เทคโนโลยีที่ช่วยทำให้มีบตุร

แก้ไขภาวะการมีบุตรยาก
คู่แต่งงานที่มีบุตรยากสามารถมีบุตรได้โดยใช้เทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์มาช่วยได้ ซึ่งมีหลายวิธี ถ้าภาวะการมีบุตรยากเกิดจากเพศหญิง และแพทย์วิเคราะห์แล้วพบว่า ความผิดปกตินั้น ทำให้ไข่ไม่สามารถพบกับอสุจิได้ โดบทั่วไปแพทย์จะดำเนินการ ดังนี้
1. ฉีดฮอร์โมนที่ประกอบด้วย FSH ( Follicle stimulating hormone ) และ LH ( Lutinizing hormone ) กระตุ้นให้มีการตกไข่หลายเซลล์
2. ทำอัลตราซาวด์ดูจำนวนและขนาดของไข่ เมื่อพบว่าไข่สุกเต็มที่จะฉีดฮอร์โมนฮิวแมนโคริโอนิกโกนาโดโทรฟิน ( Human chorinic gonadotrophin = HCG ) ซึ่งผลิตจากรกของเด็กในครรภ์ และฮอร์โมนนี้มีอนุพันธุ์คล้ายกับ LH จึงใช้กระตุ้นการตกไข่ได้
3. ใช้กล้อง ( Laparoscope ) ส่องเข้าช่องท้องเพื่อหาตำแหน่งไข่
4. ใช้เข็มเจาะผ่านทางช่องท้องเพื่อดูดเอาไข่ออกมา หรืออาจใช้อัลตราซาวด์
5. ทำให้ไข่ได้ผสมกับอสุจิ
( ภรณี อุทโยภาศ, 2541 : 151 )
การทำกิ๊ฟ ( Gamete intra – follopian gift )
การทำกิ๊ฟเป็นการฉีดอสุจิผ่านท่อเปิดปีกมดลูก เพื่อให้ไข่ได้ผสมกับอสุจิตามธรรมชาติที่ปีกมดลูก
โดยกระบวนการนี้ จะมีการกระตุ้นให้ตกไข่และใช้กล้องส่องผ่านผนังหน้าท้องเช่นกัน
( สุเทพ ดุษฎีวิทยา, 2540 : 94 ) ส่วนภรณี อุทโยภาศ ( 2541 : 151 ) กล่าวว่า เป็นการนำไข่ที่ถูกดูดออกมานำไปผสมกับอสุจิ แล้วใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ทันที ซึ่งสอดคล้องกับศิริพรต ผลสินธุ์ ( 2536
: 261 ) ที่กล่าวว่าเป็นวิธีการนำไข่ของฝ่ายภรรยาผสมกับอสุจิของสามีที่คัดเลือกแล้วว่าแข็งแรง หลังจากนั้น จึงฉีดกลับเข้าไปในท่อนำไข่

การทำทารกในหลอดแก้ว ( In – vitro fertilization หรือ Test tube baby )
การทำทารกในหลอดแก้วมีวิธีการ ดังนี้
1. นำไข่ที่คัดเลือกแล้วไปเลี้ยงในจานหลุมหรือหลอดแก้วนานประมาณ 4-6 ชั่วโมง
2. ใส่อสุจิลงไปผสมแล้วนำไปเลี้ยงในตู้อบที่มีอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามที่กำหนด
3. นำไข่ตามข้อ 2 มาตรวจว่าเกิดการปฏิสนธิหรือไม่
4. ถ้ามีการปฏิสนธิ ตัวอ่อนที่ได้จะถูกนำกลับไปสู่ท่อนำไข่หรือมดลูกของแม่
ส่วนตัวอ่อนที่เหลือจะถูกแช่ไนโตรเจนเหลวและถูกนำไปใช้เมื่อไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น
การทำ TESE ( Testicular sperm extraction )
การทำ TESE ใช้ในกรณีที่เพศชายไม่มีอสุจิอยู่ในน้ำอสุจิเลย มีวิธีการดังนี้
1. ผ่าตัดหรือเจาะดูดเอาเนื้อเยื่อของลูกอัณฑะออกมา ( ประมาณเท่าหัวไม้ขีด )
2. นำเนื้อเยื่อไปบดให้ละเอียดในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน
3. นำไปเพาะในตู้อบที่มีอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่กำหนด
4. นำมาตรวจหาอสุจิและคัดเลือกเพื่อนำไปใช้ผสมกับไข่ที่เตรียมไว้ในกระบวนการทารก
ICSI
การทำ ICSI ( Intracytoplasmic sperm injection )
การทำ ICSI มีวิธีการดังนี้
1. ใช้เข็มขนาดเล็กมาก ( ประมาณ 3.5 ไมครอน ) ดูดอสุจิ
2. นำอสุจิที่ดูดอยู่ในเข็มฉีดใส่เข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง
3. นำตัวอ่อนคืนเข้าสู่ท่อนำไข่หรือมดลูกของแม่
วิธีการนี้จะใช้จำนวนอสุจิเท่ากับจำนวนเซลล์ไข่
( ภรณี อุทโยภาศ, 2541 : 152 )
การโคลนนิ่ง
โคลนนิ่งเป็นกระบวนการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศที่จะต้องอาศัยไข่ แต่ไม่ต้องใช้อสุจิ และใช้การถ่ายโอนนิวเคลียส
ขั้นตอนการโคลนนิ่ง ( Clonning )
1. นำไข่ของสัตว์ที่ต้องการโคลนนิ่งมา 1 เซลล์ ซึ่งจะใช้เซลล์ไข่ของสัตว์ต้นแบบหรือไม่
ก็ได้ แต่ต้องเป็นประเภทเดียวกัน
2. เซลล์ทั่วไปของสัตว์ต้นแบบที่ต้องการ 1 เซลล์ ซึ่งเซลล์นี้จะได้มาจากอวัยวะส่วนใดก็ได้
3. นำนิวเคลียสของไข่ออกจากไข่ แล้วนำนิวเคลียสเซลล์ทั่วไปของเซลล์สัตว์ต้นแบบใส่
เข้าไปแทน
4. กระตุ้นไข่ด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ เพื่อให้แบ่งเซลล์
5. เมื่อไข่แบ่งเซลล์ได้ระยะหนึ่ง นำไข่ที่ได้ไปฝังในมดลูกของแม่ฝาก ซึ่งแม่ฝากอาจจะเป็น
สัตว์เพศเมียที่ไม่ได้เป็นเจ้าของเซลล์ต้นแบบก็ได้
( ชัยวัฒน์ คุประตะกุล, 2541 : 20 )
หมายเหตุ การทำโคลนนิ่งยังไม่มีการอนุญาตให้ทำในคน

วีดิโอตัวอย่างการทำทารกในหลอดแก้ว

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ทางเลือกสำหรับผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก

1. การกระตุ้นไข่

แพทย์จะตรวจเลือดเพื่อดูฮอร์โมน (AMH) และอัลตราซาวด์ เพื่อตรวจดูความพร้อมก่อนกระตุ้น ในวันที่ 2-3 ของประจำเดือน และทำการสั่งยาฉีดทางหน้าท้องทุกวันเพื่อกระตุ้นไข่ของท่าน โดยจะใช้เวลา 10 – 12 วัน โดยประมาณ

2. การเฝ้าสังเกตอาการ

ท่านจำเป็นจะต้องเข้ารับการตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ เพื่อสังเกตผลของการฉีดยากระตุ้นไข่ เพื่อประเมินภาวะตอบสนองของร่างกายและแพทย์อาจมีการปรับขนาดของยาอย่างเหมาะสมเพื่อให้มีประสิทธิภาพ

3. ไข่ที่เจริญสมบูรณ์

เมื่อแพทย์พิจารณาขนาดไข่ของท่านเหมาะสมในการใช้งาน ท่านจะได้รับการฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ไข่ตก 35-37 ชั่วโมงก่อนการเก็บไข่

4. การเก็บไข่

ขั้นตอนในการเก็บใข่จะกระทำในห้องผ่าตัด โดยท่านจะได้รับยาและสารน้ำทางหลอดเลือดดำ หลังจากที่ท่านได้รับยาสลบอ่อน ๆ แล้วแพทย์จะทำการเก็บไข่ทางช่องคลอดควบคู่ไปกับการดูภาพอัลตราซาวด์ โดยใช้เวลาในการเก็บประมาณ 15 นาที และหลังจากนั้นท่านจะต้องนอนพักเพื่อสังเกตอาการในห้องฟักฟื้น ใช้เวลาโดยรวมประมาณ 3 ชั่วโมง

5. การเก็บสเปิร์ม

ในวันที่เก็บไข่ ฝ่ายชายจะต้องทำการเก็บสเปิร์มเพื่อใช้ในการปฎิสนธิ หากฝ่ายชายไม่สะดวกสามารถใช้สเปิร์มแช่แข็ง

6. การปฏิสนธิ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงตัวอ่อนจะทำการคัดเลือกสเปิร์มที่แข็งแรง เพื่อปฏิสนธิกับไข่ในห้องทดลอง

7. รายงานตัวอ่อน

ท่านจะได้รับรายงานตัวอ่อน พร้อมคำอธิบายจากผู้ดูแลในวันถัดไป

8. การย้ายตัวอ่อน

  • การย้ายตัวอ่อนรอบสด แพทย์จะให้ยาเตรียมมดลูกเพื่อทำการใส่ตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกของท่านประมาณ 2 ถึง 5 วันหลังเก็บไข่
  • การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ แพทย์จะแนะนำให้ท่านแช่แข็งตัวอ่อน
    เพื่อให้มดลูกได้พักประมาณ 2-3 เดือนหลังจากการกระตุ้นไข่ แพทย์จะให้ยาเตรียมมดลูก และวางแผนการใส่ตัวอ่อนรอบแช่แข็งให้ท่าน

9. การแช่แข็งตัวอ่อน

ท่านสามารถทำการแช่แข็งตัวอ่อนที่เหลืออยู่เพื่อนำไปใช้ในการทำเด็กหลอดแก้วในอนาคตได้

10. การตรวจการตั้งครรภ์

ประมาณ 10 วันหลังการย้ายตัวอ่อน ท่านสามารถทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจการตั้งครรภ์ได้

  • หากผลลัพธ์เป็นบวก แพทย์จะให้คำแนะนำในการใช้ยาต่อเนื่องหรือการปฏิบัติตัว ท่านสามารถฝากครรภ์และคลอดธรรมชาติเหมือนการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติได้
  • หากผลลัพธ์เป็นลบ ท่านจะได้รับการตรวจสอบหาสาเหตุและแนวทางการรักษาเพื่อเพิ่มโอกาสในครั้งต่อไป

หมายเหตุ;

สามีและภรรยา จะต้องได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาภาวะติดเชื้อตามมาตรฐานของห้องปฏิบัตการตัวอ่อน


ขั้นตอนแนะนำการเตรียมตัว

1. เข้ารับการปรึกษากับผู้ให้คำปรึกษาด้านการทำเด็กหลอดแก้วของเรา

ท่านสามารถติดต่อขอลงนัดได้ที่ 02 252 3833 หรือที่เว็บไซต์ของเรา www.safefertilitycenter.com
ในการพบกันครั้งแรก ผู้ดูแลส่วนตัวของท่านจะทำการสอบถามถึงประวัติการรักษาที่เกี่ยวข้องกับการทำเด็กหลอดแก้ว และอธิบายถึงกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วให้ท่านทราบและเข้าใจ ทั้งนี้ การทำเด็กหลอดแก้วไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับทุกคู่สมรสเสมอไป ยังมีวิธีการอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถนำไปสู่การตั้งครรภ์ได้ด้วยเช่นกัน

2. ลงทะเบียนและกรอกประวัติการรักษาเบื้องต้น

หากท่านตัดสินใจที่จะทำเด็กหลอดแก้วกับเรา ผู้ดูแลจะนำแบบฟอร์มลงทะเบียนให้ท่านกรอกและส่งคืน โดยในการมาคลินิกครั้งแรกท่านจำเป็นจะต้องเข้ารับการการตรวจ ดังนี้

  • การเจาะเลือดของทั้งคู่สามีภรรยา
  • การสแกนอัลตราซาวด์ของฝ่ายภรรยา
  • การตรวจผลสเปิร์มของฝ่ายสามี

3. ลงนัดกับ เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ เซ็นเตอร์

เมื่อท่านทำการติดต่อกับผู้ดูแลส่วนตัวของท่าน ทางผู้ดูแลจะทำการจัดตารางนัดหมายให้ท่านพร้อมกับการให้คำปรึกษาและการชำระเงินต่างๆ

4. ลงนามในหนังสือยินยอม

ท่านจำเป็นจะต้องลงนามในหนังสือยินยอม เพื่อเป็นการอนุญาตให้ทางคลินิกดำเนินการทำเด็กหลอดแก้ว

5. ยืนยันแผนการรักษากับผู้ดูแลของท่าน

เมื่อท่านได้รับผลการตรวจของท่านแล้ว ทางผู้ดูแลจะนัดพบท่านในลำดับถัดไป เพื่อยืนยันแผนการรักษาการทำเด็กหลอดแก้ว

6. เริ่มกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว


เซฟ เฟอร์ทิลี้ตี้ เซ็นเตอร์ เราเข้าใจว่าการที่จะเริ่มต้นการรักษานั้น มันเป็นเวลาที่เคร่งเครียดและน่ากังวลมากแค่ไหนสำหรับทั้งคุณและคู่ของคุณ

ดังนั้น การเข้ามาพูดคุยปรึกษากันครั้งแรกที่ เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ เซ็นเตอร์ นั้นเราตั้งใจที่จะให้การเข้ามาในครั้งนี้เป็นการเข้ามาที่ทำให้คุณได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เป็นการปรึกษาที่มีประสิทธิภาพและเฉพาะแต่ละบุคคล เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธภาพที่สุดด้วยการดูแลที่ทำให้ในระหว่างการเข้ามาปรึกษาครั้งแรก

คุณจะได้รับการแนะนำทีมผู้เชี่ยวชาญที่จะได้รับมอบหมายให้ดูแลคุณ โดยทีมผู้ดูแลนี้จะสื่อสารกันในทีมรวมทั้งสื่อสารกับคุณตลอดระหว่างการรักษา เพื่อให้แน่ใจว่าทุกรายละเอียดของคุณได้รับการพิจารณา รวมถึงคำถามและความกังวลของคุณนั้นได้รับการตอบสนอง จากนั้นคุณจะได้พบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผู้ซึ่งจะทบทวนประวัติการรักษาของคุณและวินิจฉัยจากข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งแพทย์อาจจะทำการอัลตราซาวนด์เพื่อให้มองเห็นรังไข่และมดลูกของคุณ แล้วคุณจะได้พบกับพยาบาลที่จะคอยดูแลคุณ โดยพยาบาลจะทำตรวจสอบและให้การแนะนำ รวมทั้งวางแผนการรักษาเพื่อช่วยให้คุณสามารถวางแผนตารางเวลาในการรักษาได้

จุดประสงค์ของเรา

เพื่อให้การปรึกษาและการรักษาด้านภาวะมีบุตรยากที่ เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ เซ็นเตอร์ ของคุณนั้นประสบผลสำเร็จเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยให้ข้อมูลและผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ หนทางที่ดีที่สุดในการหาคำตอบที่คุณกำลังมองหาอยู่นั้น คือการให้ข้อมูลกับทีมผู้ดูแลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เกี่ยวกับประวัติการรักษาและผลจากการรักษาที่ผ่านมาของคุณ

 

 

เด็กหลอดเเก้ว

เด็กหลอดแก้ว (IVF: In Vitro Fertilization) เป็นวิธีการทางเลือกที่ใช้รักษาภาวะมีบุตรยากแบบปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ด้วยการนำไข่ของฝ่ายหญิงและอสุจิของฝ่ายชายไปผสมในภาชนะในห้องปฏิบัติการ เมื่อเกิดการปฏิสนธิแล้ว แพทย์จึงนำตัวอ่อน (Embryo) ใส่กลับเข้าไปให้ฝังตัวภายในมดลูกของฝ่ายหญิงจนเกิดการตั้งครรภ์

เด็กหลอดแก้ว

เด็กหลอดแก้ว ใช้ในกรณีใด ?

  • ผู้หญิงที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยากและไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ที่พยายามมีลูกด้วยการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี  หรือพยายามรักษาด้วยวิธีการอื่นซึ่งสะดวกกว่าหรือมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแล้วไม่ได้ผล
  • แพทย์จะแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้วในผู้หญิงอายุมากแล้วต้องการมีบุตร โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี
  • ผู้ที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยากเนื่องจากฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายมีปัญหาสุขภาพดังต่อไปนี้
    • ท่อนำไข่ (ปีกมดลูก) เกิดความเสียหายหรืออุดตัน ทำให้ไข่ไม่ได้รับการผสมหรือตัวอ่อนไม่สามารถเคลื่อนที่ไปฝังตัวในมดลูกได้
    • มีความผิดปกติเกี่ยวกับการตกไข่ เช่น การตกไข่จำนวนน้อย หรือไม่มีการตกไข่ในบางเดือน ซึ่งทำให้ไข่มีโอกาสได้รับการผสมน้อยลง
    • ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย รังไข่ไม่สามารถทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนให้เพียงพอต่อการตกไข่ตามปกติ ก่อนอายุ 40 ปี
    • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ คือ ภาวะที่มีเนื้อเยื่อเกิดขึ้นและเจริญเติบโตนอกมดลูก ซึ่งจะรบกวนการทำงานของระบบรังไข่ มดลูก และท่อนำไข่
    • มีเนื้องอกมดลูกเกิดขึ้นที่ผนังมดลูก ซึ่งจะรบกวนกระบวนการฝังตัวของไข่ที่ผนังมดลูก มักพบในผู้หญิงช่วงอายุ 30-40 ปี
    • เคยทำหมันด้วยการตัดหรือผูกท่อนำไข่มาก่อน หากเป็นการทำหมันที่ไม่สามารถแก้ไขได้ วิธีการเด็กหลอดแก้วจะเป็นทางเลือกที่ทำให้ผู้หญิงสามารถตั้งครรภ์ได้
    • ฝ่ายชายผลิตอสุจิได้จำนวนน้อย อสุจิไม่มีประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ หรืออสุจิมีขนาดและรูปร่างผิดปกติ ซึ่งจะทำให้อสุจิเคลื่อนตัวเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ได้ยากขึ้น
    • ภาวะมีบุตรยากที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้
    • ความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้อาจเกิดความผิดปกติของตัวอ่อนก่อนการฝังตัวที่มดลูก วิธีการเด็กหลอดแก้วจะช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงและไม่มีความผิดปกติ ก่อนทำการฉีดกลับเข้าไปฝังตัวที่มดลูก เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ลูกที่เกิดมามีความผิดปกติทางพันธุกรรมไปด้วย
    • อยู่ในระหว่างการเจ็บป่วยหรือการรักษาตัวที่ทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เช่น ป่วยด้วยโรคมะเร็ง จึงต้องบำบัดด้วยรังสีบำบัดและเคมีบำบัด ในกรณีนี้ผู้ป่วยสามารถเก็บไข่ที่ยังไม่ได้ผสมแช่แช็งไว้ในห้องปฏิบัติการ หรือสามารถเก็บไข่ที่ผสมกับสเปิร์มเป็นตัวอ่อนแล้วแช่แข็งไว้ในห้องปฏิบัติการแล้วค่อยใส่กลับเข้าไปทำให้เกิดการตั้งภรรภ์ได้ในภายหลัง

ข้อจำกัดของการทำเด็กหลอดแก้ว

  • ผู้ที่มีมดลูกไม่แข็งแรงหรือมดลูกทำงานผิดปกติ จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
  • ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพร้ายแรงและจะเป็นอันตรายหากตั้งครรภ์

หากประสบปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้วทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถตั้งครรภ์ด้วยตนเองได้ สามารถเก็บไข่และสเปิร์มเพื่อทำเด็กหลอดแก้ว แล้วใส่กลับเข้าไปให้อาสาสมัครที่ไว้ใจตั้งครรภ์แทนได้ หรือหากไม่สามารถใช้สเปิร์มของฝ่ายชายได้ สามารถเลือกรับสเปิร์มที่มีผู้บริจาคได้เช่นกัน

การเตรียมการก่อนทำเด็กหลอดแก้ว

ปรึกษาแพทย์

เมื่อประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก และพยายามมีบุตรด้วยวิธีการอื่นแล้วไม่ได้ผล ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาขอคำแนะนำ ผู้ป่วยจะตัดสินใจเข้ารับการรักษาร่วมกับแพทย์ โดยพิจารณาจากประวัติของผู้ป่วย และประวัติการรักษาที่ผ่านมาของผู้ป่วย ข้อดี ข้อเสีย ความเสี่ยง โอกาสประสบความสำเร็จ และค่าใช้จ่ายในการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งราคาการทำเด็กหลอดแก้วในประเทศไทยจะอยู่ที่ประมาณ 100,000-300,000 บาทต่อครั้ง จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายผู้ป่วยและทดสอบคัดกรองด้วยวิธีต่าง ๆ ก่อนวางแผนรักษาและนัดหมายในขั้นตอนต่อไป

การทดสอบคัดกรองก่อนการรักษา

  • การทดสอบการทำงานของรังไข่ แพทย์อาจตรวจเลือดในช่วง 2-3 วันแรกที่มีประจำเดือน เพื่อตรวจหาฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตของไข่ (Follicle-Stimulating Hormone: FSH) ฮอร์โมนเอสทราไดออล และฮอร์โมนแอนติมูลเลอเรียน ซึ่งเป็นแนวทางในการตรวจดูคุณภาพและปริมาณของไข่ในฝ่ายหญิง และแนวโน้มในการตอบสนองต่อการใช้ยากระตุ้นไข่ โดยมักจะทำร่วมกันกับการอัลตราซาวด์รังไข่
  • การตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ แพทย์จะตรวจน้ำอสุจิดูความสมบูรณ์ หากการตรวจอสุจิไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาของการตกไข่ของฝ่ายหญิง แพทย์จะเก็บตัวอย่างน้ำอสุจิไว้เพื่อทำการวิเคราะห์ก่อน และเก็บตัวอย่างน้ำอสุจิอีกครั้งเมื่อจะทำการผสมเพื่อทำเด็กหลอดแก้ว
  • การตรวจคัดกรองภาวะติดเชื้อ เป็นการตรวจหาภาวะติดเชื้อทั้งในฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัสร้ายแรงอย่างเอชไอวี
  • การทดสอบถ่ายฝากตัวอ่อน แพทย์จะทดสอบความลึกของมดลูกเพื่อเตรียมการก่อนการถ่ายฝากตัวอ่อนที่ปฏิสนธิแล้วเข้าไปในมดลูก เพื่อเตรียมการและประเมินโอกาสประสบความสำเร็จ
  • การทดสอบโพรงมดลูก แพทย์จะทดสอบโพรงมดลูกก่อนเริ่มทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธีการฉีดของเหลวเข้าไปในโพรงมดลูกผ่านทางช่องคลอดแล้วดูภาพจากอัลตราซาวด์(Sonohysterography) หรือการส่องกล้องในโพรงมดลูก (Hysteroscopy) ที่แพทย์จะสอดกล้องเทเลสโคป (Telescope) เข้าไปทางช่องคลอดเพื่อส่องตรวจภายในโพรงมดลูก

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว อาจมีความแตกต่างกันในแต่ละคลินิกหรือสถานพยาบาล โดยวิธีการหลัก ๆ มีดังนี้

ขั้นตอนของฝ่ายหญิง

  • ขั้นที่ 1 ควบคุมรอบเดือน
  • ขั้นที่ 2 กระตุ้นการตกไข่ แพทย์จะให้ฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตของไข่ (Follicle-Stimulating Hormone: FSH) ผู้ป่วยสามารถฉีดได้เองทุกวันที่บ้านเป็นเวลาประมาณ 10-12 วัน เพื่อเพิ่มการผลิตไข่ให้ได้จำนวนไข่มากขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสในการเลือกไข่ที่สมบูรณ์ที่สุดเมื่อผสมกับอสุจิของฝ่ายชาย และแพทย์อาจให้ฉีดยาป้องกันการตกไข่ก่อนเวลาอันควรร่วมด้วย เป็นการเพิ่มโอกาสในการเลือกไข่ที่สมบูรณ์ที่สุด
  • ขั้นที่ 3 ตรวจความคืบหน้า แพทย์จะตรวจความคืบหน้าหลังผู้ป่วยได้รับยาและฮอร์โมนกระตุ้นการผลิตไข่ด้วยการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูจำนวนและขนาดของไข่หรือตรวจเลือดเพื่อดูปริมาณฮอร์โมนในร่างกาย และจะฉีดฮอร์โมนเข็มสุดท้ายเมื่อไข่เจริญเติบโตเต็มที่เพื่อกระตุ้นให้ไข่ตก ประมาณ 34-38 ชั่วโมงก่อนการเก็บไข่
  • ขั้นที่ 4 เก็บไข่รอการผสม แพทย์จะให้ยาชาหรือยาสลบแก่ผู้ป่วยแล้วจึงใช้เข็มดูดไข่ออกมาผ่านทางช่องคลอด โดยแพทย์จะดูภาพผ่านอัลตราซาวด์ และขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที
  • ขั้นที่ 5 ผสมไข่กับอสุจิ หลังการเก็บไข่ แพทย์จะให้ยาฮอร์โมนแก่ผู้ป่วยเพื่อเตรียมผนังมดลูกให้พร้อมรับการตั้งครรภ์ อาจเป็นในรูปแบบสอดในช่องคลอด เจล หรือยาฉีด จากนั้นแพทย์จะนำไข่ที่เก็บจากฝ่ายหญิงกับสเปิร์มที่ได้จากฝ่ายชายไปผสมจนเกิดการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ โดยแพทย์จะตรวจผลว่ามีการปฏิสนธิหรือไม่หลังผ่านไป 16-20 ชั่วโมง หากมีการปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะเติบโตในอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการ ก่อนแพทย์จะนัดหมายกับผู้ป่วยเพื่อฉีดตัวอ่อนให้เข้าไปฝังตัวในมดลูกในขั้นต่อไป
  • ขั้นที่ 6 ถ่ายฝากตัวอ่อน ประมาณ 2-3 วันหลังการเก็บไข่ และการผสมไข่กับสเปิร์มจนปฏิสนธิจนกลายเป็นตัวอ่อนแล้ว แพทย์จะเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุดแล้วฉีดกลับเข้าไปในมดลูกผ่านทางท่อที่สอดใส่ผ่านช่องคลอดไปถึงมดลูก ขั้นตอนนี้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องได้รับยาชาหรือยาสลบแต่อย่างใด โดยปกติจะถ่ายฝากตัวอ่อนที่สมบูรณ์ที่สุดเพียงตัวเดียว แต่บางกรณีที่มีปัจจัยทางการแพทย์ เช่น ไม่มีตัวอ่อนที่คุณภาพดีที่สุด หรือผู้ป่วยที่ต้องการตั้งครรภ์มีอายุมากประมาณ 40-42 ปีขึ้นไป แพทย์อาจใส่ตัวอ่อนเพิ่ม แต่ไม่ควรเกิน 2 ตัวเพื่อลดโอกาสเกิดการตั้งครรภ์แฝด ทั้งนี้จำนวนตัวอ่อนที่ใส่เข้าไป แพทย์และผู้ป่วยควรจะทำการตัดสินใจร่วมกัน

ขั้นตอนของฝ่ายชาย

น้ำอสุจิหรือสเปิร์มของฝ่ายชายจะถูกเก็บพร้อม ๆ กับช่วงที่เก็บไข่ของฝ่ายหญิง โดยน้ำอสุจิที่ถูกเก็บแล้วจะถูกนำมาล้างและปั่นเพื่อเลือกเสปิร์มที่สมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด

หลังการถ่ายฝากตัวอ่อน

หลังถ่ายฝากตัวอ่อนเข้าไปในมดลูก ผู้ป่วยที่ไม่มีปัญหาสุขภาพสามารถกลับบ้านและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ในบางกรณีเท่านั้นที่ต้องพักดูอาการที่โรงพยาบาล เช่น ผู้ที่มีความเสี่ยงต่ออาการรังไข่ตอบสนองต่อการกระตุ้นมากเกินไป (OHSS หรือ Ovarian Hyperstimulation Syndrome) โดยผู้หญิงที่ได้รับการถ่ายฝากตัวอ่อนแล้วต้องมาพบแพทย์ใน 12-14 วันให้หลังเพื่อตรวจการตั้งครรภ์ และต้องใช้ยาหรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนต่อไปอีก 8-10 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยให้ผนังมดลูกหนาขึ้นเอื้อต่อการฝังตัวของตัวอ่อน และป้องกันการแท้งลูก

แม้ขั้นตอนการถ่ายฝากตัวอ่อนจะลุล่วงไปแล้ว แต่เมื่อผู้ป่วยกลับมาพักที่บ้าน ควรสังเกตและเฝ้าระวังอาการที่เป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา

  • มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
  • ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • ปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีเลือดปน
  • มีเลือดไหลออกจากช่องคลอดจำนวนมาก

การทำเด็กหลอดแก้วที่ประสบความสำเร็จ

อัตราการเกิดที่มาจากความสำเร็จในการตั้งครรภ์จากเด็กหลอดแก้วในกลุ่มผู้หญิงอายุ 34 ปีลงมา อยู่ที่ 30-40% ในการถ่ายฝากตัวอ่อนครั้งแรก และอัตราการเกิดลดต่ำลงมากในกลุ่มผู้หญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร การทำเด็กหลอดแก้วอาจส่งผลต่อทั้งสภาพร่างกายและสภาพจิตใจของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย บางคู่อาจมีปัญหาความยากลำบากในการปรับตัวเพื่อมีลูกจากการทำเด็กหลอดแก้ว ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรพูดคุยและได้รับกำลังใจจากทั้งครอบครัว บุคคลใกล้ชิด และสามารถเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักบำบัดได้เช่นกัน โดยแพทย์หรือนักบำบัดอาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มบำบัด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และให้กำลังใจซึ่งกันและกันในกลุ่มผู้ที่ทำเด็กหลอดแก้วเช่นเดียวกัน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตและปรับตัวพร้อมรับสมาชิกใหม่ที่เกิดมา

การทำเด็กหลอดแก้วที่ไม่ประสบความสำเร็จ

สำหรับผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว ควรเว้นช่วงหลาย ๆ เดือนเพื่อพักฟื้นสภาพร่างกายและจิตใจ ก่อนจะคิดเรื่องการมีบุตรและพยายามใหม่อีกครั้ง ระหว่างนี้ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงสาเหตุที่ทำให้การตั้งครรภ์ล้มเหลว เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการประสบความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้ว และหากยังต้องการมีบุตร ควรเลือกวิธีการที่เหมาะสมต่อไป โดยผู้ป่วยและคู่ครองควรพูดคุยปรึกษากันถึงความพร้อมทางสภาพร่างกายและจิตใจก่อนจะดำเนินการขั้นตอนใดต่อไป ส่วนด้านสภาพจิตใจ ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ นักบำบัด หรือเข้าร่วมกลุ่มบำบัด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และให้กำลังใจซึ่งกันและกันได้เช่นเดียวกัน

ความเสี่ยงจากการทำเด็กหลอดแก้ว

  • ความเครียด การทำเด็กหลอดแก้วส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และสภาวะทางการเงินของผู้ป่วย จึงเป็นเหตุทำให้เกิดความเครียดได้ ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรพูดคุยและได้รับกำลังใจจากทั้งครอบครัว บุคคลใกล้ชิด และสามารถเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักบำบัดได้เช่นกัน โดยแพทย์หรือนักบำบัดอาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มบำบัด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และให้กำลังใจซึ่งกันและกันในกลุ่มผู้ที่ทำเด็กหลอดแก้วเช่นเดียวกัน
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาในระหว่างกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วและการถ่ายฝากตัวอ่อน เช่น ปวดหัว ร้อนวูบวาบ กระสับกระส่าย รู้สึกไม่ดี หงุดหงิด
  • อาการรังไข่ตอบสนองต่อการกระตุ้นมากเกินไป เนื่องจากได้รับฮอร์โมนกระตุ้นที่เกี่ยวกับการตั้งงครรภ์ (Human Chorionic Gonadotropin: HCG) มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้รังไข่บวมและสร้างความเจ็บปวดได้ โดยจะมีอาการแสดง เช่น ปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง เป็นต้น
  • ตั้งครรภ์ลูกแฝด ในบางรายที่มีการถ่ายฝากตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว ตัวอ่อนทั้งหมดอาจฝังตัวที่ผนังมดลูกและตั้งครรภ์ลูกแฝดได้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้เป็นแม่ที่ต้องอุ้มท้องลูก 2 คน และเสี่ยงต่อภาวะที่เด็กเกิดมามีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยไปด้วย
  • คลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย มีความเสี่ยงที่เด็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วอาจคลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย
  • แท้งลูก อัตราการแท้งลูกของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เด็กหลอดแก้วอยู่ที่ 15-25% โดยอัตราจะแปรผันเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ที่ตั้งครรภ์
  • ภาวะแทรกซ้อนจากกระบวนการเก็บไข่ ในขั้นตอนการเก็บไข่ ทั้งการใช้ยาสลบ ยาชา หรือที่แพทย์ต้องใช้เข็มดูดเอาไข่ออกมาอาจทำให้เกิดแผล มีเลือดไหล เกิดการติดเชื้อ หรือสร้างความเสียหายต่อลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ และเส้นเลือดในบริเวณใกล้เคียงได้
  • ตั้งครรภ์นอกมดลูก ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วอาจไปฝังตัวที่บริเวณท่อนำไข่แทนที่จะฝังตัวและเจริญเติบโตภายในมดลูก ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ โดยมีความเสี่ยงที่จะเกิดการตั้งครรภ์ในลักษณะนี้เพียง 2-5% เท่านั้น
  • พิการแต่กำเนิด เป็นผลที่เกิดจากความเสี่ยงที่ผู้เป็นแม่ตั้งครรภ์เมื่อมีอายุมาก แต่ยังไม่มีงานวิจัยสนับสนุนว่าการทำเด็กหลอดแก้วจะเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะพิการแต่กำเนิดมากขึ้น
  • ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เด็กหลอดแก้ว

หัวใจวาย หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

หัวใจวาย หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

หัวใจวาย หรือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เกิดจากมีการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลันและขัดขวางการไหลของเลือดจนทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้ เมื่อหัวใจขาดเลือด ผลที่ตามมาก็คือกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคหัวใจวาย

    สาเหตุการเกิดหัวใจวายหรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

โรคนี้เกิดจากการมีลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลัน ซึ่งลิ่มเลือดเหล่านี้เกิดจากการที่ร่างกายมีภาวะไขมันมากเกินไปจนพอกเป็นตะกรัน (plaque) เกาะอยู่ตามผนังของหลอดเลือด เมื่อรวมเข้ากับเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มากัดกินก็ทำให้เกิดเป็นกลุ่มเซลล์ที่ไม่สามารถดูดกลับเข้าไปในร่างกายได้ แต่กลับฝังตัวอยู่ในผนังหลอดเลือดแทน เมื่อเวลาผ่านไป ตะกรันนี้จะแตกตัวหรือปริออก หลอดเลือดจะพยายามซ่อมแซมตัวเอง จนเกิดลิ่มเลือดไปอุดกั้นหลอดเลือด ถ้าเป็นการแตกตัวที่หลอดเลือดแขนงเล็ก ผู้ป่วยจะมีเพียงอาการเจ็บหน้าอก แต่ถ้าลิ่มเลือดนี้อุดตันหลอดเลือดขนาดใหญ่ก็อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

    ปัจจัยเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลัน (หัวใจวาย)

  • ความดันโลหิตสูง
  • ไขมันในเลือดสูง
  • เบาหวาน
  • การสูบบุหรี่
  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
  • โรคอ้วน

   อาการนำที่สำคัญที่ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์

โรคนี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน บางรายอาจมีสุขภาพปกติแข็งแรงดี แต่อยู่ๆ ก็มีอาการผิดปกติ อาการผิดปกติที่สำคัญที่สุดที่สามารถสังเกตได้ เช่น

  • เจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตรงกลางอก และเป็นนานเกินกว่าหนึ่งนาทีขึ้นไป
  • เจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปยังบริเวณคอ กราม ไหล่และแขนทั้งสองข้าง
  • มีเหงื่อออกตามร่างกาย
  • เหนื่อยง่าย หายใจถี่กระชั้น
  • วิงเวียน หน้ามืด
  • ชีพจรเต้นเร็ว

   การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันและแคลอรีสูง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเค็มจัด อาหารจานด่วนหรืออาหารสำเร็จรูป ลดเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล และเน้นการบริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้น
  • หยุดสูบบุหรี่
  • ลดความเครียด
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

เด็กหลอดเเก้ว…

เด็กหลอดแก้ว ก็คือเด็กที่เกิดจากการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ซึ่งไม่ใช่วิธีทางธรรมชาติ โดยที่มาของคำว่าเด็กหลอดแก้วนั้น เกิดจากการที่ขั้นตอนในการปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มและเซลล์ไข่ จะต้องทำในหลอดทดลองที่มีลักษณะเป็นหลอดแก้ว จึงถูกเรียกว่าเด็กหลอดแก้วนั่นเอง และเนื่องจากเป็นวิธีที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงทำให้ผู้คนที่มีบุตรยาก นิยมหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีด้วยการทำเด็กหลอดแก้วมากขึ้น

ปัจจัยพิจารณาในการทำเด็กหลอดแก้ว

อย่างไรก็ตามการทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ด้วย ซึ่งผู้ที่จะทำเด็กหลอดแก้วจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในภาวะมีบุตรยากจริงๆ และมีสุขภาพที่แข็งแรงมากพอที่จะตั้งครรภ์ได้ โดยมีปัจจัยที่ทางแพทย์จะทำการพิจารณา ดังนี้

พิจารณาฝ่ายชาย

1.ฝ่ายชายมีความผิดปกติของเชื้ออสุจิหรือคุณภาพของตัวอสุจิต่ำมาก จึงไม่สามารถมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติได้ แต่อย่างไรก็ตามหากเชื้ออสุจิของฝ่ายชายไม่แข็งแรง การทำเด็กหลอดแก้วก็อาจไม่ได้ผลเช่นกัน

2.มีปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ จึงไม่สามารถมีบุตรได้หรือมีโอกาสที่จะมีบุตรน้อยมาก

โฆษณาจาก HonestDocs

เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

พิจารณาฝ่ายหญิง

1.ระบบท่อนำไข่มีความผิดปกติ เช่น ท่อนำไข่อุดตัน เคยผ่าตัดมาก่อนและเคยเกิดการกระทบกระเทือนที่ทำให้ท่อนำไข่เกิดความเสียหาย เป็นต้น จึงทำให้มีบุตรยากและบางรายก็อาจมีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติอีกด้วย

2.ฮอร์โมนเพศผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง ส่วนใหญ่จะมีอาการประจำเดือนขาดร่วมด้วย (แต่ไม่ตั้งครรภ์)

3.พยายามจะมีบุตรมาแล้วมากกว่า 3 ปี โดยไม่ได้ป้องกันด้วยวิธีใดเลย แต่ก็ไม่ตั้งครรภ์

4.มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือไม่ เพื่อจะได้หาหนทางแก้ปัญหาไม่ให้ลูกที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วมีความผิดปกติทางพันธุกรรมไปด้วย

5.ช่วงอายุของผู้ทำเด็กหลอดแก้ว โดยส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้วได้สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากว่ามีปัจจัยร้ายแรงที่ทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้จริงๆ เช่น รังไข่เสื่อมก่อนวัย เคยทำหมันด้วยการผูกท่อนำไข่หรือกำลังอยู่ในระหว่างเจ็บป่วยที่ส่งผลให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เป็นต้น

ควรเตรียมตัวก่อนทำเด็กหลอดแก้วอย่างไรบ้าง?

ก่อนทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการไปพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและตรวจวินิจฉัยปัจจัยต่างๆ ว่าสามารถทำเด็กหลอดแก้วได้หรือไม่ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจทดสอบการทำงานของรังไข่ ตรวจคัดกรองภาวะติดเชื้อ ทดสอบโพรงมดลูก วิเคราะห์คุณภาพและความผิดปกติของน้ำอสุจิ รวมถึงการทดสอบถ่ายฝากตัวอ่อน โดยหากผ่านการทดสอบเหล่านี้ก็จะสามารถทำเด็กหลอดแก้วได้ ขั้นตอนต่อไปก็คือ เตรียมตัวตามที่แพทย์แนะนำและเตรียมเงินค่ารักษา ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 100,000-300,000 บาทต่อครั้งเลยทีเดียว

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว

สำหรับขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว อาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละคลินิกหรือสถานพยาบาลนั้นๆ แต่ก็สามารถสรุปเป็นขั้นตอนหลักๆ ได้ดังนี้

  • ควบคุมรอบเดือนให้ประจำเดือนมาปกติ จากนั้นแพทย์จะฉีดยากระตุ้นการตกไข่ ซึ่งต้องฉีดต่อเนื่องเป็นประจำประมาณ 10-12 วัน
  • ตรวจสอบความคืบหน้าของการกระตุ้นการตกไข่ และฉีดฮอร์โมนเข็มสุดท้ายก่อนเก็บไข่ประมาณ 34-38 ชั่วโมง
  • เก็บไข่ โดยแพทย์จะดูดไข่ออกจากช่องคลอด ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ซึ่งระหว่างนั้นแพทย์ก็จะให้ยาสลบหรือยาชาแก่ผู้ป่วย
  • แพทย์นำไข่และสเปิร์มที่ได้ไปทำการปฏิสนธิกันในห้องปฏิบัติการ พร้อมกับฉีดยาฮอร์โมนให้กับฝ่ายหญิงเพื่อเตรียมมดลูกให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์
  • เมื่อตัวอ่อนมีความแข็งแรงพอแล้ว แพทย์จะนัดเพื่อฉีดตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูก เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

ระยะเวลาและโอกาสในการทำสำเร็จ

ระยะเวลาในการทำเด็กหลอดแก้วจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ ซึ่งมีโอกาสสำเร็จอยู่ที่ 15-35 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับสุขภาพของว่าที่คุณแม่และปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง นอกจากนี้การทำเด็กหลอดแก้วก็มีโอกาสที่เด็กจะไม่แข็งแรงและอาจเกิดความพิการได้ไม่ต่างจากการตั้งครรภ์ธรรมดาเช่นกัน

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

การทำเด็กหลอดแก้วอาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นกับว่าที่คุณแม่หลังจากถ่ายฝากตัวอ่อนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีความเสี่ยงที่มักจะเกิดขึ้นมากที่สุดดังนี้

1.รังไข่บวม เนื่องจากได้รับฮอร์โมนกระตุ้นมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด หายใจลำบากและอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วงได้

2.ตั้งครรภ์นอกมดลูก เพราะไข่เข้าไปฝังตัวอยู่ในท่อนำไข่แทนที่จะเป็นมดลูก ซึ่งภาวะนี้เด็กจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และต้องผ่าเอาเด็กออก

3.เกิดความเครียด เนื่องจากการทำเด็กหลอดแก้วส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกายและจิตใจหลายอย่าง ต้องอาศัยกำลังใจจากคนรอบข้างและการบำบัดเป็นหลัก

4.ได้รับผลข้างเคียงจากยา ผู้ทำอาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาในขณะถ่ายฝากตัวอ่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหัว กระสับกระส่าย ร้อนวูบวาบและอารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย

5.เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะทำให้ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยมาก และอาจมีปัญหาเรื่องการหายใจ เพราะปอดยังพัฒนาไม่เต็มที่

6.เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน อาจมีภาวะแทรกซ้อนในขั้นตอนการเก็บไข่ เช่น การติดเชื้อ เกิดแผลในมดลูกและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ได้

7.มีโอกาสตั้งครรภ์แฝด ซึ่งหากสุขภาพของคุณแม่ไม่แข็งแรง ก็อาจทำให้คลอดก่อนกำหนดหรือทารกมีน้ำหนักตัวน้อยได้ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีการถ่ายฝากตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว

การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นนวัตกรรมที่มีความทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่มีบุตรยากสามารถมีบุตรได้อย่างที่ต้องการ เพียงนำสเปิร์มของฝ่ายชายและเซลล์ไข่ของฝ่ายหญิงมาปฏิสนธิกันภายนอกร่างกาย ก่อนจะนำกลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิงเพื่อการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติต่อไป แต่อย่างไรก็ตามการทำเด็กหลอดแก้วก็อาจเกิดความผิดพลาดและมีความเสี่ยงเช่นกัน ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อนทำ และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเสมอ

 

 

เทคโนโลยีช่วยในการมีบุตร

การทำอิ๊กซี่ (ICSI Treatment)

การทำอิ๊กซี่เป็นวิธีการคัดเชื้ออสุจิที่สมบูรณ์แข็งแรงเพียงตัวเดียวโดยไม่รอให้เกิดการปฏิสนธิกันเอง ทำให้ช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิ ซึ่งขั้นตอนคล้ายกับการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) การทำดังกล่าวต้องทำผ่านเครื่องมือพิเศษที่ประกอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ และเข็มขนาดเล็กเพื่อจับไข่และฉีดตัวอสุจิเข้าไปในไข่  นอกจากนี้การทำ ICSI ยังช่วยลดปัญหาการปฏิสนธิแบบผิดปกติ อันเนื่องมาจากไข่และสเปิร์ม เช่น การเกิดการผสมด้วยจำนวนของสเปิร์มหลายตัว

หลักการและวิธีการของเทคโนโลยี

การทำ ICSI เป็นการปฎิสนธินอกร่างกายที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยในการปฏิสนธิสำหรับผู้มีบุตรยาก
การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ต่างจากการทำ ICSI ตรงที่ การทำอิ๊กซี่ (ICSI) จะไม่ต้องรอให้เกิดการปฏิสนธิกันเอง

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

ICSI เป็นวิวัฒนาการในวงการแพทย์ที่จะช่วยแก้ปัญหาภาวะผู้มีบุตรยากของคู่สมรสที่แต่งงานกันมาหลายปี และยังเป็นอีกทางเลือกสำหรับคู่ที่มีปัญหาการสืบพันธุ์อันเนื่องมาจากฝ่ายชาย โดยเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่เพิ่มเติมมาจากการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งช่วยให้ผลลัพธ์ของโอกาสที่จะเกิดการตั้งครรภ์อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2013/09/ferility treatment IVF ICSI embryo.jpg การทำอิ๊กซี่ การรักษาภาวะมีบุตรยากควบคู่กับการทำเด็กหลอดแก้ว

6ข้อดีของการทำอิ๊กซี่

1. ช่วยลดการเกิดทารกที่มีอาการดาวน์ซินโดรม รวมไปถึงความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย โรคกล้ามเนื้อลีบได้

2. ช่วยกลุ่มเสี่ยงผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก อายุเฉลี่ยที่ 35 ปีขึ้นไป

3. เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ สำหรับผู้ที่เคยรักษาโดยทำเด็กหลอดแก้วแล้วปฏิสนธิไม่ดี หรือไม่ตั้งครรภ์

4. ลดความเสี่ยงแท้งจากวิธีการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อตรวจหาอาการดาวน์ซินโดรม

5. ผลสำเร็จในการทำอิ๊กซี่สูงถึง 30-40% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของเชื้ออสุจิและขั้นตอนต่างๆ ในห้องปฏิบัติการ

6. สำหรับคู่สมรสที่อายุน้อยและไม่พร้อมที่จะมีลูก สามารถกระตุ้นไข่และเก็บฝากไข่ของตัวเองเอาไว้ก่อน เมื่อไหร่พร้อมสามารถนำไข่ออกมาทำอิ๊กซี่ได้ อสุจิก็สามารถแช่แข็งเอาไว้ได้เป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี

โรคความดันโลหิต

  ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ อย่างไม่ต้องสงสัย ภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจต้องรับภาระที่หนักหนาสาหัสมากขึ้น เนื่องจากหัวใจจำเป็นต้องใช้พลังมากมายในการสูบฉีดโลหิต นั่นจึงไม่แปลกเลยที่ผู้ป่วย ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเป็นเวลาต่อเนื่องกันหลายปี จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรค หัวใจมากกว่าคนปกติหลายเท่าตัว ความดันโลหิตของแต่ละบุคคล อาจจะแตกต่างกันไปตาม ส่วนสูง อายุ และสุขภาพของบุคคลนั้นๆ แต่อย่างไรก็ตามควรจะอยู่ในประมาณ 120/80 มม.ปรอท

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคความดันโลหิต

» Read more

โรคหัวใจ

หัวใจ (Heart)

หัวใจเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ มีขนาดเท่ากำปั้น ภายในกลวง หัวใจจะอยู่ใต้กระดูกหน้าอก โดยมีตำแหน่งอยู่ในบริเวณส่วนกลางของหน้าอก ค่อนข้างไปทางซ้ายเล็กน้อย

หัวใจมีหน้าที่สูบฉีดโลหิตเพื่อนำพาออกซิเจนและธาตุอาหารไปยังทุกส่วนของร่างกาย หัวใจแบ่งออกเป็น 4 ห้อง มี 2 ห้องบน และ 2 ห้องล่าง หัวใจซีกขวารับโลหิตที่ใช้แล้วจากร่างกาย แล้วสูบฉีดไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจน โลหิตที่มีออกซิเจนก็จะกลับไปยังหัวใจด้านซ้าย และก็จะถูกสูบฉีดโลหิตผ่านเส้นเลือดใหญ่ไปยังทุกส่วนของร่างกาย

ลิ้นปิดเปิดในหัวใจมี 4 ลิ้น มีตำแหน่งอยู่ระหว่างหัวใจห้องบนและหัวใจห้องล่าง และที่เส้นเลือดหลักในหัวใจ ลิ้นหัวใจทำหน้าที่กั้นเพื่อให้การสูบฉีดโลหิตไหลไปในทิศทางเดียว

 

ในขณะที่ร่างกายพักผ่อน หัวใจจะมีอัตราการเต้นประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที การเต้นหรือการบีบตัวแต่ละครั้งเกิดจากตัวกระตุ้นทางกระแสไฟฟ้าซึ่งถูกกระตุ้นโดยเซลล์พิเศษที่ชื่อ SA node กระแสไฟฟ้าที่ถูกกระตุ้นจาก SA node จะเดินทางผ่านชุดเส้นใยนำไฟฟ้าที่อยู่ทั่วทั้งห้องหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ

การคลอดลูก

ทางเลือกของการคลอดบุตร

การคลอดลูกมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการคลอดโดยไม่ใช้ยา การผ่าคลอด การคลอดในน้ำ หรือการกระตุ้นให้เจ็บครรภ์ตลอด มาดูกันค่ะว่าแต่ละวิธีแตกต่างกันอย่างไร

คลอดตามธรรมชาติโดยไม่ใช้ยา

การบรรเทาความเจ็บปวดเป็นทางเลือกของแต่ละคน คุณแม่หลายๆ คนเลือกการคลอดที่ปราศจากการใช้ยาใดๆ ในการวางแผนการคลอดบุตร คุณแม่สามารถเลือกรับการฉีดยาหลังจากที่ลูกน้อยคลอดออกมาแล้ว เพื่อช่วยให้คลอดเอารกออกมา หรือคุณแม่อาจคลอดรกได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งคุณแม่ควรรับทราบตัวเลือกของการบรรเทาความเจ็บปวดต่างๆ เผื่อไว้ และเพื่อความยืดหยุ่นในกระบวนการคลอด ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเราต่างต้องการให้คุณแม่และลูกน้อยมีความสุข และมีสุขภาพดี โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงวิธีการหรือขั้นตอนให้มากนัก

ทางเลือกของการคลอดบุตร

การผ่าคลอด

คุณแม่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเลือกการคลอดด้วยวิธีการผ่าคลอด ซึ่งเป็นการผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อนำเอาทารกออกมา การผ่าตามแนวขวางเหนือหัวหน่าวเล็กน้อยตามแนวขอบบิกินีทำให้เกิดรอยแผล แต่ก็จะจางลงเมื่อเวลาผ่านไป การผ่าคลอดในสมัยก่อนจะใช้เฉพาะกรณีที่คุณแม่ไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้ แต่ในปัจจุบันเหตุผลของการผ่าคลอดมีหลากหลาย เช่น เพื่อเร่งการคลอดกรณีที่คุณแม่มีปัญหาในการคลอดปกติที่อาจทำให้เกิดภาวะทารกในครรภ์มีอาการผิดปกติ ภาวะรกเกาะต่ำขวางปากมดลูก สายสะดือพันคอทารก หรือทารกอยู่ในท่าก้น (Breach Position)

ทางเลือกของการคลอดบุตร

การคลอดในน้ำ

การคลอดในน้ำเป็นวิธีที่ปลอดภัยโดยการคลอดลูกในขณะที่คุณแม่อยู่ในน้ำ ซึ่งหลายๆ โรงพยาบาลได้มีการคลอดวิธีนี้เพื่อเป็นตัวเลือกสำหรับคุณแม่ ลูกน้อยจะคลอดออกมาในลักษณะที่อยู่ใต้น้ำ และจะถูกนำตัวขึ้นมาเพื่อให้หายใจ วิธีนี้อาจฟังดูแปลกสำหรับมนุษย์เราที่ไม่สามารถหายใจในน้ำได้ แต่อย่าลืมว่า ตลอดเวลาที่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ เขาก็ลอยตัวอยู่ในน้ำคร่ำตลอดเวลา ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับลูกน้อยเลย

การกระตุ้นให้เจ็บครรภ์คลอด

กระบวนการคลอดจะถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นโดยวิธีทางการแพทย์ ก่อนที่จะสามารถดำเนินการคลอดตามธรรมชาติต่อไป เหตุผลที่ต้องมีการกระตุ้นให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอด ได้แก่ ครรภ์เกินกำหนดคลอด การคลอดทารกแฝดที่มากกว่า 1 คน ภาวะความดันโลหิตสูงในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งวิธีการกระตุ้นให้เจ็บครรภ์คลอดมีดังนี้
• การเจาะถุงน้ำคร่ำ วิธีนี้จะทำให้ถุงน้ำคร่ำแตกและไหลออกช้าๆ การเจาะถุงน้ำคร่ำนี้อาจใช้ร่วมกับวิธีการกระตุ้นให้เจ็บครรภ์คลอดอื่นๆ
• การใช้ยาในกลุ่มพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ตัวเจลยาจะถูกสอดเข้าทางช่องคลอดเพื่อทำให้ผนังช่องคลอดบางลง วิธีนี้อาจใช้เดี่ยวๆ หรือร่วมกับยากลุ่ม ออกซิโตซิน (Oxytocin)
• ยากลุ่มออกซิโตซิน (Oxytocin) เป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นซึ่งทำให้เกิดการบีบตัวของมดลูก การใช้ออกซิโตซินจะใช้ในปริมาณน้อยๆ หากการกระตุ้นด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล โดยจะฉีดเข้าทางกระแสเลือด เพื่อให้เกิดการบีบรัดตัวของมดลูก

โรคภาวะหัวใจล้มเหลว

โรคภาวะหัวใจล้มเหลว 😳

            ภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของการทำงานของหัวใจ โดยอาจเกิดจากมีความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ของหัวใจ ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายหรือรับเลือดกลับเข้าสู่หัวใจได้ตามปกติ

Related image

ชนิดของภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถแบ่งได้หลายชนิด แต่หากใช้การแบ่งตามระยะเวลาที่มีอาการสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (acute heart failure) เป็นภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการเกิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็วหรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการคงที่แต่กลับแย่ลงในเวลาไม่นาน
  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ( chronic heart failure) พบได้ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันมาก่อนหรือไม่ก็ได้ แต่ในขณะที่ทำการวินิจฉัยผู้ป่วยมีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวและ/หรือมีการทำงานที่ผิดปกติไปของหัวใจคงอยู่เป็นเวลานาน

สติการเป็นโรคหัวใจ

สำหรับสถานการณ์โรคหัวใจของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน พ.ศ. 2556 มีผู้เสียชีวิต 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน อัตราการป่วยต่อประชากรทุก 1 แสนคน ในปี 2555 เท่ากับ 427 คน เพิ่มจากปี 2547 ซึ่งมีอัตราการป่วยเท่ากับ 185 คน

อาการของภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลวทำให้เกิดอาการหรืออาการแสดงที่เกิดจากการที่เลือดออกจากหัวใจไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และอาการที่เกิดจากภาวะคั่งของน้ำและเกลือ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • อาการหายใจเหนื่อย เป็นอาการสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลว โดยอาจมีอาการเหนื่อยในขณะที่ออกแรง อาการเหนื่อย/หายใจไม่สะดวกในขณะนอนราบ บางครั้งจะมีอาการไอในขณะนอนราบด้วย หรือในขณะนอนหลับต้องตื่นขึ้นเนื่องจากมีอาการหายใจไม่สะดวกซึ่งเป็นอาการจำเพาะสำหรับภาวะหัวใจล้มเหลว
  • อ่อนเพลีย เกิดจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายลดลง ทำให้ความสามารถในการทนต่อการทำกิจกรรมหรือความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆ ของร่างกายลดลง
  • มีอาการบวมจากภาวะคั่งน้ำและเกลือ เช่น ที่เท้าและขามีลักษณะบวม กดบุ๋ม มีน้ำคั่งในปอดและอวัยวะภายใน เช่น มีตับ ม้ามโต มีน้ำในช่องท้อง ทำให้มีอาการท้องบวม ท้องโตขึ้น แน่นอึดอัด 🙁

Related image

สาเหตุของอาการภาวะหัวใจล้มเหลว

สำหรับสถานการณ์โรคหัวใจของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน พ.ศ. 2556 มีผู้เสียชีวิต 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน อัตราการป่วยต่อประชากรทุก 1 แสนคน ในปี 2555 เท่ากับ 427 คน เพิ่มจากปี 2547 ซึ่งมีอัตราการป่วยเท่ากับ 185 คน

แนวทางการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว

การรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวจะต้องพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัย เช่น สาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลว ความรุนแรงของโรค ระยะของโรค โรคอื่นๆ ที่พบร่วม เป็นต้น โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย การรักษามีเป้าหมายเพื่อลดอาการของผู้ป่วยและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยเน้นที่การยับยั้งหรือชะลอการเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินโรค เช่น

  • การรักษาด้วยยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต ยาเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ ยากลุ่มลดการกระตุ้นระบบนิวโรฮอร์โมน ยาขยายหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น
  • การใช้เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติชนิดฝังในร่างกาย การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวรชนิดที่ทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายและขวาบีบตัวพร้อมกัน ร่วมหรือไม่ร่วมกับเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติชนิดฝังในร่างกาย
  • การผ่าตัดใส่เครื่องช่วยการสูบฉีดเลือดของหัวใจ
  • การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ การผ่าตัดลิ้นหัวใจรั่ว

Related image

วิธีการป้องกัน 🙂

Image result for ภาวะหัวใจล้มเหลว

 

» Read more

ภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลว
“หัวใจ” เปรียบเสมือนศูนย์กลางของระบบไหลเวียนเลือด ที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อหัวใจเป็นส่วนสำคัญ ทำหน้าที่บีบและคลายตัวเป็นจังหวะ และมีลิ้นหัวใจปิด-เปิด เพื่อช่วยให้เลือดไหลไปในทิศทางที่ต้องการ เลือดจะนำออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นส่งไปยังอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย

เมื่อหัวใจทำงานผิดปกติทำให้เกิด ‘ภาวะหัวใจล้มเหลว’

ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงหรือขาดความยืดหยุ่นจึงไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทำให้หัวใจไม่มีกำลังในการสูบฉีดเลือดออกหรือเติมเลือดกลับเข้าสู่หัวใจ ผลที่เกิดก็คือมีเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง

ภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิดปัญหาต่ออวัยวะและกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ที่จะไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างเพียงพอ

 

สาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจล้มเหลว (Congestive heart failure – CHF) เกิดขึ้นเมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายได้อย่างพอเพียง เมื่อหัวใจอ่อนแอหรือถูกทำลาย ความสามารถในการสูบฉีดโลหิตอาจน้อยลง ผลที่ตามมาคือมีการคั่งของโลหิตในห้องหัวใจ ปอด หรือส่วนอื่นๆ ในร่างกาย
ภาวะหัวใจล้มเหลวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างเต็มที
ความผิดปกติของหัวใจที่ยังหลงเหลืออยู่จากโรคหัวใจอื่นๆ
กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่อาจเกิดจากแอลกอฮอล์ และสารเสพติด
ความผิดปกติของหัวใจจากไวรัส หรือโดยกำเนิด
แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม ก็สามารถช่วยให้ภาวะหัวใจล้มเหลวดีขึ้นได้

 

อาการของหัวใจล้มเหลว
หายใจเข้าได้ลำบาก อาจจะเป็นตลอดเวลา เป็นขณะออกกำลังกายหรือใช้แรงมาก หรือเป็นเฉพาะในเวลากลางคืน
น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการสะสมของน้ำในร่างกายมากกว่าไขมัน
มือ เท้า หรือท้องบวม
เหนื่อยมาก
ไอแห้ง ไออย่างรุนแรงและบ่อย
นอนหลับยาก
อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ด้วยการพักผ่อน ควบคุมอาหารและการใช้ยา

 

การดูแลตัวเอง สำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว

1 2 3 4 5 385