริยานิวเคลียร์เช่นการแตกตัวหรือการรวมตัวของนิวเคลียส อย่างใดอย่างหนึ่ง คุณสมบัติสำคัญของเชื้อเพลิงที่มีประโยชน์คือพลังงานที่มีอยู่สามารถถูกบรรจุและปลดปล่อยได้ตามต้องการ และการปลดปล่อยนั้นถูกควบคุมในทางใดทางหนึ่งเพื่อให้สามารถใช้สร้างงานทางวิศวกรรมได้

สิ่งมีชีวิตที่มีคาร์บอนเป็นพื้นฐาน (carbon-based life) ทุกชนิด คือตั้งแต่จุลชีพไปจนถึงสัตว์รวมทั้งมนุษย์ ใช้เชื้อเพลิงเป็นแหล่งพลังงาน เซลล์ต่างๆ จะต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า เมแทบอลิซึม (metabolism) ซึ่งดึงเอาพลังงานออกมาจากอาหารหรือแสงอาทิตย์ในรูปแบบที่สามารถใช้ในการดำรงชีวิต [2] นอกจากนั้นมนุษย์ใช้เทคนิคที่หลากหลายเพื่อแปรเปลี่ยนพลังงานรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งการสร้างพลังงานก็เพื่อจุดประสงค์ที่มากไปกว่าพลังงานในร่างกายมนุษย์ การใช้พลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกจากเชื้อเพลิงมีตั้งแต่ การทำความร้อนเพื่อการปรุงอาหาร การผลิตไฟฟ้า หรือแม้แต่การเพิ่มแสนยานุภาพของอาวุธ

ต้นกำเนิดพลังงาน[แก้]

เชื้อเพลิงทั้งหมดที่ทราบกันอยู่ในปัจจุบันได้รับพลังงานมาจากต้นกำเนิดในปริมาณเล็กน้อย พลังงานทางเคมีส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นจากสิ่งมีชีวิต อาทิเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (fossil fuel) ซึ่งเกิดจากการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ผ่านการสังเคราะห์แสง และพลังงานแสงอาทิตย์ถูกสร้างขึ้นโดยการหลอมรวมทางนิวเคลียร์ที่แกนของดวงอาทิตย์ ไอโซโทปกัมมันตรังสีที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ถูกสร้างขึ้นจากการระเบิดของซูเปอร์โนวา

เชื้อเพลิงเคมี[แก้]

เชื้อเพลิงเคมีคือวัสดุที่ให้พลังงานจากการกระตุ้นจากวัสดุที่อยู่โดยรอบ วิธีหนึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือกระบวนการออกซิเดชัน วัสดุเหล่านี้เป็นเชื้อเพลิงชนิดแรกที่มนุษย์ใช้ และยังคงเป็นเชื้อเพลิงประเภทหลักที่ใช้ในทุกวันนี้

เชื้อเพลิงชีวภาพ[แก้]

เชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) สามารถเป็นได้ทั้งของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส ประกอบขึ้นหรือแปรเปลี่ยนมาจากมวลชีวภาพ (biomass) มวลชีวภาพสามารถนำมาใช้ได้โดยตรงผ่านการให้ความร้อนหรือการส่งกำลัง ซึ่งรู้จักกันในชื่อ เชื้อเพลิงมวลชีวภาพ (biomass fuel) เชื้อเพลิงชีวภาพสามารถผลิตขึ้นได้จากแหล่งคาร์บอนที่สามารถเติมเต็มได้อย่างรวดเร็วเช่นพืช พืชหลายชนิดและวัสดุที่ได้จากพืชถูกใช้สำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในโรงงาน

เชื้อเพลิงที่มนุษย์ในยุคเริ่มแรกนักสันนิษฐานกันว่าเป็นไม้ โดยมีหลักฐานแสดงให้เห็นถึงการก่อไฟซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ 1.5 ล้านปีก่อนพบที่ Swartkrans ประเทศแอฟริกาใต้ แต่ก็ไม่ทราบว่าสปีชีส์ใดที่เป็นผู้ริเริ่มการใช้ไฟ เพราะทั้ง Australopithecus และ Homo ก็ถูกขุดพบในแหล่งดังกล่าว [3] ไม้ก็ยังคงเป็นเชื้อเพลิงอย่างหนึ่งจนกระทั่งปัจจุบัน แม้ว่าแหล่งพลังงานอื่นๆ จะเข้ามาแทนที่ในหลายจุดประสงค์ ไม้มีความหนาแน่นของพลังงานประมาณ 10–20 เมกะจูลต่อกิโลกรัม [4]

เมื่อเร็วๆ นี้ เชื้อเพลิงชีวภาพได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับยานยนต์ เช่นแก๊สโซฮอล์ เป็นต้น แต่ก็มีการโต้เถียงในวงกว้างเกี่ยวกับความเพียงพอของคาร์บอนที่มีอยู่ในเชื้อเพลิงชนิดนี้

เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์

เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (fossil fuel) คือสารไฮโดรคาร์บอน ซึ่งโดยหลักคือถ่านหินและปิโตรเลียม (ปิโตรเลียมเหลวหรือแก๊สธรรมชาติ) เกิดจากการแปรสภาพของซากพืชและสัตว์ [5] ที่ทับถมกันในชั้นเปลือกโลกเป็นเวลานานหลายร้อยล้านปีภายใต้ความร้อนและความดัน [6]

ทรัพยากรเรื่อง หิน

หิน เป็นของแข็งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นสารผสมที่เกิดจากการเกาะตัวกันแน่นของแร่ตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป หรือ เป็นสารผสมของแร่กับแก้วภูเขาไฟหรือ แร่กับซากดึกดำบรรพ์ หรือของแข็งอื่น ๆ หินมีหลายลักษณะ รูปร่างที่แตกต่างกันออกไป มีสีสันที่ต่างกันออกไป ตามถิ่นที่อยู่

เราสามารถจำแนกหินที่อยู่บนเปลือกโลกทางธรณีวิทยาออกได้เป็น 3 พวกใหญ่ ๆ คือ

แต่เนื่องจากลักษณะที่หินตะกอนในประเทศไทยเรามักแสดงลักษณะชั้น (bed) เนื่องจากการตกตะกอนให้เห็นเด่นชัด จึงทำให้ในอดีตมีหลายท่านเรียกชื่อหินตะกอนเหล่านี้อีกอย่างหนึ่งว่า หินชั้น แต่ในปัจจุบันพบว่าการเรียกชื่อหินตะกอนว่าหินชั้นนั้น ไม่ค่อยได้รับการนิยมเท่าใดนัก เนื่องจากนักธรณีวิทยาพบว่ามีหลายครั้งๆ ที่หินอัคนีหรือหินแปรก็แสดงลักษณะเป็นชั้นๆเช่นกัน เช่น ชั้นลาวาของหินบะซอลต์ หรือริ้วรอยชั้นเนื่องจากการแปรสภาพของหินไนส์ และในบางครั้งหินตะกอนก็ไม่แสดงลักษณะเป็นชั้นๆก็มี

ดังนั้นทางด้านการศึกษาธรณีวิทยาของประเทศไทยจึงพยายามรณรงค์ให้กลุ่มนิสิตนักศึกษาและประชาชนทั่วไปให้ใช้ชื่อ หินตะกอน ในการเรียกชื่อหินตะกอนแทนคำว่า หินชั้น

หิน คือ มวลของแข็งที่ประกอบไปด้วยแร่ชนิดเดียวกัน หรือหลายชนิดรวมตัวกันอยู่ตามธรรมชาติ เนื่องจากองค์ประกอบของเปลือกโลกส่วนใหญ่เป็นสารประกอบซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) ดังนั้นเปลือกโลกส่วนใหญ่มักเป็นแร่ตระกูล ซิลิเกต นอกจากนั้นยังมีแร่ตระกูลคาร์บอเนต เนื่องจากบรรยากาศโลกในอดีตส่วนใหญ่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์บนบรรยากาศลงมาสะสมบนพื้นดินและมหาสมุทร สิ่งมีชีวิตอาศัยคาร์บอนสร้างธาตุอาหารและร่างกาย แพลงตอนบางชนิดอาศัยซิลิกาสร้างเปลือก เมื่อตายลงทับถมกันเป็นตะกอน หินส่วนใหญ่บนเปลือกโลกจึงประกอบด้วยแร่ต่างๆ

แร่ประกอบหิน

ตระกูลซิลิเกต
เฟลด์สปาร์ (Feldspar) เป็นกลุ่มแร่ที่มีมากกว่าร้อยละ 50 ของเปลือกโลก ซึ่งเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของหินหลายชนิดในเปลือกโลก เฟลด์สปาร์มีองค์ประกอบหลักเป็นอะลูมิเนียมซิลิเกต รูปผลึกหลายชนิด เมื่อเฟลด์สปาร์ผุพังจะกลายเป็นอนุภาคดินเหนียว (Clay minerals)

ควอรตซ์ (SiO2) เป็นซิลิกาไดออกไซด์บริสุทธิ์ มีรูปผลึกทรงหกเหลี่ยมยอดแหลม มีอยู่ทั่วไปในเปลือกทวีป แต่หาได้ยากในเปลือกมหาสมุทรและแมนเทิล เมื่อควอรตซ์ผุพังจะกลายเป็นอนุภาคทราย (Sand) ควอรตซ์มีความแข็งแรงมาก ขูดแก้วเป็นรอย

ไมก้า (Mica) เป็นกลุ่มแร่ซึ่งมีรูปผลึกเป็นแผ่นบาง มีองค์ประกอบเป็นอะลูมิเนียมซิลิเกตไฮดรอกไซด์ มีอยู่ทั่วไปในเปลือกทวีป ไมก้ามีโครงสร้างเช่นเดียวกับ แร่ดินเหนียว (Clay minerals) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของดิน

แอมแฟโบล (Amphibole group) มีลักษณะคล้ายเฟลด์สปาร์แต่มีสีเข้ม มีองค์ประกอบเป็นอะลูมิเนียมซิลิเกตไฮดรอกไซด์ ที่มีแมกนีเซียม เหล็ก หรือ แคลเซียม เจือปนอยู่ มีอยู่แต่ในเปลือกทวีป ตัวอย่างของกลุ่มแอมฟิโบลที่พบเห็นทั่วไปคือ แร่ฮอร์นเบลนด์ ซึ่งอยู่ในหินแกรนิต

ไพร็อกซีน (Pyroxene group) มีสีเข้ม มีองค์ประกอบที่เป็นแมกนีเซียมและเหล็กซิลิเกตอยู่มาก มีลักษณะคล้ายแอมฟิโบล มีอยู่แต่ในเปลือกมหาสมุทร

โอลิวีน (Olivine) มีองค์ประกอบหลักเป็นแมกนีเซียมและเหล็กซิลิเกต มีอยู่น้อยมากบนเปลือกโลก กำเนิดจากแมนเทิลใต้เปลือกโลก

ตระกูลคาร์บอเนต

แคลไซต์ (Calcite) เป็นแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) เป็นองค์ประกอบหลักของหินปูนและหินอ่อน โดโลไมต์ (Dolomite) ซึ่งเป็นแร่คาร์บอเนตอีกประเภทหนึ่งที่มีแมงกานีสผสมอยู่ CaMg(CO3) 2 แร่คาร์บอเนตทำปฏิกิริยากับกรดเป็นฟองฟู่ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา

เเร่

ชนิดของเเร่

ชนิดและสมบัติของแร่

แร่ หมายถึง ธาตุหรือสารประกอบอนินทรีย์ที่มีเนื้อเดียวเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในรูปของผลึกมีองค์ประกอบทางเคมีหรือโตรงสร้างแน่นอน แร่ส่วนใหญ่เกิดรวมตัวอยู่กับหิน จึงเรียกว่าแร่ประกอบหิน

แร่ประกอบหิน หมายถึง แร่ซึ่งเกิดเป็นส่วนประกอบของหินชนิดต่างๆ เช่น หินแกรนิต ซึ่งประกอบขึ้นด้วยแร่ควอร์ตซ์และแร่เฟลสปาร์

ผลึก หมายถึง สารที่มีลักษณะเป็นของแข็งมีผิวหน้าเรียบ และมีรูปทรงสัณฐานเป็นเหลี่ยมแน่นอน จำกัด ตัวอย่างเช่น

ผลึกเกลือแกง มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์

ผลึกจุนสี มีลักษณะเป็นรูปหกเหลี่ยม

ผลึกสารส้ม มีลักษณะเป็นรูปแปดเหลี่ยมปลาย 2 ข้างแหลม

สมบัติของแร่ มีดังนี้

1. สี คือ สีของแร่เมื่อเป็นก้อน เช่น แร่ฮีมาไทต์มีสีค่อนข้างดำ แร่ไมกามีสีขาว หรือใสไม่มีสี แร่กาลีนามีสีเทา แร่ส่วนมากมักมีหลายสี แร่ชนิดเดียวกันอาจมีสีต่างกันได้ เช่น แร่คอรันดัม สีแดง คือทับทิม แร่คอรันดัม สีน้ำเงิน คือ ไพริน

2. สีผงละเอียด คือ สีของแร่เมื่อบดละเอียดหรือนำไปขีดบนแผ่นกระเบื้องขาว เช่น แร่เหล็กฮีมาไทต์ เมื่อนำมาขีดบนแผ่นกระเบื้องสีขาวจะได้ผลสีแดง

3. ความวาว คือ แสงแวววาวที่ผิวแร่ เช่น แร่ไพไรต์ และแร่เหล็กฮีมาไทต์วาวแบบโลหะ แร่ควอร์ตซ์วาวคล้ายแก้ว

4. ความแข็ง คือ ความที่แร่อย่างหนึ่งสามารถขีดแร่อีกอย่างหนึ่งให้เป็นรอยได้ หรือถูกวัตถุอื่นขีดให้เป็นรอยได้ โมห์ส(mohs) เป็นผู้กำหนดความแข็งของแร่ไว้ตั้งแต่ 1-10 ดังนี้

ชื่อแร่

ความแข็งตามหลักของโมห์ส

ความสามารถในการขูดหรือถูกขูด

ทัลค์

ยิปซัม

แคลไซต์

ฟลูออไรต์

อะพาไรต์

ออร์โทแคลส

ควอร์ตซ์

โทแพช

คอรันดัม

เพชร

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

เล็บขูดเป็นรอย

เล็บขูดเป็นรอย

มีดขูดเป็นรอย

มีดขูดเป็นรอย

มีดขูดเป็นรอย

ขูดกระจกเป็นรอย

ขูดกระจกเป็นรอย

ขูดกระจกเป็นรอย

ขูดกระจกเป็นรอย

ขูดกระจกเป็นรอย

5. ความหนาแน่น คือ มวลของแร่ต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร ซึ่งเป็นสมบัติเฉพาะตัวของแร่ เช่น แร่ควอร์ตซ์มีความหนาแน่น 2.65 g/cm3 แร่ตะกั่วมีความหนาแน่น 7.50 g/cm3 แร่เงินมีความหนาแน่น 10.50 g/cm3

ชนิดของแร่

การจำแนกชนิดของแร่โดยใช้ส่วนประกอบทางเคมีเป็นเกณฑ์แบ่งได้เป็น แร่โลหะ แร่อโลหะ แร่รัตนชาติ และแร่เชื้อเพลิง

ถ้าจำแนกโดยใช้ลักษณะการนำไปใช้ประโยชน์เป็นเกณฑ์ แบ่งได้เป็น แร่กัมมันตรังสี แร่รัตนชาติ แร่โลหะ แร่อโลหะ และแรเชื้อเพลิง

1.แร่กัมมันตรังสี คือ แร่ที่สลายตัวแล้วให้กัมมันตรังสีซึ่งมีพลังงานมหาศาล นำไปใช้ประโยชน์ในด้านวิศวกรรมพลังงาน การแพทย์ และการเกษตรได้ ตัวอย่างเช่น แร่ยูเรเนียม เรเดียม โคบอลต์-60 เป็นต้น

2.แร่รัตนชาติ คือ แร่ที่นำมาเจียระไนแล้วมีความสวยงาม นำไปใช้เป็นเครื่องประดับได้ ได้แก่ เพชร ทับทิม ไพลิน เขียวส่อง มรกต บุษราคัม โอปอล โกเมน เพทาย พลอย หยก ไขมุก แร่รัตนชาติดังกล่าวนี้สามารถแบ่งออกป็น 2 ประเภท คือ

แร่ที่เกิดจากอินทรีสาร เช่น ไข่มุก อำพัน

แร่ที่เกิดจากอนินทรียสาร เช่น เพชร ทับทิม มรกต

3.แร่โลหะและแร่อโลหะ

แร่โลหะคือ แร่ที่มีโลหะผสมอยู่ เวลาจะใช้ต้องนำมาถลุงก่อน ตัวอย่างของแร่อโลหะ เช่น ทองคำ เงิน ทองแดง เหล็ก ตะกั่ว แมงกานีส เป็นต้น

แร่อโลหะ คือ แร่ที่ไม่มีการถลุง นำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที เช่น กำมะถัน กราไฟต์ ยิปซัม

5.แร่เชื้อเพลิง คือ แร่ที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงจักรผลิตกระแสไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ถ่านหิน ลิกไนต์ และปิโตรเลียม

ตาราง สมบัติต่างๆ ของแร่

แร่

สี

ความแข็ง

ความวาว

สีผงละเอียด

ความหนาแน่น(g/cm3)

ควอร์ตซ์

แคลไซต์

เงิน

ดีบุก

ตะกั่ว

ทองคำ

ยิปซัม

แมกนีไทต์

ฮีมาไทต์

ขาว ไม่มีสี

ขาว ไม่มีสี

ขาว

น้ำตาล ดำ

สีเทาเงินตะกั่ว

เหลืองเข้ม

ขาว ไม่มีสี เทา

ดำแบบเหล็ก

เทาเหล็กถึงดำ

7

3

2.5-3

6-7

2.5

2.5-3

2

6

6.5

คล้ายแก้ว

คล้ายแก้ว

วาวแบบโลหะ

วาวแบบเพชร

วาวแบบโลหะ

วาวแบบโลหะ

คล้ายแก้วคล้ายมุก

วาวแบบโลหะ

วาวแบบโลหะ

ขาว

สีขาวเงิน

ขาว

สีเทาตะกั่ว

เหมือนสีตัว

ดำ

สีน้ำตาลแดง แดงอิฐ

2.65

2.72

10.50

6.80-7.10

7.50

15.00-19.00

2.72

5.18

5.30

ความหนาแน่นของสาร                         
                                                                                           

วิดีโอ YouTube

ความหนาแน่นของสารใด หมายถึง ค่าของมวลของสารนั้นต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร

การคำนวณหาค่าความหนาแน่นของสาร

 

หน่วยของความหนาแน่น คือ กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร (g/cm3)

ความหนาแน่นเป็นสมบัติเฉพาะตัวของสาร และสารชนิดเดียวกันย่อมมีความหนาแน่นเท่ากัน ภายใต้ภาวะเดียวกัน เช่น น้ำมีความหนาแน่น 1 g/cm3 ตะกั่วมีความหนาแน่น 7.5 g/cm3

ความหนาแน่นสัมพัทธ์ของสาร

ความหนาแน่นสัมพัทธ์ของสาร หมายถึง ค่าเปรียบเทียบระหว่างความหนาแน่นของสารกับความหนาแน่นของน้ำ หรือ หมายถึง อัตราส่วนของความหนาแน่นของสารนั้นต่อความหนาแน่นของน้ำ

การคำนวณหาความหนาแน่นสัมพัทธ์ของสาร

ความหนาแน่นสัมพัทธ์ไม่มีหน่วย เพราะค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์เป็นค่าเปรียบเทียบระหว่างความหนาแน่นของสารกับความหนาแน่นของน้ำ
อ้างอิงhttp://www.kr.ac.th/tech/det48m2/soil10.htm

ดิน

ดินเป็นสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เกิดจากการสลายตัวผุพังของหินชนิดต่าง ๆ โดยใช้เวลาที่นานมาก หินที่สลายตัวผุกร่อนนี้จะมีขนาดต่าง ๆ กัน เมื่อผสมรวมกับซากพืช ซากสัตว์ น้ำ อากาศ ก็กลายเป็นเนื้อดินซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้จะมากน้อยแตกต่างกันไปตามชนิดของดิน

ประโยชน์ของดินดินมีประโยชน์มากมายมหาศาลต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ คือ1. ประโยชน์ต่อการเกษตรกรรม เพราะดินเป็นต้นกำเนิดของการเกษตรกรรมเป็นแหล่งผลิตอาหารของมนุษย์ ในดินจะมีอินทรียวัตถุและธาตุอาหารรวมทั้งน้ำที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช อาหารที่คนเราบริโภคในทุกวันนี้มาจากการเกษตรกรรมถึง 90%2. การเลี้ยงสัตว์ ดินเป็นแหล่งอาหารสัตว์ทั้งพวกพืชและหญ้าที่ขึ้นอยู่ ตลอดจนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์บางชนิด เช่น งู แมลง นาก ฯลฯ3. เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แผ่นดินเป็นที่ตั้งของเมือง บ้านเรือน ทำให้เกิดวัฒนธรรมและอารยธรรมของชุมชนต่าง ๆ มากมาย4. เป็นแหล่งเก็บกักน้ำ เนื้อดินจะมีส่วนประกอบสำคัญ ๆ คือ ส่วนที่เป็นของแข็ง ได้แก่ กรวด ทราย ตะกอน และส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำซึ่งอยู่ในรูปของความชื้นในดินซึ่งถ้ามีอยู่มาก ๆ ก็จะกลายเป็นน้ำซึมอยู่คือน้ำใต้ดิน น้ำเหล่านี้จะค่อย ๆ ซึมลงที่ต่ำ เช่น แม่น้ำลำคลองทำให้เรามีน้ำใช้ได้ตลอดปีชนิดของดินอนุภาคของดินจะรวมตัวกันเข้าเกิดเป็นเม็ดดิน อนุภาคเหล่านี้จะมีขนาดไม่เท่ากัน ขนาดเล็กที่สุดคืออนุภาคดินเหนียว อนุภาคขนาดกลางเรียกอนุภาคทรายแป้ง อนุภาคขนาดใหญ่เรียกว่า อนุภาคทรายเนื้อดิน จะมีอนุภาคทั้ง 3 กลุ่มนี้ผสมกันอยู่ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากันทำให้เกิดลักษณะของดิน 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ดินเหนียว ดินทราย และดินร่วน1. ดินเหนียว เป็นดินที่เมื่อเปียกแล้วมีความยืดหยุ่น อาจปั้นเป็นก้อนหรือคลึงเป็นเส้นยาวได้เหนียวเหนอะหนะติดมือ เป็นดินที่มีการระบายน้ำและอากาศไม่ดี มีความสามารถในการอุ้มน้ำได้ดี มีความสามารถในการจับยึดและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารพืชได้สูง หรือค่อนข้างสูง เป็นดินที่มีก้อนเนื้อละเอียด เพราะมีปริมาณอนุภาคดินเหนียวอยู่มาก เหมาะที่จะใช้ทำนาปลูกข้าวเพราะเก็บน้ำได้นาน2. ดินทราย เป็นดินที่มีการระบายน้ำและอากาศดีมาก มีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เพราะความสามารถในการจับยึดธาตุอาหารพืชมีน้อย พืชที่ชั้นบนดินทรายจึงมักขาดทั้งอาหารและน้ำเป็นดินที่มีเนื้อดินทรายเพราะมีปริมาณอนุภาคทรายมาก3. ดินร่วน เป็นดินที่มีเนื้อดินค่อนข้างละเอียดนุ่มมือ ยืดหยุ่นได้บ้าง มีการระบายน้ำได้ดีปานกลาง จัดเป็นเนื้อดินที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกในธรรมชาติมักไม่ค่อยพบ แต่จะพบดินที่มีเนื้อดินใกล้เคียงกันมากกว่าสีของดิน สีของดินจะทำให้เราทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ปริมาณอินทรียวัตถุที่ปะปนอยู่และแปรสภาพเป็นฮิวมัสในดิน ทำให้สีของดินต่างกันถ้ามีฮิวมัสน้อยสีจะจางลงมีความอุดมสมบูรณ์น้อย

ลักษณะโครงสร้างที่ดีของดิน ได้แก่ สภาพที่เม็ดดินเกาะกันเป็นก้อนเล็ก ๆ อยู่รวมกันอย่างหลวม ๆ ตลอดชั้นของหน้าดิน

ปัญหาทรัพยากรดินดินส่วนใหญ่ถูกทำลายให้สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ หรือตัวเนื้อดินไปเนื่องจากการกระทำของมนุษย์ และการสูญเสียตามธรรมชาติทำให้เราไม่อาจใช้ประโยชน์จากดินได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การสูญเสียดินเกิดได้จาก1. การกัดเซาะและพังทลายโดยน้ำ น้ำจำนวนมากที่กระทบผิวดินโดยตรงจะกัดเซาะผิวดิน ให้หลุดลอยไปตามน้ำ การสูญเสียบริเวณผิวดินจะเป็นพื้นที่กว้าง หรือถูกกัดเซาะเป็นร่องเล็ก ๆ ก็ขึ้นอยู่กับความแรง และบริเวณของน้ำที่ไหลบ่าลงมาก2. การตัดไม้ทำลายป่า การเผาป่า ถางป่าทำให้หน้าดินเปิด และถูกชะล้างได้ง่ายโดยน้ำและลมเมื่อฝนตกลงมา น้ำก็ชะล้างเอาหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ไปกับน้ำ ทำให้ดินมีคุณภาพเสื่อมลง3. การเพาะปลูกและเตรียมดินอย่างไม่ถูกวิธี การเตรียมที่ดินทำการเพาะปลูกนั้นถ้าไม่ถูกวิธีก็จะก่อความเสียหายกับดินได้มากตัวอย่างเช่น การไถพรวนขณะดินแห้งทำให้หน้าดินที่สมบูรณ์หลุดลอยไปกับลมได้ หรือการปลูกพืชบางชนิดจะทำให้ดินเสื่อมเร็ว การเผาป่าไม้ หรือตอข้าวในนา จะทำให้ฮิวมัสในดินเสื่อมสลายเกิดผลเสียกับดินมาก

ดินที่เป็นกรด เกษตรกรแก้ไขได้โดยการใช้ปูนขาวหว่าน และไถพรวนให้เข้ากับดิน

การอนุรักษ์ดินปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพังทลายหรือการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดินนั้น จะทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ติดตามมา เช่น ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยเคมีมาบำรุงดินเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ตะกอนดินที่ถูกชะล้างทำให้แม่น้ำและปากแม่น้ำตื้นเขิน ต้องขุดลอกใช้เงินเป็นจำนวนมาก เราจึงควรป้องกันไม่ให้ดินพังทลายหรือเสื่อมโทรมซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการอนุรักษ์ดิน1. การใช้ที่ดินอย่างถูกต้องเหมาะสม การปลูกพืชควรต้องคำนึงถึงชนิดของพืชที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของดิน การปลูกพืชและการไถพรวนตามแนวระดับเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน นอกจากนี้ควรจะสงวนรักษาที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไว้ใช้ในกิจการอื่น ๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย เพราะที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะสมในการเพาะปลูกมีอยู่จำนวนน้อย2. การปรับปรุงบำรุงดิน การเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เช่น การใส่ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก การปลูกพืชตะกูลถั่ว การใส่ปูนขาวในดินที่เป็นกรด การแก้ไขพื้นที่ดินเค็มด้วยการระบายน้ำเข้าที่ดิน เป็นต้น3. การป้องกันการเสื่อมโทรมของดิน ได้แก่ การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชบังลม การไถพรวนตามแนวระดับ การทำคันดินป้องกันการไหลชะล้างหน้าดิน รวมทั้งการไม่เผาป่าหรือการทำไร่เลื่อนลอย4. การให้ความชุ่มชื้นแก่ดิน การระบายน้ำในดินที่มีน้ำขังออกการจัดส่งเข้าสู่ที่ดินและการใช้วัสดุ เช่น หญ้าหรือฟางคลุมหน้าดินจะช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์

เราทุกคนรู้จัก..”ดิน” แต่ถ้าจะให้ความหมายของคำว่าดินคืออะไร?
คงจะตอบแตกต่างกันไป….
เพราะคนทั่วไปมักจะมองดินตามการใช้ประโยชน์ที่ตนเองเกี่ยวข้อง เช่น

เกษตรกร..จะมองดินในแง่ของความอุดมสมบูรณ์ ว่าสามารถปลูกพืชให้ผลผลิตได้ดีหรือไม่

ส่วนวิศวกร..จะมองดินในรูปของวัสดุที่ใช้ในการสร้างถนนหนทาง เป็นต้น

ดังนั้น..คำจำกัดความของดินจึงมีหลากหลาย !!!

นักวิทยาศาสตร์ทางดิน..ได้ให้ความหมายไว้ว่า
“ดิน” คือวัสดุธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการผุพังสลายตัวของหินและแร่ ตลอดจนการสลายตัวของซากพืชและสัตว์ ผสมคลุกเคล้ากัน โดยได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม เช่น สภาพภูมิอากาศ สภาพพื้นที่ และระยะเวลาในการพัฒนาที่แตกต่างกัน เกิดเป็นดินหลากหลายชนิด ปกคลุมพื้นผิวโลกอยู่เป็นชั้นบางๆ เป็นที่ยึดเหนี่ยวและเจริญเติบโตของพืช รวมถึงเป็นแหล่งน้ำและอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในดินและบนดิน
ดิน...สำคัญต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก เพราะเป็นแหล่งที่มาของปัจจัยสี่เพื่อการดำรงชีพ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งได้มาจากดินทั้งทางตรงและทางอ้อม
ดิน..มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชและการเกษตรกรรม พืชอาศัย..ดิน..เป็นที่ให้รากยึดเกาะเพื่อให้ลำต้นยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงแข็งแรง ต้านทานต่อลมพายุ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ อากาศ และธาตุอาหารที่พืชต้องใช้ในการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต
..โลกของเรา มี ” ดิน” มากน้อยแค่ไหน?…
พื้นผิวของโลก ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นพื้นน้ำ เช่น มหาสมุทร ทะเล ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำธาร ประมาณ 3 ส่วน มีส่วนที่เป็นพื้นดิน เพียง 1 ส่วน (ที่มา : http://soil.gsfc.nasa.gov/app_soil/hmsoil.htm)
ดังนั้น…ถ้าเปรียบโลกของเราเหมือน..แอปเปิล 1 ผล
เมื่อแบ่งออกเป็น 4 ส่วน จะมีเพียง 1 ส่วนเท่านั้นที่เป็นพื้นดิน อีก 3 ส่วนที่เหลือเป็นส่วนที่ปกคลุมด้วยพื้นผิวน้ำ เช่น มหาสมุทร ทะเล ทะเลสาบ แ่ม่้น้ำ ลำธารต่างๆ
แต่ใน 1 ส่วนที่เป็นพื้นดินนี้้ พื้นที่เกินกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นส่วนของทะเลทราย ขั้วโลก หรือเป็นเทือกเขาที่สูงชัน ซึ่งมีความแห้งแล้ง หนาวเย็นไม่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์
ในส่วนของพื้นดินที่เหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่งนั้นมีเพียงร้อยละ 60 เท่านั้น ที่สามารถใช้เพาะปลูกได้ดนอกนั้น..เป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการใช้ เช่น สภาพพื้นที่ไม่เหมาะสม ดินตื้น หรือดินไม่อุดมสมบูรณ์
ดังนั้น..เมื่อปอกเอาเฉพาะส่วนของเปลือกแอปเปิล ซึ่งเปรียบเสมือนพื้นผิวโลกที่มีดินปกคลุมอยู่ออกมา จะเห็นว่า นี่คือส่วนที่เป็นพื้นดินที่เราสามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพืช เพื่อผลิตอาหารเลี้ยงชีวิตของคนทั้งโลก ซึ่งเปรียบเทียบกับพื้นที่ผิวโลกทั้งหมดแล้ว มีอยู่เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

 

เห็นได้ว่า..พื้นที่ที่สามารถใช้เพาะปลูกพืชเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงชีวิตคนทั้งโลกมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และยังถูกเปลี่ยนแปลงโดยมนุษย์นำไปใช้ในกิจกรรมอื่นอีก เช่น เป็นพื้นที่อยู่อาศัย สนามกอล์ฟ โรงงานอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่นๆ ทำให้พื้นดินที่จะใช้เพื่อการเพาะปลูกจริงๆ ยิ่งลดน้อยลงไปอีก

..ถึงเวลาแล้วหรือยัง?..ที่เราจะต้องช่วยกันปกป้อง ดูแลรักษา
ผืนแผ่นดินที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน….

1 213 214 215 216 217 387